รายงานประจำปี สวทช. 2553สวทช. เป็นองค์กรหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศ โดยการผลักดันและเสริมสร้างความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยให้เข้มแข็งและมีศักยภาพ ผ่านการทำงานของศูนย์แห่งชาติทั้ง 4 ได้แก่ ไบโอเทค เอ็มเทค เนคเทค และนาโนเทค อีกทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานวิจัยอื่นๆ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดงานวิจัยและพัฒนา ตลอดจนนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อภาคการผลิตอย่างแท้จริง อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและยกระดับขีดความสามารถให้กับประเทศ

สวทช. ได้บริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนาภายใต้ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • การวิจัยและพัฒนาคลัสเตอร์ ซึ่งเป็นงานกลุ่มเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมเฉพาะที่ สวทช. ตั้งเป้าหมายดำเนินการให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลกระทบในระยะเวลาอันใกล้ รวมถึงงานที่ตอบสนองนโยบายการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจของประเทศใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่
    • คลัสเตอร์อาหารและการเกษตร
    • คลัสเตอร์การแพทย์และสาธารณสุข
    • คลัสเตอร์ซอฟต์แวร์ ไมโครชิป อิเล็กทรอนิกส์
    • คลัสเตอร์ยานยนต์และการจราจร
    • คลัสเตอร์พลังงานทดแทน
    • คลัสเตอร์สิ่งทอ
    • คลัสเตอร์สิ่งแวดล้อม
    • คลัสเตอร์การวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาชุมชนชนบทและผู้ด้อยโอกาส
  • การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฐาน เพื่อสร้างฐานเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือที่สำคัญในสาขาวิทยาการหลักของศูนย์แห่งชาติ ได้แก่ พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และนาโนเทคโนโลยี
  • พันธกิจของ สวทช. ได้แก่ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจะสนับสนุนให้การดำเนินงานวิจัยและพัฒนาต่างๆ สามารถบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

การดำเนินงานของ สวทช.  ในปีงบประมาณ 2553 สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเกิดการนำผลงานวิจัยและพัฒนาของ สวทช. ไปสู่การประยุกต์ใช้ในภาคการผลิต ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เกิดการปรับปรุงคุณภาพ ตลอดจนเกิดนวัตกรรมใหม่ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ ก่อให้เกิดการสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีการค้าโลก นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการจ้างงานภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชากรไทย ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากความทุ่มเทและการทำงานอย่างมุ่งมั่นของ สวทช. เพื่อตอบสนองภารกิจในการเป็นองค์กรวิจัยที่นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ในปีงบประมาณ 2553 สวทช. ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนา จำนวน 1,619 โครงการ โดยมีมูลค่ารวมของโครงการทั้งสิ้น 3,569.97 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาตามคลัสเตอร์ จำนวน 943 โครงการ มูลค่ารวมของโครงการ 2,205.14 ล้านบาท แบ่งเป็น
    • อาหารและการเกษตร 290 โครงการ (405.91 ล้านบาท)
    • การแพทย์และสาธารณสุข 160 โครงการ (296.62 ล้านบาท)
    • ซอฟต์แวร์ ไมโครชิป อิเล็กทรอนิกส์ 87 โครงการ (282.11 ล้านบาท)
    • ยานยนต์และการจราจร 55 โครงการ (120.82 ล้านบาท)
    • พลังงานทดแทน 97 โครงการ (704.43 ล้านบาท)
    • สิ่งทอ 29 โครงการ (29.02 ล้านบาท)
    • ชุมชนชนบทและผู้ด้อยโอกาส 44 โครงการ (59.97 ล้านบาท)
    • สิ่งแวดล้อม 150 โครงการ (237.34 ล้านบาท)
    • อื่นๆ 31 โครงการ (68.92 ล้านบาท)
  • ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาตามเทคโนโลยีฐาน จำนวน 676 โครงการ มูลค่ารวมของโครงการ 1,364.83 ล้านบาท แบ่งเป็น
    • เทคโนโลยีชีวภาพ 158 โครงการ (254.07 ล้านบาท)
    • เทคโนโลยีวัสดุ 271 โครงการ (225.14 ล้านบาท)
    • เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ 125 โครงการ (433.05 ล้านบาท)
    • นาโนเทคโนโลยี 112 โครงการ (343.16 ล้านบาท)
    • อื่นๆ 10 โครงการ (109.41 ล้านบาท)
  • การสั่งสม บริหารจัดการความรู้และทรัพย์สินทางปัญญา
    • บทความวิชาการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ จำนวน 636 บทความ
    • ผลงานที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร จำนวน 178 ผลงาน
    • ผลงานที่ได้รับคู่มือสิทธิบัตร จำนวน 8 ผลงาน
    • ผลงานที่ยื่นขอจดอนุสิทธิบัตร จำนวน 53 ผลงาน
    • ผลงานที่ได้รับคู่มืออนุสิทธิบัตร จำนวน 21 ผลงาน
       

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF - 52.27MB
 

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป