
กนอ.ร่วมกับ สวทช. หนุน SMEs ไทย ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่อนาคต
ถ่ายทอดโซลูชันวิจัย เทคโนโลยี AI และวิศวกรรมขั้นสูง ในเวที I-EA-T : SMEs Growth Acceleration
7 สิงหาคม 2569 ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้เกียรติเปิดงาน “I-EA-T : SMEs Growth Acceleration : Technology Solution-Driven SMEs for Global Supply Chain” จัดโดย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก หรือ EECi โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี
ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการ EECi ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบการจัดกิจกรรมร่วมกับ กนอ. นำทีมผู้บริหารและนักวิจัยร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์และนำเสนอโซลูชัน ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านของ ภาคการผลิตไทยสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 การผลิตสีเขียว (Green Manufacturing) และอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต เสริมกำลังในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมโลก ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Bridging Innovation to Industry: บทบาท สวทช. ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคต” กล่าวถึง สวทช. ในฐานะองค์กรวิจัยแห่งชาติ จึงมุ่งทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม (Bridging Innovation to Industry)” ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัย การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สอดรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยสะท้อนการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมใน 3 มิติหลัก ได้แก่
- การสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech Ecosystem)
- การส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Component Localization)
- การรับมือกับห่วงโซ่อุปทานโลกและการแข่งขันระหว่างประเทศ (Global Supply Chain & Competitiveness)
ดร.เติมศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่ากฎระเบียบระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) หลักการความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) รวมถึงระเบียบด้านแบตเตอรี่และเครื่องใช้ไฟฟ้า (WEEE) กำลังทยอยมีผลบังคับใช้ในลักษณะ “ไล่ระดับ” ตั้งแต่ระยะเตรียมความพร้อม ไปจนถึงระยะบังคับใช้จริง ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งประเมินสถานะปัจจุบันของตนเองเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานสากล (Baseline Assessment) ก่อนวางแผนปรับตัว
พร้อมเสนอ หนึ่งในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานพันธมิตร ผ่านโมเดล “แซนด์บ็อกซ์” คือการทดลองแนวทางใหม่ แล้วจึงประเมินผลและขยายผลต่อ เพื่อให้มั่นใจว่ากฎเกณฑ์หรือมาตรฐานที่จะนำมาใช้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยจริง
พลิกโฉมการผลิตด้วยนวัตกรรมและบริการวิศวกรรมขั้นสูง
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการ เอ็มเทค สวทช. นำเสนอหัวข้อ “Solution Access 1: พลิกโฉมการผลิตด้วยนวัตกรรมและบริการวิศวกรรมขั้นสูง จาก สวทช.” นำเสนอศักยภาพของศูนย์วิจัย สวทช. นอกจาก เอ็มเทค แล้ว ยังมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์เทคโนโลยีพลังงาน (เอ็นเทค) และอีกหลายหน่วยงาน ภายใต้ สวทช. ได้แก่ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ได้นำเสนอโซลูชันการสนับสนุนผู้ประกอบการ ในด้านต่าง ๆ เช่น
- การทดสอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ระบบควบคุมมอเตอร์ และหน่วยควบคุมอื่น ๆ ด้วยเทคนิค Hardware-in-the-Loop ที่ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดระยอง ซึ่งสามารถจำลองสภาวะการใช้งานจริงบนยานยนต์ได้โดยไม่ต้องนำชิ้นส่วนไปติดตั้งจริง พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมทดสอบ
- การทดสอบความแข็งแรงโครงสร้างและความปลอดภัย อ้างอิงมาตรฐานสากล อาทิ UN R66 (ความแข็งแรงโครงสร้างรถโดยสาร) และ UN R140 ที่เกี่ยวข้องกับระบบความปลอดภัยเชิงรุกและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) ซึ่งกำลังจะเป็นข้อบังคับในอนาคตอันใกล้
- การทดสอบภาคสนามระดับยานยนต์ทั้งคัน ที่สนามทดสอบจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครอบคลุมการทดสอบระบบลุยน้ำท่วมและการตรวจสอบความปลอดภัยของยานยนต์ไฟฟ้าทุกขนาด ตั้งแต่รถขนาดเล็กไปจนถึงรถบัส
- ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (TISI) ให้บริการทดสอบด้านความปลอดภัยต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และสถานีชาร์จอีวี
- แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อยกระดับกระบวนการผลิต 3 ระบบ ได้แก่ AlMind ระบบเฝ้าระวังกระบวนการหล่ออะลูมิเนียมความดันสูง เพื่อลดของเสียในโรงหล่อและแม่พิมพ์ Plate Smart ระบบเฝ้าระวังกระบวนการชุบโลหะแบบอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์ และระบบตรวจสอบสภาพเครื่องจักรเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) สำหรับมอเตอร์ ปั๊ม และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อความเสียหาย
- บริการจัดการของเสียอุตสาหกรรมสู่วัตถุดิบใหม่ (End-of-Waste) ทำงานร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อยกระดับคุณภาพวัตถุดิบที่ได้จากของเสียในโรงงาน ให้สามารถนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตได้อีกครั้ง
แพลตฟอร์ม Digital AI มุ่งสู่การผลิต 4.0 และอุตสาหกรรมสีเขียว

จากนั้น ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม EECi สวทช. นำเสนอหัวข้อ “Solution Access 2: แพลตฟอร์ม Digital AI และกลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อมุ่งสู่การผลิต 4.0 และอุตสาหกรรมสีเขียว” ถ่ายทอดแนวทางการยกระดับภาคการผลิตไทยสู่ Industry 4.0 ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพ และเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยชี้ว่า AI จะสร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อโรงงานมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่พร้อมใช้งาน
ภายในงานยังนำเสนอแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการแบบครบวงจรของ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ตั้งแต่การประเมินศักยภาพองค์กร การพัฒนาบุคลากร การทดสอบและสาธิตเทคโนโลยี ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยวางแผนการเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงโรงงานต้นแบบและศูนย์ทดสอบเทคโนโลยี ณ EECi จังหวัดระยอง
สวทช. ยังนำเสนอแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุนและมาตรการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง อาทิ วงเงินสนับสนุนการติดตั้งแพลตฟอร์ม IoT มูลค่า 120,000 บาท การสนับสนุนโครงการผ่าน ITAP เงินช่วยเหลือสูงสุดร้อยละ 50 ของมูลค่าโครงการ การสนับสนุนสินเชื่อและการค้ำประกันสำหรับ SMEs รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากมาตรการ BOI 4.0 เพื่อเร่งการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน
สนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากการนำเสนอมุมมองทางวิชาการแล้ว EECi สวทช. ได้ร่วมจัดนิทรรศการ Solution Center เพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์อย่างเป็นรูปธรรม นำเสนอบริการครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่
- บริการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
- บริการวิเคราะห์ทดสอบและ Testbed
- มาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์
พร้อมโซนกิจกรรม NSTDA Business Matching : One-on-one Solution เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้รับคำปรึกษาและจับคู่ทางธุรกิจกับผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว อีกด้วย
งาน “I-EA-T : SMEs Growth Acceleration : Technology Solution-Driven SMEs for Global Supply Chain” เป็นกิจกรรม ที่ มุ่งเน้นยกระดับผู้ประกอบการให้เข้าสู่ระบบ Supply Chain กับผู้ประกอบการรายใหญ่ (Big Brother) และได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมออกบูธ และร่วมเสวนา ได้แก่ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) หรือ BIG สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME Bank บริษัท Siemens บริษัท SAIC MOTOR-CP จำกัด หรือ MG บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้เพื่อบูรณาการงานวิจัยและอุตสาหกรรมแก้ปัญหา (Pain Point) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่นำไปสู่การใช้งานจริง รวมถึงผู้ประกอบการฯ เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านการเจรจาธุรกิจ เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ตอบสนองความต้องการผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้อย่างตรงเป้าหมาย
การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการเป็นพันธมิตรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์สู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรม และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจโลกต่อไป