ผลการค้นหา :
อบรม Food Business Growth through Customer Value โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช เรียนรู้การวิเคราะห์ลูกค้า สร้างคุณค่า และกลยุทธ์เติบโตธุรกิจอาหาร 14–15 พ.ค. 2569
Food Business Growth through Customer Value
สวทช โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วม กิจกรรมอบรมเชิงปฎิบัติการ Food Business Growth through Customer Value เข้าใจลูกค้า สร้างคุณค่า ขยายธุรกิจอาหาร
กิจกรรม workshop ยกระดับธุรกิจด้วยกลยุทธ์สร้างคุณค่าให้ลูกค้า เหมาะสำหรับผู้ประกอบการอาหารที่ต้องการขยายธุรกิจ วิเคราะห์ลูกค้าเป้าหมาย และปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อการเติบโตของธุรกิจ
Key Point
- Food Innovation Trend
- กลยุทธ์เพื่อการเติบโต (Growth Strategy)
- ทำความเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึกด้วย Persona
- ทำความเข้าใจลูกค้าเชิงลึกเพื่อค้นหาคุณค่าใหม่ที่โดนใจ
- วิเคราะห์และยืนยันข้อมูลทางการตลาดโดย AI
โดย ทีมวิทยากรจากหลักสูตร Agro-Industrial Innovation & Management คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผศ.ดร.อัจฉรา เกษสุวรรณ
ผศ.วัชรพงศ์ เลิศสุรวัฒน์
ดร.คุณาลัย พลอยดนัย
ดร.อริสรา ทองเพ็ชร์
วันที่ 14 - 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.00 – 17.00 ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร
สมัครเข้าร่วมกิจกรรม https://forms.gle/wpbGHu5EY6vCcSoA6
ค่าลงทะเบียน 2,500 บาท (ไม่รวมvat7%) รับจำนวนจำกัด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Facebook: FoodInnopolis
โทร คุณโชติกา 0619592498 และ คุณกวิสรา 0988426289
บทความ
อว. โดย สวทช. – พม. ผนึกกำลังดึงนวัตกรรม AI-ดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิต “กลุ่มเปราะบาง” ทั่วประเทศ ปูทางสวัสดิการแม่นยำ-ลดเหลื่อมล้ำยั่งยืน
(วันที่ 24 มีนาคม 2569) ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้าฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จับมือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง” โดย สวทช. ขนทัพนวัตกรรม ทั้ง AI ล่ามภาษามือ, ระบบนิรันดร์ดูแลสูงวัย และสมุดพกครอบครัวดิจิทัล หวังใช้เทคโนโลยีเป็นทางลัดแก้ปัญหาสังคมดูแลกลุ่มเปราะบางแบบครบวงจร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการความร่วมมือทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง” ระหว่าง กระทรวง พม. และ สวทช. ว่า ความร่วมมือครั้งนี้คือการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ "การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต" ตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยหน้าที่ของ อว. คือการนำงานวิจัยออกจากหิ้งสู่การใช้งานจริง การจับมือกับกระทรวง พม. ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ เพราะ พม. คือหน่วยงานที่เข้าใจมิติสังคมลึกซึ้งที่สุด และกระทรวง อว. โดย สวทช. จะนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำทำให้คนไทยทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้เข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม
ด้าน นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า กระทรวง พม. มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างทั่วถึง การได้เทคโนโลยีจาก สวทช. มาเสริมทัพจะช่วยให้การจัดสวัสดิการสังคมมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น โดยสิ่งสำคัญที่สุดในการลงนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเอกสาร แต่คือการบูรณาการข้อมูลและเครื่องมือที่จะทำให้กระทรวง พม. มองเห็นข้อมูลได้ชัดเจนและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับการทำงานด้านสังคมให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล
เพื่อความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. พร้อมสนับสนุนทรัพยากรและงานวิจัยใน 4 มิติ ทั้งเศรษฐกิจ การพึ่งพาตนเอง ลดเหลื่อมล้ำ และสิ่งแวดล้อม โดย สวทช. มีทีมวิจัยที่เข้มแข็ง และได้เตรียมพร้อมนำนวัตกรรมพร้อมใช้มาเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล พม. โดยการทำงานร่วมกันครั้งนี้จะเน้นการบูรณาการระบบสำคัญเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการเชื่อมโยง ระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-Logbook) ของ พม. เข้ากับระบบนิรันดร์ และ 'KidDiary' ของ สวทช. เพื่อให้ฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง มีความต่อเนื่องและตรวจสอบสิทธิสวัสดิการไร้รอยต่อ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยไปสู่เครื่องมือที่ช่วยให้กลุ่มเปราะบาง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริงในทุกพื้นที่
“ความร่วมมือนี้จะทำให้สามารถดึงทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานมาประสานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเป้าหมายและวิธีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางและคนทุกช่วงวัยอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
ด้าน ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือนี้ ถือเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จที่ สวทช. ทำงานร่วมกับกรมต่าง ๆ ในกระทรวง พม. มาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนอกจากบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางร่วมกันแล้ว ยังมีนวัตกรรมวิจัยอื่น ๆ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต อาทิ ระบบ SignTh AI ที่ใช้ AI แปลงภาษามือช่วยคนหูหนวกสื่อสาร, นวัตกรรมสนับสนุนศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ อาทิเช่น ตู้วัดสุขภาพ อุปกรณ์ฟื้นฟูผู้สูงอายุติดเตียง 'รถเข็นสระผม Kathy' สำหรับผู้ป่วยติดเตียง, Nirun + ElderMeal: ระบบดูแลและโภชนาการผู้สูงอายุอัจฉริยะ, Assistive Technology: อุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ, ไทยสุข: แพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลสำหรับสังคมสูงวัย และ Food Bank: ระบบจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อชุมชนเปราะบาง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เริ่มแล้ว ! นักบินอวกาศนาซาทดลอง 2 ไอเดียเยาวชนไทย บนสถานีอวกาศนานาชาติ
เยาวชนไทยสร้างความภูมิใจให้ประเทศอีกครั้ง หลังหัวข้อการทดลองวิทยาศาสตร์ภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (microgravity) ได้รับคัดเลือกไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ภายใต้โครงการ Asian Try Zero-G 2025 ซึ่งจัดโดยองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA)
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม เวลา10:30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น JAXA บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ นำเยาวชนไทยทั้ง 6 คน (2 ทีม/ทีมละ 3 คน) เข้าร่วมกิจกรรมโครงการ Asian Try Zero-G 2025 ณ ประเทศญี่ปุ่นหลังแนวคิดการทดลองทางวิทยาศาสตร์ภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำได้รับคัดเลือกขึ้นไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
✨ เยาวชนไทยทั้ง 6 คน และตัวแทนจากประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียรวม 9 ชาติ ได้แก่ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไทย ได้ติดตามรับชมการถ่ายทอดสดนักบินอวกาศจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ทำการทดลองของแต่ละทีมอย่างใกล้ชิด ผ่านห้องปฏิบัติการของศูนย์อวกาศสึกุบะ (Tsukuba Space Center) ของ JAXA
สำหรับแนวคิดการทดลองทางวิทยาศาสตร์ภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำของเยาวชนไทยที่ผ่านการคัดเลือก ได้แก่
1️⃣ “การศึกษาการสั่นแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของสปริงและเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” นำเสนอโดย นายธนกฤต โพธิปักขิย์ นายยศพนธ์ สุขสว่าง และนายกฤติน เกตานนท์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา
2️⃣ “การศึกษาพฤติกรรมของสะพานของเหลวภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” นำเสนอโดย นายพิพัฒน์พล สิริโพธิกุล นายชนกันต์ เฉยสะอาด และนายณัฐดนัย พึ่งแสงจันทร์ นิสิตระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
🚀✨ ทั้งนี้บรรยากาศการรับชมการถ่ายทอดสดการทดลองภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เป็นไปอย่างน่าตื่นเต้นและสนุกสนาน โดยเยาวชนไทยได้มีโอกาสพูดคุยและนำเสนอแนวคิดการทดลองร่วมกับนักบินอวกาศนาซา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าและหาได้ยาก ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อยอดเทคโนโลยีอวกาศในอนาคต
สำหรับผู้ที่สนใจร่วมติดตามผลการทดลองครั้งนี้ รวมถึงกิจกรรมดี ๆ ในโครงการ Asian Try Zero-G 2025 ติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก NSTDA Space Education
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ CAD-IT Consultants (Asia) Pte Ltd จัดงานสัมมนา “Ansys Simulation Technology: Spotlight on Process Industry for Improvement, Trouble Shooting and Maintenance”
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 อาคารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.สมบูรณ์ โอตรวรรณะ และ ดร.ยศกร ประทุมวัลย์ จากทีมวิจัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณทางวิศวกรรม (CAE Research Team) ได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา “Ansys Simulation Technology: Spotlight on Process Industry for Improvement, Trouble Shooting and Maintenance” เพื่อบรรยายในหัวข้อ “Solving Challenges on Process Industry by Using CFD & FEA (+ Digital Twin)” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดงานสัมมนา
ในกิจกรรมดังกล่าวทีมวิจัยของเอ็มเทคได้บรรยายแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณทางวิศวกรรม (Computer-Aided Engineering: CAE) ทั้งการวิเคราะห์ไฟไนต์เอลิเมนต์ (finite element analysis: FEA) และพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (Computational Fluid Dynamics: CFD) มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพ การแก้ปัญหา และบำรุงรักษาสำหรับอุตสาหกรรมกระบวนการผลิต นอกจากนี้ยังได้นำเสนอเทคโนโลยี Digital Twin (ฝาแฝดดิจิทัล) ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะช่วยยกระดับให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 (industry 4.0)
สำหรับงานสัมมนานี้ ทางบริษัท CAD-IT Consultants (Asia) Pte Ltd และ Ansys Inc (part of Synopsys) นำโดย คุณภาวี หนุนภักดี General Manager, CAD-IT Consultants (Asia) Pte Ltd จัดขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์และเกิดความร่วมมือในงานวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี CAE ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และแก้ปัญหาต่าง ๆ ในเชิงวิศวกรรม ในงานนี้ได้มีการบรรยายให้ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งตัวอย่างการประยุกต์ใช้ CAE กับงานวิศวกรรมประเภทต่าง ๆ รวมทั้งการอัปเดตศักยภาพและฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ของซอฟต์แวร์ Ansys ตลอดจนมีการพบปะพูดคุยกันระหว่างผู้เข้าร่วมงานที่มาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และบริษัทเอกชนต่าง ๆ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ป.ป.ช. – สวทช. เดินหน้าพัฒนาเครื่องมือประเมิน ITA และ PIT เสริมความโปร่งใสภาครัฐ เปิดโอกาสประชาชนมีส่วนร่วมประเมินด้วย Traffy Fondue และ AI
(23 มีนาคม 2569) ณ ห้องนนทบุรี 1 ชั้น 2 อาคาร 4 สำนักงาน ป.ป.ช. จ.นนทบุรี : สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบและการทดสอบเครื่องมือประเมิน ITA ร่วมกับ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ในการยกระดับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ให้สอดคล้องกับบริบทการบริหารราชการยุคดิจิทัล โดยนำแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมืองชื่อดังอย่าง "Traffy Fondue" และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการรับฟังเสียงประชาชน เพื่อเปลี่ยนการประเมินจาก "เอกสาร" ให้เป็นการ "แก้ปัญหา" ที่จับต้องได้จริง
3 มิติใหม่ของการประเมิน ITA ยุคดิจิทัล
ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบผลการประเมิน ITA แถลงถึงทิศทางใหม่ของการตรวจสอบภาครัฐ โดยเน้นย้ำ ว่า 13 ปีที่ผ่านมาของการประเมิน ITA กำลังเผชิญกับความท้าทายที่กลายเป็น "งานรูทีน" และมีการแข่งขันกันเพียงแค่ตัวเลข จนถึงขั้นมี "โรงเรียนกวดวิชา ITA" เกิดขึ้น ดังนั้นการยกระดับการพัฒนาการประเมิน ITA ในครั้งนี้ ได้นำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ของ สวทช. มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการประเมินในมิติต่าง ๆ ของ ITA ประกอบด้วย
IIT & EIT (Deep Insight): ใช้เทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลจากคนในและผู้รับบริการ ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและเพิ่มความแม่นยำ
OIT (Open Data): ตรวจสอบความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นระบบ
และ 3. PIT (The New Public Voice): ประชาชนมีส่วนร่วมให้คะแนนภาพลักษณ์และความพึงพอใจผ่านแอปพลิเคชันโดยตรง
"อย่าทำให้ ITA กลายเป็นเครื่องมือที่เป็นกระดาษเท่านั้น ไม่ได้ทำจริง จึงขอให้เปลี่ยนกระดาษมาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาการทุจริตและป้องกันการทุจริต" ศาสตราจารย์ (พิเศษ) วิชา ระบุ
นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาแนวคิดการประเมินเพิ่มเติม ในรูปแบบ PIT (Public Integrity Transparency Assessment) ซึ่งเป็นการประเมินภาพลักษณ์ของหน่วยงาน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมประเมินความพึงพอใจ และความคาดหวังที่มีต่อหน่วยงานสำคัญระดับประเทศ ซึ่งการประเมิน ITA และ PIT ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมมาตรฐานธรรมาภิบาลของหน่วยงานภาครัฐ ช่วยยกระดับความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดความเสี่ยงต่อการทุจริต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อระบบการบริหารราชการแผ่นดิน
“การทดสอบเครื่องมือการประเมินในระยะนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 ก่อนนำผลการทดสอบเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาและกำหนดแนวทางดำเนินการในระยะต่อไป การพัฒนาเครื่องมือประเมิน ITA และ PIT ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความโปร่งใสของภาครัฐไทย เสริมสร้างวัฒนธรรมสุจริต และสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” ศาสตรจารย์พิเศษ วิชา กล่าวทิ้งท้าย
นวัตกรรมเพื่อความโปร่งใสเมื่อ Traffy Fondue ไม่ได้มีดีแค่แจ้งซ่อม
ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เปิดเผยถึงบทบาทของเทคโนโลยีในโครงการนี้ ว่า สวทช. มุ่งมั่นที่จะใช้ศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนามาตอบโจทย์ระดับประเทศ โดยเฉพาะการสร้างธรรมาภิบาลดิจิทัล (Digital Governance)
"การนำ Traffy Fondue และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ของ สวทช. เข้ามาสนับสนุนการประเมิน ITA และ PIT (Public Integrity Transparency Assessment) ในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลจากเดิมที่เป็นแบบสอบถามรายปี มาเป็นการรับข้อมูลเชิงลึกแบบ Real-time จากภาคประชาชน ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐเห็นจุดบกพร่องและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ไม่ใช่เพียงเพื่อทำคะแนนส่งประเมิน แต่เพื่อสร้างความพึงพอใจและโปร่งใสในสายตาประชาชนอย่างแท้จริง" ดร.วสันต์ กล่าว
ดร.วสันต์ กล่าวว่า สวทช. จะดำเนินการทดสอบเครื่องมือใหม่นี้ร่วมกับคณะอนุกรรมการทั้ง 6 คณะ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน เมษายน 2569 ซึ่งการผนวกเอาพลังของ นวัตกรรมดิจิทัลเข้ากับ "เจตนารมณ์ด้านความโปร่งใส" จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยให้สูงขึ้นในระดับสากล ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการอัปเดตซอฟต์แวร์ แต่คือการอัปเกรดวัฒนธรรมการทำงานของภาครัฐไทยให้ "โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรับฟังเสียงประชาชน" ตลอด 24 ชั่วโมงชน" ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เยี่ยมชมโรงงานผลิตน้ำดื่ม ของบริษัท ทีพีไอ รักษ์สุขภาพ จำกัด
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พร้อมด้วยผู้บริหารและตัวแทนบุคลากรจาก สวทช. ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชม บริษัท ทีพีไอ รักษ์สุขภาพ จำกัด อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยได้รับเกียรติจาก นายนราดล ตันจารุพันธ์ รองผู้จัดการใหญ่ (ควบคุมคุณภาพ) พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของบริษัท ทีพีไอ รักษ์สุขภาพ จำกัด ให้การต้อนรับ
ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะของ สวทช. ได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับกระบวนการผลิต ระบบควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่โรงงานปฏิบัติตาม รวมทั้งได้เข้าตรวจเยี่ยมพื้นที่ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพน้ำ กระบวนการผลิต และพื้นที่คลังจัดเก็บสินค้า ซึ่งทำให้สามารถประเมินศักยภาพและระบบบริหารจัดการของโรงงานได้อย่างรอบด้านการศึกษาดูงานครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและมาตรการด้านความปลอดภัยของโรงงาน อีกทั้งยังเป็นข้อมูลสำคัญในการยืนยันว่าคุณภาพน้ำดื่มที่จัดให้บุคลากรภายในองค์กรนั้น ผ่านกระบวนการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานที่เชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Food Innopolis – Future Food Lab 2026
*Food Innopolis - Future Food Lab 2026*
🎊🎊🎊 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานเครือข่าย จัดกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มบริการ *Future Food Lab* เพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันเชิงพาณิชย์แก่ผู้ประกอบการอาหารโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มมูลค่า คุณภาพมาตรฐาน และความปลอดภัยให้แก่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร
🗓️ 🗓️🗓️ ระยะเวลาการดำเนินกิจกรรม: พฤษภาคม - กันยายน 2569
👉🏻 *กิจกรรม*
🎯วันที่ 5 – 6 พฤษภาคม 2569 – กิจกรรม One on One Consult – “วิเคราะห์กลุ่มลุกค้าเป้าหมาย” (Online)
🎯วันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2569 – กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การระบุกลุ่มลูกค้าและตลาดเป้าหมาย” (On site)
🎯มิถุนายน - กันยายน 2569 – กิจกรรมให้คำปรึกษาและการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ (Online & On site)
👉🏻*สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรม*
✅ ได้รับคำปรึกษา แนวทางการแก้ไขปัญหาผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ
✅ ตัวอย่างต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่พร้อมสำหรับการทดสอบตลาดกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
✅ ได้รับความรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาแนวคิด (concept) ของผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า และตลาดเป้าหมาย
✅ ฝึกการใช้เครื่องมือทางการตลาดเพื่อหาคุณค่าผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
✅ เรียนรู้การทำ Business Model Canvas (BMC) เบื้องต้น เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของธุรกิจ
👉🏻*คุณสมบัติ และเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม*
🚹 ผู้ประกอบการในขนาดกลาง และขนาดเล็ก (SMEs)
🚹 มีต้นแบบผลิตภัณฑ์ พร้อมทดสอบตลาด หรือมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว แต่ต้องการพัฒนาต่อยอดหรือแก้ปัญหาผลิตภัณฑ์เดิม
🚹 สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดระยะเวลาโครงการ
👉🏻*ประเภทผลิตภัณฑ์ที่เปิดให้เข้าร่วมกิจกรรม*
1️⃣ ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เช่น ผักผลไม้กระป๋อง ปลากระป๋อง เป็นต้น
2️⃣ อาหารพร้อมรับประทาน เช่น ซุป โจ๊ก และอาหารที่มีชิ้นเนื้อสามารถรับประทานได้เลย เป็นต้น
3️⃣ อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น น้ำแกง น้ำซอส และพริกแกง เป็นต้น
4️⃣ เครื่องดื่ม น้ำผลไม้
📍📍 *ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม*📍📍
https://forms.gle/XqspYdzUhLNGaaA46
(รับจำนวนจำกัด)
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 10 เมษายน 2569
ประกาศผลการคัดเลือก วันที่ 24 เมษายน 2569
📲 *สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม*
คุณมารุต ใจหลัก โทร. 02-5647000 ต่อ 71618, อีเมล marut.jai@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 23 มีนาคม 2569
ดันมาตรฐานด้านนวัตกรรม"ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ" สวทช. จับมือ วศ. พัฒนามาตรฐานชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ เลือกชุดตรวจ ChemSense ของนาโนเทค เป็นต้นแบบกำหนดคุณลักษณะของชุดทดสอบปริมาณโลหะหนักในน้ำ นำร่องชุดตรวจแมงกานีส คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 69 ...>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569
สวทช. รุกคืบ Food Bank ใช้เทคโนโลยีกู้ "อาหารส่วนเกิน" สู่โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับมาตรฐาน Food Bank ไทยด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ชูระบบจัดการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนโมเดลธนาคารอาหารร่วมกับมูลนิธิ SOS และพันธมิตรทุกภาคส่วนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ... >> อ่านต่อ
สวทช. รับเกียรติบัตรมุ่งสร้างกำลังคน AI: ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. เป็นตัวแทนองค์กรรับประกาศนียบัตรจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ในฐานะหน่วยวิจัยที่เข้าร่วมโครงการในกลุ่มกิจกรรม AI Researcher มุ่งสร้างนักวิจัยด้าน AI รุ่นใหม่ให้กับประเทศ ในงานพิธีปิดโครงการ Super AI Engineer Season 5 และพิธีเปิดโครงการฯ Season 6 ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวง อว. ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
คลินิกน้ำเพื่อชุมชน x วันน้ำโลก ร่วม “เร่งการเปลี่ยนแปลง” เพื่อโลกที่มีน้ำสะอาดให้ทุกคน
ร่วม “เร่งการเปลี่ยนแปลง” เพื่อโลกที่มีน้ำสะอาดให้ทุกคน
ทุกปีในวันที่ 22 มีนาคม มนุษย์ทั่วโลกจะร่วมกันรำลึกถึง “วันน้ำโลก (World Water Day)” – วันที่องค์การสหประชาชาติประกาศให้โลกร่วมตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของชีวิต โดยประเด็นปีนี้เน้นย้ำคำว่า “Accelerating Change” หรือ “เร่งการเปลี่ยนแปลง” เพื่อให้ทุกประเทศร่วมมือกันบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้าน “น้ำสะอาดและการสุขาภิบาลสำหรับทุกคน” (SDG 6)
สำหรับประเทศไทย หนึ่งในโครงการที่เป็นรูปธรรมของการ “เร่งการเปลี่ยนแปลง” คือ“คลินิกน้ำเพื่อชุมชน” ของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการโดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค สวทช.) นำทีมโดย ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับและการคำนวณ
โครงการนี้เปลี่ยน “งานวิจัยในห้องแล็บ” ให้กลายเป็น “นวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชน” โดยใช้เทคโนโลยีนาโนตรวจสอบการปนเปื้อนของน้ำ และปรับปรุงคุณภาพน้ำแก้ปัญหาตั้งแต่เรื่องน้ำขุ่นจนถึงแก้ปัญหาสารหนู โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ปัญหาน้ำที่พบมากมี 2 แบบ ได้แก่
ปัญหาน้ำขุ่น แก้ไขด้วยกระบอกวัดความขุ่นชนิดแผ่นสังเกตเคลื่อนที่ อุปกรณ์ Mobile Jar Test และ Smart alum Calculator เพื่อช่วยให้ประเมินปริมาณสารส้มหรือสารสร้างตะกอนที่เหมาะสม ไม่มากจนตกค้างและไม่น้อยจนไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำขุ่น
และปัญหาน้ำใสมีสารปนเปื้อน แก้ไขโดยเทคโนโลยีการกรอง ซึ่งสามารถเตรียมได้จากถ่านชีวภาพ หรือถ่านกัมมันต์ นำมาผ่านกรรมวิธีทำให้มีความจำเพาะต่อสารปนเปื้อน และนำไปถังกรองสารหนูและโลหะหนักติดตั้งเสริมที่ระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน รวมทั้งใช้ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำที่ระบบประปาแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจในคุณภาพน้ำ
นอกจากนี้ยังผนวกกับแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง “Traffy Fondue” เพื่อให้ประชาชนร่วมรายงานปัญหาน้ำได้ด้วยตนเองทันทีจากโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นอีกหนึ่งการสร้าง “แรงขับเคลื่อนจากฐานราก” ที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
สิ่งสำคัญคือ การพัฒนาเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเพียงให้ “มีน้ำสะอาดชั่วคราว” แต่ต้องการให้ “ชุมชนสามารถดูแลคุณภาพน้ำของตนเองได้อย่างยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของวันน้ำโลกที่มุ่งให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน
ในวันนี้ “คลินิกน้ำเพื่อชุมชน” จึงไม่ใช่เพียงโครงการวิจัยเชิงเทคนิค แต่คือ “พลังการเปลี่ยนแปลง” ที่เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน เป็นตัวอย่างของการบูรณาการ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ซึ่ง สวทช. จะร่วมเดินหน้ากับหน่วยงานพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยทุกคน
หมายเหตุ: ภาพประกอบบางส่วนในบทความนี้ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บทความ
คณะจังหวัดนครนายกหารือแนวทางใช้ วทน. จัดการเศษวัสดุการเกษตร ลดการเผานา แก้ปัญหาหมอกควัน–PM2.5 พร้อมเยี่ยมชมนวัตกรรมแปรรูปชีวมวล ณ สวทช.
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 คณะผู้บริหารจากจังหวัดนครนายก นำโดย ร้อยตำรวจตรี สัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก หารือร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อหาแนวทางการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่นาข้าวขึ้นน้ำ เพื่อลดปัญหาการเผาและวิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมนวัตกรรมการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าทางอุตสาหกรรม ณ ห้องบอร์ดรูม อาคารนวัตกรรม 2 สวทช. จังหวัดปทุมธานี
ในโอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) พร้อมคณะผู้บริหาร ได้แก่ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่ออุตสาหกรรม BIOTEC ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเกษตร BIOTEC และ ดร.วิรัลดา ภูตะคาม รักษาการรองผู้อำนวยการด้านสนับสนุนวิจัย BIOTEC ร่วมให้การต้อนรับ และนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โดยมีทีมผู้พัฒนางานวิจัย จากหน่วยงานวิจัยภายใต้ สวทช. ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการลดการเผาในภาคเกษตร เพื่อสนับสนุนแนวทางการป้องกันการเผา และลดปัญหา PM2.5 ในจังหวัดนครนายก ได้แก่
การบริหารจัดการการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและเกษตรแม่นยำ แทนการเผา โดย ดร.ศรีสวัสดิ์ ขันทอง ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแบบแม่นยำ BIOTEC
การพัฒนาระบบศูนย์กลางคลังข้อมูลเกษตรประเทศไทย (THAGRI) เพื่อการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาปลูกพืช ให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควัน–PM2.5 จังหวัดนครนายก โดย ดร.นพดล คีรีเพ็ชร นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยคลังอนุพันธ์ความรู้ กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
การพัฒนาเทคโนโลยีการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ชีวมวลและนวัตกรรมแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดย ดร.เปรมฤดี กาญจนปิยะ นักวิจัย กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตรไปแปรรูปใช้ประโยชน์ หรือเพิ่มมูลค่าแทนการเผา โดย ดร.ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ ผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ BIOTEC
นอกจากนี้ ร้อยตำรวจตรี สัณฐิติ ธรรมใจ พร้อมคณะผู้แทนจังหวัดนครนายก ได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและผลงานวิจัยด้านนวัตกรรมสนับสนุนการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อประโยชน์ทางอุตสาหกรรมหรือเพิ่มมูลค่า ณ ห้องปฏิบัติการพลังงานเคมีและชีวภาพ นำเสนอผลงานโดย ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการเพิ่มมูลค่าชีวมวลแบบบูรณาการ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ BIOTEC และ ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ BIOTEC
การหารือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างจังหวัดนครนายกและหน่วยงานวิจัยของประเทศ ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เกษตรกรรม ลดปัญหาหมอกควัน และฝุ่น PM2.5 พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน โดย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้มอบหมายให้ แต่ละภาคส่วนในคณะจังหวัดนครนายก ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยี มาพิจารณาเพื่อประยุกต์ ใช้ในการช่วยแก้ไขปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่นาข้าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ รวมถึงพัฒนาฐานข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการบูรณาการในการบริหารงานทุกภาคส่วนของจังหวัดนครนายกต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึก อย.-สทนว.-รสท. ผลักดัน AI การแพทย์ไทยสู่มาตรฐานสากล เน้นความแม่นยำการวินิจฉัย ควบคู่ความปลอดภัยของผู้ป่วย พร้อมหนุนผู้ประกอบการสู่เชิงพาณิชย์ในงาน AISaMD Demo Day
(วันที่ 20 มีนาคม 2569) ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) และรังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (รสท.) จัด "AISaMD Demo Day: The first step ผลิตภัณฑ์ AI เครื่องมือแพทย์ไทย มุ่งสู่มาตรฐานในระดับสากล" ชูไฮไลต์ 5 ผลิตภัณฑ์ AI การแพทย์ที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากล พร้อมประกาศลงนามความร่วมมือ 2 ฉบับสำคัญ ได้แก่ 1. การลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาการประเมิน ตรวจสอบ และทดสอบด้านสมรรถนะและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์รวมถึงเครื่องมือแพทย์ซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ ระหว่าง สทนว. สวทช. และ อย. และ 2.การลงนามความร่วมมือภายใต้โครงการพัฒนาหลักเกณฑ์และบริการทดสอบ สำหรับผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล ระหว่าง เนคเทค-สวทช. และ รทส. เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบและกำกับดูแลนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศ
โดยงานในวันนี้ได้รับเกียรติจาก นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์และยา ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ "ขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ไทย มุ่งสู่เชิงพาณิชย์" โดยกล่าวว่า “วันนี้เป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา AI Software as Medical Device (AISaMD) ความร่วมมือของทุกหน่วยงานจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ และร่วมกันขับเคลื่อนระบบนิเวศให้เป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่การเชื่อมโยงข้อมูล การทำงานร่วมกับภาคเอกชน มาตรฐานกฎหมาย ไปจนถึงประเด็นที่ต้องผลักดันอย่างจริงจัง เช่น จริยธรรม AI และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐเพื่อรองรับต้นทุนพัฒนานวัตกรรม”
• ฐานการวิจัย หนุน AI การแพทย์ ‘Made in Thailand’
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในด้านการแพทย์ที่ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การสร้างเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การพิสูจน์ว่า AI นั้นมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้จริง สวทช. จึงมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบเพื่อรองรับเทคโนโลยีนี้ ซึ่งการบูรณาการความร่วมมือ 2 ส่วนสำคัญในวันนี้สะท้อนภาพระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ได้แก่ ความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่าง อย. ในฐานะผู้กำกับดูแลหลักเกณฑ์ สวทน. ผู้สนับสนุนทุนและช่องทางเชิงพาณิชย์ และ สวทช. ซึ่งเป็นฐานการวิจัยและทดสอบทางเทคนิคมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 ผ่านห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ หรือ SQUAT และศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC อีกทั้งความร่วมมือระหว่างเนคเทค สวทช. และ รสท. ที่นำมาตรฐานทางเทคนิคมาผสานกับมาตรฐานทางคลินิก เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะแปลผลได้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากแพทย์ผู้ใช้งานจริง
ทั้งนี้ในระยะ 5 ปีต่อจากนี้ สวทช. จะนำโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุนการตรวจสอบ AI ทางการแพทย์อย่างเต็มกำลังเพื่อผลักดันนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัยของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ AI การยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล การให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนสนับสนุนงานวิจัยและกำลังคนผ่านศูนย์วิจัยแห่งชาติ นอกจากนี้ สวทช. ยังพร้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ตามที่ อย. มอบหมาย เพื่อเร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนให้รวดเร็วขึ้น
“ความสำเร็จจากโครงการ AISaMD วันนี้ คือเครื่องพิสูจน์ว่าหากเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ ‘Made in Thailand’ จะสามารถยืนหยัดและมีความน่าเชื่อถือในเวทีโลก ซึ่งทั้งหมดนี้คือ จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและทดสอบเครื่องมือแพทย์ระดับสูงในอาเซียนและสากล” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว
• 3 แนวทางดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยสู่มาตรฐานโลก
ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. กล่าวว่า ภารกิจหลักของ อย. คือ การคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้นำนวัตกรรมออกสู่ตลาดได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่ามกลางความท้าทายของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของซอฟต์แวร์และ AI ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ อย. ได้มุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การให้คำปรึกษาเชิงรุก เพื่อให้ความรู้แก่ผู้วิจัยตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและข้อกำหนดทางกฎหมาย 2. การบูรณาการองค์ความรู้ โดยนำเกณฑ์ประเมินสมรรถนะและความปลอดภัยมาใช้เป็นหลักการสำคัญในการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์ และ 3. การพัฒนาบุคลากรเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและยกระดับศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ
“อย. เชื่อมั่นว่าการเชื่อมโยงการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานวิจัย และหน่วยงานส่งเสริมธุรกิจ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างและร่นระยะเวลาในการผลักดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานโลกได้อย่างยั่งยืน” ภญ.สุภัทรา กล่าว
• ดึงศักยภาพของนักวิจัยไทย เปลี่ยนงานวิจัยสู่มูลค่าเศรษฐกิจ
ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการ สทนว. กล่าวว่า เทคโนโลยี AI และซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ คือ โอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย โดย สทนว. มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อดึงศักยภาพของนักวิจัยและสตาร์ตอัปไทยออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เพื่อนำความฉลาดของ AI ออกจากห้องวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์และระบบสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม โดย สทนว. มุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. การส่งเสริมให้นวัตกรรม AI ที่ผ่านการรับรองเข้าสู่ตลาดและระบบสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็ว 2. การเชื่อมโยงสตาร์ทอัพด้าน Deep Tech กับแหล่งทุนและนักลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรม และ 3. การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายพันธมิตรเพื่อบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรมดิจิทัลให้เติบโตอย่างมั่นคง
“ความร่วมมือในวันนี้คือการประกาศความพร้อมว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI ทางการแพทย์ที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำคือการวิจัย กลางน้ำคือการรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงปลายน้ำคือการขับเคลื่อนธุรกิจในระดับสากล” ดร.จิตติ์พร กล่าว
• เดินหน้า AISaMD ปี 2 เพื่อมุ่งเน้นยกระดับผู้ประกอบการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ไทยสู่มาตรฐานในระดับสากล และการทำ MOU 2 ฝ่าย (รังสีวิทยาสมาคมฯ (รสท.) - NECTEC): เน้นการดึงผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยามาทำงานร่วมกับห้องปฏิบัติการ เพื่อกำหนดมาตรฐานการ "แปลผล" AI ให้มีความแม่นยำสูงสุดในทางคลินิก
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า โครงการ AISaMD เกิดจากโจทย์ที่ท้าทายในการสร้างกลไกเร่งด่วนที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานสากลให้กับนวัตกรรม AI ทางการแพทย์ของไทย ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เนคเทคได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคที่ใช้งานได้จริงผ่านห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ SQUAT โดยมีการจัดทำหลักเกณฑ์ประเมินสมรรถนะและความปลอดภัย รวมถึง AISaMD Template ที่เปรียบเสมือนคัมภีร์ช่วยผู้ประกอบการลดระยะเวลาในการเตรียมเอกสารเทคนิคให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ อย. โดย เนคเทคยังคงเดินหน้าโครงการสู่ปีที่ 2 มุ่งยกระดับการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ไทย ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก สทนว. และพันธมิตร อย. และ รสท. เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขออนุญาตขึ้นทะเบียน AI เครื่องมือแพทย์ จาก อย. ได้อย่างมั่นใจ
“เนคเทค สวทช.เชื่อมั่นว่าการผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของเนคเทคเข้ากับความเชี่ยวชาญทางคลินิกของ รสท. ที่นำมาใช้ในชุดข้อมูลทดสอบ จะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยี AI ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด” ดร.ชัย กล่าว
• ยกระดับมาตรฐานการแปลผล AI รังสีวินิจฉัยเพื่อสุขภาวะคนไทย
ดร.นพ.ศุภฤกษ์ ถวิลลาภ รองประธานกรรมการ AI รสท. กล่าวว่า คุณภาพและมาตรฐานในการแปลผลของ AI อ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจรักษาชีวิตคนไข้ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของ AI เมื่อเทียบกับมาตรฐานวิชาชีพ ภายใต้ความร่วมมือนี้ รสท. จะเข้ามาเป็นกระดูกสันหลังในการประเมินผลผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การกำหนดมาตรฐานการแปลผล โดยนำองค์ความรู้ทางรังสีวินิจฉัยมาตั้งเกณฑ์ความแม่นยำเพื่อลดความผิดพลาด 2. การคัดเลือกข้อมูลอ้างอิง (Gold Standard) เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการวัดประสิทธิภาพของอัลกอริทึม และ 3. การประเมินความสอดคล้องทางคลินิก เพื่อให้ระบบ AI สามารถใช้งานได้จริงในบริบทของโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย
“รสท. เชื่อมั่นว่าการผสานความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยีและมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ของเนคเทค สวทช. เข้ากับความเชี่ยวชาญทางรังสีวิทยาของสมาคมฯ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ AI ทางการแพทย์ของไทยเป็นเทคโนโลยีที่ไว้วางใจได้ในทุกการวินิจฉัย ซึ่งจะช่วยยกระดับสุขภาวะของประชาชนไทยให้ได้รับการบริการที่แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน” ดร.นพ. ศุภฤกษ์ กล่าว
ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดแสดงผลงาน 5 ผลิตภัณฑ์ AI เครื่องมือแพทย์ที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลและพร้อมก้าวสู่การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ได้แก่ ‘BITNET’ ระบบคัดกรองความผิดปกติในช่องท้องส่วนบนแบบเรียลไทม์ที่ช่วยแยกกลุ่มโรคได้แม่นยำถึง 14 กลุ่ม ‘TrueEye Health Screening’ แอปพลิเคชันประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวานขึ้นจอตาและโรคไตเรื้อรังจากรูปถ่ายจอประสาทตา ‘AI Hip Fracture Detection’ ที่ใช้ตรวจจับและระบุตำแหน่งกระดูกสะโพกหักจากภาพเอกซเรย์ ‘Liversound’ ระบบช่วยคัดกรองมะเร็งตับด้วยอัลตราซาวด์ที่มาพร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อพบรอยโรคที่มีความเสี่ยง และ ‘Aiceda BreastX’ แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับตรวจหามะเร็งเต้านมเบื้องต้นที่รองรับการประมวลผลภาพจำนวนมากและสามารถออกรายงานผลได้ทันที
โอกาสนี้ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ สตาร์ตอัป (Startup) นักพัฒนา และนักวิจัยที่มีนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ เข้าร่วมประเมินและทดสอบผลิตภัณฑ์ในช่วงนำร่องกับทางโครงการฯ เพื่อประเมินความพร้อม รับคำปรึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อมสู่การยื่นขอขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ อย. ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพต่อไป
สอบถามรายละเอียดได้ที่
ห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ SQUAT
Tel: 0 2564 6900 ต่อ 2070, 2502, 2066
E-mail: squat@nectec.or.th
Website:https://www.squat.in.th/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘อว.’ จุดไฟนวัตกรรม AI สัญชาติไทย! ปั้น 24 บิ๊กโปรเจกต์ ThaiLLM ยกระดับงานวิจัยจากหิ้ง สู่ ‘ใช้งานจริง’ เชื่อมข้อมูลระดับประเทศ หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล
(วันที่ 20 มีนาคม 2569) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้าฯ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลัง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ประกาศความสำเร็จโครงการ "LLM Research Challenge Thailand 2026" ปั้นบุคลากรไอทีสายพันธุ์ใหม่กว่า 110 ชีวิต พร้อมโชว์ 24 นวัตกรรมต้นแบบจากขุมพลัง AI สัญชาติไทย เตรียมขยายผลสู่บริการสาธารณะ บูรณาการฐานข้อมูลวิจัย NRIIS-TNRR มุ่งเป้า ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยในพิธีมอบรางวัลการประกวดโครงการ Bootcamp: LLM Research Challenge Thailand 2026 ว่า โครงการนี้คือกลไกสำคัญภายใต้นโยบาย “อว. for AI” ที่มุ่งหวังเปลี่ยน “งานวิจัยบนหิ้ง” ให้กลายเป็นการ “ใช้งานจริง” ผ่านเทคโนโลยี Large Language Model (LLM) ที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อให้ประชาชนและนักวิจัยเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว
“หัวใจสำคัญคือการสร้างต้นแบบที่ใช้งานได้จริงในหน่วยงาน (Use Case) ซึ่ง กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนการยกระดับ 24 ผลงาน ในวันนี้ให้ก้าวข้ามจากการเป็นแค่ระบบต้นแบบ ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการตัดสินใจเชิงนโยบายด้วย AI อย่างแม่นยำและยั่งยืน” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระบุว่า วช. ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างเทคโนโลยีและผู้ใช้ประโยชน์ โดยมุ่งเน้นการนำ LLM ไปเพิ่มประสิทธิภาพระบบสืบค้นและถาม-ตอบอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดในการใช้งานฐานข้อมูลวิจัยขนาดใหญ่ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นใน Bootcamp ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ผลงานโปรแกรมมิ่ง แต่คือการสร้าง ‘เครือข่ายนักพัฒนา’ ที่เข้มแข็ง ทำให้เห็นการนำ LLM ไปสร้าง Agent อัตโนมัติ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยที่ซับซ้อน ซึ่ง วช. จะผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มสำคัญอย่าง NRIIS และ TNRR เพื่อให้ข้อมูลวิจัยเป็นสมบัติที่จับต้องได้สำหรับคนไทยทุกคน” ดร.วิภารัตน์ ระบุ
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นขุมพลังทางเทคโนโลยี ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นฟันเฟืองด้านนวัตกรรมดิจิทัล (Technology Provider) ที่ช่วยสนับสนุนเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานให้แก่เหล่านักพัฒนาในโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI สัญชาติไทยที่สมบูรณ์ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา สวทช. ทีมวิจัย เนคเทค มุ่งมั่นพัฒนาเครื่องมือ AI ที่มีความเข้าใจบริบทภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น OpenThaiGPT หรือโมเดลเฉพาะทางอื่น ๆ ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาของ สวทช. จึงไม่ได้มองแค่การพัฒนาโค้ด แต่เรากำลังสร้าง ‘Digital Ecosystem’ ที่เอื้อให้เกิดการนำงานวิจัยไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์และบริการภาครัฐ เพื่อลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศไทยในเวทีโลก” ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผลลัพธ์ที่โดดเด่นของโครงการฯ ประกอบด้วยการพัฒนาบุคลากรด้าน AI และ Big Data กว่า 110 คน จาก 24 องค์กร และข้อเสนอโครงการใช้งานจริงกว่า 24 รายการ ที่ครอบคลุมทั้งระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางด้านการแพทย์ ด้านการเกษตร และสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจหมุนเวียน และระบบอัจฉริยะช่วยสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรวิจัย รวมถึงการป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) อย่างเต็มตัว
ทั้งนี้ ปลัดกระทรวง อว. ได้เป็นประธานพิธีมอบรางวัลชนะเลิศผลงานดีเด่นจากการประกวดโครงการ Bootcamp: LLM Research Challenge Thailand 2026 จุดไฟนวัตกรรมวิจัยด้วย LLM สัญชาติไทย โดยทีมที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย
• รางวัลชนะเลิศ มูลค่า 60,000 บาท ได้แก่ “ทีม B05 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร”
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มูลค่า 40,000 บาท ได้แก่ “ทีม B01 กรมประชาสัมพันธ์”
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มูลค่า 20,000 บาท ได้แก่ “ทีม B12 มหาวิทยาลัยมหิดล งานสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพ ฝ่ายสารสนเทศ สำนักงานคณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี”
รางวัลพิเศษ NRCT Special Award มูลค่า 10,000 บาท ได้แก่
• ทีม B18 มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์
• ทีม B13 มหาวิทยาลัยรังสิต
รางวัลขวัญใจกรรมการ มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่
• ทีม B04 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
• ทีม B06 บริษัท IDS training
รางวัลขวัญใจกรรมการ (ดาวรุ่ง) มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่
• ทีม B10 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย คณะเทคโนโลยีการจัดการ (สงขลา)
รางวัลชมเชย มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่
• ทีม B07 บริษัท Aircamp
• ทีม B11 มหาวิทยาลัยบูรพา คณะวิทยาการสารสนเทศ
• ทีม B14 มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
• ทีม B15 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
• ทีม B16 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
• ทีม B17 มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
• ทีม B19 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
• ทีม B20 สถาบันเทคโนโลยีดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
• ทีม B21 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
• ทีม B22 สำนักงานกิจการยุติธรรม
• ทีม B23 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)
• ทีม B24 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
• ทีม B25 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
• ทีม B26 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
• ทีม B27 สำนักงานศาลปกครอง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


