กฟผ. ผนึก PTEC สวทช. เดินหน้า Battery Ecosystem เสริมความมั่นคงทางพลังงานขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน

กฟผ. ร่วมกับ PTEC สวทช. เดินหน้าบริหารจัดการแบตเตอรี่จากรถ EV ของประเทศครบวงจร นำแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งานมาถอดประกอบใหม่เป็นระบบกักเก็บพลังงาน และรีไซเคิลเป็นแบตเตอรี่สีเขียวนำกลับไปใช้งานใหม่ หนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สวทช. (PTEC) ให้การต้อนรับ นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. พร้อมคณะสื่อมวลชนที่มาศึกษาดูงานโครงการวิจัยการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อความยั่งยืนของ กฟผ. ร่วมกับ สวทช. ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. ก่อนเดินทางไปโรงงานต้นแบบแยกแบล็คแมสจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบขยายขนาด ณ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

นายวฤต รัตนชื่น กล่าวว่า กฟผ. ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลด้านพลังงานของประเทศ พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ของประเทศไทย โดยมุ่งมั่นส่งเสริมการผลิตและการส่งจ่ายพลังงานสะอาดที่มั่นคง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนานวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ อีกทั้งยังสนับสนุนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างก้าวกระโดด ทำให้ กฟผ. เล็งเห็นถึงความสำคัญในการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์จากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น แบตเตอรี่ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และของเสียที่เกิดจากการใช้พลังงาน ฯลฯ ซึ่งแบตเตอรี่ถูกจัดเป็นวัตถุอันตรายเนื่องจากประกอบด้วยโลหะหนักและสารเคมีหลายชนิด โดยร่วมมือกับพันธมิตรบูรณาการการบริหารจัดการทั้งระบบนิเวศเพื่อการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วอย่างยั่งยืน
กฟผ. เดินหน้าบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วแบบครบวงจรตั้งแต่การถอดแบตเตอรี่ออกจากรถ EV หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ การรวบรวมโดยใช้กล่องนิรภัยเพื่อป้องกันอันตรายระหว่างการขนส่งและการจัดเก็บ การตรวจสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้าตามมาตรฐานความปลอดภัย การคัดแยกเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Battery Repurpose) หรือเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล (Battery Recycle) เพื่อผลิตแบตเตอรี่สีเขียวรุ่นใหม่อีกครั้ง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคตของประเทศ โดย กฟผ. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ สวทช. ศึกษาพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ที่หมดอายุนำมาใช้กับระบบไฟฟ้า และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศึกษาพัฒนาโรงงานต้นแบบแยกแบล็คแมสจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบขยายขนาด เพื่อศึกษากระบวนการคืนกลับโลหะมีค่าจากแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
สำหรับการศึกษาดูงานครั้งนี้ คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สวทช. ที่ใช้ในการคัดแยกและคัดกรองแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้ว (Second Life Battery) ตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล อาทิ UN และ IEC ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบสภาพภายนอกและค่าความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ (State of Health : SOH) ที่แสดงระดับความสามารถในการกักเก็บและจ่ายพลังงานของแบตเตอรี่ ซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้
- กรณีแบตเตอรี่ที่ยังมีค่า SOH มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System : BESS) สำหรับระบบไฟฟ้า ขนาด 100 kWh และ 20 kWh ซึ่ง กฟผ. และ สวทช. ได้ร่วมกันพัฒนา Rack Control Unit (RCU) เป็นจุดศูนย์กลางในการควบคุมและสื่อสารกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นพื้นฐานระบบ และระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System : BMS) อันเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมการทำงาน ซึ่งเมื่อประกอบเสร็จแล้วจะต้องทดสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลอาทิ IEC 63330 ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการนำมาใช้งานใหม่ IEC 63338 แนวทางพิจารณาในการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ และ UL 1974 การประเมินความปลอดภัย ก่อนนำไปใช้งาน
- กรณีที่แบตเตอรี่มีค่า SOH ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ หรือชำรุด จะถูกนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล (Battery Recycle) และกระบวนการคืนกลับแร่สำคัญ (Recovery) ที่โรงงานต้นแบบแยกแบล็คแมส (Black Mass) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบขยายขนาด ณ โรงไฟฟ้าวังน้อย เพื่อนำไปพัฒนาเป็นเซลล์แบตเตอรี่เขียวใหม่อีกครั้ง เนื่องจากภายในแบล็คแมสประกอบไปด้วยสารสำคัญหลายชนิดผสมกัน ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถผลิตเองได้ ดังนั้นการที่ กฟผ. สามารถสกัดสารดังกล่าวออกมาได้จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทาง Circular Economy ที่สำคัญด้วยการนำแบตเตอรี่เก่ากลับมาทำให้มีประโยชน์และใช้งานจริงได้อีกครั้ง
-




อีกทั้ง กฟผ. ยังได้ร่วมกับหน่วยงานภาคี อย่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) อยู่ระหว่างศึกษาความพร้อมของพื้นที่ที่มีศักยภาพ และรูปแบบการดำเนินการ เพื่อเตรียมการรองรับนิคมอุตสาหกรรม Circular เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร รวมถึงแร่ที่มีมูลค่าให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย (Circular Economy) และร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เดินหน้าโครงการศึกษาแนวนโยบาย กฎหมายและมาตรการเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนของแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานในประเทศไทย ศึกษา วิเคราะห์ ข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวบรวมเป็นรายงานเพื่อนำเสนอเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย เพราะปัจจุบันไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมและจัดการแบตเตอรี่ทั้งกระบวนการ ไทยจึงควรเร่งผลักดันให้เกิดระบบการสืบย้อนกลับข้อมูลแบตเตอรี่ (Battery Passport) และการกำหนดให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ามีความรับผิดชอบต่อแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต (Extended Producer Responsibility) โดยดูแลตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งเลิกใช้งาน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศไทยในอนาคต
![]() |
![]() |














