หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
“ยศชนัน” ส่งมอบนวัตกรรม “น้ำสะอาด” จากงานวิจัยสู่ชุมชนริมกก ผนึก สวทช.–ซินโครตรอน ส่งแม่แบบระบบผลิตน้ำประปากำจัดสารหนู สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชน
วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ศาลาประชาคมเมืองงิม ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดย สวทช. และ สซ. เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานส่งมอบแม่แบบระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสำหรับกำจัดสารหนู เพื่อการอุปโภคและบริโภคแก่พื้นที่ชุมชนริมลำน้ำกก จังหวัดเชียงราย มุ่งรับมือปัญหาคุณภาพน้ำจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ พร้อมยกระดับระบบประปาชุมชนให้มีความปลอดภัยและยั่งยืน โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย ​ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ผู้บริหารหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อว. ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ประชาชนบ้านเมืองงิมและบ้านริมกก จังหวัดเชียงราย ให้การต้อนรับ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า กระทรวง อว. มีภารกิจสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ไปตอบโจทย์ปัญหาของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมุ่งให้ “งานวิจัยไม่อยู่บนหิ้ง” แต่ต้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต ทั้งนี้ นโยบายของกระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการทำวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศและกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม และขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอย่างทั่วถึง สอดคล้องกับแนวทางการผลักดัน สวทช. ให้เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่นำโจทย์จริงมาแปรเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมเพื่อประชาชน “เรื่องน้ำเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน การส่งมอบแม่แบบระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสำหรับกำจัดสารหนูในพื้นที่ลุ่มน้ำกก จึงสะท้อนบทบาทของกระทรวง อว. ในการเชื่อมโยงนโยบาย งานวิจัย และการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม จากโจทย์ปัญหาของชุมชน สู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทจริง และส่งต่อให้หน่วยงานท้องถิ่นนำไปใช้ดูแลประชาชน โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความมั่นคงด้านน้ำและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงน้ำสะอาด เพื่อให้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทย” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาให้ตอบโจทย์วิกฤตและความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ภายใต้แผนงาน Pre-battle นวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต (A-QUALITY) สวทช. จึงมุ่งเปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดการใช้งานจริง ตั้งแต่การตรวจติดตามคุณภาพน้ำ การพัฒนาระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ ไปจนถึงการสร้างต้นแบบและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับหน่วยงานในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดและปลอดภัยได้อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์ สำหรับแม่แบบระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสำหรับกำจัดสารหนู เป็นอีกผลสำเร็จของการวิจัยของ สวทช. โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ที่มุ่งแก้โจทย์คุณภาพน้ำดิบในพื้นที่ลุ่มน้ำกก ทั้งปัญหาความขุ่น สารหนู และโลหะหนัก ด้วยการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมา สวทช. ได้นำร่องการพัฒนาระบบในพื้นที่บ้านริมกก ตำบลแม่ยาว และบ้านเมืองงิม ตำบลริมกก จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมกว่า 700 ครัวเรือน เพื่อยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านให้เข้าสู่มาตรฐานน้ำประปาของกรมอนามัย ขณะเดียวกัน สวทช. ยังมีผลงาน AquaNano เครื่องผลิตและกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี ซึ่งพัฒนาระบบกรองที่สามารถจัดการสารปนเปื้อน รวมถึงโลหะหนัก และมีระบบติดตามคุณภาพน้ำ โดยล่าสุดได้ต่อยอดเป็นรถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีสำหรับรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ สามารถผลิตน้ำสะอาดได้สูงสุด 250 ลิตรต่อชั่วโมง และเป็นส่วนหนึ่งของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้จริงภายใต้แผนงาน A-QUALITY  รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) กล่าวว่า สซ. ได้นำเทคโนโลยีการวิเคราะห์แสงซินโครตรอน มาตรวจสอบปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในแหล่งน้ำ ที่สามารถบ่งชี้ชนิดทางเคมีและเลขออกซิเดชันของสารหนู ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับแหล่งที่มา ความเป็นพิษ และแนวทางในการบำบัดเพื่อลดผลกระทบ จึงนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมระบบกรองสำหรับการบำบัดสารหนูและโลหะหนักสำหรับน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค โดยการกำจัดสารหนูที่ปนกับตะกอนแขวนลอยขนาดเล็ก และการดักจับส่วนที่ละลายในน้ำด้วยวัสดุดูดซับที่มีความจำเพาะ และประสิทธิภาพสูง จากข้อมูลดังกล่าว สซ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคีเครือข่ายวิจัย พัฒนาวัสดุสำหรับดูดซับสารหนู โดยใช้ระบบเรซิ่นแลกเปลี่ยนไอออนลบที่ปรับเปลี่ยนสภาพพื้นผิวให้จำเพาะต่อการดักจับสารหนูและโลหะหนัก และประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและวิศวกรรมในการพัฒนาระบบบำบัดน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยติดตั้งใช้งานจริง ณ ประปาชุมชนบ้านฟาร์มสัมพันธกิจ หมู่ 6 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบกรองน้ำแบบตกตะกอนเคมีเดิมของชุมชน ให้สามารถลดการปนเปื้อนของสารหนู พร้อมทั้งติดตั้งระบบ RO สำหรับผลิตน้ำดื่ม เพื่อช่วยให้ประชาชนกว่า 250 ครัวเรือน มีน้ำที่สะอาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น และยังติดตั้งระบบกรองน้ำนี้ให้แก่โรงเรียนบ้านเหมืองแดง ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำสายสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา และบุคลากรของโรงเรียนจำนวนกว่า 700 คน นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำกก ซึ่งแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ประชาชนในจังหวัดเชียงรายใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการดำรงชีวิต โดยสถานการณ์คุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความขุ่นและการพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก ทำให้การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องอาศัยทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ “ที่ผ่านมา อบจ.เชียงรายได้ทำงานร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพัฒนามาตรฐานการผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน โดยเริ่มจากพื้นที่นำร่องในชุมชนที่อยู่ใกล้ลำน้ำกก ได้แก่ บ้านริมกก ตำบลแม่ยาว และบ้านเมืองงิม ตำบลริมกก ซึ่งทั้งสองพื้นที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ครอบคลุมผู้ใช้น้ำมากกว่า 700 ครัวเรือน การทำงานร่วมกันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาติดตั้ง แต่เป็นการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยให้ท้องถิ่นเข้าใจคุณภาพน้ำและสามารถบริหารจัดการระบบประปาได้อย่างเหมาะสมกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ นำไปสู่สร้างศักยภาพของผู้ดูแลระบบประปาและคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ดูแลระบบผลิตน้ำ และรับมือกับความเสี่ยงจากโลหะหนักได้อย่างเป็นระบบ” นายรามิล กล่าว นายรามิล กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดีความร่วมมือระหว่าง อบจ.เชียงรายกับ นาโนเทค สวทช. ถือเป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยมาตอบโจทย์ของท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม จากปัญหาคุณภาพน้ำในลำน้ำกก สู่การพัฒนาระบบประปาหมู่บ้าน และต่อยอดไปสู่การสร้างความสามารถของคนในพื้นที่ เพื่อเป้าหมายในการทำให้ประชาชนมีน้ำที่ปลอดภัยและมีระบบบริหารจัดการน้ำที่สามารถพึ่งพาได้ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับชาวเชียงราย ทั้งนี้ อบจ.เชียงราย มีแผนพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการประปาหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวกอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ชุมชนสามารถดูแลระบบน้ำของตัวเองได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ตลอดจนขยายองค์ความรู้และแนวทางที่ได้จากพื้นที่นำร่องไปยังพื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ ของจังหวัดเชียงรายต่อไป กระทรวง อว. จะเดินหน้าผลักดันวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมให้เข้าไปอยู่ในชีวิตของประชาชนและช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องน้ำสะอาดและสิ่งแวดล้อมซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน พร้อมเร่งนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง และขยายผลนวัตกรรมที่เหมาะสมให้เข้าถึงชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น “เป้าหมายของ อว. ไม่ใช่เพียงการสร้างงานวิจัยที่ดี แต่คือการทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากงานวิจัยนั้นจริง” ตั้งแต่การมีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค การมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ไปจนถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย อว. จะทำงานร่วมกับหน่วยงานวิจัย ภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อเปลี่ยนวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมให้เป็นพลังในการดูแลคนไทยและสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมหารือระดับสูงไทย–เกาหลีใต้ เดินหน้าความร่วมมือ AI, Bio-Health เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีแห่งอนาคต
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าร่วมการหารือระดับสูงระหว่าง ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ H.E. Mr. Park Yong-min เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อผลักดันความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้ในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Bio-Health เทคโนโลยีดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีแห่งอนาคต การหารือจัดขึ้น ณ ห้องพระจอมเกล้า กระทรวง อว. โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทยเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางและต่อยอดความร่วมมือที่มีอยู่ไปสู่ความร่วมมือด้านการวิจัย เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือ คือ ความร่วมมือด้าน AI และการเชื่อมโยงภาคธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยฝ่ายเกาหลีใต้มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค พร้อมหารือแนวทางจัดตั้ง Thai–Korea Business Forum เพื่อเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงภาคธุรกิจ SMEs และ Startup ของทั้งสองประเทศ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ Startup ไทยเข้าถึงระบบนิเวศนวัตกรรมของเกาหลีใต้ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับตลาดไทย และเชื่อมต่อสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก . ในการนี้ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอศักยภาพของ สวทช. ในด้านนาโนเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุขั้นสูง และเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงบทบาทของ สวทช. ในการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง และการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการขยายความร่วมมือกับสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมของสาธารณรัฐเกาหลี นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงความร่วมมือในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ อาทิ เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และวิทยาศาสตร์แสงซินโครตรอน ซึ่งไทยและเกาหลีใต้มีความร่วมมือทางเทคนิคมาอย่างต่อเนื่อง และยังมีโอกาสต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้ AI กับเทคโนโลยีดาวเทียม เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง พลังงานฟิวชัน ตลอดจนการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง . ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ผู้อำนวยการ สวทช. ยังได้กล่าวถึงความร่วมมือด้านแสงซินโครตรอน โดยระบุว่า ไทยมีศักยภาพในการพัฒนาและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานวิจัยระดับสูงเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และพร้อมต่อยอดความร่วมมือกับเกาหลีใต้ในการพัฒนาเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งที่ 2 ของประเทศไทย เพื่อเสริมความสามารถด้านวิจัย การทดสอบ และการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ . การหารือครั้งนี้สะท้อนทิศทางร่วมกันของไทยและสาธารณรัฐเกาหลีในการยกระดับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี Startup และภาคอุตสาหกรรม โดยมี AI, Bio-Health, เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีแห่งอนาคต เป็นกลุ่มสาขาสำคัญสำหรับการขยายความร่วมมือในระยะต่อไป . ขอขอบคุณภาพประกอบจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 โชว์ศักยภาพเทคโนโลยีหนุนยกระดับทักษะแรงงานแห่งอนาคต
 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 (The 29th ASEAN Labour Ministers Meeting - ALMM) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาแรงงานของภูมิภาค โดยมี นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ดร.พีระสิทธิ์ คุณเลิศอาภรณ์ คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน H.E. Cao Huy รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามพร้อมด้วยคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมถึงตัวแทนจากคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU Delegation to Thailand) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน ประเทศไทย (International Organization for Migration (IOM) Thailand) และ สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC)  ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช.ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยและหลายประเทศในภูมิภาคต่างมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ความท้าทายในปัจจุบัน คือ ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีใหม่ ทั้งระบบการผลิต AI และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรูปแบบการทำงาน ทำให้แรงงานที่มีประสบการณ์เสี่ยงที่จะมีทักษะล้าสมัยและถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สวทช. ในฐานะเครื่องยนต์วิจัยของประเทศจึงก้าวเข้ามามีบทบาทเร่งเตรียมความพร้อมให้กำลังคนสามารถปรับตัว โดยมุ่งเน้นการ Upskill Reskill และการเรียนรู้ทักษะข้ามสายงาน เพื่อเสริมสร้างพลังให้กับกำลังคนในอนาคต ซึ่งภารกิจระดับชาตินี้ สวทช. ไม่สามารถทำสำเร็จได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง รวมถึงมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย คือ การนำนวัตกรรมงานวิจัยเหล่านั้นไปสู่การใช้งานจริงคณะผู้บริหาร นักวิจัย สวทช. นำคณะผู้แทนฯ เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยภายใต้แนวคิด “Empowering the Future Workforce” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน เริ่มตั้งแต่ด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ นักวิจัยอาวุโส และ (รักษาการ) ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์(TMEC) นำเสนอศักยภาพของ TMEC ในบทบาทศูนย์ฝึกอบรมด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่มีห้องคลีนรูมขนาด 1,000 ตารางเมตร ครอบคลุมการอบรมตั้งแต่การออกแบบ IC ระบบเซนเซอร์ และ MEMS ทั้งระดับพื้นฐานไปจนถึงการสร้างผู้ฝึกสอน (Train the Trainer) โดยล่าสุดได้เตรียมเปิดหลักสูตรการออกแบบวงจร Analog IC ด้วยเครื่องมือ Open-source เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำไปต่อยอดได้โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ราคาแพงด้าน ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. นำเสนอเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านการเกษตรสมัยใหม่และการทดสอบความปลอดภัย  อาทิ การสาธิตการทดสอบโดรน และรถแทรกเตอร์ไฟฟ้าของบริษัท ไทย อชิเทค จำกัด ซึ่งเอ็มเทค สวทช. ได้ใช้การจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ในการช่วยออกแบบโครงสร้างของตัวรถ โดยผ่านการทดสอบในห้องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Chamber) เพื่อยืนยันว่าแบตเตอรี่ลิเธียมของรถจะไม่ปล่อยคลื่นสัญญาณรบกวนการทำงานของเครื่องจักรกลการเกษตรอื่น ๆ รวมถึงการทดสอบเครื่องชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าที่รองรับได้ตั้งแต่เครื่องชาร์จ AC ขนาด 22 กิโลวัตต์ ไปจนถึงเครื่องชาร์จ DC ขนาดใหญ่ 320 กิโลวัตต์สำหรับรถบรรทุกและรถบัสไฟฟ้าทางด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ นายนราวิชญ์ พุกสุวรรณ จาก T-bot Robotics นำเทคโนโลยีการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ (Collaborative Robot) ซึ่งผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล หุ่นยนต์สุนัข และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาจัดแสดง โดยชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีการสอนหุ่นยนต์แบบใหม่ที่ผู้ใช้งานสามารถสอนการเคลื่อนไหวผ่านระบบภาพเสมือนจริง (VR) และฝึกฝนด้วย AI แทนการเขียนโค้ดแบบเดิม เพื่อตอบโจทย์การนำหุ่นยนต์ไปช่วยปฏิบัติงานทดแทนมนุษย์ในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างปลอดภัยขณะที่ ดร.ปิยะวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ฉายภาพความสำเร็จของ 3 โครงการหลักเพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้าน AI และเตรียมความพร้อมให้กับกำลังคนดิจิทัล ได้แก่ (1) แพลตฟอร์ม LEAD Education สำหรับการเรียนรู้แบบ Adaptive Learning ของนักเรียนมัธยมที่มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 1 แสนคน (2) โครงการ AI for University ที่นำ ABDUL Uni แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ที่สามารถสร้าง AI Agent เป็นผู้ช่วยสอนตามโจทย์การเรียนรู้รายวิชาใช้จริงแล้วใน 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง และ (3) SMC Academy ซึ่งให้บริการอบรมบุคลากรด้านอุตสาหกรรม 4.0 ไปแล้วกว่า 7,000 คน พร้อมเตรียมเปิดตัวเครื่องมือประเมินกรอบความสามารถของบุคลากร (Human Capability Framework Assessment) ในปีหน้าท้ายสุดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC สวทช. และ ดร.บุรินทร์ เกิดทรัพย์ ทีมวิจัยมอเตอร์และการแปลงผันกำลังงาน (MAP) เนคเทค สวทช. ชี้ให้เห็นถึงความพยายามผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์ปรับตัวและใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้ได้ร้อยละ 40 เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากรัฐ โดย สวทช. ได้เข้ามามีส่วนช่วยขับเคลื่อนด้านพลังงานยั่งยืนผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมทักษะด้านยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูง (NSTDA-EV) เพื่อยกระดับทักษะให้แรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปเดิม (ICE) มีความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการให้บริการทดสอบชิ้นส่วนสำคัญอย่างระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และเครื่องควบคุมมอเตอร์ด้วยระบบ Hardware-in-the-loop เพื่อยืนยันประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้งานจริง ควบคู่ไปกับการพัฒนาต้นแบบระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) จากแบตเตอรี่ EV ที่ผ่านการใช้งานแล้ว เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างยั่งยืนติดตามผลงานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อการยกระดับทักษะกำลังคนจาก สวทช. ได้ที่...https://www.nstda.or.th/home/nstda-showcase-for-ministers-2026/mol/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กระทรวงแรงงาน จับมือ กระทรวง อว. โดย สวทช. ทดลองใช้ “Traffy Fondue” ยกระดับการรับเรื่องร้องทุกข์ ดูแลพี่น้องแรงงาน 45 ล้านคนทั่วโลก
วันนี้ (28 ส.ค. 69) เวลา 10.00 น. ณ กระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบนโยบายและเปิดการทดลองใช้ระบบ Traffy Fondue ของกระทรวงแรงงานอย่างเป็นทางการ หลังจากเจ้าหน้าที่และทีมปฏิบัติงานได้ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้นร่วมกับ สวทช. โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นโดย กระทรวงแรงงาน ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกันเดินหน้าทดลองใช้ระบบบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนด้านแรงงานด้วยแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งปัญหา การติดตามสถานะ และการประสานแก้ไขความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงานไทยให้เข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น พร้อมวางแนวทางต่อยอดการให้บริการแรงงานไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนโยบายแก่ข้าราชการและบุคลากรว่า "เป้าหมายสำคัญที่สุดของการนำระบบ Traffy Fondue มาปรับใช้ คือการมุ่งเน้นบริการประชาชนด้วยความตั้งใจ จริงใจ และทำให้พี่น้องแรงงานทุกคนสามารถเข้าถึงช่องทางการแจ้งปัญหาหรือร้องทุกข์ได้โดยง่าย สะดวกสบาย และรวดเร็วที่สุด การนำนวัตกรรมเข้ามาเสริมทัพจะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการในการแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ กระทรวงฯ ได้วางแผนในระยะที่ 2 เพื่อขยายการให้บริการไปยังพี่น้องแรงงานไทยที่ทำงานในต่างแดนทั่วทุกมุมโลก ให้สามารถแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือได้จากทุกที่ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างไร้รอยต่อ" ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวถึงความเป็นมาและความร่วมมือในครั้งนี้ว่า "ความร่วมมือครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นย้อนไปเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดบ้าน สวทช. ต้อนรับ 5 กระทรวงหลัก ซึ่งกระทรวงแรงงานนับเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีความตั้งใจจริงอย่างยิ่งในการนำเอานวัตกรรมที่คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยไทยไปประยุกต์ใช้งานจริงเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน สวทช. มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้นำระบบ Traffy Fondue มาร่วมขับเคลื่อนงานบริการภาครัฐในครั้งนี้" ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการผลักดันการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน โดยเฉพาะการยกระดับบริการภาครัฐให้มีความทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีเป้าหมายที่จะใช้ระบบ Traffy Fondue เป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดรับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียนจากแรงงานไทย และติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลไทยเพื่อยกระดับการบริการประชาชนของภาครัฐ   ข้อมูลและภาพข่าวโดย กระทรวงแรงงาน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ WealthMagik และพันธมิตร จัดงานประกาศผลรางวัล  “Software Park – WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Awards Season 11”
 (28 สิงหาคม 2569) : ณ อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค นนทบุรี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์พาร์ค ร่วมกับบริษัท เว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด (WMSL / WealthMagik), สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ร่วมกันจัดงานประกาศผลรางวัลการประกวดแอนิเมชันด้านการเงินครั้งยิ่งใหญ่ ในโครงการ “Software Park - WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Awards Season 11” ภายใต้หัวข้อ “ลดความเสี่ยง เพิ่มความสุข อย่ากระจุก ต้องกระจาย” ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวว่า  “การพัฒนาเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องพัฒนาคนให้มีความรู้และทักษะที่พร้อมไปกับเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ทำให้คน “ใช้เทคโนโลยีเป็น” แต่ต้องสามารถ “คิดเป็น สร้างสรรค์เป็น และนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างคุณค่าให้กับตนเอง องค์กร และสังคมได้” โครงการนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่ช่วย Upskill ทักษะแห่งอนาคต ทั้งการคิดวิเคราะห์ การออกแบบเนื้อหา การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี เพื่อร่วมส่งต่อความรู้ทางการเงินอันเป็นประโยชน์สู่สังคมไทย”ดร.สมเกียรติ ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด (WMSL / WealthMagik) กล่าวว่า “โครงการเงินออมสร้างชาติริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริหารเงินออมและการลงทุนอย่างถูกวิธี การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ตั้งแต่วัยเยาว์ เปรียบเสมือนการวางรากฐานชีวิตที่มั่นคง เพื่อบ่มเพาะ “นักการเงินตัวน้อย” ที่ไม่เพียงดูแลตัวเองได้ แต่ยังพร้อมส่งต่อองค์ความรู้นี้กลับคืนสู่ครอบครัว จากพ่อแม่สู่ลูก จากบ้านสู่ชุมชน จนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้างอย่างยั่งยืน”ความสำเร็จและการเดินทางอย่างต่อเนื่องตลอด 11 ซีซั่นที่ผ่านมา เกิดจากการขับเคลื่อนและความร่วมมืออันเข้มแข็งจากภาคีพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งสมาคม TACGA, สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA), ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.), มูลนิธิกองทุนพัฒนาระบบตลาดทุน รวมถึงคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน ที่ได้สละทั้งเวลา องค์ความรู้ และประสบการณ์ มาร่วมถ่ายทอดเทคนิค จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มศักยภาพของผู้เข้าแข่งขัน  โดยในปีนี้ ผู้ชนะเลิศหมวด Cartoon Animation ประเภทนักเรียนนักศึกษา ได้รับเงินรางวัล 40,000 บาท ได้แก่ ทีม “Don’t tell” ผลงาน “นำโชค” จากวิทยาลัยสันตพล จ.อุดรธานี รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 รับเงินรางวัล  20,000 บาท ได้แก่ ทีม “ลิงถ้ำอดนอน” ผลงาน “สายมูอินเกินจน All in” และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 รับเงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ผลงาน เรื่อง “ปาร์ตี้ผู้กล้ากับการพิชิตแผนการเงิน” ทีม “ข่อนมังไกร”หมวด Short Animation ประเภทบุคคลทั่วไป รางวัลชนะเลิศ รับเงินรางวัล 50,000 บาท ได้แก่ ทีม “WrongDirection” ผลงาน “The Shadow Inflation” รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 รับเงินรางวัล 30,000 บาท ทีม “inJOY” ผลงาน “เก็บตังค์มาหลาย 100 ปี มาเสียท่าเพราะเงินกระจุกทั้งนั้น” และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 รับเงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ทีม “NOVA” ผลงาน “หอคอยแห่งการลงทุน”หมวด TikTok Content Animation ประเภทบุคคลทั่วไป รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “ไปไปมามา” ผลงาน “Mother Knows Best” มูลค่าเงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ ทีม “3 เจ๋ง” ผลงาน “แฟนเก่าหลบไป ประธานใหญ่จะเดิน” และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 รับเงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ จากทีม “Yelbmew” ผลงาน “Ready to Next Level” ซึ่งทุกรางวัลจะได้รับโล่รางวัล พร้อมเกียรติบัตรการร่วมเข้าแข่งขันประกวดผลงานหมวด Social Impact Viral Vote รางวัลชนะเลิศ หมวดการ์ตูนแอนิเมชัน ทีม “ลาบบ้านเฮา” ได้รับทุนการศึกษา 12,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 หมวด Tiktok Content Animation จากทีม “ไปไปมามา” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 8,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 หมวดนักเรียน นักศึกษา ทีม “ลิงถ้ำอดนอน”โครงการ Software Park - WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Awards ถือเป็นมหกรรมการแข่งขันแอนิเมชันทางด้านการออมที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในประเทศไทย เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา รวมถึงบุคคลทั่วไป สามารถแสดงศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะการเล่าเรื่องความรู้ด้านการเงินและการออม (Financial Literacy) ที่เป็นเรื่องซับซ้อน ให้กลายเป็นสื่อที่เข้าใจง่าย สนุก สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัยในยุคดิจิทัล เป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพเยาวชน บุคลากรไทย พร้อมยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและการลงทุนให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. โชว์ศักยภาพงานวิจัยพร้อมใช้ในงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 มุ่งผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์
วันที่ 27 สิงหาคม 2569  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทัพผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงบริการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร ร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2569 (IP x Venture Rise Thailand 2026: From Innovation to Income) จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวง อว. ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และภาคีเครือข่ายในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ Beyond Innovations: Turning Knowledge into National Power พร้อมด้วยนางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พณ. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหาร พันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ เข้าร่วม ณ hall 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี โอกาสนี้ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการของ สวทช. เพื่อติดตามความก้าวหน้าและร่วมเป็นกำลังใจให้กับนักวิจัยที่นำผลงานมานำเสนอภายในงาน โดย สวทช. ได้จัดเตรียมบริการจากสำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี (TLO) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร มาเปิดจุดให้บริการให้คำปรึกษาด้านการคุ้มครองสิทธิ การพัฒนานโยบาย ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่นักวิจัยและเครือข่ายพันธมิตรที่สนใจนำผลงานไปต่อยอดธุรกิจ นอกจากบริการให้คำปรึกษาแล้ว สวทช. ยังได้นำผลงานวิจัยเด่นที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจัดแสดงอย่างครบครัน อาทิ ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ นำเสนอวัสดุปลูกถ่ายกระดูก (OSSICURE Bone Graft) เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติสำหรับงานทันตกรรม (DentiiScan Trio) สารเสริมอาหารเทคโนโลยีซิงค์และแมกนีเซียมบิสไกลซิเนต และอิมัลเจลขิงผสมนาโนทองคำสำหรับสมานแผล ควบคู่ไปกับการจัดแสดงนวัตกรรมวัสดุขั้นสูง อย่างสารอินทรีย์เรืองแสง (Luminescent Organic Compounds) ที่สามารถประยุกต์ใช้เป็นตัวตรวจจับและแสดงสัญญาณสำหรับการวิเคราะห์ทางเคมีและชีวภาพได้อย่างแม่นยำ ทางด้านนวัตกรรมเกษตรและอาหาร สวทช. ได้นำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อย่างหลากหลาย ได้แก่ ครีมสมุนไพรนาโน Q-MAS สำหรับดูแลภาวะเต้านมอักเสบในโคนม ชุดตรวจวินิจฉัยสารพิษจากเชื้อรา MycoSMART การพัฒนาสารสกัดขิงมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีกักเก็บ NLC รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกใหม่ ทั้งสารเพิ่มความหนืด M-Thick สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะกลืนลำบาก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ Plant-Based อย่างอาหารพร้อมทาน Ve-Chick RTE และเครื่องดื่มโปรตีนสูง M-Pro Jelly Drink นอกจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ สวทช. แล้ว ภายในงานยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาที่น่าสนใจจากหน่วยงานพันธมิตรเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนอีกมากมาย ที่พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และประชาชนผู้สนใจ สามารถร่วมค้นหาโอกาสทางธุรกิจจากเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ได้ที่งาน IP x Venture Rise Thailand 2026 ณ ฮอลล์ 8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–19.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม https://vrthailand.tsri.or.th/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. โดย ENTEC ร่วมลงนาม “HOTNET” สร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานนิวเคลียร์
26 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย 13 องค์กร จัดตั้ง “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์” (Hub of Talents for Nuclear Energy Technology: HOTNET) โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อสร้างเครือข่ายองค์ความรู้และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รองรับการวิจัย พัฒนา ประเมิน และกำกับดูแลเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ตามมาตรฐานสากล โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. ร่วมเป็นสักขีพยาน การเข้าร่วม HOTNET ของสวทช. โดย ENTEC ครั้งนี้ เป็นการต่อยอดบทบาทด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ โครงสร้างพื้นฐาน และภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ โดยมุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมกับการใช้งานจริงและความต้องการของประเทศ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมลงนามในครั้งนี้ การขับเคลื่อน HOTNET เกิดจากการรวมพลังของ 13 หน่วยงานชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ 1. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) 2. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 3. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดย สถาบันพัฒนาศักยภาพบุคลากรการกำกับดูแลนิวเคลียร์และรังสี 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 5. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) 6. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 7. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ 8. บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด 9. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) 10. สมาคมสโมสรพนักงานทีโอที 11. กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) 12. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม 13. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) HOTNET สะท้อนความจำเป็นของประเทศไทยในการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีนิวเคลียร์และ SMR ซึ่งมีศักยภาพเป็นหนึ่งในทางเลือกของระบบพลังงานสะอาดในอนาคต การเตรียมบุคลากรและองค์ความรู้จึงมีความสำคัญต่อการประเมินศักยภาพเทคโนโลยี ความปลอดภัย ความคุ้มค่า รวมถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ก่อนนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในประเทศ ภายใต้เครือข่าย HOTNET สทน. ในฐานะหน่วยงานแกนกลาง จะทำหน้าที่บูรณาการองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ขณะที่ภาคีทั้ง 13 องค์กรจะร่วมกันขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาหลักสูตรและบุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนนักวิจัย และการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระดับนานาชาติ การรวมพลังของ 13 องค์กรครั้งนี้ จึงเป็นการวางรากฐาน “คน–องค์ความรู้–เทคโนโลยี–โครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการประเมินและเตรียมความพร้อมต่อเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์และ SMR พร้อมสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน ขอขอบคุณภาพข่าวจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)                             '  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไบโอเทค สวทช. จับมือ สผ. เปิดเวทีฟังความคิดเห็น (ร่าง) ระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม บัญชีระบบนิเวศ มุ่งผลักดันข้อมูลชีวภาพสู่นโยบายยั่งยืน
(26 สิงหาคม 2569) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ “(ร่าง) รายงานผลการศึกษาวิเคราะห์และจัดทำระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม (SEEA) บัญชีระบบนิเวศ” ณ ห้องพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ดร.ชาลินี คงสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการไบโอเทค กล่าวต้อนรับ และนายทรงวุฒิ ศรีสว่าง ผู้อำนวยการกองติดตามประเมินผลสิ่งแวดล้อม สผ. เป็นประธานเปิดงาน [caption id="attachment_90208" align="alignnone" width="2048"] การดำเนินงานครั้งนี้ ไบโอเทค ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญด้านระบบบัญชี SEEA ร่วมกับองค์ความรู้ด้านวนศาสตร์และระบบนิเวศ เพื่อประเมินประโยชน์ที่ได้รับจากบริการระบบนิเวศป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรไม้สัก ทั้งในเชิงกายภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมจัดทำข้อมูลในรูปแบบบัญชี SEEA ซึ่งเป็นมาตรฐานสถิติสากล โดยนำเสนอผลศึกษาใน 3 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ บัญชีทรัพยากรไม้สักในสวนป่าไม้สักภาคเหนือ บัญชีระบบนิเวศป่าไม้ในกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และบัญชีระบบนิเวศป่าชายเลนในพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง นอกจากนี้ยังได้พัฒนาต้นแบบระบบบริหารจัดการข้อมูล เพื่อสนับสนุนให้เกิดการจัดทำบัญชีได้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการกำหนดนโยบายบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวของประเทศอย่างยั่งยืน  นอกจากนี้ คณะนักวิจัยไบโอเทค สวทช. โดยงานกลยุทธ์และนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพ ฝ่ายแผนกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร นำโดย ดร.ยุวนันท์ สันติทวีฤกษ์ และทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) ร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำเสนอผลการติดตามการใช้ประโยชน์จากบัญชีระบบนิเวศในพื้นที่ศึกษานำร่อง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และพื้นที่สีเขียวคุ้งบางกะเจ้า เพื่อสะท้อนให้เห็นแนวทางการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์จริงในระดับพื้นที่ พร้อมเปิดเวทีรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อนำมาปรับปรุงรายงานผลการศึกษาให้สมบูรณ์ และตอบโจทย์การใช้งานของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ผลสรุปจากการสัมมนาและการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำไปปรับปรุงร่างรายงานผลการศึกษาฯ ให้สมบูรณ์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนเชิงประจักษ์สำหรับประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย การวางแผนยุทธศาสตร์ และการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมขับเคลื่อนเวทีนานาชาติ “IMSA 2026” หนุนมาตรฐานการวัดขั้นสูง เสริมศักยภาพประเทศสู่การแข่งขันระดับโลก
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์การวัดและเทคโนโลยี ครั้งที่ 2 (IMSA 2026) ภายใต้แนวคิด “Measurements for Efficiency, Innovation and Sustainability” หรือ “การวัดเพื่อประสิทธิภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านมาตรวิทยาและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตลอดจนเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายจากประเทศไทยและนานาชาติ เพื่อร่วมวางรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ นวัตกรรม และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ภายในงานมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนผู้แทนสถาบันมาตรวิทยาชั้นนำระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม และสถาบันวิจัยจากหลายประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ความแม่นยำในการวัดไม่ใช่เพียงประเด็นทางวิชาการ หากแต่เป็นรากฐานสำคัญของความน่าเชื่อถือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติของระบบเศรษฐกิจ การมีระบบการวัดที่เข้มแข็งและเทียบเคียงได้ในระดับสากล จะช่วยเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรม ยกระดับระบบนวัตกรรม และสนับสนุนให้ประเทศก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญ 6 มิติที่ถูกหยิบยกในการประชุม ประกอบด้วย วัสดุขั้นสูง พลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การสื่อสารและเทคโนโลยีเซนเซอร์ สิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยธรรมชาติ อาหารและสุขภาพ ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีแนวหน้าที่จะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางโลกในอนาคต และเป็นสาขาที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถอย่างจริงจัง ในโอกาสนี้ สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและภาคสังคมของไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัย มาตรฐานเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศ การประชุม IMSA 2026 นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การวัด เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ และสนับสนุนการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต “ผำพรีเมียม โปรตีน-วิตามินบี 12 สูง” ส่งเสริมผู้ประกอบการส่งสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรดไทย
สรุปใจความสำคัญ สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ยกระดับกระบวนการผลิต “ผำ” สู่การเป็นวัตถุดิบพรีเมียม คุณภาพสม่ำเสมอ พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เทคโนโลยีการผลิตผำแบบควบคุมการเพาะเลี้ยงด้วยระบบเซนเซอร์ติดตามสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ พร้อมใช้ LED ที่ควบคุมสเปรกตรัมและระดับความเข้มแสงเพื่อชดเชยแสงธรรมชาติที่ขาดหาย รักษาปริมาณและคุณภาพผลผลิตในแต่ละฤดูกาล พร้อมเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้ผำ พัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวตั้งแต่การล้างไปจนถึงการอบแห้ง เพื่อให้ได้ผำพรีเมียมสี กลิ่น รสดี คุณค่าทางโภชนาการสูง ผำที่ผลิตได้ มีโปรตีนมากกว่า 40 กรัม และวิตามินบี 12 มากกว่า 12 กรัมต่อน้ำหนักแห้ง 100 กรัม มีการต่อยอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ แปรรูปผำคุณภาพสูงสู่ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ เตรียมวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดและช่องทางออนไลน์ ทีมวิจัยและพันธมิตรมุ่งเป้าผลักดันผำสู่พืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผำ (wolffia) เป็นพืชน้ำท้องถิ่นที่คนไทยในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือบริโภคกันมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พืชเล็กจิ๋วชนิดนี้ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติมากขึ้นเพราะเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน อุตสาหกรรมอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพจึงเริ่มหันมาทดลองใช้ผำเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการหลายรายยังต้องเผชิญ คือ ความไม่คงที่ของกลิ่น สี รสชาติ รวมถึงปริมาณโปรตีน ทำให้การรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ทำได้ค่อนข้างยาก เพื่อแก้โจทย์ปัญหาดังกล่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะสำหรับควบคุมการเพาะเลี้ยงและแปรรูปผำประสบความสำเร็จได้ “ผำพรีเมียม” คุณภาพสม่ำเสมอ ทั้งสีเขียวสด กลิ่นหอม รสชาติดี มีโปรตีนสูง ปลอดเชื้อก่อโรค อีกทั้งล่าสุดยังได้ต่อยอดยกระดับพัฒนาผำให้มีปริมาณ “วิตามินบี 12” สูงขึ้น ไนเตรตต่ำลง พร้อมผลักดันสู่ผลิตภัณฑ์อาหารตอบโจทย์เทรนด์ตลาด สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ยกระดับเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง “ผำ” ผลผลิตสูง ควบคุมได้ หัวใจสำคัญของการผลิตผำเชิงอุตสาหกรรม คือ การควบคุมการผลิตให้มีคุณภาพและปริมาณผลผลิตคงที่ในทุกฤดูกาล ทีมวิจัยจากเนคเทคและไบโอเทค สวทช. จึงได้ร่วมกันศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของผำ และพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมกระบวนการผลิต [caption id="attachment_90167" align="aligncenter" width="750"] ดร.ศุภนิจ พรธีระภัทร ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.ศุภนิจ พรธีระภัทร ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. เล่าว่า ทีมวิจัยได้ร่วมกับกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. พัฒนาชุดอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) สำหรับตรวจวัดสภาพแวดล้อมที่เป็นตัวแปรสำคัญในการเพาะเลี้ยงผำ ประกอบด้วยเซนเซอร์วัดความเข้มแสง อุณหภูมิของน้ำและอากาศ ค่าความเป็นกรดด่างในน้ำ ปริมาณธาตุอาหาร และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้บอร์ดและแอปพลิเคชัน HandySense B-Farm ในการควบคุม เพื่อให้เกษตรกรติดตามข้อมูลการตรวจวัดจากเซนเซอร์แต่ละตัวได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ซึ่งเปิดดูได้ง่ายผ่านสมาร์ตโฟน “การเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว จะช่วยให้เกษตรกรปรับรูปแบบการเพาะเลี้ยงในแต่ละสภาพอากาศให้สอดคล้องกับสูตรการผลิตที่ทีมวิจัยช่วยออกแบบให้ได้อย่างเหมาะสมและทันการณ์ ทำให้สามารถรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตผำให้คงที่ได้ โดยผลจากการทดลองเพาะเลี้ยงผำด้วยตัวแปรที่เหมาะสมพบว่า มีอัตราผลผลิตคงที่ที่ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่เพาะเลี้ยง 1 ตารางเมตร ต่อรอบการผลิต 7 วัน ผำที่ผลิตได้มีปริมาณโปรตีนมากกว่า 40 กรัม และวิตามินบี 12 มากกว่า 12 กรัม ต่อผำแห้ง 100 กรัม” อย่างไรก็ดี จากการทดลองเพาะเลี้ยงผำร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิดมากว่า 2 ปี ทำให้ทีมวิจัยพบว่าสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไปในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูฝนที่มักมีเมฆมาก แสงน้อย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของผำ จึงนำเทคโนโลยีแสงเข้ามาประยุกต์ใช้ ผลที่ได้นอกจากช่วยให้ผำมีคุณภาพสม่ำเสมอแล้ว ยังเป็นผลดีส่งเสริมให้ผำมี “คุณค่าทางโภชนาการ” เพิ่มขึ้นด้วย ดร.ศุภนิจ เล่าว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคนิคการชดเชยแสงที่ขาดหายไประหว่างวันด้วยการเปิดไฟ LED ในพื้นที่เพาะเลี้ยงตอนกลางคืน โดยเลือกใช้แสงที่มีสเปกตรัม (สีของแสง) และระดับความเข้มของแสงที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงช่วยให้ปริมาณผลผลิตผำคงที่ แต่ยังช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีนและวิตามินบี 12 ได้อย่างมีนัยสำคัญ “นอกจากนี้ผลจากการเก็บข้อมูลการเพาะเลี้ยงผำอย่างต่อเนื่องมากว่า 2 ปี ยังทำให้ทีมวิจัยได้รับข้อมูลที่เพียงพอต่อการเริ่มพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์และประเมินปริมาณโปรตีนของผำในแต่ละรอบการผลิต เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจำหน่ายผำให้แก่อุตสาหกรรมปลายน้ำ ทดแทนการส่งตัวอย่างผำไปตรวจวัดปริมาณโปรตีนยังห้องปฏิบัติการในทุกรอบการผลิต ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี โดยหากการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ จะมีการนำระบบ AI นี้ไปผนวกรวมกับระบบ HandySense B-Farm เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้งานต่อไป” ปัจจุบันนอกจากใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะพัฒนาต้นแบบฟาร์ม “ไข่ผำพรีเมียม” ร่วมกับบรรจงฟาร์ม จังหวัดฉะเชิงเทราแล้ว ทีมวิจัยยังขยายผลเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงผำไปยังฟาร์มเครือข่ายภายใต้โครงการ IDA Platform อีก 10 แห่งใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย โดย สวทช. ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ในการผลิต ยกระดับการแปรรูปผำให้มีสี กลิ่น รสดี คุณค่าโภชนาการสูง การผลิตผำให้ได้คุณภาพสูงไม่ได้สิ้นสุดเพียงกระบวนการเพาะเลี้ยง เพราะขั้นตอนการล้างและการแปรรูปก็ล้วนมีผลต่อสี กลิ่น รส และคุณค่าทางโภชนาการ ด้วยเหตุนี้ เนคเทค สวทช. จึงต่อยอดการวิจัยจากการเพาะเลี้ยงสู่การพัฒนาเทคโนโลยีการล้างและการแปรรูปเป็นผำอบแห้ง โดยดำเนินการวิจัยและทดสอบเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องร่วมกับบรรจงฟาร์ม ซึ่งเป็นพื้นที่วิจัยหลักของโครงการมาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น [caption id="attachment_90166" align="aligncenter" width="750"] บรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และเจ้าของบรรจงฟาร์ม[/caption] บรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และเจ้าของบรรจงฟาร์ม เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการสนับสนุนพื้นที่ฟาร์มทดลองให้แก่ สวทช. มาจากการมีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานระบบเกษตรอัจฉริยะของ สวทช. ในการทำฟาร์มกุ้งมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมกุ้งของประเทศไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากโรคระบาดอยู่เป็นระยะ จึงมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องเตรียมอาชีพทางเลือกให้ผู้ประกอบการเครือข่าย เพื่อให้สามารถปรับตัวได้หากเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ขึ้นซ้ำในอนาคต “ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจร่วมกับ สวทช. ทดลองเพาะเลี้ยงผำตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ โดยเปิดพื้นที่บรรจงฟาร์มให้เป็นพื้นที่วิจัยและทดสอบเทคโนโลยี พร้อมร่วมพัฒนาองค์ความรู้ตั้งแต่การเพาะเลี้ยง การล้าง และการแปรรูป เพื่อวางรากฐานระบบการผลิตผำเชิงอุตสาหกรรม สำหรับเป็นต้นแบบให้ผู้ประกอบการในสมาพันธ์ใช้กระจายความเสี่ยงจากการเพาะเลี้ยงกุ้งในอนาคต” ในส่วนของกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว สวทช. ยังได้นำ 2 เทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยเรื่องการทำความสะอาดและแปรรูปผำมาทดลองใช้ที่บรรจงฟาร์ม เพื่อให้ได้ผำที่มีคุณภาพ สะอาดและปลอดภัย ก่อนขยายผลองค์ความรู้สู่ฟาร์มเครือข่ายต่อไป ดร.ศุภนิจ เล่าว่า ทีมวิจัยเนคเทค สวทช. ได้ร่วมกับ ดร.อภิชาติ สังข์ทอง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ พัฒนาอุปกรณ์ล้างผำด้วยนาโนบับเบิลร่วมกับก๊าซโอโซน โดยเทคโนโลยีนี้เป็นการล้างผำแบบน้ำเดียวเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการล้าง นาโนบับเบิลจะทำหน้าที่ช่วยดันน้ำออกจากเซลล์ผำ ทำให้ผำที่ได้สะอาดและมีปริมาณไนเตรตต่ำกว่าทั่วไป เหมาะแก่การใช้เป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ ส่วนโอโซนจะทำหน้าที่ฆ่าเชื้อซ้ำอีกครั้ง ทำให้บริโภคได้อย่างปลอดภัย และช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผำให้คงความสดได้นานขึ้น “อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ทีมวิจัยเนคเทค สวทช. ได้พัฒนาต่อ คือ เทคโนโลยีการอบแปรรูปเป็นผำแห้ง ด้วยเตาอบในระดับอุตสาหกรรม ที่ผ่านการดัดแปลงให้ฉายแสงสเปกตรัมและความเข้มแสงที่เหมาะสมในระหว่างการอบได้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการสูญเสียคุณค่าโภชนาการจากการนำผำมาผ่านความร้อนสูงได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผำที่ผ่านการอบด้วยวิธีการนี้ยังมีปริมาณโปรตีนและวิตามินบี 12 เพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักแห้ง และยังมีสีเขียวสด กลิ่นหอม รสชาติดี เหมาะแก่การใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม” ผู้ประกอบการปลายน้ำลุยต่อ เตรียมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในโมเดิร์นเทรด ผลผลิตคุณภาพสูง ปริมาณผลผลิตคงที่ คือ ปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการปลายน้ำใช้ในการตัดสินใจทำสัญญารับซื้อผลผลิตทางการเกษตร [caption id="attachment_90171" align="aligncenter" width="750"] สุพัตรา หาญเจริญ ผู้อำนวยการบริษัทแกรนด์ วูฟเฟีย จำกัด[/caption] สุพัตรา หาญเจริญ ผู้อำนวยการบริษัทแกรนด์ วูล์ฟเฟีย จำกัด เล่าว่า ตั้งแต่บริษัทตัดสินใจทำผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพจากผำ บริษัทได้เดินหน้าสำรวจวัตถุดิบจากแหล่งผลิตหลายแห่งในหลายภูมิภาคของประเทศไทย ก่อนตกลงทำสัญญารับซื้อผำแห้งจากบรรจงฟาร์มซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงผำของ สวทช. เพราะแม้ผำอบแห้งของฟาร์มนี้จะมีราคาค่อนข้างสูงกว่าแหล่งผลิตทั่วไป แต่สิ่งที่ได้คือ “ผำพรีเมียมที่มีคุณภาพคงที่ในทุกรอบการผลิต” นำไปแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่มได้หลากหลาย ที่สำคัญยังมีปริมาณโปรตีนและวิตามินบี 12 โดดเด่นกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไปด้วย “ผลิตภัณฑ์หลัก 2 ชนิด ของบริษัทแกรนด์ วูฟเฟีย ที่อยู่ในขั้นตอนการเตรียมขึ้นทะเบียนกับทาง อย. แล้ว คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโปรตีนใส สำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ และเครื่องดื่มชาเขียวชนิดไม่มีคาเฟอีน สำหรับผู้ที่ต้องการเติมความสดชื่นระหว่างวัน โดยทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการออกแบบให้เหมาะแก่ผู้บริโภคทุกวัย ทั้งด้านคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติ และเนื้อสัมผัส สำหรับผู้ที่สนใจติดตามการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ทาง Line @grandwolffia” [caption id="attachment_90169" align="aligncenter" width="750"] ปฏิมา โรจนตัณฑ์ กรรมการบริษัท ยุ้งปันหยา จำกัด[/caption] ปฏิมา โรจนตัณฑ์ กรรมการบริษัทยุ้งปันหยา จำกัด เล่าเสริมผ่านมุมมองของบริษัทที่ผลิตสินค้าสำหรับวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดว่า บริษัทได้ทำการประเมินผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ประเมินสินค้าจากโมเดิร์นเทรดชั้นนำของประเทศไทยแล้วว่า ผลิตภัณฑ์จากผำมีโอกาสทำตลาดได้ดีในประเทศไทยและอาจมีศักยภาพที่จะส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจขอรับการสนับสนุนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตผำคุณภาพสูงผ่านโครงการ IDA Platform ของ สวทช. เพื่อศึกษากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำด้วยตนเอง โดยหลังจากนี้หากมีความต้องการวัตถุดิบที่สูงขึ้น ก็จะใช้มาตรฐานของวัตถุดิบที่ผลิตได้ในปัจจุบันนี้เป็นข้อกำหนดในการรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรรายอื่นต่อไป “ผลิตภัณฑ์ผำอบกรอบ ขนมโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพในรูปแบบแผ่น คือ ผลิตภัณฑ์จากผำที่บริษัทกำลังเตรียมวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดของไทยภายใต้แบรนด์ GIN (จิน) ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยขนมชนิดนี้มีจุดเด่นที่ฉีกห่อแล้วหยิบรับประทานระหว่างวันได้ง่าย มีให้เลือกถึง 4 รสชาติ ทุกรสชาติผ่านการทดลองตลาดแล้วว่าอร่อยถูกใจทุกช่วงวัย สำหรับผู้ที่สนใจติดตามการวางจำหน่ายได้ผ่านเฟซบุ๊กเพจ GIN Happy Snacks” นอกจาก 2 บริษัทข้างต้น ยังมีอีกหลายบริษัทที่ได้ตัดสินใจเลือกนำผลิตภัณฑ์ผำที่ควบคุณการผลิตด้วยเทคโนโลยีจาก สวทช. ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะทุกบริษัทต่างเชื่อว่า การจะผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้ต้องเริ่มต้นจากการมีวัตถุดิบที่ดี ผลงานจากการทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการร่วมมือวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งจากภาครัฐและเอกชนในช่วงตลอดเกือบ 3 ปีนี้ กำลังเริ่มผลิดอกออกผลแล้ว โดยผู้มีส่วนร่วมกับภารกิจนี้ต่างคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สักวันหนึ่งผำจะก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของไทยได้สำเร็จ สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานเทคโนโลยี HandySense B-Farm และผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์ล้างและอุปกรณ์แปรรูปผำอบแห้ง ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณปกรณ์ สุพานิช ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 08 9311 1235 หรืออีเมล pakorn.sup@nectec.or.th และสำหรับผู้ที่สนใจติดตามการอบรมกระบวนการผลิตผำติดต่อสอบถามได้ที่ SMC Academy ทางอีเมล smc-academy@nectec.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
Biosafety เบื้องหลังความปลอดภัยนวัตกรรมชีวภาพ
ไบโอเทค สวทช. เปิดห้องปฏิบัติการโชว์ศักยภาพ “Biosafety” กลไกเบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมชีวภาพ ชูบทบาท “Technical Arm” สนับสนุนมาตรฐานทางชีวภาพครอบคลุมตั้งแต่ห้องวิจัย การผลิต จนถึงผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ควบคู่การถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาหลักสูตรอบรม พร้อมยกระดับระบบนิเวศความปลอดภัยของไทยอย่างยั่งยืน
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
นาโนเทค สวทช. เปิดตัว 3 นวัตกรรมจาก 3 พันธมิตร ร่วมยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดใหม่มูลค่าสูง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เดินหน้าผลักดันงานวิจัยด้านสารสกัดสมุนไพรสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เปิดตัว “เม็ดฟู่ จากอนุภาคขมิ้นชัน , ผลิตภัณฑ์ลดเลือนฝ้าแดดจากสารสกัดรกสุกร และผลิตภัณฑ์ต้านเชื้อราผิวหนังของสัตว์เลี้ยงจากสารสกัดทองพันชั่งและซาโปนิน” 3 ผลงานวิจัยจาก 3 พันธมิตรภาคเอกชนที่ผ่านการทดสอบโอกาสทางการตลาดและตัดสินใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ภายใต้โครงการ “การสร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดใหม่มูลค่าสูง” พร้อมจัดงาน “จากพลังผลงานวิจัย สู่ตลาดใหม่มูลค่าสูง” มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทยและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดมูลค่าสูงดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า นาโนเทคมีนโยบายในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยพัฒนาสมุนไพรไทย ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีความแตกต่าง และสามารถแข่งขันได้ในตลาดมูลค่าสูง โดยโครงการนี้เป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมต่องานวิจัยกับความต้องการของภาคธุรกิจ ผ่านการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปทดสอบกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ประเมินต้นทุน การผลิต แผนธุรกิจ และโอกาสทางการตลาด ก่อนตัดสินใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี“เราวางกลยุทธ์ให้โครงการนี้ทำหน้าที่เป็นทางลัดสู่นวัตกรรม โดยช่วยปิดช่องว่างระหว่างผลงานวิจัยกับการนำไปผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม ทั้งในด้านความเป็นไปได้ในการผลิต การลงทุน ต้นทุน ราคาขาย มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการยอมรับจากผู้บริโภค เมื่อผู้ประกอบการเห็นโอกาสและมีความมั่นใจในผลงาน จึงเข้าสู่ขั้นตอนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้งานวิจัยมีโอกาสไปถึงผู้ใช้ประโยชน์ได้จริง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและลดความเสี่ยงในการลงทุน” ดร.ภญ. อุรชากล่าวโครงการ “การสร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดใหม่มูลค่าสูง” ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบรวม 7 ผลงาน และมีภาคเอกชน 3 รายที่ผ่านการทดสอบตลาดและตัดสินใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้แก่ บริษัท เอชซี แอนด์ พีอาร์ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด กับผลงานกระบวนการผลิตอนุภาคขมิ้นชันเพื่อใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์เม็ดฟู่, บริษัท ไบโอ บลูม จำกัด ในเครือสระบุรีฟาร์ม กรุ๊ป กับผลงานผลิตภัณฑ์จากสารสกัดโปรตีนจากรกสุกรเพื่อใช้ในการลดเลือนฝ้าแดด และบริษัท เวทโปรดักส์ รีเซิร์ช แอนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด (VRI) กับผลงานผลิตภัณฑ์จากสารสกัดทองพันชั่งและซาโปนินสำหรับต้านเชื้อราที่ผิวหนังของสัตว์เลี้ยงดร. ภก.บุญทวี พิทักษ์ตันสกุล CEO บริษัท เอชซี แอนด์ พีอาร์ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกิดจากความตั้งใจที่จะช่วยยกระดับพืชเกษตรและพืชสมุนไพรในพื้นที่ให้สามารถสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มแก่เกษตรกร จากเดิมที่ส่วนใหญ่จำหน่ายในรูปวัตถุดิบ โดยมองการพัฒนาอย่างครบวงจรตั้งแต่ “ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ” ตั้งแต่การคัดเลือกและพัฒนาพืช การนำองค์ความรู้และงานวิจัยมาศึกษาคุณประโยชน์และสารสำคัญ การใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมาตรฐานและมีงานวิจัยรองรับ ไปจนถึงการทดสอบตลาดและสร้างช่องทางการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงเกษตรกร นักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมให้สามารถทำงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่าสำหรับผลงานที่บริษัทนำมาพัฒนาภายใต้โครงการ คือ Encapsulated Curcuminoid Effervescent Tablets หรือผลิตภัณฑ์เม็ดฟู่จากอนุภาคขมิ้นชัน ซึ่งนำเทคโนโลยี Encapsulated Curcuminoid มาผสานกับรูปแบบเม็ดฟู่ พร้อมใช้สารเสริมฤทธิ์ ได้แก่ Piperine และ UC-II เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสุขภาพข้อและระบบการเคลื่อนไหว โดยผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้รับผลตอบรับที่ดีจากการทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัคร และมีศักยภาพต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการและรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนาโนเทคจะช่วยเพิ่มคุณค่าและประสิทธิภาพของสารสำคัญ รวมถึงสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์มีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลก โดยบริษัทตั้งเป้าพัฒนาโมเดลที่สามารถต่อยอดกับพืชและสมุนไพรได้หลากหลายชนิด เพื่อยกระดับจาก “วัตถุดิบทางการเกษตร” สู่ “ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูง” และเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าที่สูงขึ้นน.ส. วรรณภา ชินชูศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอ บลูม จำกัด ในเครือสระบุรีฟาร์ม กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดโลกให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ นวัตกรรมจากธรรมชาติ และการใช้ทรัพยากรทางการเกษตรอย่างคุ้มค่า จึงมองเห็นโอกาสในการนำวัตถุดิบที่เหลือจากกระบวนการผลิตในภาคปศุสัตว์ โดยเฉพาะรกสุกร ซึ่งเดิมต้องกำจัดและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ มาพัฒนาต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยบริษัทได้เข้าร่วมโครงการจากความตั้งใจที่จะลดผลกระทบจากการกำจัดวัสดุเหลือทิ้ง และร่วมกับทีมนักวิจัยนาโนเทคศึกษาคุณสมบัติของรกสุกร ก่อนพัฒนาเป็นสารสกัดสำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอาง คือ ผลิตภัณฑ์ลดเลือนฝ้าแดดจากสารสกัดจากรกสุกร (Porcine Placenta Extract) ซึ่งสารสกัดจากรกสุกรมีองค์ประกอบสำคัญ อาทิ กรดอะมิโน เปปไทด์ วิตามิน และแร่ธาตุ โดยมีจุดเด่นด้านการยับยั้งการสร้างเม็ดสีและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเมลานิน รวมถึงคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ตอบความต้องการของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เติบโตต่อเนื่อง“ความร่วมมือกับนาโนเทค เป็นการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อกับความต้องการของภาคธุรกิจ ให้วัตถุดิบจากฟาร์มสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมได้จริง และทำให้เราเห็นชัดเจนว่า งานวิจัยไม่ได้จบอยู่ในห้องทดลอง แต่สามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้จริง” น.ส. วรรณภาย้ำด้าน น.ส. อรวรรณ อำนรรฆสรเดช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนา บริษัท เวทโปรดักส์ รีเซิร์ช แอนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด (VRI) กล่าวว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยมีศักยภาพทั้งด้านการผลิต มาตรฐาน และการส่งออก ขณะที่ตลาดให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัย และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำสมุนไพรไทยมาต่อยอดจากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสร้างมาตรฐานและหลักฐานรองรับ ทั้งนี้ VRI ภายใต้ Vet Products Group จึงเข้าร่วมโครงการเพื่อผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของนาโนเทคกับความรู้ด้านสุขภาพสัตว์และตลาดของภาคเอกชน เพื่อผลักดันงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้จริงและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้สำหรับผลงานของ VRI คือ ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสเปรย์บำรุงผิวหนังสัตว์เลี้ยงจากสารสกัดทองพันชั่งในรูปแบบนาโน ซึ่งนำสมุนไพรไทยมาพัฒนาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานสะดวก โดยคาดหวังว่าจะสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในตลาด Pet Health & Pet Care และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทยได้ ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง VRI และนาโนเทคได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย ทำให้งานวิจัยมีโอกาสก้าวจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง และต่อยอดความร่วมมือในโครงการอื่นในอนาคตได้โครงการ “การสร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดใหม่มูลค่าสูง” จึงนับเป็นรูปแบบการสนับสนุนงานวิจัยที่มุ่งสร้างโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงผลงานวิจัยที่มีศักยภาพ พร้อมทดสอบความต้องการของตลาดและประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจก่อนเข้าสู่กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยความสำเร็จของการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้ง 3 ผลงานนำร่อง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกลไกการนำงานวิจัยไปทดสอบกับตลาดก่อนถ่ายทอดสู่ภาคเอกชน ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการ ลดความเสี่ยงในการนำเทคโนโลยีไปลงทุน และเพิ่มโอกาสที่ผลงานวิจัยจะถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะมีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ส่วนนักวิจัยและ สวทช. สามารถต่อยอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมร่วมผลักดัน “สมุนไพรไทยจากงานวิจัย สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและตลาดโลก” อย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์