รายงานประจำปี 2546

อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด และในปีเดียวกันนี้ สวทช. ได้ดำเนินกิจกรรมหลายประการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศอาทิ การทำวิจัย / สนับสนุนการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม ซึ่งก่อให้เกิดผลงานที่นำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม และเกิดองค์ความรู้มากกว่า 150 โครงการ สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และหลังปริญญาเอก จำนวน 354 ทุน สนับสนุนนักศึกษาร่วมปฏิบัติงานวิจัยในห้องปฏิบัติการวิจัยของ สวทช. และสถาบันเครือข่าย 318 ทุน และที่สำคัญยิ่งในปี 2546 ได้เตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและร่วมมือทางธุรกิจ โดยจัดทำโครงการส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจคอมพิวเตอร์ให้เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาระบบงานและคอมโพเน้นท์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงยุคใหม่ และให้เป็นศูนย์รวมกิจกรรมการวิจัย และพัฒนาอย่างครบวงจร อีกทั้งได้จัดตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เพื่อเป็นศูนย์รวมของวิทยาการแขนงใหม่ที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญรวมทั้งเพื่อเป็นศูนย์กลางเครือข่ายความร่วมมืองานวิจัยพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศ

ตัวอย่างผลงานที่โดดเด่นของ สวทช. ในปีที่ผ่านมาที่ควรกล่าวถึง  ดังเช่น ศูนย์ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เนคเทค สามารถออกแบบชิปสมาร์ทการ์ดได้เองที่ต้นทุน 72 บาท ทั้งนี้ราคาดังกล่าวนั้นเป็นราคาที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้  ไบโอเทค พัฒนาระบบทำความเย็นสำหรับถังบรรจุและขนส่งน้ำมันดิบในสภาวะที่เหมาะสม ที่นับเป็นการ
พัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐานในการแก้ปัญหาของเกษตรกรในการเก็บรักษา และขนส่งน้ำนมดิบ มีรูปแบบการใช้งานที่สะดวกและง่ายต่อการทำความสะอาด เหมาะสมกับฟาร์มขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่มีกำลังการผลิตน้ำนมดิบ 40-300 ลิตรต่อการรีดหนึ่งครั้ง เอ็มเทค ได้สร้างต้นแบบรวดเร็วทางการแพทย์สำหรับการวางแผนรักษาและวินิจฉัยโรคเฉพาะบุคคลที่แพทย์จะทำการักษา ทำให้การผ่าตัดถูกต้องแม่นยำ ปลอดภัย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นับเป็นต้นแบบรวดเร็วที่ได้จากผลงานวิจัยที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อวงการแพทย์ไทย

สวทช. ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดังตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น เพื่อส่งเสริมให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ยิ่งขึ้น มีกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ และเพื่อให้สามารถอยู่รอดในสังคมยุคใหม่ที่การแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้น และการแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันทางสติปัญญาความรู้ มิใช่ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ และมิใช่แรงงานต่ำ อย่างที่เคยเป็นมาในอดีตจากผลงานต่างๆ ข้างต้น เชื่อมันได้ว่า สวทช. สามารถพัฒนาและผลัดดันให้มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศในฐานะที่เป็นองค์กรของรัฐ และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการรวมพลังทำงานในรูปแบบเครือข่าย หรือคลัสเตอร์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับเป็นสำคัญ

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF   – 19.40 MB

รายงานประจำปี 2545

ปี 2545 นับเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ สวทช. กล่าวคือ การก่อสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยระยะแรกได้แล้วเสร็จ และ สวทช. ได้ย้ายสำนักงานและห้องปฏิบัติการต่างๆ เข้าสู่ที่ทำการใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2545 ทำให้สามารถขยายการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่จะรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการทั้งจากภาคการผลิต ภาครัฐบาล ภาคการศึกษา และประชาชนทั่วไปได้มากยิ่งขึ้น โดย สวทช. มุ่งให้อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเป็นแกนในการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจ (clustering) ซึ่งประกอบไปด้วยสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานวิจัย ซึ่งจะเป็นการผนึกกำลังในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ และที่สำคัญคือ ให้มีการถ่ายทอดเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมโดยเน้นในสามสาขาอุตสาหกรรมหลักตามนโยบายของรัฐบาลคือ อาหารและเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วนและอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ

ผลการดำเนินงานของ สวทช. ในช่วงปีงบประมาณ 2545 ที่ได้ดำเนินงานตามพันธกิจหลักคือ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งรวมถึงงานด้านนโยบาย ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายๆ ด้าน ในการบริหารงานของ สวทช. นั้นได้ให้ความสำคัญของผลงานสามด้านที่สำคัญ คือด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านองค์ความรู้ ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความเชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน รวมทั้งการสร้างฐานเพื่อการพัฒนาในอนาคต

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF   – 11.90 MB

รายงานประจำปี 2544

สวทช. ได้รับมอบหมายให้เป็นสำนักงานเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญในการเสนอแนะและให้ความเห็นเกี่ยวกับ นโยบายและแผนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศต่อคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการฯ ได้มอบหมายให้ สวทช. จัดทำแผนปฏิบัติการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพฐานการผลิตของประเทศและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนและการจัดการทำแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2545-2549 เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังได้รับทราบร่างพระราชบัญญัติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พ.ศ…. ด้วย

ในปี 2543-2544 สวทช. ได้ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จัดทำวิสัยทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการจัดทำรายงานสถานภาพและทิศทางอนาคต และเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีให้เกิดผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมใน 7 สาขา ได้แก่ เกษตร อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการและการพาณิชย์ การศึกษา วัฒนาธรรมส สุขอนามัยและสวัสดิการ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน และการสื่อสารและโทรคมนาคม ข้อมูลดังกล่าวได้นำไปใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแผนพัมนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9

นอกจากนี้ สวทช. ยังได้เริ่มวางรากฐานด้านข้อมูลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย โดยสำรวจค่าใช้จ่ายด้านการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศในปี 2542 โดยพบว่าประเทศไทยมีการใช้จ่ายทางด้านนี้รวมทั้งสิ้น 11,896 ล้านบาท และภาครัฐประมาณ 6,432 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือ ภาคเอกชนมีค่าใช้จ่ายในการวิจัย และพัฒนาที่ใกล้กับภาครัฐมาก หากเทียบกับข้อมูลเมื่อปี 2540 แล้วพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น กล่าวคือในปี 2540 มีค่าใช้จ่ายในการวิจัย และพัฒนาของทั้งประเทศอยู่ที่เพียงร้อยและ 0.1 ของ GDP และ เอกชนมีค่าใช้จ่ายเพียงร้อยละ 10 ของทั้งประเทศ

 

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF   – 10.80 MB

รายงานประจำปี 2543

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2543 สวทช. ได้ดำเนินงานตามพันธกิจที่ได้รับมอบหมายใน 4 ด้าน คือ การวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในปีนี้ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำข้อเสนอวิสัยทัศน์เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศในระยะ 20 ปีข้างหน้า โดยให้ชื่อกิจกรรมนี้ว่า S&T 2020 เพื่อเป็นการระดบความคิดผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดความต้องการใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และกำหนดกลยุทธิ์ในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เพื่อการจัดทำวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2543-2563 และสร้างกระบวนการกำหนดแนวทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้มองไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ทั้งนี้ ได้มีการนำผลจากการระดมความคิดดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย

ผลงานด้านการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรมนั้น สวทช. ได้มีการดำเนินการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งให้การสนับสนุนการวิจัย และพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสิ้น 747 โครงการ โดยจำแนกเป็นโครงการใหม่ 275 โครงการ และโครงการต่อเนื่อง 472 โครงการ และได้มีการนำผลงานไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เชิงสาธารณประโยชน์ รวมถึงมีผลงานในระดับต้นแบบหรือองค์ความรู้ที่พร้อมจะนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งนับว่า สวทช. ได้มีบทบาทในการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในภาคการผลิต โดยนอกจากจะส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจแล้วยังส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิชาการเพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชน รวมถึงมีการจัดประชุมเชิงวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้อีกด้วย

ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สวทช. ได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อเร่งพัฒนาบคุลากรในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากขึ้นทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ทั้งในลักษณะการสนับสนุนทุนประเภทต่างๆ ในทุกระดับโดยมีการดำเนินร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีโครงการที่สำคัญที่ดำเนินการต่อเนื่องจากปีงบประมาณที่ผ่านมาคือโครงการวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถและยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียน มัธยมด้านวิทยาศาสตร์โดยเน้นการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและทางการศึกษาแนวใหม่เพื่อให้เกิดพัฒนาการในลักษณะก้าวกระโดดทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ใช้นั้น สวทช. ได้ให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการจัดหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คำปรึกษาและนำไปใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การลดของเสียและต้นทุนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการช่วยยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กของไทยให้ก้าวไปสู่ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยจากการประเมินผลโครงการบางส่วนที่ สวทช. ได้ให้การสนับสนุนไปแล้ว จำนวน 60 บริษัท พบว่าภาคอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้มาก ทั้งในด้านการลดต้นทุนการผลิต การลดอัตราการสูญเสียในการผลิต การเพิ่มปริมาณผลผลิต การคิดค้นและการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การปรับปรุงคุณภาพสินค้าและประสิทธิภาพในการจัดการตลอดจนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้แก่บุคลากรและผู้ประกอบการ รวมไปถึงผลต่อสังคมและประเทศชาติโดยส่วนรวมได้แก่ การเพิ่มปริมาณการส่งออกของสินค้าในประเทศ การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและมีการลงทุนที่สูงขึ้น รวมทั้งมีการประหยัดทรัพยากรของประเทศได้ในระดับหนึ่ง

ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศนั้น สวทช. ได้เสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จำนวน 2 ฉบับ คือ (ร่าง) พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และ (ร่าง) พระราชบัญญัติว่าด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการได้เสนอให้รวมเป็นฉบับเดียวชื่อว่า (ร่าง) พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ ซึ่งเมื่อมีการประกาศใช้จะช่วยให้มีความมั่นใจแก่ธุรกิจในการดำเนินกิจกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น

ที่กล่าวมาแล้ว เป็นผลงานที่สำคัญบางส่วนของ สวทช. เท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าผลงานที่ดีเหล่านี้ยังมีความจำเป็นที่ต้องเร่งผลักดันให้มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในภาคการผลิตให้มากขึ้นและทำให้เกิดการขยายผลในวงกว้าง เพราะในสังคมแห่งความรู้ในอนาคตนั้น ความได้เปรียบในการแข่งขันมิใช่ได้มาจากทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่ต้องใช้ความรู้เป็นฐาน สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทในเรื่องดังกล่าวจะผลักดันสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมเหล่านี้อย่างเต็มความสามารถ ภายใต้กรอบงบประมาณที่มีอยู่ รวมทั้งพยายามเสาะหาแหล่งเงินอื่นๆ โดยคำนึงอยู่เสมอว่าผลประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับนั้นมีผลคุ้มค่า

 

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF   – 10.27 MB

รายงานประจำปี 2542

โลกเราในปัจจุบันผันแปรเปลี่ยนไปอยุ่ทุกขณะ และมีแนวโน้มว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจะรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งนั้นเนื่องมาจากพลวัตความก้าวหน้าทั้งเทคโนโลยีชีวภาพเทคโนโลยีโลหะและวัสดุ และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ส่งผลให้ประชาคมโลกต้องพร้อมรับกับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการค้า สังคมและวัฒนาธรรม การศึกษาและวิทยาการสมัยใหม่ ประเทศไทยในฐานนะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกจึงมีความจำเป็นที่ต้อง “ปรับตัว” เพื่อ “เตรียมพร้อม” ที่จะตั้งรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อคนไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เป็นองค์กรของรัฐที่ตระหนักถึงความสำคัญและจุดยืนของประเทศไทยในสังคมโลก จึงได้ดำเนินภารกิจด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อให้ประเทศมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสร้างสังคมความรู้ ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและวัฒนาธรรมให้อยู่คู่คนไทยต่อไปอย่างยั่งยืน

ในปี 2542 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้เร่งรัดดำเนินกิจกรรมต่างๆ อันได้แก่ การวิจัย
การพัฒนาและวิศวกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ตลอดจนโครงการต่างๆ ที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มีความพร้อมยิ่งขึ้น

ผมมีความเชื่อมั่นว่า วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของผู้บริหารและพนักงาน ผนวกับการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพของ สวทช. จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย เกื้อหนุนต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดสากล และช่วยให้ประเทศเราดำรงอยู่ในประชาคมโลกอย่างเต็มภาคภูมิและสมศักดิ์ศรี

 

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF  – 8.38 MB

รายงานประจำปี 2541

ในปี 2541 ประเทศไทยต้องเผชิญกับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ในปี 2540 รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทและดำเนินการแก้ไขปัญหาภายในของสถาบันการเงินและการขยายตัวของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบสถาบันการเงิน จากปัญหาในภาคการเงินได้ส่งผลให้ภาคการผลิตทั้งหมดหดตัวลงและเกิดภาวะซะงักงันของการลงทุน ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจโดยรวมถดถอยอย่างมาก บริษัทและโรงงานจำนวนมากต้องลดหรือหยุดการผลิตและปิดตัวลง ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงาน และผลกระทบทางสังคมตามมา

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของพื้นฐานในทุกด้านของประเทศ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคมหรือการเมือง การสร้างพื้นฐานที่มั่นคงเพื่อก้าวออกจากวิกฤตในครั้งนี้จำเป็นต้องอาศัยความรู้และปัญญาที่อยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์การประยุกต์ใช้และการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเติมโตที่ยังยืน มีความสามารถในการอยู่ร่วมกับประชาคมโลก มีรายได้ที่พอเพียงจากการผลิต ควบคู่ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคนในสังคม

ในปี 2541 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ได้ตระหนักถึงปัญหาที่สำคัญดังกล่าวข้างต้นของประเทศ และได้พยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศอย่างจริงจังในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนโครงการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม การสนับสนุนการสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีของภาคเอกชน การร่วมลงทุนในธุรกิจแนวใหม่กับภาคเอกชน การให้คำปรึกษาทางเทคโนโลยี การให้บริการสนับสนุนทางเทคนิค การให้บริการข้อมูลทางเทคนิคและวิชาการ การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยภาครัฐและภาคเอกชน และความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม สวทช. ได้ให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของภาครัฐรวม 381 โครงการ เป็นโครงการใหม่รวม 67 โครงการ โครงการที่ สวทช. ดำเนินการเองรวม 96 โครงการ เป็นโครงการใหม่ 26 โครงการ และมีโครงการที่ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ในปี 2541 จำนวน 93 โครงการ มีผลงานที่ออกสู่เชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 15 ผลงาน อยู่ในระหว่างการเจรจา 4 เรื่อง และผลงานมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อในเชิงพาณิชย์ได้จำนวน 40 เรื่อง ซึ่งมีทั้งด้านการเกษตร อาหาร อุตสาหกรรม โทรคมนาคม การแพทย์และสาธารณสุข การศึกษาและสังคม

ในส่วนของภาคเอกชน สวทช. โดยกิจกรรมบริการปรึกษาทางอุตสาหกรรมได้ให้คำปรึกษาด้านเทคนิคแก่บริษัทเอกชนรวม 73 บริษัท ให้บริการปรึกษาทางเทคนิคในด้านพันธุวิศวกรรมและชีวภาพจำนวน 7 โครงการ ด้านโลหาและวัสดุจำนวน 72 งาน ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์จำนวน 56 โครงการ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. จำนวน 4 โครงการ และบางส่วนจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการจัดตั้งองค์กรสหกิจรวม 2 กลุ่ม ได้แก่ ชมรมเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมเพื่อธุรกิจ และองค์กรสหกิจเพื่ออุตสาหกรรมการหมัก สวทช. ยังได้ดำเนินกิจกรรมด้านระบบคุณภาพให้กับบริษัทเอกชนและภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ HACCP (Hazard Analysis Critical Control Point) QS-9000 และ  ISO 9000 เพื่อให้การฝึกอบรม คำปรึกษา การสนับสนุนด้านเทคนิค และการตรวจประเมินระบบคุณภาพ

สวทช. ได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมความสามารถของหน่วยปฏิบัติการและหน่วยบริการในหน่วยงานขอรัฐและสถาบันการศึกษาจำนวน 24 หน่วยปฏิบัติการ 4 หน่วยบริการและ 4 สถาบันเครือข่าย เพื่อสร้างความสามารถด้านงานวิจัย การศึกษาและบริการแก่ภาคอุตสาหกรรม ในส่วนของศูนย์แห่งชาตินั้น ห้องปฏิบัติการและสถาบันเครือข่ายได้ให้บริการทดสอบและวิเคราะห์แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยแบ่งเป็นสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ 8,572 ตัวอย่าง สาขาเทคโนโลยีโลหะและวัสดุ 392 ครั้ง และ สาขาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ 58 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ สวทช. ยังได้ให้บริการสืบค้นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และข้อมูลอื่นๆ ในลักษณะออนไลน์ ซีดี-รอม และเอกสารวิชาการ พร้อมกับจัดทำฐานข้อมูลที่สำคัญเพื่อให้บริการแก่บริษัทเอกชน นักวิจัย นักศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไป

ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในปี 2541 สวทช. ได้จัดสรรทุนการศึกษาในระดับต่างๆ ทั้งประเภททุนใหม่ และทุนต่อเนื่อง ได้แก่ ทุนเพื่อพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ของเด็กและเยาวชน ทุนเพื่อผลิตบัณฑิตในสาขาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน จำนวน 153 ทุน โครงการศิษย์ก้นกุฎิเพื่อจูงใจนักศึกษาในระดับปริญญาตรีปีสุดท้ายให้เรียนต่อในระดับปริญญาโท และเอกในประเทศ จำนวน 19 ทุน รวมทั้งสนับสนุนทุนการศึกษาในระดับปริญญาโทรและเอกในประเทศจำนวน 333 ทุน และศึกษาต่อในต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 917 ทุน รวมทั้งทุนสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพนักวิจัยอีกจำนวน 26 ทุน และยังมีสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยที่ให้การสนับสนุนและร่วมดำเนินการในลักษณะเครือข่ายกับหน่วยงานที่เป็นผู้ผลิต และผู้ใช้กำลังคนทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนอกจากนี้ สวทช. ยังได้จัดฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องรวมทั้งสิ้น 484 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมมากกว่า 20,000 คน

สวทช. ได้มีความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อดำเนินงายวิจัยร่วมกัน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้คำปรึกษาและความร่วมมือทางเทคนิค รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมทั้งได้มีการจัดตั้งศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค เพื่อส่งเสริมและดำเนินกิจกรรมคาดการณ์เทคโนโลยีในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ทั้งในระดับประเทศ ระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศให้เป็นระบบและมีความทันสมัย

ในด้านผลงานปี 2541 สวทช. ได้ยื่นขอรับสิทธิบัตรจำนวน 3 เรื่อง และลิขสิทธิ์จำนวน 3 เรื่องมีผลงานจากการดำเนินโครงการวิจัยโดยศูนย์แห่งชาติที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการหรือการประชุมวิชาการ โดยแบ่งเป็นในประเทศจำนวน 36 เรื่อง และต่างประเทศจำนวน 38 เรื่องสำหรับผลงานวิจัยจากโครงการวิจัยที่ สวทช. ให้การสนับสนุนมีการตีพิมพ์ทั้งสิ้นจำนวน 19 เรื่อง

สำหรับโครงการหลักในด้านการสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม การดำเนินงานของโครงการอุทยานวิจัย และพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาหารสี่หลังแรก ซึ่งล่าช้ากว่าแผนการดำเนินงาน เนื่องจากผู้รับเหมามีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน และอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดตั้งบริษัทบริหารอุทยานฯ สำหรับโครงการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ได้ดำเนินการจัดซื้อพื้นที่อาคารวิไลลักษณ์จำนวน 8,084 ตารางเมตรแล้ว อยู่ระหว่างการออบแบบตกแต่งภายในอาคารและศึกษาความเป็นไปได้เพื่อจัดหาผู้บริหารอาคาร

ในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ มีโครงการหลักที่ดำเนินการต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาชนบทและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาชนทบและเพื่อการอนุรักษ์ โดยให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาในรูปทุนอุดหนุน จัดเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลและจัดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การสัมมนาและฝึกงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีสะอาด โครงการเทคโนโลยีชีวภาพกับความหลากหลายทางชีวภาพ ในปี 2541 สวทช. ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้ให้การสนับสนุนโครงการวิจัยจำนวน 242 โครงการ โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการป้องกันและบำบัดโรคเขตร้อน โครงการความร่วมมือเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีมันสำปะหลังและแป้ง และโครงการความร่วมมือกับสถาบันอาหารเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอาหาร

ในด้านโลหะและวัสดุ สวทช. ได้ร่วมมือกับ Society of Automotive Engineers (SAE) จัดประชุมระดมความคิดประกอบร่างนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และร่วมกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ในการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการประเมินต้นทุนการผลิตและจัดฝึกอบรมการตรวจประเมินระบบคุณภาพให้กับบริษัทเอกชน

ในด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ โครงการก่อตั้งศูนย์วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ได้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์ฯ แล้วเสร็จประมาณร้อยละ 85 แต่ยังไม่ได้ดำเนินการติดตั้งส่วนระบบไฟฟ้าและเครื่องมืออุปกรณ์เนื่องจากปัญหาราคานำเข้าที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนและสภาพคล่องทางการเงิน ประกอบกับปัญหาทางการเงินของกลุ่มบริษัทอัลฟาเทคซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน

ในด้านนโยบาย สวทช. ได้ร่วมจัดตั้งโครงการศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาคอมพิวเตอร์ปี ค.ศ. 2000 เพื่อจัดทำแนวทางและวิธีการแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ปี ค.ศ.2000 รวมทั้งเตรียมความพร้อมในกรณีเกิดปัญหา รวบรวมสถานภาพการแก้ไขของหน่วยงานต่างๆ และรายงานภาพรวมต่อคณะรัฐมนตรี ตลอดจนดำเนินการประชาสัมพันธ์แก่สาธารณชนเพื่อสร้างความเข้าใจและความตื่นตัวเกี่ยวกับปัญหาคาดว่าจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ที่มีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติเป็นเลขานุการ ได้ดำเนินการผลักดันนโยบายและมาตรการต่างๆ หลายด้าน เช่น มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาคอมพิวเตอร์ปี ค.ศ. 2000 การแต่งตั้งผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงประจำหน่วยงานของรัฐ การจัดตั้งศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งประสานงานของสภาแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศไทย การพัฒนามาตรฐานสมาร์การ์ด (smart card) ในประเทศไทย และโครงการต่อเนื่องในด้านอื่นๆ อีกมาก

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สวทช. ได้ริเริ่มดำเนินการโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศในการบริหารงานของรัฐและดำเนินการโครงการต่อเนื่องในการสร้างทางด่วนสารสนเทศเพื่อการศึกษาและค้นคว้าวิจัย และพัฒนาการศึกษาในโรงเรียน ได้แก่โครงการสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ โครงการไทยสาร -3 ทางด่วนสารสนเทศเพื่อสังคม การศึกษาและวิจัยโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย และการวางร่างกฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ถึงแม้วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบงบประมาณสนับสนุนที่สวทช. ได้รับจากรัฐบาลและโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่ก็ตามสวทช. ก็ยังจำเป็นต้องดำเนินการโครงการที่มีอยู่และพัฒนาโครงการที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องอย่างเต็มความสามารถภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศทั้งในด้านงานวิจัย และพัฒนาการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยี การบริการสนับสนุนพื้นฐาน และการพัฒนาบคุลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันจะเป็นรากฐานคำสัญของการใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศทั้งปัจจุบันและต่อไปในอนาคต

 

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF   – 10.43 MB

รายงานประจำปี 2540

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พุทธศักราช 2534 เพื่อดำเนินการแและให้การสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม การพัฒนาบคุลากรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนา สำนักงานมีระบบการบริหารที่ไม่ใช่ระบบราชการ และมีนโยบายที่กำหนดโดยคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากภาครัฐบาลและภาคเอกชนฝ่ายละเท่าๆ กัน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานกรรมการ สำนักงานฯ มีผู้อำนวยการ ซึ่งคณะกรรมการฯ แต่ตั้งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

การจัดตั้ง สวทช. เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยที่จะทำให้เกิดการพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และเป็นระบบ โดยรัฐเป็นผู้นำทั้งในการจัดตั้งระบบ และการลงทุนการวางนโยบายและการดำเนินการใช้หลักการอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาล และเอกชน และใช้ระบบการทำงานและการจ้างงานที่ไม่เป็นราชการ

 

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF   – 8.61 MB

รายงานประจำปี 2539

ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาตนเองของคนไทย โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในการสร้าง คนรุ่นใหม่ และสร้างระบบวิจัยใหม่ ที่มีประสิทธิภาพ กิจกรรมต่างๆ ที่ได้ดำเนินการ ได้แก่ โครงการรวมกลุ่มมหาวิทยาลัย โครงการสมองไหลกลับ การให้ทุนการศึกษาทั้งภายในและต่างประเทศ การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมวิชาชีพนักวิจัย ตลอดจนการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาภายในองค์กร เป็นต้น ในการนี้ ได้ร่วมกับสถาบันในต่างประเทศจำนวนมาก เพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดวิทยาการ ตัวอย่างเช่น ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชุเซทส์ (MIT) และมูลนิธิศึกษาพัฒน์ จัดให้มีการวิจัยและพัฒนาร่วมกันเพื่อสนองตามความต้องการของภาคเอกชน และจัดโครงการใหม่ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คือ Chemical Engineering Practice School เพื่อเป็นตัวอย่างการศึกษาวิจัยระดับสูง ที่ใช้การแก้ปัญหาของภาพการผลิตเป็นแกน ในด้านภาคเอกชนได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริม ความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี ของภาคเอกชนขนาดเล็ก และขนาดกลางโดยการให้บริการปรึกษาอุตสาหกรรม การให้ทุนกู้ยืมเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี และบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการนำ ระบบคุณภาพ ISO 9000 เข้ามาใช้ในองค์กร

นอกจากนี้เพื่อให้เกิดศูนนย์รวมของการเชื่อมโยงวิจัยระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเอื้ออำนวยต่อธุรกิจเทคโนโลยีภายในประเทศ สวทช. ได้ดำเนินการจัดสร้าง อุทยานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science Park) ขึ้น อุทยานวิทยาศาสตร์ฯ แห่งนี้จะประกอบด้วยอาคารสำนักงาน และอาคารวิจัยของศูนย์แห่งชาติทั้งสาม ห้องปฏิบัติการวิจัย หน่วยบ่มเพาะเทคโนโลยี โรงงานต้นแบบ อาคารเพาะปลูกทดลอง อาคารผู้เช่าร่วม (multi-tenamt) เครื่องมืออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย เพื่อให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนตลอดจนบริการเชื่อมโรงกับเครือข่ายต่างๆ ครบวงจร ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว ซึ่งจะแล้วเสร็จและเริ่มให้บริการได้ ประมาณต้นปีพุทธศักราช 2542

 

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF   – 12.25 MB

รายงานประจำปี 2538

นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐลักษณะพิเศษที่มิใช่หน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจจวบจนปัจจุบันครบสี่ปีแล้ว ได้มีการดำเนินงานให้เป็นตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2534 และตามนโยบายที่กำหนดโดยคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ บังเกิดผลงานอันหลากหลายโดยผลงานในช่วง พ.ศ. 2538 มีแสดงในรายงานฉบับนี้

การประเมินผลการดำเนินงานย่อมเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหน่วยงานของรัฐลักษณะพิเศษเช่นนี้ คณะกรรมการจึงได้จัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานของ สวทช. ในช่วงครึ่งของแผนแรก (พ.ศ. 2535-2537) โดยคณะผู้ประเมินภายนอกขึ้น ผลของการประเมินซึ่งอาจจัดได้ว่าเป็นการประเมินหน่วยงานของรัฐเช่นนี้เป็นครั้งแรก สรุปว่า การดำเนินงานได้บรรลุตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้เป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะงานด้านการพัฒนากำลังคนเพื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี ยังมีข้อควรระวังและปรับปรุงในด้านต่างๆ เช่น การระวังมิให้ระบบถูกครอบงำโดยกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็น และความเฉื่อยที่มักเกิดขึ้นในองค์กรของรัฐทั่วไป การดำเนินการให้ใกล้ชิดกับภาคเอกชนมากยิ่งขึ้นเพื่อสนองตอบความต้องการได้จริงจังและทันท่วงที การดำเนินงานที่ผ่านมาของ สวทช. ได้เน้นการสนับสนุนโครงการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรมของหน่วยงานภาครัฐ พร้อมกับการสนับสนุนการสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีของภาคเอกชน และการให้ทุนการศึกษาทั้งต่างประเทศและภายในประเทศเป็นงานหลัก คณะผู้ประเมินได้เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารงานให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น การพัฒนาบคุลากรและการเพิ่มการสนับสนุนธุรกิจภาคเอกชนทางเทคโนโลยี คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติได้พิจารณาผลการประเมินนี้แล้ว และได้ดำเนินการกำหนดมาตรการและนโยบายเพื่อให้ สวทช. ได้มีบทบาทและการดำเนินงานที่เข็มแข็งและมีประสิทธิภาพขึ้นอีก โดยที่สำคัญ คือ เน้นให้มีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการดำเนินการวิจัยและพัฒนา ในด้านที่จะมีความสำคัญต่อการผลิตและการบริการ พร้อมไปกับการให้การสนับสนุนหน่วยงานภายนอกต่างๆ โดยการดำเนินการวิจัยและพัฒนาเองนี้ จะมีความสำคัญใกล้เคียงกับการสนับสนุนภายนอก และจะมีความเชื่อมโยงกันเพื่อการเสริมซึ่งกันและกัน และเพื่อนำผลไปสู่การประยุกต์ให้อย่างเต็มที่

อาจสรุปผลของการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2538 ได้เป็นสี่ด้านใหญ่ๆ ด้วยกัน ด้านแรก คือ การสร้างคนและสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านที่สอง คือ การสร้างฐานการวิจัยและพัฒนา ทั้งโดยการสนับสนุนและดำเนินการเอง ด้านที่สาม คือ การส่งเสริมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ของภาคการผลิตและบริการเป็นหลัก และด้านที่สี่ คือ การนำผลงานออกสู่สังคมเพื่อก่อให้เกิดสาธารณประโยชน์

 

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF   – 15.20 MB

รายงานประจำปี 2537

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับการจัดตั้งขึ้นจากการประกาศพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการและให้การสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

การดำเนินงานที่ผ่านมาของ สวทช. ได้เน้นการสนับสนุนโครงการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรมของหน่วยงานภาครัฐ การสนับสนุนการสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีของภาคเอกชน และการให้ทุนการศึกษาทั้งต่างประเทศและภายในประเทศเป็นงานหลัก รวมทั้งได้เริ่มดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้วยตนเองด้วย พร้อมกับได้สร้างหน่วยปฏิบัติการกลางและดำเนินการออกแบบอาคารกลางของอุทยานวิจัย และพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รังสิต ซึ่งจะดำเนินการก่อสร้างใน พ.ศ. 2538 นี้

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2537 สวทช. ได้รับงบประมาณสำหรับการดำเนินงานด้านต่างๆ โดยตรง รวม 400 ล้านบาท และดำเนินงานโดยใช้งบประมาณที่ผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ (ด้านการก่อสร้างและการให้ทุนการศึกษาต่างประเทศ) อีกจำนวน 448.18 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลสำหรับการจัดประชุมนานาชาติ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อบ้าน” ได้รับเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริการ จำนวน 17.03 ล้านบาท มีรายได้จากกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการจัดการฝึกอบรม บริการทางเทคนิค ผลประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยี และจากดอกเบี้ยเงินฝากรวม 43.85 ล้านบาท

ในปัจจุบัน สวทช. มีพนักงานรวมทั้งสิ้น 241 คน ซึ่งอยู่ในส่วนงานกลาง 64 คน อยู่ในศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ศช.) 55 คน อยู่ในศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (ศว.) 45 คน อยู่ในศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ศอ.) 77 คน โดยมีพนักงานที่ทำงานด้านวิจัยและเทคนิครวม 94 คน

 

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF  – 11.28 MB