ผลการค้นหา :
สวทช. โดย EECi และนาโนเทค นำเสนอชุดตรวจการปนเปื้อน “สารเคมี-โลหะหนัก-จุลินทรีย์” พร้อมเปิดเวทีสาธิต-ทดสอบในตัวอย่างน้ำ สมุนไพร พืชผลเศรษฐกิจ จากเกษตรกรในพื้นที่ระยอง
วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จัดกิจกรรม “การถ่ายทอดและสาธิต เทคโนโลยีชุดตรวจการปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนักและเชื้อจุลินทรีย์ กับการประยุกต์ใช้ในพืชสมุนไพรและทุเรียน” เพื่อยกระดับมาตรฐานของผลผลิตในท้องถิ่น เพิ่มความเชื่อมั่นทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยมีเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่ ตลอดจนผู้ประกอบการที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. เข้าร่วมจำนวนมาก
ดร. วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวว่า EECi มีบทบาทสำคัญในการเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนาจาก สวทช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนาโนเทค สู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมและชุมชน โดยกิจกรรมในวันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำเทคโนโลยีชุดตรวจการปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนัก และเชื้อจุลินทรีย์ มายกระดับมาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นในผลผลิตทางการเกษตรของพื้นที่ EEC ซึ่งรวมถึงพืชสมุนไพรและทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออก ทั้งนี้การสนับสนุนการถ่ายทอดและสาธิตเทคโนโลยี เช่น ชุดตรวจจากศูนย์วิจัยแห่งชาติของ สวทช. ถือเป็นภารกิจหลักของ EECi ในการส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ไปใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจโดยรวมของ EEC
“การจัดกิจกรรมในวันนี้สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของ EECi ในการส่งเสริมการนำ วทน. มายกระดับขีดความสามารถของภาคการเกษตรในพื้นที่ EEC เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิต เช่น พืชสมุนไพร และทุเรียน ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ดร. วุฒิกล่าว
ด้าน ดร. วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน (RMNS) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นการนำเสนอเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองการปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนักและเชื้อจุลินทรีย์เบื้องต้นโดยเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถใช้คัดกรองผลผลิตเบื้องต้น เพื่อช่วยควบคุมคุณภาพของผลผลิตได้ด้วยตนเอง เทคโนโลยีนี้เป็นการต่อยอดมาจากผลงานวิจัยของนาโนเทคที่มีการทำงานร่วมกับ EECi เรื่องนาโนเซ็นเซอร์ตรวจวัดการปนเปื้อนโลหะหนักและเชื้อจุลินทรีย์ในสมุนไพร และต่อเนื่องสู่พืช ผัก ผลไม้เศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้ให้กับประชากรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในผลผลิตทางการเกษตรว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งตลาดไทยและตลาดโลกให้ความสำคัญมาก
“เทคโนโลยีชุดตรวจฯนี้ นาโนเทคพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ สู่เซ็นเซอร์รูปแบบต่าง ๆ ทั้งชุดตรวจ ChemSense นำทีมโดย ดร.กันตพัฒน์ จันทร์แสนภักดิ์ ที่สามารถคัดกรองการปนเปื้อนแมงกานีส (Mn) ฟลูออรีน (F) เหล็ก (Fe) ทองแดง (Cu) ในน้ำอุปโภคบริโภค และเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้าตรวจวัดโลหะหนักอย่าง แคดเมียม (Cd) ตะกั่ว (Pb) ปรอท (Hg) สารหนู (As) นำทีมโดย ดร.สุวัสสา บำรุงทรัพย์ ที่นำร่องตรวจวัดสิ่งปนเปื้อนในน้ำและพืชสมุนไพร และจะขยายสู่การตรวจคัดกรองแคดเมียมในพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียน ที่กำลังเป็นที่สนใจในปัจจุบัน รวมถึงชุดตรวจคัดกรองเชื้อจุลินทรีย์ โดย ดร.จีราพร ลีลาวัฒนชัย สำหรับตรวจตัวอย่างสมุนไพรหรือพืชแปรรูปที่อยู่ในรูปแบบผง” ดร. วีรกัญญากล่าว พร้อมชี้ว่า “ในงานนี้ทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการมาสาธิตเพื่อให้เห็นรูปแบบของการใช้งานจริง นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีกล้องสแกนว่า มีการเคลือบสารเคมีต่าง ๆ รวมถึง BY2 (สารเร่งการสุก) บนผิวทุเรียนหรือไม่ พัฒนาโดย ดร.วิศรุต ปิ่นรอด นำมาร่วมสาธิตและทดสอบการใช้งานอีกด้วย”
ภายในงาน เปิดโอกาสให้เกษตรกรที่ลงทะเบียน นำตัวอย่างดิน น้ำในแปลงปลูก สมุนไพร พืชแปรรูป รวมถึงทุเรียนมาทดสอบการตรวจคัดกรองการปนเปื้อนอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากงานวิจัยต่างๆ ของ สวทช. อาทิ การจัดการศัตรูทุเรียนด้วยชีวภัณฑ์แบบครบวงจร DAPBOT ระบบ Smart Farm WaterFit Simple และ HandySense รวมทั้งผลงานของภาคเอกชน Startup ที่ต่อยอดเทคโนโลยีนวัตกรรมจาก สวทช. อาทิ BioChelete โดย บริษัท วิทิกรุป จำกัด และ Magik Growth โดย Salee Color มาจัดแสดงเพื่อเปิดมุมมอง สร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรเห็นประโยชน์ของการนำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่เพื่อเป็นการเสริมประสิทธิภาพ แก้ปัญหา และช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับภาคการเกษตรของไทย
ท่านที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2564-7000
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเรียนเชิญเข้าร่วมกิจกรรม MU-NSTDA Knowledge Sharing ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช.
ขอเรียนเชิญเข้าร่วมกิจกรรม MU-NSTDA Knowledge Sharing ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช. หัวข้อ R&D Infrastructure Insight รู้จัก-เข้าใจ-ใช้งาน เพื่อสร้างโอกาส วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลา 9.00 – 11.00 น. ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Cisco Webex
พบกับกิจกรรมดังนี้
✅ แนะนำโครงสร้างพื้นฐาน และ NSTDA Service การวิเคราะห์และทดสอบ สวทช.
✅ บรรยาย รายละเอียดโครงสร้างพื้นฐานของ สวทช. ได้แก่
ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC)
ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC)
ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES)
ฝ่ายบริการงานวิศวกรรม สวทช. (NFED)
ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC)
ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC)
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ผ่าน URL หรือ Scan QR Code
https://www.nstda.or.th/r/PEDo3
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม (RNM)
คุณรัชพล 02-5647000 ต่อ 6445 / ratchapon@nstda.or.th
ดร.สิริกัญจณ์ 02-5647000 ต่อ 6430/ sirikan.nawapan@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
ขอแสดงความยินดีกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย จากงาน REGENERON ISEF 2025
ขอแสดงความยินดีกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย
ในโอกาสที่นักเรียนได้รับรางวัลจากเวทีระดับโลก
ขอแสดงความยินดีกับ นายธนัช ไชยมงคล นักเรียนผู้พัฒนาโครงงาน
จากโรงเรียน โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย “การสังเคราะห์โมเลกุลเซนเซอร์ฐานสารสีย้อมเคอร์คูมินที่สกัดจากขมิ้นชันสำหรับตรวจวัดแอลดีไฮด์สายยาวซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งปอด”ซึ่งได้รับ รางวัล Special Award อันดับที่ 4 จาก American Chemical Societyพร้อมเงินรางวัลจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยโครงงานนี้ได้เข้าร่วมการประกวดในงานREGENERON ISEF 2025 (Regeneron International Science and Engineering Fair)จัดโดย Society for Science ระหว่างวันที่ 10–16 พฤษภาคม 2568ณ เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
รายละเอียดโครงงาน
Project ID: CHEM034หมวดหมู่: Chemistryครูที่ปรึกษา: นายธีรพัฒน์ ขันใจ และ รศ.ดร.บุษยรัตน์ ธรรมพัฒนกิจ
บทคัดย่อ:มะเร็งปอดเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลก ด้วยอัตราการรอดชีวิตที่ต่ำเนื่องจากการวินิจฉัยที่ล่าช้า งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการพัฒนาเซนเซอร์ชนิดใหม่ที่ใช้ เคอร์คูมิน สกัดจากขมิ้นชัน ร่วมกับ หมู่ไฮดราซีน ในการตรวจจับสารระเหยอินทรีย์ชนิด "นอนาแนล (Nonanal; C9)" ซึ่งเป็นสารบ่งชี้ของโรคมะเร็งปอด
โดยโครงสร้างโมเลกุลดังกล่าวแสดงการเปลี่ยนแปลงเชิงแสง (fluorescent) เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีเฉพาะกับแอลดีไฮด์สายยาว เพิ่มความไวและความจำเพาะในการตรวจจับ และเมื่อห่อหุ้มด้วย พอลิเมอร์เอทิลเซลลูโลส (EC) จะเพิ่มประสิทธิภาพในการแยกแยะสารเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ โครงงานยังเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้งานจริง เช่น การพัฒนา แผ่นตรวจแบบกระดาษ ที่มีต้นทุนต่ำ เหมาะสำหรับการใช้งานนอกสถานพยาบาล เพื่อการคัดกรองเบื้องต้นในวงกว้าง
ร่วมติดตามและสนับสนุน
🔬 ชมรายละเอียดโครงงาน: https://isef.net/project/chem034-curcumin-based-fluorescent-sensor-for-aldehyde
🏅 โครงงานนี้ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยจากการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 27 (YSC 2025)
📺 ขอเชิญร่วมรับชมพิธีประกาศรางวัล Grand Awardในวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 เวลา 20:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)ผ่านช่องทาง YouTube: https://www.youtube.com/watch?v=gBzD_UBnQnw
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกกำลังร่วมกับ สพฐ. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรยานยนต์ ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ให้กับครูในพื้นที่ EEC จำนวน 240 คน
การอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรยานยนต์ ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์
โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
ระหว่างวันที่ 29 - 30 เมษายน 2568 และวันที่ 1-2 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรม บางแสน เฮอริเทจ ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นครูที่สอนระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่ EEC จำนวน 240 คน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี ระยอง ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กับโรงเรียนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และมีกำหนดจัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรยานยนต์ ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างวันที่ 29 - 30 เมษายน 2568 และ 1 - 2 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมบางแสน
เฮอริเทจ จังหวัดชลบุรี ให้แก่ครูระดับมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่ EEC เพื่อเพิ่มพูนความรู้ผ่านประสบการณ์จริง จากอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ ที่มีความรู้และประสบการณ์ตรง ในการถ่ายทอดความรู้ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 และเสริมสร้างสมรรถนะให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ EEC อันจะเป็นแนวทางให้ครูสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นหลักสูตรสถานศึกษาสำหรับสอนนักเรียนต่อไป
ในการจัดการอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรม โดยมีนายวงศกร ประกอบนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และนายจตุพันธ์ รุจิรานุกุล กล่าวรายงาน และนางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่าน
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ฟังบรรยายและทำกิจกรรม ดังนี้
1. ฟังบรรยายเกี่ยวกับความสำคัญของการเตรียมกำลังคน เพื่อรองรับเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ต่อการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นเทคโนโลยีฐานที่สำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างกว้างขวาง วิทยากรโดย นายปิยวัฒน์ จอมสถาน วิศวกร จากศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 1 ใน 4 เมืองนวัตกรรมของ EECi, NECTEC สวทช.
2. ฟังบรรยายและแนะนำความรู้เบื้องต้น Intro Autonomous Vehicles เทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติ เป็นยานยนต์สมัยใหม่ที่ใช้ระบบอัจฉริยะหลายแบบเข้าช่วยงาน ได้แก่ เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ (autonomous driving technology) ที่ใช้เซนเซอร์ประกอบกับระบบการคำนวณ เพื่อวางแผนและควบคุมให้ยานยนต์ตอบสนองกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้คนบังคับ ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีบทบาทสำคัญในตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle: EV) ในพื้นที่ EEC
และทำกิจกรรมปฏิบัติการ : สนุกคิดพิชิตยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ
- เรียนรู้พื้นฐานการทำงานของระบบอัตโนมัติ ประกอบด้วย ส่วนรับรู้ (sensor)
ส่วนประมวลผล (processor) และส่วนขับเคลื่อน (actuator)
- ทักษะการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น
- ทักษะการประกอบชิ้นงานและการใช้เครื่องมือทางกล
- การใช้การคิดเชิงเหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหา
วิทยากรโดย อาจารย์ ดร.ปิติวุฒญ์ ธีรกิตติกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) (นักเรียนทุนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน JSTP, สวทช. รุ่นที่ 1
3. กิจกรรมสนุกคิดพิชิตปัญญาประดิษฐ์
ช่วงที่ 1 ความหมายของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine learning) รวมถึง การแยกประเภท (classification)
- พื้นฐานการสอนคอมพิวเตอร์ในการแยกแยะรูปภาพสิ่งต่างๆ
- แนะนำทำความรู้จัก AI แนะนำการทำ classification ด้วย Dichotomous key
และ กิจกรรมกลุ่ม classification
ช่วงที่ 2
- แข่งขันกิจกรรม classification
- แนะนำการทำ Machine learning ด้วย Teachable Machine เป็นเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาโดย Google AI ซึ่งช่วยให้ครูและนักการศึกษาสามารถสร้างโมเดลการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการเขียนโปรแกรม ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศ การเรียนรู้ที่สนุกสนาน และส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนในหลายด้าน
วิทยากรโดย อาจารย์ ดร.ปิติวุฒญ์ ธีรกิตติกุล
4. กิจกรรมเชิงปฏิบัติการแบ่งกลุ่มย่อย ตามเขตพื้นที่ ระดมสมองแนวทางออกแบบแผน การสอนรายวิชาเพิ่มเติมหรือการนำกิจกรรมจากหลักสูตรยานยนต์ ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ไปปรับใช้กับบริบทของสถานศึกษา
วิทยากรโดย นายบุญลือ คำถวาย ศึกษานิเทศก์ สนง.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง และ นายกิจจา ตรีสาม ศึกษานิเทศก์ สนง.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา
หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมคุณครูจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี ระยอง จะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการอบรมไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนเอง ภายใต้การให้คำแนะนำของศึกษานิเทศก์ในเขตของตน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานทางการศึกษาและพัฒนาด้านกำลังคนให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมประเทศในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรม ด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity)
🔊 ขอเชิญเข้าร่วมอบรมสุดพิเศษ! “ด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity)” 🎓
💡 โอกาสพิเศษในการเรียนรู้และพัฒนาจริยธรรมการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ!
พบกับวิทยากรชั้นนำ พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการกำกับดูแลจริยธรรมการวิจัย
📅 วันที่ 23 พฤษภาคม 2568
🕣 เวลา 08:30 – 16:00 น.
📍 ห้องประชุมแก้วเจ้าจอม คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม
🖥️ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Microsoft Teams)
🎯 หัวข้ออบรมสำคัญ:
✅บทบาทสถาบันในการดูแลจริยธรรมวิจัย
✅แนวทางป้องกันและจัดการการประพฤติผิด
✅มาตรฐานการวิจัยอย่างมีจริยธรรมระดับประเทศ
📜 ผู้เข้าร่วมที่ผ่านเกณฑ์การอบรมจะได้รับ “ประกาศนียบัตรรับรอง”
(ผ่านเกณฑ์แบบทดสอบหลังอบรม ≥ 80%)
🆓อบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
📲 ลงทะเบียนด่วน! ที่นั่งมีจำนวนจำกัด
🚨 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย (QRI) สวทช.
📞 02 564 7000 ต่อ 71844 (คุณณัฐพัชร์) หรือ 71834 (คุณรัตนพรรณ)
📧 QRI@nstda.or.th
อาจารย์ ดร.ศิวกรณ์ ตั้งสกุล (มหาวิทยาลัยนครพนม)
📞 091 063 9498
ปฏิทินกิจกรรม
ขอเชิญร่วม โครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA) 2568 เร่งการเติบโตของธุรกิจที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้พร้อมลุยตลาดอย่างมั่นใจ
🔥 โอกาสทองของผู้ประกอบการไทย ที่ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช.! เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจ
ขอเชิญร่วม โครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA) 2568
เร่งการเติบโตของธุรกิจที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้พร้อมลุยตลาดอย่างมั่นใจ 🚀
✨ สมัครวันนี้ แล้วคุณจะได้รับ...
✅ การเร่งการเติบโตของผลิตภัณฑ์ด้วยกลยุทธ์ให้สามารถแข่งขันในตลาด
✅ ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ด้วยการสนับสนุนครบทุกด้าน
✅ ปิดช่องว่างด้านทักษะ ทั้งนวัตกรรม การบริหาร และการตลาด
✅ เพิ่มศักยภาพในการดึงดูดนักลงทุน
✅ สร้างเครือข่ายพันธมิตร กับนักวิจัย นักลงทุน และคู่ค้าธุรกิจ
💸 สิทธิประโยชน์!
🔸เงินสนับสนุนการขยายตลาดแบบ Matching Fund สูงสุด 500,000 บาทต่อราย
🔸คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
🔸อบรมพัฒนาทักษะด้าน Digital Technology
🔸โอกาสเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ
📌 คุณสมบัติผู้สมัคร:
เป็นผู้ประกอบการไทย (Startup / SMEs) ที่ได้รับอนุญาตใช้สิทธิจากทรัพย์สินทางปัญญาของ สวทช.
เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม อาหาร เกษตร การแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานพร้อมออกสู่ตลาด
มีระยะเวลาเหลือในสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ มากกว่า 1 ปี
พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมโครงการตลอดกิจกรรม
🗓️ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – ถึง 16 พฤษภาคม 2568
📩 สมัครเลยที่: https://forms.gle/w86wvnesjRDNL6CQ9
📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
โครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA)
ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. (BID)
โทร: 0 2564 7000 ต่อ 71749, 1411
📧 Email: ala@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
ENTEC สวทช. โชว์พลังวิจัยและนวัตกรรม ขับเคลื่อนระบบนิเวศพลังงานไทยที่ยั่งยืน
(14 พฤษภาคม 2568) ณ โถงแถลงข่าว ชั้น Ground อาคารวิจัยโยธี สวทช. ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ: ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในกิจกรรม NSTDA x Press Interviews หัวข้อ ENTEC: พลังวิจัยและนวัตกรรม เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่ยั่งยืน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยและนวัตกรรมของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบนิเวศและนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีพลังงานของประเทศไทย โดยภายในงานมีทีมนักวิจัยเอ็นเทค สวทช. นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีไฮโดรเจน นวัตกรรมโอเลโอเคมีภัณฑ์และเคมีภัณฑ์สีเขียว เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์แสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน มาจัดแสดงต่อสื่อมวลชนเพื่อให้เข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยที่มีความสำคัญต่อการสร้างเสริมระบบนิเวศด้านพลังงานไทย สร้างการยอมรับในมาตรฐานคุณภาพ และผลักดันสู่ความยั่งยืนด้านพลังงานของประเทศ
ENTEC องค์กรวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานชั้นแนวหน้าของประเทศ
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช. เปิดเผยว่า ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สวทช. มีความสำคัญต่อระบบพลังงานของประเทศไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะภารกิจการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ซึ่ง เอ็นเทค สวทช. สนับสนุนนโยบายพลังงานโดยดำเนินงานตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวของประเทศไทย (TIEB) โดยการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตลอดจนบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์จริง
“เอ็นเทค สวทช. จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในฐานะศูนย์เทคโนโลยีแห่งชาติ ลำดับที่ 5 ภายใต้ สวทช. โดยมีพันธกิจหลักในการเป็นองค์กรผู้นำและศูนย์รวมแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานของประเทศ มุ่งเน้นการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสนับสนุนแผนพลังงานชาติ เป็นกำลังสำคัญในการ 'สร้าง' และ 'เชื่อมโยง' นวัตกรรมพลังงานของประเทศไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดความยั่งยืน”
พลังวิจัยและนวัตกรรม หนุนระบบนิเวศพลังงานสู่การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน
ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช. กล่าวต่อว่า ภารกิจหลักด้านการวิจัยของเอ็นเทค สวทช. ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องแล็บ แต่เป็นการ 'บ่มเพาะ' เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ๆ ที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีผลงานวิจัยที่โดดเด่นหลายด้าน ได้แก่
ด้านเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและการบูรณาการระบบ: เน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยเทคโนโลยีการผลิต "ไฮโดรเจนชีวภาพหรือไฮโดรเจนสีเขียว" ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาและต่อยอดสู่การใช้งานจริงร่วมกับภาคเอกชน รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและคมนาคมขนส่งให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น แนวทางประเมิน ASEAN Energy Resilience Assessment Guideline และการประเมินโซลาร์ฟาร์มบนระบบขนส่งสาธารณะ
ด้านนวัตกรรมโอเลโอเคมีภัณฑ์และเคมีภัณฑ์สีเขียว: เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน โดยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ด้วยผลงานอย่าง "Eco-Pest" สารเสริมประสิทธิภาพการเกษตรจากน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ที่ช่วยลดการใช้สารเคมี ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม และ "น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานชีวภาพจากปาล์มน้ำมัน" ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ ลดการนำเข้าปิโตรเลียม และอยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอดเพื่อประยุกต์ใช้งานที่หลากหลาย
ด้านเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์: สนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ต้นทุนต่ำลง ด้วยนวัตกรรมที่น่าสนใจ อาทิ "Solar Sure" แพลตฟอร์มตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุ ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ (Second-life) ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ และจัดการซากอย่างถูกวิธี ซึ่งอยู่ระหว่างสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พิจารณากำหนดมาตรฐาน และ "SEESOLAR" โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร ที่ลดรังสี UV-B และความร้อน แต่ยังให้การแผ่รังสีแสงสังเคราะห์ หรือแสง PAR ผ่านได้ดี ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและอาจมีสารสำคัญสูงขึ้น อีกทั้งผลิตไฟฟ้าสำหรับควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือน และเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนพลังงานให้ภาคเกษตรกรรม
ด้านนวัตกรรมห่วงโซ่คุณค่าของแบตเตอรี่: ตอบโจทย์การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ ที่ทำให้ใช้พลังงานได้อย่างเสถียร โดย ENTEC มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาแบตเตอรี่แบบครบวงจร ทั้งกระบวนการรีไซเคิล และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน "Thailand BattSwap" ภายใต้ Thailand Standard Swappable Battery Consortium เพื่อสร้างมาตรฐานกลางของแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้สำหรับ EV ขนาดเล็กทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) และได้ริเริ่มพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่มีความจุสูง อายุการใช้งานยาวนาน และปลอดภัยสูง โดยใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้ายว่า ENTEC จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เร่งสร้างงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการจริง สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อ 'สร้างผลกระทบ' ต่อระบบนิเวศนวัตกรรมพลังงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมนำผลงานวิจัยจัดแสดงในงานสัมมนา “เพิ่มศักยภาพท้องถิ่นเพื่อการขับเคลื่อนอนาคตไทยอย่างยั่งยืน” ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ภายในงานสัมมนา “เพิ่มศักยภาพท้องถิ่นเพื่อการขับเคลื่อนอนาคตไทยอย่างยั่งยืน” ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจัดโดยสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤษภาคม 2568 โดยมี ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน
การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ สวทช. ได้นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ
• ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ Nirun จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
• ระบบติดตามสุขภาพ MedLogger และระบบควบคุมการเข้าออก Gate จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
• ระบบคัดแยกขยะอัตโนมัติ Lookie Waste ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
• เครื่องมือวัดรอยเท้าทางนิเวศวิทยา (Lifestyle Footprint) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
• แนวคิดการจัดตั้งธนาคารอาหาร (Food Bank) เพื่อการจัดการอาหารส่วนเกินในชุมชน
ทั้งนี้ งานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิด และนวัตกรรมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โอกาสและความท้าทายในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร ด้วยเทคโนโลยี Smart Green House
“โอกาสและความท้าทายในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร ด้วยเทคโนโลยี Smart Green House, Plant Factory การพัฒนาพันธุ์พืชผักสมุนไพร และการใช้ชีวภัณฑ์”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และหน่วยงานพันธมิตร ขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาเพื่อเรียนรู้แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Green House, Plant Factory) ในการยกระดับภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน
📅 วันที่จัดงาน
วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2568เวลา 09.30 – 14.00 น.
📍 สถานที่
ห้องประชุม SD-601 อาคารสราญวิทย์ (ชั้น 12)อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
🎯 หัวข้อสำคัญภายในงาน
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วย Smart Green House
เทคโนโลยี Plant Factory (PFAL) สำหรับผลิตพืชระดับพรีเมี่ยม
การใช้ชีวภัณฑ์เพื่อควบคุมศัตรูพืชอย่างเหมาะสม
การประยุกต์เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำร่วมกับระบบภูมิสารสนเทศ
สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการจากกลไกการสนับสนุนของ ITAP
👤 กลุ่มเป้าหมาย
ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรปลอดภัย ผู้รวบรวมผลผลิตเกษตรกลางน้ำ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหาร เวชสำอาง และยา
📝 การลงทะเบียน
ลงทะเบียนได้ที่ https://www.nstda.or.th/r/zavmH
ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมรับจำนวนจำกัด 50 ท่าน (เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้า)ปิดรับลงทะเบียน: 15 พฤษภาคม 2568
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคุณเสาวภา ยุววุฑโฒ (โปรแกรม ITAP)📧 sauwapa@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
MU-NSTDA Researcher Visit ประจำปี 2568 ครั้งที่ 3
ขอเรียนเชิญเข้าร่วมกิจกรรม MU-NSTDA Researcher Visit ประจำปี 2568 ครั้งที่ 3 ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช. ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
พบกับกิจกรรมดังนี้
✅ แนะนำโครงสร้างพื้นฐาน และห้องปฏิบัติการ ของมหาวิทยาลัยมหิดล
✅ การเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐาน และห้องปฏิบัติการ เช่น ศูนย์อ้างอิงทางพฤกษศาสตร์พืชสมุนไพรและเครื่องยา โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ศูนย์เครื่องมือวิจัยเพื่อความเป็นเลิศ (MU-FRF) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์แล ะเร่งสนับสนุน เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (MIDAS Center) และศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB)
✅ กิจกรรมจับคู่ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน
กลุ่มเป้าหมาย/ผู้เข้าร่วมประชุม
นักวิจัยและบุคลากร สวทช. ที่ต้องการสร้างความร่วมมือวิจัย ขยายเครือข่าย และสร้างผลงานที่มีผลกระทบสูง ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ผ่าน URL หรือ Scan QR Code
https://forms.gle/Brk1n9jhAbhyKKS8A
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม (RNM)
คุณรัชพล 02-5647000 ต่อ 6445 / ratchapon@nstda.or.th
ดร.สิริกัญจณ์ 02-5647000 ต่อ 6430/ sirikan.nawapan@nstda.or.th
กำหนดการ
กิจกรรม MU-NSTDA Researcher Visit ประจำปี 2568 ครั้งที่ 3
ภายใต้ MOU โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช.
วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น.
ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
เวลา
กิจกรรม
สถานที่
13.00 – 13.20 น.
(20 นาที)
กล่าวต้อนรับและเป้าหมายของความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน
โดย รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัย และพัฒนา
ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ
13.20 – 14.00 น.
(40 นาที)
กล่าวแนะนำโครงสร้างพื้นฐาน และห้องปฏิบัติการ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เข้าเยี่ยมชม โดย ผู้บริหารหน่วยงาน และศูนย์ฯ หรือผู้แทน
§ นายนวพล อุดพ้วย (หัวหน้างานเครื่องมือกลาง) ศูนย์เครื่องมือวิจัยเพื่อความเป็นเลิศ (Mahidol University Frontier Research Facility : MU ‒ FRF)
§ รศ. ดร.กุลชาติ จังภัทรพงศา หรือผู้แทน
(หัวหน้าศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรมและชีวการแพทย์สารสนเทศ) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และเร่งสนับสนุน เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (MIDAS Center) คณะเทคนิคการแพทย์
§ ตัวแทน ศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณะวิศวกรรมศาสตร์
§ รศ. ดร.ณัฏฐนียา โตรักษา (ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ)
ศูนย์อ้างอิงทางพฤกษศาสตร์พืชสมุนไพรและเครื่องยา โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ
ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ
14.00 – 14.30 น.
(30 นาที)
กิจกรรมแนะนำตนเองเพื่อค้นหาความร่วมมือระหว่างนักวิจัย 2 หน่วยงาน
ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ
14.30 - 16.30 น.
(2 ชม.)
เยี่ยมชม โครงสร้างพื้นฐาน และห้องปฏิบัติการ มหิดล
(20 - 30 นาที/ห้องปฏิบัติการ)
1. ดร.สุนิสา แสงวิโรจนพัฒน์ (รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ) ศูนย์อ้างอิงทางพฤกษศาสตร์พืชสมุนไพรและเครื่องยา โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ
2. นายนวพล อุดพ้วย (หัวหน้างานเครื่องมือกลาง) ศูนย์เครื่องมือวิจัยเพื่อความเป็นเลิศ (Mahidol University Frontier Research Facility : MU ‒ FRF)
3. รศ. ดร.กุลชาติ จังภัทรพงศา หรือผู้แทน (หัวหน้าศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรมและชีวการแพทย์สารสนเทศ) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และเร่งสนับสนุน เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (MIDAS Center) คณะเทคนิคการแพทย์
4. ศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณะวิศวกรรมศาสตร์
-
16.30 น.
ปิดกิจกรรม
ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ
หมายเหตุ กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
ปฏิทินกิจกรรม
ส่งแรงใจเชียร์ ! นักวิทย์รุ่นเยาว์ YSC แข่งขันวิทยาศาสตร์ ‘เวทีระดับโลก’
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) แถลงข่าวความร่วมมือในการสนับสนุนเยาวชนไทยภายใต้ โครงการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition: YSC ) ไปเข้าร่วมการแข่งขันการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับนานาชาติ 3 เวทีชั้นนำของโลก
.
โดยในปีนี้มี 6 ทีมเยาวชนไทยจากโครงการ YSC2025 ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปเข้าร่วมการแข่งขัน Regeneron ISEF 2025 ณ เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 10-16 พ.ค.นี้
.
และอีก 1 ทีมเยาวชนไทยจาก YSC2025 ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปเข้าร่วมการแข่งขัน Genius Olympiad 2025 ณ Rochester Institute of Technology (RIT) เมืองโรเชสเตอร์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 9-13 มิ.ย.นี้
.
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวเยาวชนไทยจากโครงการ YSC2024 ที่ไปคว้ารางวัลบนเวที Inventions Geneva ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือน เม.ย.2568 ซึ่งมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การไปแข่งขันวิทยาศาาตร์ระดับโลก
.
-----------------
ทั้งนี้ การแข่งขัน Regeneron ISEF 2025 จะมีการประกาศผลรางวัลในวันที่ 16 พฤษภาคม นี้
.
โดยจะประกาศผลรางวัล Special Awards Ceremony เวลาประเทศไทย 06:00 น. ร่วมลุ้นร่วมเชียร์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=8qV1oO1i8UA
.
และประกาศผลรางวัล Grand Awards Ceremony เวลาประเทศไทย 20.00 น. ร่วมลุ้นร่วมเชียร์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=gBzD_UBnQnw
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
‘UNAi (อยู่ไหน)’ เทคโนโลยีระบุตำแหน่งภายในอาคาร สนับสนุนการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบไม่ต้องลงทุนสูง
รู้หรือไม่ ! แค่โรงงานเพิ่มอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เป็นตัวช่วยติดตามตำแหน่งสินค้าและบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบแบบอัตโนมัติ ก็จะช่วยลดเวลาการทำงานและลดข้อผิดพลาดจากการจดบันทึกได้อย่างมาก ซึ่งนั่นหมายถึงการลดต้นทุนการผลิตในภาพรวมด้วย
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา UNAi (อยู่ไหน) เทคโนโลยีระบุตำแหน่งวัตถุหรือคนภายในอาคาร เพื่อติดตามและบันทึกตำแหน่งแบบเรียลไทม์ โดยการวิจัยและพัฒนาได้รับการสนับสนุนด้านการขยายผลจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)
ของอยู่ไหน ? ให้ UNAi ช่วยระบุตำแหน่งให้คุณ
[caption id="attachment_68670" align="aligncenter" width="750"] เกรียงไกร มณีรัตน์, ทวีศักดิ์ สรรเพชุดา, จุฑาทิพย์ วิศาลมงคล, ละออ โควาวิสารัช และจารุวลี สุวัตถิกุล ทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.ละออ โควาวิสารัช นักวิจัยทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า UNAi เป็นเทคโนโลยีระบุตำแหน่ง (Real-Time Location System: RTLS) วัตถุหรือคนภายในอาคารแบบแม่นยำสูง โดย UNAi ประกอบด้วยอุปกรณ์ 2 ส่วน คือ Tag (แท็ก) อุปกรณ์สำหรับติดที่สิ่งของหรือคนเพื่อติดตามตำแหน่ง และ Anchor (แองเคอร์) อุปกรณ์สำหรับรับสัญญาณตำแหน่งจาก Tag แล้วส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ (cloud) ไปประมวลผลและแสดงผลผ่านซอฟต์แวร์ UNAi โดยผู้ใช้งานจะเห็นตำแหน่งสิ่งที่ติดตามปรากฏบนแผนผังอาคารนั้น ๆ
“ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับติดตามไว้สองรูปแบบ เทคโนโลยีแรก คือ Received Signal Strength Indicator (RSSI) ที่ใช้สัญญาณบลูทูท (Bluetooth Low Energy: BLE) ในการส่งสัญญาณจาก Tag เพื่อระบุตำแหน่ง โดยรูปแบบนี้จะมีอัตราการคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2-4.5 เมตร อีกระบบคือ Time Difference of Arrival (TDoA) ที่ใช้สัญญาณอัลตราไวด์แบนด์ (Ultra-Wideband: UWB) ที่มีความแม่นยำสูงและมีโอกาสโดนรบกวนสัญญาณต่ำในการระบุตำแหน่ง ทำให้ระบุได้แม่นยำ มีอัตราการคลาดเคลื่อนลดลงเหลือหลักเซนติเมตร อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้มีราคาที่สูงกว่า ดังนั้นผู้ประกอบการควรเลือกใช้งานอย่างเหมาะสม โดยอาจปรึกษา System Integrator (SI) ของโรงงาน”
[caption id="attachment_68674" align="aligncenter" width="750"] อุปกรณ์ Anchor และ Tag[/caption]
แม้เทคโนโลยี RTLS จะไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ เพราะใช้งานแพร่หลายในต่างประเทศแล้ว แต่โรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังใช้เทคโนโลยีประเภทนี้ไม่มากนัก สาเหตุสำคัญมาจากผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี นอกจากนี้ประเทศไทยต้องนำเข้าเทคโนโลยีประเภทนี้จากต่างประเทศ ส่งผลให้ค่าอุปกรณ์และซอฟต์แวร์มีราคาสูง อีกทั้งการปรับแต่งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละโรงงานที่มีความต้องการแตกต่างกันก็ทำได้ยาก บางกรณีอาจปรับแต่งไม่ได้เลย
ดร.ละออ อธิบายถึงประเด็นดังกล่าวว่า UNAi จะช่วยแก้ปัญหาให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากทีมวิจัยเนคเทค สวทช. จะพร้อมให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับแต่งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ UNAi ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ประกอบการที่มีความต้องการแตกต่างกันแล้ว ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) โดยเนคเทค สวทช. ยังพร้อมให้คำปรึกษาด้านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และช่วยแนะนำ SI ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสอดคล้องกับที่โรงงานต้องการด้วย
“ผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลเรื่องความยากลำบากในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี นอกจากนี้ UNAi พัฒนาโดยนักวิจัยไทยและผลิตได้เองภายในประเทศ ทำให้อุปกรณ์นี้มีราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ”
4 ตัวอย่างความสำเร็จ ใช้เทคโนโลยี UNAi
ดร.ละออ เล่าว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ขยายผลการทำวิจัยโดยนำ UNAi ไปทดสอบใช้งานจริงภายในโรงงานของภาคเอกชนไทย 13 แห่ง ตัวอย่างเช่น การใช้ติดตามตำแหน่งของ ฐานรองสินค้า (pallet) ว่า ณ ขณะนั้นแต่ละอันตั้งอยู่ที่โซนจัดเก็บสินค้าโซนไหน และอยู่บนชั้นวางสินค้าใด โดยทีมวิจัยได้ออกแบบแนวทางการใช้งานให้เป็นการติดตามจากการเคลื่อนที่ของรถฟอร์กลิฟต์ (forklift) ที่ติด Tag ไว้ แทนการติดตามฐานรองสินค้าแต่ละอันโดยตรงเพื่อลดจำนวนการใช้ Tag และลดงบประมาณในการปรับเปลี่ยนจากคลังสินค้าทั่วไปสู่คลังแบบสมาร์ต
“การทำงานมี 3 ขั้นตอนหลัก ขั้นตอนแรกคนงานจะยิงบาร์โค้ดของฐานรองสินค้าที่ต้องการเคลื่อนย้ายเพื่อให้ระบบทราบว่ากำลังจะใช้รถฟอร์กลิฟต์เคลื่อนย้ายฐานรองสินค้ารหัสอะไร ตำแหน่งเริ่มต้นเคลื่อนย้ายอยู่ที่ตำแหน่งไหน และจะเริ่มต้นเคลื่อนย้ายเวลาใด ขั้นตอนที่สองคนงานจะขับรถฟอร์กลิฟต์ไปยังจุดหมาย โดยระบบจะติดตามตำแหน่งของฐานรองสินค้าจากการเคลื่อนที่ของรถฟอร์กลิฟต์ ขั้นตอนที่สามเมื่อคนงานขับรถไปถึงจุดหมาย และใช้รถยกฐานรองสินค้าขึ้นจัดเก็บบนชั้นเรียบร้อยแล้ว คนงานจะยิงบาร์โค้ดของช่องจัดเก็บสินค้าเพื่อระบุตำแหน่งปลายทางที่ชัดเจน เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นงาน ผู้จัดการและวิศวกรโรงงานจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ตั้งแต่ตำแหน่งที่เริ่มเคลื่อนย้าย เส้นทางการเคลื่อนย้าย ตำแหน่งที่จัดเก็บ และเวลารวมที่ใช้ในการขนย้ายสินค้าเข้าจัดเก็บ
“การที่คนงานไม่ต้องเป็นผู้บันทึกข้อมูลลงบนกระดาษหรือนำข้อมูลเข้าสู่ระบบด้วยตัวเอง ช่วยลดทั้งเวลาและโอกาสความผิดพลาดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผู้ควบคุมคลังสินค้ายังนำข้อมูลที่บันทึกไว้มาออกแบบตำแหน่งการจัดเก็บสินค้าและเส้นทางการขับรถเพื่อประหยัดเวลาและพลังงานได้อีกด้วย”
อีกตัวอย่างการใช้ UNAi ภายในโรงงาน คือ การใช้ติดตาม AGV (Automated Guided Vehicle) หรือยานพาหนะเคลื่อนที่อัตโนมัติที่ใช้ขนส่งวัตถุดิบและส่วนประกอบ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการพบปัญหาว่าบางครั้ง AGV แบตเตอรี่หมดขณะที่ยังปฏิบัติภารกิจขนส่งไม่สำเร็จ ก่อให้เกิดปัญหาสายการผลิตหยุดชะงัก และคนงานต้องเสียเวลาตามหารถ AGV ว่าอยู่ที่ตำแหน่งไหนของโรงงาน
“ทีมวิจัยจึงได้นำระบบ UNAi ไปใช้ติดตามตำแหน่ง AGV โดยเพิ่มคุณสมบัติติดตามข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นเข้าไปด้วย เช่น ปริมาณแบตเตอรี่คงเหลือ อุณหภูมิของ AGV เพื่อให้ผู้จัดการและวิศวกรโรงงานนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทั้งการออกแบบเส้นทาง การวางแผนชาร์จแบตเตอรี่ รวมถึงการวางแผนซ่อมบำรุงล่วงหน้าจากการทราบแนวโน้มความผิดปกติของ AGV ที่ตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งการประหยัดเวลา พลังงาน และค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง”
นอกจาก UNAi จะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวกระโดดจากอุตสาหกรรมระดับ 2-3 สู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้ง่ายขึ้นแล้ว เทคโนโลยี UNAi ยังเหมาะแก่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย
ดร.ละออ เล่าว่า อีกสองตัวอย่างของการใช้ UNAi ที่ผ่านการทดสอบใช้งานจริงและประสบความสำเร็จอย่างดี คือ การใช้ติดตามตำแหน่งรถเข็นในโรงพยาบาลเพื่อรวบรวมกลับมายังจุดเก็บรถเข็น ทำให้รถเข็นอยู่ในตำแหน่งที่บุคลากรทางการแพทย์พร้อมใช้งานอยู่เสมอ และอีกตัวอย่างคือการใช้ติดตามตำแหน่งผู้เข้าแข่งขันเพนต์บอล (paintball) โดยทีมงานจะติด Tag ของ UNAi ไว้ที่หมวกของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายเพื่อระบุตำแหน่งผู้เล่น ทำให้ผู้บรรยายเห็นตำแหน่งของผู้เล่นทั้งสนามชัดเจนและบรรยายการแข่งขันได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้โคชยังใช้เป็นข้อมูลเพื่อวางแผนปรับปรุงการเล่นครั้งต่อ ๆ ไปให้แก่สมาชิกในทีมได้อีกด้วย
จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า UNAi เป็นเทคโนโลยีระบุตำแหน่งที่ประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ไม่จำกัดอยู่เพียงโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ทีมวิจัยจึงมีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเทคโนโลยีนี้จะมีส่วนสนับสนุนให้แต่ละอุตสาหกรรมของประเทศไทยเข้าถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปปรับใช้เพื่อลดภาระงาน ค่าใช้จ่าย และเพิ่มผลประกอบการในระยะยาวได้
ส่วนในอนาคตอันใกล้อีก 1-2 ปีข้างหน้า ทีมวิจัยเผยว่าคนไทยอาจได้ใช้เทคโนโลยี UNAi ที่ฉลาดยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยใช้ติดตามสิ่งของหรือคนทั้งภายในและภายนอกอาคารอย่างแม่นยำด้วยอุปกรณ์เดียว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา และการสรรหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม
ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ UNAi แล้ว ผู้ประกอบการที่สนใจขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ UNAi@nstda.or.th และผู้ประกอบการที่ต้องการนำอุปกรณ์ UNAi ไปติดตั้งใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าติดต่อสอบถามเพื่อรับการสนับสนุนได้ผ่านโครงการ IDA Platform (Industrial IoT and Data Analytics Platform) ที่เว็บไซต์ www.nectec.or.th/smc/ida-platform/
เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย : ภัทรา สัปปินันทน์, เนคเทค สวทช. และภาพจาก Adobe Stock และ Shutter Stock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


