หน้าแรก สวทช. ร่วมเวที IBM Executive Forum หนุนความร่วมมือรัฐ–เอกชน ขับเคลื่อน New S-Curve สู่เศรษฐกิจอนาคต

สวทช. ร่วมเวที IBM Executive Forum หนุนความร่วมมือรัฐ–เอกชน ขับเคลื่อน New S-Curve สู่เศรษฐกิจอนาคต

10 ก.ย. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภาพ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กับ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด และผู้นำองค์กรชั้นนำจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรม  วันที่ 9 กันยายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับเชิญกล่าวบรรยายพิเศษในงานสัมมนาผู้บริหารระดับสูง “IBM Executive Forum: The Next Economy” ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด และผู้นำองค์กรชั้นนำจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าและทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต

ในการบรรยายหัวข้อ “The Next S-Curve of Thailand: Powering the Future Economy through Innovation, AI and Quantum Technologies” ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Technologies) และบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานวิจัยระดับชาติในการสนับสนุนภาคเอกชนร่วมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยได้กล่าวถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จากรูปแบบที่พึ่งพาการรับจ้างผลิตขั้นพื้นฐาน ไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม (Knowledge-Based Economy) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภาครัฐได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดัน 3 กลุ่มเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า ได้แก่

  1. เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology)
  2. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ครอบคลุม Physical AI และ Neuromorphic AI
  3. เทคโนโลยีอวกาศและการสื่อสาร (Space Technology)

เทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง New S-Curve ใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคตของประเทศ ในมิติเชิงนโยบายระดับประเทศ ภาครัฐมุ่งวางบทบาทของประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางความพร้อมด้านเทคโนโลยีควอนตัม” (Quantum Readiness Hub) โดยเร่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานการเข้ารหัสยุคใหม่ Post-Quantum Cryptography (PQC) สำหรับระบบความมั่นคงและภาคการเงิน ควบคู่กับการนำอัลกอริทึมควอนตัมมาประยุกต์ใช้งานร่วมกับระบบประมวลผลสมรรถนะสูง เพื่อแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

สำหรับด้าน Physical AI ภาครัฐมีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยจากฐานการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่การเป็น Open Technology Integrator ที่สามารถออกแบบ บูรณาการ และต่อยอดเทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยตนเอง โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาฮาร์ดแวร์ Edge AI เพื่อรองรับการใช้งานในโรงงานอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ และอุปกรณ์การแพทย์แบบพกพา ขณะที่ด้าน เทคโนโลยีอวกาศ ได้มีการกำหนดทิศทางการบูรณาการโครงข่าย 5G NTN ร่วมกับดาวเทียมวงโคจรต่ำและโดรน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ การติดตามสถานการณ์ไฟป่า การจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 และการยกระดับเกษตรแม่นยำ

ผู้อำนวยการ สวทช. ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทใหม่ของภาครัฐในฐานะ Enabling Platform ที่ไม่เพียงทำหน้าที่กำกับดูแลเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ยังต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยระดับชาติ (National Research Facilities) ได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ “LANTA” ภายใต้ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง ThaiSC ของ สวทช. ซึ่งสามารถใช้เป็นพื้นที่ทดสอบ Quantum-AI-HPC Sandbox สำหรับภาคธุรกิจ, ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) สำหรับทดสอบระบบหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรม 4.0/5.0 ตลอดจนห้องปฏิบัติการของ ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำหรับการพัฒนาและทดสอบต้นแบบชิปเซนเซอร์

นอกจากนี้ สวทช. ยังมีความพร้อมในการสนับสนุนกลไกความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดสิทธิเทคโนโลยี ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทของภาครัฐในการเป็น ลูกค้ารายแรก (First Buyer) ผ่านการบูรณาการอุปสงค์ภาครัฐ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ และก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมลงทุน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก

การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของ สวทช. ในการเป็นหน่วยงานหลักของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ เสริมศักยภาพการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจอนาคต

แชร์หน้านี้: