ไลน์บอทโรคพืช เป็นบริการวินิจฉัยโรคของพืชจากภาพถ่ายผ่านโปรแกรมไลน์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของนวัตกรรมเกษตรยุคใหม่ ซึ่งพัฒนาด้วยเทคโนโลยีการประมวลภาพ (Image Processing) ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับเกษตรกร หรือผู้ใช้งานทั่วไป ให้สามารถจำแนกโรคได้สะดวก รวดเร็ว แม่นยำขึ้น ปัจจุบันมีไลน์บอทที่เป็ดให้บริการ 3 ไลน์บอท ได้แก่ ไลน์บอทโรคข้าว ไลน์บอทโรคสตรอว์เบอร์รี และไลน์บอทโรคมันสำปะหลัง
โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม เพียงเข้ามาอยู่ในกลุ่มไลน์ที่มีไลน์ บอทโรคพืชอยู่ หลังจากที่ส่งรูปถ่ายที่มีอาการของโรคข้าวผ่านโปรแกรมไลน์ ระบบจะทำการดึงรูปที่ส่งมาประมวลผลภาพ เพื่อวินิจฉัยโรคด้วยเทคนิคเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) แล้วส่งผลตอบกลับ
ไลน์บอทโรคข้าว
สามารถวินิจฉัยโรคข้าว 10 โรค ได้แก่
โรคไหม้
โรคไหม้คอรวง
โรคขอบใบแห้ง
โรคใบแถบแดง
โรคเมล็ดด่าง
โรคใบจุดสีน้ำตาล
โรคใบขีดน้ำตาล
โรคดอกกระถิน
โรคกาบใบเน่า
โรคใบวงสีน้ำตาล
โรคในข้าว
ไลน์บอทโรคสตรอว์เบอร์รี
สามารถวินิจฉัยโรคสตรอว์เบอร์รี 5 โรค ได้แก่
โรคแอนแทรคโนส
โรคใบไหม้
โรคราสีเทา
โรคราแป้ง
โรคใบจุดสีน้ำตาล
โรคในสตรอว์เบอร์รี
ไลน์บอทโรคมันสำปะหลัง
สามารถวินิจฉัยโรคมันสำปะหลัง 4 โรค ได้แก่
โรคใบด่าง
โรคที่เกิดจากไรแดง
โรคใบไหม้
โรคที่เกิดจากสารเคมี
โรคในโรคมันสำปะหลัง
จุดเด่น/ประโยชน์ของเทคโนโลยี
ให้ผลวินิจฉัยโรคพืชโดยใช้ภาพถ่ายภายในเวลา 3-5 วินาที
ไม่ขึ้นกับรุ่นโทรศัพท์มือถือ เพราะใช้ผ่านโปรแกรมไลน์ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม เมื่อมีการปรับปรุงระบบ
หน่วยงานพันธมิตร
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
มูลนิธิโครงการหลวง
วิจัยพัฒนาโดย
ทีมวิจัยการประมวลผลและเข้าใจภาพ (IPU)
กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (AINRG)
ติดต่อสอบถาม ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล ( SPE) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่อยู่ 112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร 0 2564 6900 email: business@nectec.or.th
KidBright μAI (คิดไบรท์ ไมโครเอไอ) คือ เครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้โค้ดดิ้ง และ AI ในรูปแบบ STEM Education ผสมผสานการเรียนรู้ใช้งานบอร์ดควบคุม อัตโนมัติ (Micro-controller) พร้อมระบบ AI สำหรับแยกภาพ เสียง หรือ ตรวจจับวัตถุ ด้วยชุดคำสั่งแบบบล็อก (Blockly) ผ่าน KidBright μAI IDE ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำเทคโนโลยีไปใช้แก้ปัญหาโจทย์ในชีวิตประจำวัน พัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ การคิดเชิงวิเคราะห์ และการคิดเชิงสร้างสรรค์ โดยเป็นผลงานเปิดตัวในงาน “รวมพลคน KidBright” KidBright Developer Conference 2024 (KDC24) ครั้งที่ 5 (2567) และส่งมอบไปยังโรงเรียนแกนนำกว่า 100 บอร์ด เปิดเป็นแพลตฟอร์ม Open-source ให้ผู้ที่สนใจร่วมพัฒนาระบบและ ปลั๊กอินเสริม พร้อมเปิดอบรมการใช้งานและการพัฒนาปลั๊กอินเสริมด้วย https://www.kid-bright.org/ai/
KidBright µAI ประกอบด้วย บอร์ดสมองกลฝังตัว KidBright µAI และโปรแกรมสร้างชุดคำสั่ง KidBright µAI IDE โดยผู้เรียนสามารถสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์และชุดคำสั่งผ่าน KidBright µAI IDE ในการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ ผู้เรียนสามารถนำข้อมูลภาพจากกล้องหรือเสียงจากไมโครโฟนที่ติดตั้งบนบอร์ด มาสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์และแปลงเป็นบล็อกปัญญาประดิษฐ์ เพื่อนำไปสร้างเป็นชุดคำสั่งที่ใช้งานร่วมกับบล็อกคำสั่งที่อื่น ๆ จากนั้น KidBright µAI IDE จะแปลงและส่งชุดคำสั่งดังกล่าวไปที่บอร์ด KidBright µAI เพื่อให้บอร์ดทำงานตามคำสั่ง อาทิ ตรวจจับการเคลื่อนไหวของวัตถุที่สนใจ หรือระบบรดน้ำต้นไม้ตามคำสั่งเสียง
จุดเด่น/ประโยชน์
ผสมผสานการเรียนรู้โค้ดดิ้งและ AI ในบอร์ดเดียว
สามารถพัฒนาโมเดล AI ได้ใน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การเก็บข้อมูล การติดป้ายกำกับ การเรียนรู้และสร้างโมเดล AI และการประยุกต์ใช้ผ่านการสร้างชุดคำสั่ง แบบบล็อก
รองรับการพัฒนาและติดตั้งปลั๊กอินเสริม สำหรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ input /output ดิจิทัลภายนอก และการสื่อสาร IoT ผ่าน Wi-Fi เก็บข้อมูลภาพความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และข้อมูลเสียงด้วยไมโครโฟนบนอุปกรณ์ พร้อมการแสดงผลบนจอสี IPS 1.3 นิ้ว
แพลตฟอร์ม Open-source สำหรับการใช้ประโยชน์เพื่อสังคมและเชิงพาณิชย์ ส่งเสริมผู้ประกอบการ
ประโยชน์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับ
สามารถออกแบบระบบเทคโนโลยี Coding, AI และ IoT เพื่อแก้ปัญหาโจทย์ในชีวิตจริงได้เอง
เรียนรู้หลักการพัฒนาระบบ AI สำหรับการแยกภาพ เสียง และตรวจจับวัตถุ
ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณ (Computational Skill)
กลุ่มลูกค้า/ผู้ใช้งานเป้าหมาย
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา
ผู้สนใจที่เริ่มเรียนรู้โค้ดดิ้งและ AI
ผู้ประกอบการที่สนใจผลิตและร่วมพัฒนาระบบ
วิจัยพัฒนาโดย
ทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (EDT)
กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย (CNWRG)
ติดต่อสอบถาม ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่อยู่ 112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร 0 2564 6900 email: business@nectec.or.th
Pathumma Multi-Modal LLM (ปทุมมา Multi-Modal LLM) Al ที่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง
Generative Al ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงความละเอียดอ่อนของภาษา และวัฒนธรรมไทย ได้อย่างแท้จริง ทั้งการตีความ สํานวน เข้าใจบริบทเฉพาะ Multi-Modal Al ในชื่อ Pathumma (ปทุมมา) จึงออกแบบมาเพื่อยกระดับความเข้าใจ ในภาษาไทยที่ลึกซึ้ง ด้วยความสามารถ ในการประมวลผลข้อมูลทั้งข้อความ เสียง และภาพ “ปทุมมา แอลแอลเอ็ม” มุ่งพัฒนา Al ไทย เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงและ ร่วมในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีไทยอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการเรียนรู้และทํา ความเข้าใจความเป็นไทยในทุกมิติ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา เทคโนโลยี AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงสําหรับคนไทยโดยเฉพาะ
กลยุทธ์หลัก
Open Source – เปิดให้ใช้งานฟรี สนับสนุนการพัฒนา AI ไทย
สร้างชุมชน AI ไทย – ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน
การประยุกต์ใช้จริง – รองรับทุกอุตสาหกรรม ปรับแต่งได้ตามองค์กร
AI เพื่อสังคม – ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างผลกระทบเชิงบวก
คุณสมบัติเด่น
เข้าใจภาษาไทยเชิงลึก – รองรับคำเปรียบเปรย ภาษาไทยท้องถิ่น และบริบทเฉพาะ
Multi-Modal AI – วิเคราะห์และแปลงข้อมูล ข้อความ เสียง และภาพ ได้แม่นยำ
ปลอดภัยและเชื่อถือได้ – พัฒนาตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
ใช้งานง่าย – รองรับ API และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาไทย
Pathumma LLM ก้าวสำคัญของ AI ไทย เพื่ออนาคตที่ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม!
ใช้งานได้ที่ https://aiforthai.in.th/pathumma-llm/
วิจัยพัฒนาโดย ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ (STU) กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (AINRG) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
ติดต่อสอบถาม ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่อยู่ 112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร 0 2564 6900 email: business@nectec.or.th
ระบบวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรอัจฉริยะและระบบตรวจสอบด้วยภาพ (iSmart OEE X NomadML) คือ ระบบสำหรับวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร (Overall Equipment Effectiveness: OEE) อัตโนมัติแบบ Real-time สื่อสารด้วยโปรโตคอล อุตสาหกรรม Modbus RTU, Modbus TCP, MQTT และ RESTful API ช่วยลดการจดบันทึกข้อมูล เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบ และแจ้งเตือนความผิดปกติในสายการผลิต พร้อมทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานด้วยภาพแบบอัตโนมัติ จาก NomadML โดย NomadML เป็นเครื่องมือสำหรับ Vision Inspection หรือการตรวจสอบชิ้นงานด้วยภาพถ่าย โดยเน้นจุดเด่นที่เป็นระบบ No-Code ที่ผู้ใช้ไม่ต้องเขียนโค้ดเอง รองรับการทำงานตั้งแต่การเทรนโมเดล (Train/Tune), การประเมินผล (Evaluate), ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริง (Deploy) ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Image Classification, Object Detection และ Image Segmentation
NomadML
จุดเด่น/ประโยชน์ของเทคโนโลยี
สามารถทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ได้มาตรฐาน (OK) และไม่ได้มาตรฐาน (NG) ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการวิเคราะห์กระบวนการผลิต ลดเวลาในการบันทึกข้อมูล
สามารถสร้าง Local Dashboard แสดงสถานะการทำงานของเครื่องจักร ตามความเหมาะสมของแต่ละโรงงาน
ช่วยระบุและวิเคราะห์ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของเครื่องจักร เช่น เครื่องจักรเกิดการ Breakdown เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนา แผนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
สามารถตรวจสอบความผิดปกติและแบ่งประเภทของความผิดปกติของชิ้นงานได้ด้วย AI
กลุ่มลูกค้า/ผู้ใช้งานเป้าหมาย
ผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (System Integrator: SI)
โรงงานอุตสาหกรรม/สถานประกอบการ
วิจัยพัฒนาโดย
iSmart OEE ทีมวิจัยนวัตกรรมการผลิตอัจฉริยะ (IMI) ด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบและเครือข่ายอัจฉริยะ (ITSN) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.)
NomadML ทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน (SMR) กลุ่มวิจัยระบบอัจฉริยะ (INSRG) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.)
ติดต่อสอบถาม ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่อยู่ 112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร 0 2564 6900 email :business@nectec.or.th
การพัฒนาแอปพลิเคชัน AIoT บนอุปกรณ์ Edge Computing ด้วยแพลตฟอร์ม Daysie เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลข้อมูล ลดต้นทุน และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย ถือเป็นการใช้ AI เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Daysie ยังมาพร้อมบริการที่ใช้งานง่าย ทำให้ผู้ใช้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมเมอร์หรือไม่ก็ตาม สามารถสร้าง จัดการ และควบคุมการทำงานของซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ IoT Edge
จุดเด่น/ประโยชน์ของเทคโนโลยี
No-Code , DIY AI-IoT application platform
กรรมสิทธิ์ในแอพพลิเคชั่นหรือซอฟแวร์ที่สร้างบนแพลตฟอร์มเป็นของผู้ใช้งาน 100%
Daysie มีหลักการทำงานสำคัญดังนี้
กระบวนการสร้างและเทรนโมเดล (ML Pipeline) Daysie ช่วยให้ผู้ใช้สร้างโมเดล Machine Learning ได้เองผ่าน 4 ขั้นตอนหลัก คือ
เลือกโมเดล: คลิกเลือกประเภทโมเดลที่ต้องการใช้งาน
อัปโหลดข้อมูล: นำข้อมูลสำหรับเทรนโมเดลเข้าสู่ระบบ รองรับทั้งไฟล์ภาพ (Photo), ข้อมูลตาราง (CSV) และไฟล์เสียง (Audio)
เทรนข้อมูล: สั่งประเมินและเทรนผลข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม
ประกอบแอปพลิเคชัน: ดาวน์โหลดโมเดลที่เทรนเสร็จแล้วมาวางในรูปแบบ “Node” แล้วใช้วิธี ลากและวาง (Drag and Drop) เพื่อเชื่อมต่อส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันเหมือนการต่อเลโก้
การเชื่อมต่อและการติดตั้ง (Deployment)
การเชื่อมต่ออุปกรณ์: สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับแพลตฟอร์มได้ง่าย ๆ โดยใช้ Device Token
ฮาร์ดแวร์ที่รองรับ: ตัวระบบสามารถติดตั้งลงบนอุปกรณ์ Edge Device ได้หลากหลาย เช่น 4-core ARM, AMD64, Intel และรองรับระบบปฏิบัติการทั้ง MacOS, Linux และ Windows
การอัปเดต: การอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ ๆ ทำได้ง่ายเหมือนการอัปเดตแอปบนมือถือผ่านอินเทอร์เน็ต
ขีดความสามารถและฟังก์ชันการใช้งาน
ความสามารถด้าน AI: รองรับการทำ Classification (จำแนกภาพ, เสียง, หรือข้อมูลอนุกรมเวลา) และ Regression (การพยากรณ์ข้อมูล)
ระบบจัดการข้อมูล: มีระบบ Messaging, ฐานข้อมูลในตัว (Local Database) และการสร้าง Dashboard เพื่อแสดงผลข้อมูลในระดับ Edge
การเชื่อมต่อเครือข่าย: มี MQTT Broker ในตัว และสามารถเชื่อมต่อกับ IoT Cloud ภายนอกอย่าง NETPIE ได้
จุดเด่นด้านความปลอดภัยและการทำงานออฟไลน์
Edge Processing: สามารถทำงานแบบ ออฟไลน์ (Offline) ได้เต็มรูปแบบบนอุปกรณ์ของผู้ใช้เอง ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัย 100% และไม่รั่วไหล
ความปลอดภัยของข้อมูล: มีระบบการตรวจสอบสิทธิ์ที่ตัวอุปกรณ์ (Edge Authentication) และการเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรมและภาคส่วน ดังนี้:
ภาคอุตสาหกรรม (Industry): ใช้ในการมอนิเตอร์ไลน์การผลิต (Production Line Monitoring), การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance), การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) และการจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management)
ภาคเกษตรกรรม (Agriculture): เพื่อยกระดับงานด้าน IoT ในการเพาะปลูกหรือปศุสัตว์
ภาคอสังหาริมทรัพย์ (Real Estates): เช่น การจัดการระบบภายในอาคารอัจฉริยะ
ธุรกิจด้านพลังงาน (ESCO): โดยเฉพาะในงานด้านการจัดการพลังงาน (Energy Management) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ภาคโลจิสติกส์ (Logistics): ช่วยในการบริหารจัดการการขนส่งและคลังสินค้า
ภาคการบริการ (Hospitality): เช่น งานในกลุ่มโรงแรมหรือธุรกิจบริการอื่น ๆ
แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนสามารถสร้างแอปพลิเคชัน AIoT สำหรับติดตั้งบนอุปกรณ์ Edge Computing ได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://daysie.io/
ติดต่อสอบถาม : ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ 112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร 0 2564 6900 email : business@nectec.or.th
“Acamp” บัญชีคาร์บอนแบบอัตโนมัติ
“Acamp” ย่อมาจาก Automated Carbon Accounting Management Platform เป็นแพลตฟอร์มการบริหารจัดการคาร์บอนแบบอัตโนมัติ แพลตฟอร์มนี้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบอัตโนมัติที่สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ออกแบบให้ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IoT ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเห็นภาพรวมปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้แบบเรียลไทม์ นำไปสู่การวางแผนลดการปลดปล่อยก๊าซได้อย่างตรงจุด เพื่อมุ่งสู่ง Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วยกล่อง Zcarbon สำหรับตรวจวัดการลดคาร์บอนอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับเซนเซอร์ผ่าน RS-485 เพื่อเพิ่มความสะดวก ความแม่นยำในการเก็บข้อมูล และซอฟต์แวร์ Acamp คำนวณค่าคาร์บอนเทียบเท่า (Carbon Equivalent: CO2 e) โดยใช้ค่า Factor ที่ประกาศโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
แพลตฟอร์ม Acamp มุ่งเน้นการพัฒนาระบบอัตโนมัติที่สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ กล่อง Zcarbon และ ซอฟต์แวร์ Acamp
กล่อง Zcarbon สำหรับตรวจวัดการลดคาร์บอนอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับเซนเซอร์ผ่าน RS-485 ช่วยให้การบันทึกข้อมูลการปล่อยคาร์บอนมีความสะดวกและแม่นยำ
ซอฟต์แวร์ Acamp สำหรับคำนวณค่าคาร์บอนเทียบเท่า (Carbon Equivalent: CO2e) อย่างอัตโนมัติ โดยใช้ค่า Factor ที่ประกาศโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาประมวลผลและแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นภาพรวมการปล่อยคาร์บอนขององค์กรได้อย่างชัดเจน
จุดเด่น/ประโยชน์
ติดตามคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรแบบเรียลไทม์ บันทึกและจัดเก็บข้อมูลปีฐาน ช่วยให้เห็นภาพรวมและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ในทันที สามารถใช้ในการวางแผน การลดต้นทุนการผลิตและติดตามการใช้ทรัพยากรอย่างใกล้ชิด
สามารถเชื่อมต่อกับ Power Meter เพื่อคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์แบบเรียลไทม์ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดในการป้อนข้อมูล
ลดการปล่อยคาร์บอน ส่งผลต่อการลดค่าใช้จ่ายในองค์กร พร้อมเก็บข้อมูล เพื่อการจัดทำคาร์บอนเครดิตและโครงการลดคาร์บอน
เชื่อมต่อ CFO ไปยังห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อการบริหารจัดการ คาร์บอนฟุตพรินต์ในทุกส่วนของธุรกิจได้
สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด และโอกาสในการสร้างรายได้ จากคาร์บอนเครดิต
กลุ่มลูกค้า/ผู้ใช้งานเป้าหมาย
โรงงานอุตสาหกรรม
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)
วิจัยพัฒนาโดย
ทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน (DTI)
กลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม (IIARG)
ติดต่อสอบถาม ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่อยู่ 112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร 0 2564 6900 email :business@nectec.or.th
เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะด้าน computer vision เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตาว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในอนาคต เพราะนอกจากจะช่วยลดเวลาการทำงานได้แล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้เป็นอย่างดีด้วย โดยฟังก์ชันหลัก 3 ประเภทที่ได้รับความนิยมในการใช้งาน คือ image classification หรือการจำแนกประเภทวัตถุในภาพ object detection หรือการตรวจจับตำแหน่งวัตถุในภาพ และ image segmentation หรือการระบุพื้นที่วัตถุภายในภาพ
เนคเทค สวทช. พัฒนา NomadML (โนแมดเอ็มแอล) แพลตฟอร์มผลิตโมเดล AI ฟังก์ชัน computer vision (ทั้ง 3 ฟังก์ชันหลัก) ในรูปแบบที่ใช้งานง่าย วิธีเทรนไม่ซับซ้อน ที่สำคัญไม่ต้องเขียนโค้ด เหมาะทั้งการใช้ทดสอบระบบหรือ Proof of Concept (PoC) และการผลิตโมเดล AI เพื่อใช้งานจริง โดยแพลตฟอร์มนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก AI for Thai Platform และโครงการยกระดับแพลตฟอร์มการบริหารจัดการข้อมูลทางการแพทย์ภายใต้ Medical AI Consortium
NomadML คือแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับงานทางด้าน Computer vision โดย NomadML ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายและเหมาะสมกับผู้ใช้งานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไปหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านปัญญาประดิษฐ์ ผู้ใช้งานที่ไม่มีประสบการณ์หรือไม่เคยเขียนโค้ดมาก่อนก็สามารถเริ่มต้นใช้งานและเทรนโมเดลจากข้อมูลหรือรูปภาพที่เตรียมไว้ก่อนได้
โดย NomadML ประกอบด้วยฟังก์ชันการทำงาน 3 รูปแบบดังต่อไปนี้
การแยกประเภทวัตถุ (Image classification) คือขั้นตอนสำหรับการระบุชนิดของวัตถุที่อยู่ในภาพ
การตรวจจับวัตถุ (Object detection) คือขั้นตอนสำหรับการระบุตำแหน่งของวัตถุที่สนใจที่อยู่ในภาพ
การแยกพื้นที่ภาพ (Image segmentation) คือขั้นตอนในการแบ่งพื้นที่ของภาพตามชนิดของวัตถุที่ต้องการ
จุดเด่นของเทคโนโลยี :
ผู้ใช้งาน NomadML ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเขียนโปรแกรม เพียงแต่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปใช้สร้างโมเดลสำหรับงานด้าน Computer Vision หรือการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ด้วยภาพ
NomadML ได้รับการออกแบบมาให้ครอบคลุมทุกกระบวนการสำคัญที่ใช้ในการเทรนโมเดล ซึ่งประกอบด้วยการเทรนโมเดล การทดสอบโมเดล และการนำโมเดลไปใช้งานนอกระบบ ซึ่งทำให้สุดท้ายโมเดลที่ได้จากการเทรนด้วย NomadML จะไม่ถูกยึดติดว่าต้องใช้งานกับระบบ NomadML เท่านั้น
มีระบบการปรับค่าพารามิเตอร์แบบอัตโนมัติ (Automated hyperparameter optimization) ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานของระบบในการปรับและตั้งค่าพารามิเตอร์ในการเทรนโมเดล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของโมเดลที่มีความแม่นยำสูงเทียบเคียงกับผลลัพธ์โมเดลจากการปรับและตั้งค่าพารามิเตอร์โดยผู้เชี่ยวชาญ
คุณสมบัติของต้นแบบผลิตภัณฑ์ :
ในกรณีการใช้งานแบบ free use ผู้ใช้งานสามารถใช้งาน NomadML บน web application ได้
โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
ผู้ใช้งานมีพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลที่ 2GB
ผู้ใช้งานสามารถใช้งานแพลตฟอร์มได้ต่อเนื่อง 120 นาที
ผู้ใช้งานสามารถอัพโหลดชุดข้อมูลได้ชุดละ 100MB
ผู้ใช้งานสามารถใช้แพลตฟอร์มเพื่อเทรน ทดสอบ และนำออกโมเดลไปใช้งานบนแพลตฟอร์มอื่นได้
ในกรณีการใช้งานแบบ enterprise สามารถติดต่อเข้ามาเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้
การประยุกต์ใช้งาน :
ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับเรียนรู้และทดสอบการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในงานทางด้านการแยกประเภทวัตถุ การตรวจจับวัตถุ หรือการแยกพื้นที่ภาพ
ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์สำหรับงานตรวจนับหรือตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์
ใช้สร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์สำหรับการรู้จำวัตถุเพื่อประยุกต์ใช้กับงานอัตโนมัติอื่น ๆ เช่น หุ่นยนต์สำรวจ หุ่นยนต์บริการ เป็นต้น
กลุ่มลูกค้า/ผู้ใช้งานเป้าหมาย
ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการทดลองใช้ปัญญาประดิษฐ์ในงานทางด้าน Computer Vision
บริษัทหรือโรงงานที่ต้องการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในงานตรวจนับหรือตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้วยภาพ
ผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับงานตรวจนับหรือตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้วยภาพ
ติดต่อสอบถาม ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่อยู่ 112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร 0 2564 6900 email :business@nectec.or.th
Zero-Touch Services ระบบให้บริการเน็ตเวิร์คเซอร์วิสด้านความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ
Zero-Touch Services ซีโร่ทัชเซอร์วิส : ระบบให้บริการเน็ตเวิร์กเซอร์วิสด้านความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ สำหรับตรวจสอบและเฝ้าระวังภัยคุกคามด้านไซเบอร์ (Zero-Touch Services : An automated Security Management and Orchestration Platform for Cybersecurity Investigation and Mitigation) เป็นแพลตฟอร์มตรวจสอบและวิเคราะห์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ได้ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและ ลดภาระงานด้านความปลอดภัยให้กับองค์กร โดยการจัดเตรียมและให้บริการ เน็ตเวิร์กเซอร์วิสด้านความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยวิเคราะห์ ตรวจสอบ และเฝ้าระวังภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กร โดยมีคุณลักษณะที่น่าสนใจ เช่น การบริหารจัดการแบบอัตโนมัติด้วยโซลูชั่น SOAR รองรับรูปแบบการให้บริการ SECaaS การจัดสรรทรัพยากรแบบไดนามิก การวิเคราะห์ จำแนกและจัดลำดับความสำคัญของภัยคุกคาม เป็นต้น ระบบนี้สามารถเก็บข้อมูลและตรวจจับพฤติกรรมที่อาจเป็นภัยคุกคาม และแสดงผลผ่าน Dashboard ที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตามสถานะความปลอดภัยได้แบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวังและปกป้องข้อมูลรวมถึงระบบขององค์กรจากการถูกโจมตีหรือเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมรองรับการพัฒนาเพิ่มเติมในอนาคต
จุดเด่นของเทคโนโลยี :
ระบบถูกพัฒนาจากซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ลดต้นทุนและสามารถปรับแต่งให้เหมาะกับองค์กรได้อย่างยืดหยุ่น
ระบบรองรับทั้งแบบติดตั้งภายในองค์กร (On-Premise) และใช้งานผ่านคลาวด์ (On-Cloud) เพื่อเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลล็อก โดยรองรับทั้งการตรวจจับภัยคุกคามจากเครื่องคอมพิวเตอร์ (Host-based) และจากเครือข่าย (Network-based)
มีระบบ Dashboard สำหรับจัดการและแสดงผล เกี่ยวกับภัยคุกคามที่ตรวจพบแบบเรียลไทม์ ทำให้ช่วยประหยัดเวลาการทำงานของทีมไอที
รองรับการพัฒนาและปรับปรุงฟีเจอร์ใหม่ ๆ ตามความต้องการในอนาคต
การประยุกต์ใช้งาน :
ให้ความสำคัญในการเฝ้าระวัง วิเคราะห์คัดกรอง และตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ด้วยความรวดเร็วแม่นยำและมีประสิทธิภาพ
ใช้เทคโนโลยี Network Functions Virtualization (NFV) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเน็ตเวิร์กเซอร์วิสด้านความปลอดภัยแบบรวมศูนย์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งในแง่ความรวดเร็วในการจำลองเน็ตเวิร์กเซอร์วิสด้านความปลอดภัย ความยืดหยุ่นในการจัดสรรทรัพยากร และประสบการณ์ที่ผู้ใช้จะได้รับ
จัดเตรียมและให้บริการเน็ตเวิร์กเซอร์วิสด้านความปลอดภัยประเภทต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรผู้รับบริการสามารถเรียกใช้งานได้ตามความต้องการ (on-demand services)
ความสามารถในการตรวจสอบและติดตามสถานะทำงานของระบบ (g., CPU Utilization, VNF Status) การแสดงผลการวิเคราะห์ได้ตามลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์กร (Tenant-specific Threat Detection Dashboard)
การช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนและค่าดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในองค์กร
กลุ่มลูกค้า/ผู้ใช้งานเป้าหมาย
หน่วยงานภาครัฐ หรือภาคธุรกิจ (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านกำลังทรัพย์และกำลังคนผู้มีความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์
หน่วยงานผู้ให้บริการ (service providers) ที่สนใจนำแพลตฟอร์มไปติดตั้ง ทดสอบ และใช้งานจริง
แหล่งทุน
กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)
วิจัยพัฒนาโดย
ทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (SEC) กลุ่มวิจัยสื่อสารและเครือข่าย (CNWRG)
ติดต่อสอบถาม ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่อยู่ 112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร 0 2564 6900 email :business@nectec.or.th
NSTDA: The National Research Engine สวทช. เครื่องยนต์วิจัยแห่งชาติ
CYBLION : แพลตฟอร์มคุ้มครองความเป็นส่วนตัวไอโอทีด้วยเทคนิคการเข้ารหัสโฮโมมอร์ฟิก
ปัจจุบันคลาวด์ (cloud) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งกับการใช้ชีวิตของผู้คน เพราะนอกจะเป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลแล้ว ยังเป็นพื้นที่ประมวลผลข้อมูลหรือ cloud computing อีกด้วย ตัวอย่างการใช้งานทั่วไป เช่น การอัปโหลดข้อมูลไฟล์งานหรือรูปภาพเพื่อความสะดวกในการจัดเก็บและส่งต่อ การใช้สมาร์ตวอตช์ส่งข้อมูลสุขภาพขึ้นจัดเก็บและประมวลผลในคลาวด์เพื่อความสะดวกในการติดตามข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งหากมองในภาพใหญ่ภาคธุรกิจก็มีการใช้งานคลาวด์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์และประมวลผล รวมถึงเก็บข้อมูลสำคัญขององค์กรและลูกค้าอย่างแพร่หลายแล้วเช่นกัน
โดยทั่วไปก่อนจัดส่งข้อมูลไปประมวลผลบนคลาวด์จะมีการเข้ารหัส (encryption) เพื่อป้องกันการดักฟังข้อมูลระหว่างเส้นทางการส่ง เมื่อข้อมูลไปถึงคลาวด์แล้วคลาวด์จะถอดรหัสข้อมูลมาคำนวณ แล้วเข้ารหัสป้องกันอีกครั้งก่อนจัดส่งผลลัพธ์ให้เจ้าของข้อมูล จะเห็นได้ว่าด้วยวิธีการนี้แม้จะมีการรักษาความปลอดภัยข้อมูลขณะจัดส่ง แต่ก็ยังคงมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยขณะคลาวด์กำลังประมวลผล ซึ่งหากคลาวด์เกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล โดนโจรกรรม หรือผู้ให้บริการคลาวด์นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าของข้อมูลก็อาจได้รับความเดือดร้อนอย่างมหาศาล ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์กับบริษัทในอุตสาหกรรมการเงิน การแพทย์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ดิจิทัล รวมไปถึงการทหาร เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว
ดังนั้นระบบรักษาความปลอดภัยของคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตาว่าจะได้รับความนิยมสูงในอนาคต คือ Privacy-Enhancing Technologies: PETs หรือ เทคโนโลยีคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ที่ช่วยเพิ่มการปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งานขึ้นอีกระดับ ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาช่องโหว่ดังกล่าว ข้อมูลที่ส่งขึ้นคลาวด์จะผ่านการเข้ารหัสด้วยวิธีการใหม่ที่ป้องกันการดักฟังข้อมูลระหว่างทางได้ และเมื่อข้อมูลไปถึงคลาวด์ คลาวด์จะคำนวณข้อมูลเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องถอดรหัส หรือหมายความว่ามีเพียงเจ้าของข้อมูลที่มีกุญแจเท่านั้นที่จะเข้าถึงเนื้อหาของข้อมูล ทั้งข้อมูลต้นฉบับและข้อมูลที่ผ่านการคำนวณแล้วได้ วิธีการนี้จึงมีความปลอดภัยในการใช้งานมากกว่า
เนคเทค สวทช. ได้พัฒนาเทคโนโลยี PETs ในชื่อ Cyblion (ไซบิลเลียน) ไว้ใช้ให้บริการแพลตฟอร์ม IoT แล้ว ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยก้าวผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยความมั่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น เป็นแพลตฟอร์มคุ้มครองความเป็นส่วนตัวไอโอทีด้วยเทคนิคการเข้ารหัสโฮโมมอร์ฟิก หรือ CYBLION: Privacy-Preserving IoT Platform by Homomorphic Encryption ทางออกสำหรับการแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลไอโอที มีเป้าหมายดังนี้
แพลตฟอร์ม CYBLION ป้องกันการละเมิดด้านข้อมูลรั่วไหลสู่ผู้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล ถึงแม้ว่าคลาวด์ที่ให้บริการจะถูกแฮก แต่ข้อมูลที่อยู่ในคลาวด์จะไม่ถูกเปิดเผย
เพื่อให้บริการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของอุปกรณ์ไอโอทีด้วยการเข้ารหัสแบบโฮโมมอร์ฟิกที่สามารถประยุกต์ใช้กับงานภาคอุตสาหกรรม โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาการเข้ารหัส
กลไกการทำงานของ CYBLION คือ การเข้ารหัสแบบพิเศษที่ส่งข้อมูลไปประมวลบน PEC-Cloud ได้โดยไม่จำเป็นต้องถอดรหัสเพื่อคำนวณข้อมูล ผู้เดียวที่จะมีกุญแจถอดรหัสข้อมูลทั้งข้อมูลดิบและข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้วคือเจ้าของข้อมูลเท่านั้น ทำให้วิธีการนี้มีความปลอดภัยสูงกว่าเดิมมาก แม้เกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม ผู้ที่ได้รับข้อมูลไปจะไม่สามารถเปิดดูข้อมูลได้
ระบบนี้เหมาะกับ SI (System Integrator) รวมถึงผู้ออกแบบและพัฒนาระบบ IoT (Internet of Things) และ IIoT (Industrial Internet of Things) ที่สนใจใช้งาน PEC-Cloud
ติดต่อสอบถาม ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่อยู่ 112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร 0 2564 6900 email :business@nectec.or.th