หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ENTEC สวทช. จับมือพันธมิตร จีน–เกาหลี เปิดเวที Microbial Power ร่วมกับ ANRRC 2025 ดึงนักวิทย์แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานชีวภาพ
วันที่ 9–10 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมเมอร์เคียว สุขุมวิท 24 กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ร่วมกับ สถาบันจุลชีววิทยา สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Institute of Microbiology, Chinese Academy of Sciences: IMCAS) โดยการสนับสนุนจากเครือข่ายองค์กรวิทยาศาสตร์นานาชาติ (Alliance of International Science Organizations: ANSO) จัดการประชุมนานาชาติ “CAS–ANSO International Conference on Microbial Power” ภายใต้แนวคิด Advancing Bioenergy and Biomanufacturing in the Belt and Road Initiative พร้อมการประชุมประจำปี ANRRC 2025 Annual Meeting เพื่อผลักดันความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ด้านจุลชีพ พลังงานชีวภาพ และการผลิตชีวภาพในภูมิภาคเอเชีย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. Professor Je Kyung Seong ประธานเครือข่ายศูนย์ทรัพยากรเพื่อการวิจัยเทคโนโลยีชีววัสดุแห่งเอเชีย (Asian Network of Research Resource Centers: ANRRC) และ Professor Qian Wei ผู้อำนวยการ IMCAS กล่าวเปิดการประชุม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 80 คน จากประเทศในอาเซียน ภูมิภาค และพันธมิตรนานาชาติ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของความร่วมมือด้านจุลชีพและทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานชีวภาพ การผลิตทางชีวภาพ และการสร้างความยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการประชุมภายใต้แนวคิด “Advancing Bioenergy and Biomanufacturing in the Belt and Road Initiative” มุ่งตอกย้ำศักยภาพของนวัตกรรมชีวภาพและพลังจุลชีพ ในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาค เครือข่าย ANRRC มีบทบาทโดดเด่นตลอดทศวรรษที่ผ่านมาในการเชื่อมโยงสถาบันวิจัยด้านทรัพยากรชีวภาพทั่วเอเชีย เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการประชุมในปีนี้ยังเป็นอีกก้าวสำคัญที่ขยายวงความร่วมมือไปยังประเทศในอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และขอขอบคุณองค์กร ANSO ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการเสริมสร้างความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ โดยมี ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ประธาน สวทช. และประธาน ANSO เป็นผู้นำในการผลักดันให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งการประชุมนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เท่านั้น แต่ยังจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อการพัฒนาพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจชีวภาพของภูมิภาค ด้าน Prof. Qian Wei จาก IMCAS ประเทศจีน กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ Harnessing Microbial Power for a Sustainable Future in the Belt and Road Regions โดยนำเสนอแนวคิดการใช้ศักยภาพของจุลชีพเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งแต่การผลิตพลังงานและวัสดุชีวภาพ ไปจนถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยชี้ให้เห็นว่าพลังของจุลชีพมีบทบาทสำคัญในการลดการพึ่งพาทรัพยากรฟอสซิล และสามารถเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นพลังงานชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียและประเทศตามแนวเส้นทาง Belt and Road เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายวิจัย และต่อยอดนวัตกรรมด้านจุลชีพให้เกิดผลในเชิงพาณิชย์และเชิงนโยบาย โดยกล่าวปิดท้ายว่า “เราจำเป็นต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมชีวภาพที่ยั่งยืนสำหรับอนาคตของภูมิภาค” บรรยากาศของการประชุมมีการนำเสนอผลงานและเสวนาจากนักวิจัยชั้นนำกว่า 10 ประเทศ อาทิ การบรรยายในหัวข้อใหญ่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทรัพยากรชีวภาพเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลกและความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านการผลิตชีวภาพ ดำเนินการประชุม โดย ดร.ลิลี่ เอื้อวิไลจิตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. รวมถึงยังมีหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจครอบคลุมด้านเทคโนโลยีชีวทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนและการผลิตชีวภาพ, การพัฒนาเทคโนโลยีจุลชีพเพื่อสิ่งแวดล้อมสะอาด, เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง, และทรัพยากรชีวภาพด้านพืชและสัตว์ โดยมีผลงานเด่นจากนักวิจัยไทย เช่น การบรรยายพิเศษในหัวข้อ Development of Functional Sugars for Agricultural Raw Materials for Valorization of Agro-industry” โดย ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ BIOTEC สวทช. การบรรยายพิเศษในหัวข้อ Engineering Yeasts for Biofuels Production: From Metabolic Pathway Design to Machine Learning–Guided Optimization โดย ดร.วีรวัฒน์ รังกุพันธุ์ ทีมวิจัยระบบจุลินทรีย์เพื่อผลิตชีวโมเลกุล BIOTEC สวทช. การบรรยายหัวข้อ Exploring the Diversity and Biotechnological Potential of Actinomycetes Isolated from Various Ecosystem in Thailand โดย ดร.ชาญวิทย์ สุริยฉัตรกุล ทีมวิจัยความหลากหลายและการใช้ประโยชน์จุลินทรีย์ BIOTEC สวทช. การบรรยายหัวข้อ Optimized Cell Culture Systems for Enhanced Production of Agricultural Viral Vaccines โดย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ BIOTEC สวทช. นอกจากนี้เวทีเสวนายังเปิดพื้นที่ให้กับการนำเสนอผลงานจากสถาบันชั้นนำ อาทิ RIKEN (ญี่ปุ่น), Seoul National University (เกาหลีใต้), Australian National University (ออสเตรเลีย), University of the Philippines (ฟิลิปปินส์) และสถาบันความร่วมมือจากจีน ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเครือข่ายศูนย์ทรัพยากรเพื่อการวิจัยเทคโนโลยีชีววัสดุแห่งเอเชียเชื่อมโยงกันอย่างเข้มแข็ง และอีกหนึ่งไฮไลต์คือการอภิปรายด้านกฎหมายและจริยธรรมของการใช้ทรัพยากรชีวภาพ (ABS Governance) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Bioinformatics และ AI เพื่อการบริหารจัดการฐานข้อมูลชีวภาพอย่างมีมาตรฐานระดับสากล โดยนักวิจัยจากญี่ปุ่น จีน เกาหลี และอินเดีย ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลชีวภาพระดับโลก การประชุมปิดฉากด้วย ANRRC General Assembly ซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ประจำปีของเครือข่าย ANRRC เพื่อสรุปผลความร่วมมือและกำหนดแนวทางดำเนินงานต่อไป โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและโครงสร้างพื้นฐานด้านชีวทรัพยากร เพื่อรองรับเศรษฐกิจชีวภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เชิญชวนร่วมงาน Entrepreneur Day 2025 ณ ฮ่องกง
องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) จัดงาน Entrepreneur Day 2025 งานแสดงเทคโนโลยีและสินค้าเชิงนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจสตาร์ทอัพ ระหว่างวันที่ 4–5 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมและการจัดงานแสดงแห่งฮ่องกง เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานเพื่อเปิดโลกแห่งโอกาสทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย และพัฒนาความร่วมมือระดับนานาชาติ งานในปีนี้เน้นธุรกิจด้าน AI, HealthTech, Cyber Security, Sustainability, Spatial Computing และ Construction & Logistic ผู้เข้าร่วมจะได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมเจรจาทางธุรกิจกับผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลก นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่ Exhibition & Showcase Business Matching Seminars & Pitching Networking Sessions พร้อมร่วมงานไฮไลท์ส่งท้ายปีอีก 3 งาน ได้แก่HKTDC Entrepreneur Day (E-Day), Business of Intellectual Property Asia Forum (BIP Asia) และ DesignInspire ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมได้ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568พร้อมรับสิทธิพิเศษ Hotel Sponsorship 1 คืน ภายใต้เงื่อนไขการสนับสนุนของ HKTDC 📩 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ สวทช.อีเมล: brc@nstda.or.thโทรศัพท์: 02 564 7000 ต่อ 81855
ปฏิทินกิจกรรม
 
Food Innopolis สวทช. ร่วมมือกับ Hong Kong Science Park (HKSTP) ผลักดันสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหารของไทย 12 ราย
Food Innopolis สวทช. ร่วมมือกับ Hong Kong Science Park (HKSTP) ผลักดันสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหารของไทย 12 ราย สู่การเปิดบริษัทในฮ่องกง ภายใต้โปรแกรม Soft-Landing Programme for Food Tech Startups เพื่อขยายธุรกิจและเจาะตลาดจีนอย่างเป็นระบบ Food Innopolis ศูนย์นวัตกรรมอาหารแห่งชาติ ภายใต้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เปิดตัวความร่วมมือกับ Hong Kong Science and Technology Parks Corporation (HKSTP) โดยมีบริษัทไทย 12 รายผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ TRUM-HIN, NutriFlow, MA-JUSMIN, Foodle Noodle, Silver Horizon, Sinar Brew, WannaVee, Protinos, Benatic, Warich, T&Jay Commerce และ WHOLESOME LAB ภายใต้โปรแกรม Pre-Incubation สตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนรวมสูงสุดกว่า 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 440,000 บาท) แบ่งเป็น 3 ไมล์สโตนตามความคืบหน้าของโครงการ ได้แก่ ไมล์สโตน 1: จดทะเบียนบริษัทและเปิดบัญชีธนาคารในฮ่องกง (10,000 ดอลลาร์ฮ่องกง) ไมล์สโตน 2: พิสูจน์ตลาดและผ่านการอบรม 11 หลักสูตร (40,000 ดอลลาร์ฮ่องกง) ไมล์สโตน 3: สาธิตต้นแบบผลิตภัณฑ์และผ่านการประเมินจากคณะกรรมการ HKSTP (50,000 ดอลลาร์ฮ่องกง) นอกจากทุนสนับสนุนแล้ว สตาร์ทอัพยังได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น การฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ที่ปรึกษาธุรกิจเฉพาะทาง พื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space) การเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนกว่า 1,000 ราย และโอกาสเข้าสู่โปรแกรม Incubation เต็มรูปแบบของ HKSTP ซึ่งมีทุนสนับสนุนสูงสุดถึง 1.29 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ความพิเศษของโปรแกรมนี้คือสามารถเข้าร่วมได้แบบ Remote Participation โดยไม่ต้องย้ายไปฮ่องกงในระยะแรก สามารถจดทะเบียนบริษัทได้ภายใน 1 วัน และเริ่มพิสูจน์ตลาดจากประเทศไทยก่อนเดินทางไปตั้งหลักจริง HKSTP เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง มีบริษัทเทคโนโลยีมากกว่า 2,200 แห่งจาก 25 ประเทศทั่วโลก และบ่มเพาะยูนิคอร์นแล้วถึง 14 บริษัท บริษัทในระบบนิเวศของ HKSTP สามารถระดมทุนได้รวมกว่า 110,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 48,000 ล้านบาท) โครงการความร่วมมือครั้งนี้สร้างคุณค่าให้กับทุกฝ่าย ทั้งการต่อยอดสตาร์ทอัพไทยให้ขยายตลาดระดับภูมิภาค เสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร และเชื่อมโยงเครือข่ายนานาชาติในภาคเทคโนโลยีอาหาร ผู้ประกอบการไทยที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Food Innopolis หรือ FI Accelerator (FI-A)
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Software Park – WealthMagik ประกาศ เงินออมสร้างชาติ Awards Season 10 ภายใต้หัวข้อ “Financial Literacy รู้อะไรไม่สู้รู้ทัน”
วันที่ 10 ตุลาคม 2568 อาคาร Software Park ถนนแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด จ.นนทบุรี: ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นายสมเกียรติ ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด ร่วมมอบรางวัลในโครงการ Software Park – WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Awards Season 10 ภายใต้หัวข้อ "Financial Literacy รู้อะไรไม่สู้รู้ทัน” ทั้งนี้ โครงการฯ นี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้กับนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนบุคคลทั่วไปได้แสดงศักยภาพ ในการใช้เทคโนโลยี พร้อมนำความรู้ ความสามารถ ทักษะและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาผลงาน เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านการเงินผ่านสื่อแอนิเมชัน และวีดิทัศน์เรื่องสั้นที่สนุกและเข้าใจง่าย สามารถเข้าถึงได้ในทุกช่วงวัย อีกทั้งยังได้เรียนรู้การนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยบริหารเงินออมให้งอกเงยเพื่ออนาคตยามเกษียณ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบดั้งเดิม มาสู่การดำเนินธุรกรรมและการลงทุนผ่านระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การเสริมสร้าง “ความรู้เท่าทันดิจิทัล” (Digital Literacy) จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญและร่วมกันส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ในที่นี้ความรู้เท่าทันดิจิทัลมิได้หมายถึงเพียงการใช้เทคโนโลยีได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ การแยกแยะข้อเท็จจริงจากข่าวลวง ตลอดจนการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างปลอดภัยและมีจริยธรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนทางการเงิน การออม และการลงทุนได้อย่างมั่นคง หากขาดความรู้เท่าทันดิจิทัล อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางการเงินหรือการลงทุนที่ไม่โปร่งใสได้โดยง่าย ทั้งนี้ การยกระดับทักษะ Digital Literacy ของประชาชนถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่หลากหลาย และสนับสนุนการออมและการลงทุนอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในยุคดิจิทัล นายสมเกียรติ ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด กล่าวว่าโครงการ Software Park – WealthMagik เงินออมสร้างชาติ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้คนไทยเรียนรู้และเข้าใจการบริหารจัดการเงินออมและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากกลุ่มเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ไปจนถึงบุคคลทั่วไป เพื่อให้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้องต่อไปยังครอบครัวและสังคมวงกว้าง สำหรับปีนี้ โครงการฯ จัดขึ้นเป็นปีที่ 10 โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมได้พัฒนาผลงานสร้างสรรค์ใน 10 หัวข้อสำคัญ อาทิ การรู้เท่าทันมิจฉาชีพทางการเงิน การวางแผนภาษี การบริหารหนี้ การออมและการลงทุน การวางแผนประกัน ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ความสำคัญของเงินออม เครื่องมือออมลงทุน การวางแผนเกษียณ และการลงทุนแบบ DCA เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจแนวทางการจัดการการเงินส่วนบุคคลอย่างรอบด้าน โครงการฯ เป็นความร่วมมือกันระหว่างเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. และบริษัทเว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) ทั้งยังได้รับความร่วมมืออย่างดี จากพันธมิตรคือ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บริษัทหลักทรัพย์เว็ลธ์ เมจิก จำกัด ซึ่งมีแนวคิดเดียวกันคือต้องการถ่ายทอดความรู้ทางการเงินให้กับสังคม ทำให้โครงการประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องยาวนานจนก้าวสู่ปีที่ 10 และเป็นโครงการประกวดแอนิเมชั่นด้านการเงินที่ใหญ่สุดในประเทศไทย ในปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 218 ทีม และผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้าย 18 ทีม ซึ่งนับเป็นจำนวนผู้สมัครที่มากที่สุดตั้งแต่จัดโครงการมา สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความสนใจของคนรุ่นใหม่ในการพัฒนาความรู้ด้านการเงินและการลงทุน คุณสมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “เงินออมสร้างชาติ” เชื่อมั่นในแนวคิดที่ว่า “ดูแลเงินเสมอตน ไม่มีใครดูแลเงินของเราได้ดีเท่าตัวเราเอง” โดย WealthMagik ใช้เวทีนี้เป็นช่องทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเงิน เพื่อสร้าง “นักการเงินตัวน้อย” ที่สามารถส่งต่อความรู้ไปยังครอบครัวและชุมชน อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ในการพัฒนาศักยภาพของนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักแอนิเมชัน ผู้ผลิตหนังสั้น หรือครีเอเตอร์ ที่จะเติบโตอย่างมั่นคงในเส้นทางอาชีพของตน ในตอนท้าย คุณสมเกียรติได้แสดงความยินดีกับทั้ง 18 ทีมสุดท้าย ที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั้งหมด 218 ทีม พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่มีความรู้เท่าทันทางการเงิน และสามารถวางแผนการเงินเพื่ออนาคตได้อย่างยั่งยืน สำหรับรางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวดผลงาน Software Park – WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Awards season 10 ภายใต้หัวข้อ “Financial Literacy รู้อะไรไม่สู้รู้ทัน” ใน หมวดการ์ตูน Short Animation ความยาวไม่เกิน 3 นาที ประเภทนักเรียน ทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม : SunSha Pixel จากผลงาน “รักแท้ไม่แพ้เงินเฟ้อ” รับทุนการศึกษา จำนวน 25,000 บาท โล่รางวัลชนะเลิศ และเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม : Vivify จากผลงาน “หน่อไม้คนนี้ วางแผนเกษียณไว้แล้วนะ”รับทุนการศึกษา จำนวน 15,000 บาท โล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม : Cash Crush Crew จากผลงาน “One Family, One Plan”รับทุนการศึกษา จำนวน 10,000 บาท โล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน รางวัล Popular vote ได้แก่ ทีม : SunSha Pixel จากผลงาน “รักแท้ไม่แพ้เงินเฟ้อ” รับทุนการศึกษา จำนวน 5,000 บาท และเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน ประเภทนิสิต นักศึกษา รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม : น้ำอะไรไม่เท่าน้ำใจ จากผลงาน “กฎการเอาตัวรอดจากนายภาษีตอนเที่ยงคืน” รับทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท โล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน และยังได้รางวัล Popular vote รับทุนการศึกษา จำนวน 5,000 บาท และเกียรติบัตรอีกด้วย รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม : AquaWing จากผลงาน “จะรักยังไงให้ DCA” รับทุนการศึกษา จำนวน 10,000 บาท โล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน ประเภทบุคคลทั่วไป รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม : CozyBed จากผลงาน “เริ่มจากใจ ไม่ใช่เงิน” รับเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท โล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม : ออมเต็มกระปุก จากผลงาน “เสียงของเธอ” รับเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท โล่รางวัลชนะเลิศ และเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน รางวัล Popular vote ได้แก่ ทีม : ไก่2 เหนียว 1 จากผลงาน “ประตูสู่การลงทุน” รับเงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท และเกียรติบัตรเข้าร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน นอกจากนี้ยังมี รางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวดในหมวด TikTok Content Animation ความยาวเรื่องละไม่เกิน 1 นาที จำนวน 3 เรื่องย่อยต่อ 1 หัวข้อ ทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม : Fiction Five จากผลงาน “Inflation Risk” รับเงินรางวัล จำนวน 50,000 บาท โล่รางวัลชนะเลิศ และเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม : Araigordai จากผลงาน “Create your Plan” รับเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัลรองชนะเลิศ เกียรติบัตรการร่วมแข่งขันประกวดผลงาน และยังได้รับรางวัล Popular vote รับเงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท และเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม : Bossy Gang จากผลงาน “นายเอ นามสมมุติ” รับเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลรองชนะเลิศ และเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน รางวัลพิเศษ! Social Impact Financial Literacy Award ได้แก่ ทีม : SunSha Pixel จากผลงาน “รักแท้ไม่แพ้เงินเฟ้อ” รับเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงาน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. นำ สำนักงบประมาณ เยี่ยมชมผลงานการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืชในทุเรียน ยกระดับการผลิตไม้ผลด้วยเกษตรสมัยใหม่ ในพื้นที่ จ.จันทบุรี
วันที่สองของการลงพื้นที่ (10 ตุลาคม 2568) ของ สำนักงบประมาณ นำโดย นางสาวเบญจมาศ มหาวงศ์ขจิต ผู้อำนวยการส่วนงบประมาณกระทรวงการอุดมศึกษาฯ 1 เพื่อเยี่ยมชมศักยภาพงานวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้โครงการ “การเพิ่มศักยภาพการผลิตและมูลค่าสินค้าเพื่อเกษตรอุตสาหกรรมและการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน (Pre-Battle : Area Based)” ณ จังหวัดจันทบุรี นำโดย ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. พร้อมด้วยทีมวิจัย ได้นำคณะเข้าเยี่ยมชมโครงการ การยกระดับการผลิตไม้ผล (ทุเรียน) ด้วยเกษตรสมัยใหม่ ที่ วิสาหกิจชุมชนพัฒนาคุณภาพทุเรียนและการเกษตรบ้านมาบโอน ต.เขาบายศรี อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี วิสาหกิจชุมชนฯ แห่งนี้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาสู่การใช้ ชีวภัณฑ์ โดยเฉพาะ เชื้อราไตรโคเดอร์มา TBRC 4734 ในการจัดการสวนทุเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การรวมกลุ่มผลิตเพื่อใช้เองภายในกลุ่มกว่า 300 กิโลกรัม/เดือน ผ่านการเรียนรู้และการสนับสนุนจากทีมวิจัย เทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. จากนั้น คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมชม สวนผลไม้พรรณมณี ของคุณ มณี ภาระเปลื้อง ที่ ต.วังโตนด อ.นายายอาม จ.จันทบุรี เพื่อชมแปลงเรียนรู้การใช้ ไตรโคเดอร์มา TBRC 4734 จัดการ โรครากเน่าโคนเน่า ในทุเรียน ซึ่งร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีโดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. เพื่อให้เห็นภาพของการใช้ ชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืช ที่ช่วยให้ชาวสวนสามารถต่อสู้กับโรคสำคัญอย่างโรครากเน่า-โคนเน่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ตลอด 2 วันของการลงพื้นที่เยี่ยมชม ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา และจันทบุรี สำนักงบประมาณได้เข้าเยี่ยมชมผลงานวิจัย สวทช. ภายใต้โครงการ Area Based ทั้งในด้าน อุตสาหกรรมสัตว์น้ำ และ การยกระดับการผลิตไม้ผล (ทุเรียน) ด้วยเกษตรสมัยใหม่ เพื่อให้เห็นภาพของการมุ่งขับเคลื่อนงานวิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยีของ สวทช. สู่ชุมชนและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ลงพื้นที่ร่วมกับกระทรวง อว. มอบถุงยังชีพผู้ประสบอุทกภัยใน จ.พระนครศรีอยุธยา
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. และ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. พร้อมด้วยคณะบุคลากรจากสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อมอบถุงยังชีพ ทั้งข้าวสารกว่า 10,000 กก. น้ำดื่ม 2,000 แพ็ก และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2,000 แพ็ก ส่งถึงมือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.เสนา โดยมี ผศ.ดร.สุวุฒิ ตุ้มทอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ นางสาวอารินทร์ แสงทอง นายอำเภอเสนา และประชาชนจากตำบลบ้านกระทุ่ม และตำบลหัวเวียง ให้การต้อนรับและรับมอบสิ่งของ โอกาสนี้ บุคลากรและพนักงานของ สวทช. กระทรวง อว. ได้เข้าร่วมนำถุงยังชีพมอบให้กับประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจในเขตเทศบาลตำบลหัวเวียง ประกอบด้วย ประชาชนหมู่ที่ 1, 2, 3 – 5, และ 6 - 13 ตำบลหัวเวียง ประชาชนหมู่ที่ 1 – 10 ตำบลบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย สวทช. ขอส่งความห่วงใยและเป็นกำลังใจให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีกำลังใจที่เข้มแข็งและผ่านวิกฤตการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ถุงยังชีพที่มอบให้กับประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ อาทิ ข้าวสารจำนวน 100 ถุง ได้รับบริจาคภายใต้ “โครงการ สวทช. รวมใจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ทั้งภายในและภายนอก สวทช. สำหรับนำไปใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. นำคณะสำนักงบประมาณ เยี่ยมชมผลงานวิจัยสัตว์น้ำ หนุนเกษตรยั่งยืน ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. พร้อมด้วยคณะนักวิจัย นำคณะจาก สำนักงบประมาณ นำโดย นางสาวเบญจมาศ มหาวงศ์ขจิต ผู้อำนวยการส่วนงบประมาณกระทรวงการอุดมศึกษาฯ 1 ลงพื้นที่เยี่ยมชมศักยภาพงานวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของ สวทช. ในด้านอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและเกษตรอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “การเพิ่มศักยภาพการผลิตและมูลค่าสินค้าเพื่อเกษตรอุตสาหกรรมและการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน (Pre-Battle : Area Based)” โดยวันแรกของการลงพื้นที่ (9 ตุลาคม 2568) ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้นำเยี่ยมชมผลงาน “การใช้ วทน. ส่งเสริมการพัฒนาและการผลิตกุ้งทะเลเพื่ออุตสาหกรรม” และ “ความร่วมมือในการใช้โคพีพอดเลี้ยงม้าน้ำวัยอ่อน” เพื่อให้คณะสำนักงบประมาณได้เห็นภาพการนำ วทน. ไปใช้จริงในการพัฒนาภาคการผลิตสำคัญของประเทศ รวมถึงเพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาทของ สวทช. ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนและผู้ประกอบการ การใช้ วทน. ส่งเสริมการพัฒนาและการผลิตกุ้งทะเลเพื่ออุตสาหกรรม สวทช. โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตบางพระ จังหวัดชลบุรี และเครือข่าย ได้นำคณะสำนักงบประมาณ เข้าเยี่ยมชมการใช้ วทน. เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการผลิตกุ้งทะเลเพื่ออุตสาหกรรมในฟาร์มสุขสมบูรณ์ จ.ฉะเชิงเทรา ของนางสาวอารีรัตน์ ดำริมุ่งกิจ โดยฟาร์มบ่อเลี้ยงกุ้งดังกล่าว ได้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ได้แก่ การเตรียมบ่อเลี้ยงโดยคำนึงถึงการบำบัดสารประกอบไนโตรเจนในน้ำเสียด้วยกระบวนการทางชีวภาพ การใช้ลูกกุ้งทะเลคุณภาพสูงปลอดโรค การตรวจเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคระหว่างการเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ การใช้ probiotics เสริมสุขภาพบ่อเลี้ยงและสุขภาพกุ้ง และการเข้าร่วมในโครงการการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยได้นำเข้าไปพัฒนาวิธีการจัดการเชื้อก่อโรคในบ่อเลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นแนวทางการตรวจเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดการรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ และสร้างภูมิคุ้มกันที่จะสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ผลผลิตยั่งยืนและมั่นคง ความร่วมมือในการใช้โคพีพอดเลี้ยงม้าน้ำวัยอ่อน สวทช. โดยไบโอเทค ได้นำคณะสำนักงบประมาณ เข้าเยี่ยมชมที่ฟาร์มบุญสว่าง (ฟาร์มม้าน้ำ และปลากะพง) จ.ฉะเชิงเทรา ของคุณสุทธิ มะหะเลา ซึ่งทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโคพีพอด (Copepod) มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแพลงก์ตอนสัตว์ขนาดเล็กที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะกรดไขมันจำเป็น DHA, EPA และ ARA โดยทีมวิจัยพบว่า โคพีพอดเป็นอาหารมีชีวิตที่มีขนาดและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมต่อการอนุบาลลูกม้าน้ำวัยอ่อน ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มอัตราการรอดของสัตว์น้ำ เกิดเป็นโครงการแพลตฟอร์มการผลิตโคพีพอดโอเมก้าสูง สู่การใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาอาหารฟังก์ชันสำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อน สนับสนุนอุตสาหกรรมสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งได้มีการพัฒนาต้นแบบการผลิตโคพีพอดโอเมก้าสูงระดับฟาร์ม และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร พร้อมจัดตั้งแพลตฟอร์มอาหารสัตว์น้ำวัยอ่อนโคพีพอดโอเมก้าสูงเพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการนำเทคโนโลยีการผลิตโคพีพอดโอเมก้าสูง ไปใช้ประโยชน์เพื่อเพาะเลี้ยงม้าน้ำเชิงพาณิชย์ กิจกรรมสำนักงบประมาณ เยี่ยมชมผลงานวิจัย สวทช. ภายใต้โครงการ Area Based กำหนดจัดขึ้นด้วยกัน 2 วัน ในวันแรกที่ จ.ฉะเชิงเทรา ในงานด้านอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ และวันที่สอง ที่ จ.จันทบุรี ในงานด้านการยกระดับการผลิตไม้ (ทุเรียน) ด้วยเกษตรสมัยใหม่ เพื่อให้เห็นภาพของการขับเคลื่อนงานวิจัยที่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. กระทรวง อว. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธี โดยมี นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหารกระทรวง อว. ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมกันบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลฯ ในโอกาสนี้ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้าร่วมพิธีฯ จากนั้นประธานในพิธี เริ่มประกอบพิธีทางศาสนา โดยมีการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ อาราธนาศีล และสวดพระพุทธมนต์ รวมถึงการประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป มีการกรวดน้ำรับพร เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี วันนวมินทรมหาราช วันที่ 13 ตุลาคม เป็นวันสำคัญแห่งการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นดั่งแสงนำทางของปวงชนชาวไทย โดยคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 ให้กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี ว่า "วันนวมินทรมหาราช" ซึ่งแปลว่า วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีแก่พสกนิกรชาวไทยตลอดรัชสมัย 70 ปีที่ทรงครองราชย์ การเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่แสดงถึงการรวมพลังแห่งความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดย สวทช. ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างยั่งยืนตามพระราชดำรัสที่ทรงกล่าวไว้ว่า “ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเจริญของบ้านเมือง เราจึงควรสนับสนุนให้มีการค้นคิดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาวะและความต้องการของประเทศขึ้นใช้เองอย่างจริงจัง ถ้าเราสามารถค้นคิดได้มากเท่าไร ก็จะเป็นการประหยัด และช่วยให้สามารถนำไปใช้ในงานต่าง ๆ ได้กว้างขวางยิ่งขึ้นเท่านั้น” (พระราชดำรัส พระราชทานเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ และครบรอบ 120 ปี หว้ากอ)
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผนึกกำลัง! รับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน สู่ “พลังงานสะอาด” แห่งอนาคต
สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จัดสัมมนาวิชาการสรุปผลการดำเนินงานโครงการ Capability Building for Energy Transition (2025) ซึ่งเป็นหลักสูตรการอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากร กกพ. ให้เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ที่จะมุ่งสู่ “พลังงานสะอาดใหม่” แห่งอนาคต 🌱⚡
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ENTEC สวทช. เปิดเวที Hydrogen ASEAN Workshop สร้างกรอบความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนระดับภูมิภาค
วันที่ 8 ตุลาคม 2568 โรงแรมเมอร์เคียว สุขุมวิท กรุงเทพฯ : ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะอนุกรรมการวิจัยพลังงานอย่างยั่งยืน (SCSER) ภายใต้คณะกรรมการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (COSTI) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ Hydrogen ASEAN Workshop ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้การประชุม CAS-ANSO International Conference on Microbial Power ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Alliance of International Science Organizations (ANSO) โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวเปิดงาน การประชุมมุ่งเน้นส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคนิค การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนในภูมิภาคอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 3 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำด้านพลังงานสะอาดของเอเชีย โดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศสมาชิกจะช่วยสร้างระบบนิเวศไฮโดรเจนที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับนโยบาย การวิจัย ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เชิงอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในภูมิภาค พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างงานใหม่ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า ไฮโดรเจนไม่ใช่พลังงานแห่งอนาคตที่อยู่ไกลตัวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระดับโลก สำหรับภูมิภาคอาเซียน ไฮโดรเจนคือโอกาสในการสร้างระบบพลังงานที่หลากหลาย ลดการปล่อยคาร์บอน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยลำพัง ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกับประเทศคู่เจรจาอย่างญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงในด้านนี้ การจัดเวิร์กชอปในครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่การวางรากฐาน Hydrogen ASEAN Framework เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร และกำหนดทิศทางนโยบายร่วมระหว่างประเทศสมาชิกและพันธมิตร โดยมี ENTEC สวทช. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการวิจัยด้านพลังงานสะอาดในระดับภูมิภาค มุ่งผลักดันให้ไฮโดรเจนมีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมในระบบพลังงานของอาเซียน “เราทุกคนสามารถร่วมกันเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นการปฏิบัติจริง เพื่อให้ไฮโดรเจนกลายเป็นพลังงานหลักที่ขับเคลื่อนอนาคตที่สะอาด มั่นคง และยั่งยืนของอาเซียนได้อย่างแท้จริง” ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้าย การประชุมมีบรรยายพิเศษในหัวข้อสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากหลายประเทศ ประกอบด้วย • ศักยภาพอุปสงค์และอุปทานของพลังงานไฮโดรเจนในอาเซียนและเอเชียตะวันออก โดย Dr. Ryan Wiratama Bhaskara สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งอาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) • ประสบการณ์ของประเทศไทยและการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจน โดย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. • บทบาทของไฮโดรเจนในการลดการปล่อยคาร์บอนและโครงการไฮโดรเจนในประเทศไทย โดย ดร.เนรัญ สุวรรณโชติช่วง สมาคมไฮโดรเจนไทย (H2TH Club) • พัฒนาการและแนวโน้มอนาคตของพลังงานไฮโดรเจนในจีน โดย Mr. Rao Zhi (EDRI, China) • ถ่ายทอดนโยบายด้านไฮโดรเจนและโครงการ JST-NEXUS ของญี่ปุ่น โดย Asst.Prof. Miki Inada (Kyushu University) • ประสบการณ์การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจไฮโดรเจนและการลดคาร์บอนในภาคการขนส่ง โดย Prof. OckTaeck Lim (University of ULSAN) นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างข้อเสนอร่วม ASEAN+3 ในหัวข้อ “ความร่วมมือระดับภูมิภาคสู่ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ” ดำเนินรายการโดย ดร.กัมปนาท ซิลวา นักวิจัย ENTEC สวทช. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากอาเซียน ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาว รวมถึงการสรุปข้อเสนอแนะสำคัญโดย ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ENTEC สวทช. ซึ่งจะนำไปจัดทำ “ข้อเสนอร่วม (Joint Proposal)” เพื่อเสนอให้กับ SCSER และ COSTI ในการขยายความร่วมมือ ASEAN+3 ด้านไฮโดรเจนในระยะต่อไป พร้อมปิดการประชุมโดย ดร.ลิลี่ เอื้อวิไลจิตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. การประชุม Hydrogen ASEAN Workshop 2025 เป็นก้าวสำคัญของอาเซียนในการรวมพลังประเทศสมาชิกและพันธมิตรเอเชียตะวันออก เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานไฮโดรเจน อันเป็นรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดและยั่งยืนในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
รับสมัครเข้าร่วมงาน RECO DEMO DAY : Innovation to Investment
📣 รับสมัครเข้าร่วมงาน RECO DEMO DAY : Innovation to Investment 🚀 📝 ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 ตุลาคม 2568 🔗 สมัครเข้าร่วมงานได้ที่: https://forms.gle/juAJ7s3XmK5BKvAKA ⸻ จัดโดย • หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) • เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สวทช. • ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ • และ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล ⸻ 📅 วันและเวลา วันที่: 17 ตุลาคม 2568 เวลา: 08:30–13:00 น. สถานที่: The Society ชั้น 22 อาคารเกษร ทาวเวอร์ (ติด BTS ชิดลม) ⸻ 🚀 กิจกรรม Pitching ชมการ Pitch จาก 12 ทีม กับ 12 ผลงานวิจัยใน 5 สาขา: • ⭐️ Food: พัฒนานวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง • ⭐️ Agriculture: พัฒนานวัตกรรมเกษตรมูลค่าสูง • ⭐️ Health: พัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพ (ที่ไม่ใช่ยาและวัคซีน) • ⭐️ Circular Economy: เทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการลดคาร์บอน • ⭐️ Digital, Advanced Electronics, Robotics: เทคโนโลยีดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และหุ่นยนต์ ⸻ 🎯 เหมาะกับใคร? • ✅ นักลงทุน – มองหาเทคโนโลยีพร้อมใช้ เชื่อมต่อสู่โอกาสเชิงพาณิชย์ • ✅ ผู้ประกอบการ/ภาคอุตสาหกรรม – ค้นหาเทคโนโลยีและพันธมิตรใหม่ • ✅ นักวิจัย & นักพัฒนา – นำเสนอผลงานและอัปเดตเทรนด์ • ✅ องค์กรขนาดใหญ่ – ร่วมมือกับ Startup และงานวิจัยขั้นสูง • ✅ หน่วยงานสนับสนุน / คนรักนวัตกรรม – ขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ⸻ 💎 สิ่งที่คุณจะได้รับ • 🔥 ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการลงทุน • 🔥 เครือข่ายระหว่างนักวิจัย นักลงทุน และผู้ประกอบการ • 🔥 โอกาสในการลงทุน & จับคู่ธุรกิจ • 🔥 แรงบันดาลใจจากงานวิจัยที่พร้อมใช้ • 🔥 การเปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ⸻ ☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม • คุณชัชนันท์ (เตย) | โทร. 062 556 2239 • คุณอัญชลีพร (ใบเตย) | โทร. 080 268 6237 ⚡ ที่นั่งมีจำนวนจำกัดเพียง 120 ที่นั่งเท่านั้น!
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ให้การต้อนรับสถาบันเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศฟิลิปปินส์ ศึกษาแลกเปลี่ยน เรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิด นโยบายการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาครัฐ
วันที่ 2 ตุลาคม 2568 — ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากส่วนราชการของประเทศฟิลิปปินส์จากหลักสูตรการพัฒนาการบริหารจัดการภาครัฐ สถาบันเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศฟิลิปปินส์ (Development Academy of the Philippines: DAP) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ รวม 31 ราย ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด นโยบาย และภาพรวมของนวัตกรรม นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้แพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 พร้อมด้วย ดร.ปริณนดา อินทรานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส ร่วมนำเสนอกลไกการผลักดันงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม ผ่านอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย “นิคมวิจัยสำหรับเอกชน” ที่เป็น“โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ” รองรับการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้คณะได้เข้าเยี่ยมชม กลไกสำคัญของการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรมตามแนวทางธุรกิจที่หลากหลายตามความเหมาะสม ได้แก่ ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC) มุ่งเน้นการให้บริการระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High Performance Computing: HPC) เพื่อการพัฒนานงานวิจัยด้านวิทยาการคำนวณ (Computational Science) มีศักยภาพสามารถรองรับโจทย์ปัญหาขนาดใหญ่ของประเทศได้ และศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าสู่ Industry 4.0 โดยส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงาน การศึกษางานในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญ ในการส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนโยบาย เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยและฟิลิปปินส์ ตอกย้ำบทบาทของไทยในเวทีการพัฒนาภาครัฐยุคดิจิทัล  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์