ผลการค้นหา :
นวัตกรรม “อวัยวะจำลอง” จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ช่วยแพทย์ฝึกผ่าตัดแม่นยำ
การฝึกทักษะหัตถการของแพทย์มีความสําคัญอย่างมากต่อการเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะในหัตถการที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความชำนาญสูง เช่น การผ่าตัดทำหมันเพื่อคุมกำเนิดแบบถาวรในเพศหญิง อย่างไรก็ตามโมเดลฝึกทักษะหัตถการที่มีในท้องตลาดปัจจุบันยังไม่สามารถจำลองให้เหมือนอวัยวะจริงสำหรับการฝึกหัตถการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาวัสดุนิ่มชนิดใหม่สําหรับการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อสร้างอวัยวะจําลองที่เสมือนจริงสําหรับใช้ในการฝึกทักษะหัตถการของแพทย์ในประเทศไทย โดยเฉพาะหัตถการการผ่าตัดทําหมันในเพศหญิงเพื่อคุมกําเนิดแบบถาวรซึ่งปัจจุบันยังไม่มีโมเดลท่อนําไข่จําลองเสมือนจริงสําหรับฝึกผ่าตัดทําหมัน
[caption id="attachment_84321" align="aligncenter" width="750"] ดร.รวิภัทร มณีโชติ[/caption]
ดร.รวิภัทร มณีโชติ ทีมวิจัยวัสดุเฉพาะทางสำหรับการประยุกต์ใช้ทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาโมเดลท่อนําไข่จําลองเสมือนจริงซึ่งผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติชนิดแอลซีดี (LCD 3D printing) และน้ำยาเรซินไวแสงสูตรจําเพาะ ทำให้โมเดลที่ได้มีรูปร่าง ลักษณะ และสมบัติเชิงกลคล้ายกับท่อนําไข่จริงของมนุษย์ ที่สําคัญท่อนำไข่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 1 มิลลิเมตร และมีความหนาเพียง 0.5 มิลลิเมตร ถือว่ามีขนาดเล็กมาก จึงยากต่อการผลิตด้วยวิธีอื่น ทําให้ท่อนําไข่จําลองที่พัฒนาขึ้นมีความเสมือนจริงมากที่สุดในปัจจุบัน
[caption id="attachment_84328" align="aligncenter" width="750"] โมเดลท่อนำไข่จำลองสร้างจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ[/caption]
“จากการทดสอบการใช้งานท่อนำไข่จำลองในการฝึกหัตถการโดยสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ประจำบ้าน พบว่าโมเดลท่อนำไข่ที่พัฒนาขึ้นมีความนิ่มเสมือนจริง ใช้ฝึกผ่าตัดทําหมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความมั่นใจในการผ่าตัด”
ทั้งนี้ ทีมวิจัยเอ็มเทคพัฒนาโมเดลท่อนําไข่จําลองสําหรับฝึกทําหมันร่วมกับภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และโปรแกรมเร่งพัฒนาศักยภาพและยกระดับความสามารถของนักวิจัยในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (RECO | Explore) ภายใต้หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
[caption id="attachment_84327" align="aligncenter" width="750"] แพทย์ทดสอบการฝึกทักษะหัตถการด้วยโมเดลท่อนำไข่จำลองจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ[/caption]
ดร.รวิภัทรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า น้ำยาเรซินไวแสงที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นยังมีข้อได้เปรียบกว่าวัสดุสําหรับการพิมพ์ 3 มิติชนิดอื่น คือ เป็นวัสดุนิ่ม มีความยืดหยุ่น สามารถปรับให้มีสมบัติเชิงกลคล้ายอวัยวะจริงได้ ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถต้านการเย็บได้สมจริง ที่สำคัญ คือ ยังสามารถใช้ผลิตโมเดลอวัยวะจําลองที่มีรูปร่างซับซ้อนหรือมีท่อกลวงคดไปมาได้ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีราคาย่อมเยา เช่น หัวใจ หลอดเลือด ท่อน้ำดี ท่อนําไข่ ซึ่งไม่สามารถผลิตได้โดยวิธีการหล่อด้วยแม่พิมพ์ทั่วไป
[caption id="attachment_84322" align="aligncenter" width="750"] ตัวอย่างอวัยวะจำลองจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ[/caption]
ด้วยสมบัติที่โดดเด่นกว่าวัสดุทั่วไปของน้ำยาเรซินไวแสงที่ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. พัฒนาขึ้น ส่งผลให้ผลงานวิจัยเรื่อง Customizable 3D-printed Soft Materials for Advanced Medical Uses ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ 3 รางวัล จากการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์นานาชาติภายในงาน International Exhibition of Inventions Geneva ครั้งที่ 49 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ได้แก่ รางวัล Silver Medal รางวัล FIRI Award for the Best Invention จาก The 1st Institute Inventors and Researchers in I.R.IRAN และรางวัล NRCT Honorable Mention Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สะท้อนถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนานวัตกรรมวัสดุขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์ทางการแพทย์
[caption id="attachment_84324" align="aligncenter" width="750"] ตัวอย่างอวัยวะจำลองจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ[/caption]
การพัฒนาโมเดลอวัยวะจำลองด้วยการพิมพ์ 3 มิติ ช่วยเพิ่มทักษะหัตถการให้แพทย์และนักศึกษาแพทย์ในประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดทางสู่การต่อยอดในการผลิตโมเดลอวัยวะเสมือนจริงสำหรับฝึกหัตถการวางแผนการผ่าตัดเฉพาะบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดความเสี่ยง และยกระดับความปลอดภัยในการรักษา นับเป็นอีกก้าวสำคัญของนวัตกรรมการแพทย์ไทยที่มุ่งสู่การพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน
[caption id="attachment_84330" align="aligncenter" width="750"] ได้รับรางวัลจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ International Exhibition of Inventions Geneva ครั้งที่ 49[/caption]
ผู้สนใจนวัตกรรมอวัยวะจำลองจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ดร.รวิภัทร มณีโชติ ทีมวิจัยวัสดุเฉพาะทางสำหรับการประยุกต์ใช้ทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4450 อีเมล: raviphat.man@mtec.or.th
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย เอ็มเทค สวทช.
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. โชว์ศักยภาพ EECi ในงาน SUBCON 2026 หนุนอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและ Industry 4.0
13 พฤษภาคม 2569 — ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมพิธีเปิดงาน SUBCON Thailand 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) สวทช. เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย งานดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) คาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจกว่า 9,000 คู่ สร้างมูลค่าความเชื่อมโยงทางอุตสาหกรรมรวมมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ยุทธศาสตร์ 5T ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า แม้โลกจะเผชิญความผันผวนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และปัญหาเงินเฟ้อ แต่ไทยกลับได้รับอานิสงส์ในฐานะ "พื้นที่ปลอดภัย" (Safe Haven) สำหรับการลงทุน สะท้อนจากยอด BOI ที่เติบโตกว่า 60% และทะลุ 1 ล้านล้านบาทในไตรมาสแรก โจทย์สำคัญคือการแปลงโอกาสเหล่านี้ให้ตกถึงมือ SME และประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นย้ำว่าภาคธุรกิจต้องเร่งนำ AI และดิจิทัลมาขับเคลื่อนองค์กร ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็น "ทางรอด" ของอุตสาหกรรมในระยะยาว
รองนายกรัฐมนตรียังได้นำเสนอยุทธศาสตร์ "5T" เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ได้แก่
Target — มุ่งเป้าอุตสาหกรรมศักยภาพ อาทิ EV, Smart Electronics, Wellness และหุ่นยนต์
Transition — เร่งปรับสู่พลังงานสะอาด
Transform — ลงทุนในเทคโนโลยีและพัฒนาคน ควบคู่กับการปฏิรูปกฎระเบียบผ่าน BOI Fast Pass ที่ช่วยให้การลงทุนจริงในไตรมาสแรกเติบโต 18%
Transparency — ยึดหลักโปร่งใสและตรวจสอบได้
Together — ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน เพื่อดึงจุดแข็งของไทยให้ยืนหยัดบนเวทีโลก
สวทช. ชู Industry 4.0 Platform ยกระดับการผลิตสมัยใหม่
ภายในงานดังกล่าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) ได้ร่วมนำผลงานและบริการออกแสดงในบูทนิทรรศการ โดย ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล ได้เข้าเยี่ยมชมบูทและให้การต้อนรับผู้ที่สนใจเข้าชมผลงาน ทั้งนี้ EECi มุ่งเน้นการนำเสนอบทบาทในฐานะพื้นที่นวัตกรรมสำคัญของประเทศที่พร้อมรองรับการวิจัย พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่ Industry 4.0 Platform นำเสนอบริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการเชื่อมโยงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละกิจการ และโรงงานต้นแบบการขึ้นรูปขนาดใหญ่และการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย เชื่อมต่อการผลิตสมัยใหม่และการตรวจสอบแบบไม่ทำลายขั้นสูง บูรณาการ Advanced Manufacturing, Non-destructive Testing Automation และ Robotics เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ รองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม
ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมและขอรับคำปรึกษาได้ที่ Hall 103 บูท G23 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2569
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมกับ BOI โชว์ศักยภาพ “ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทย” แบบครบวงจร ในงาน SUBCON THAILAND 2026
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยคุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เยี่ยมชมบูทนิทรรศการ สวทช. โดยมี ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) พร้อมนักวิจัยจาก สวทช. ให้การต้อนรับ
โดยครั้งนี้ สวทช. ได้ร่วมกับ BOI โชว์ศักยภาพระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ร่วมถึงการบริการวิเคราะห์ทดสอบระดับสากล: ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์กับ PTEC งานวิศวกรรมต้นแบบแม่นยำสูงจาก NFED เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์จาก TMEC และ ไฮไลต์งานวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศ EV:
- (earth) CME Platform: เปลี่ยนข้อมูลการเดินรถเป็นคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้จากความยั่งยืน
- (car) เทคโนโลยี Hardware in the Loop: การพัฒนาและทดสอบชุดควบคุมของชิ้นส่วนสำคัญในยานยนต์ไฟฟ้า
- (plant) โครงการ GEF 7: โมเดลขนส่งสาธารณะไฟฟ้าในพื้นที่ EEC
ขอเชิญทุกท่านมาร่วมขับเคลื่อนอนาคตไทยด้วยนวัตกรรมสีเขียวไปด้วยกัน โดยงานจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่: 13 - 16 พฤษภาคม 2569 เวลา: 10:00 - 18:00 น. ณ งาน SUBCON THAILAND 2026 ไบเทคบางนา
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ชูวิสัยทัศน์ “Research Engine” บนเวที ADB ขานรับนโยบาย อ.เชน ผสานความร่วมมือสากลเร่งการลงทุนใน “คนและนวัตกรรม” ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งอนาคต
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชียประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร - ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ในการประชุมเปิดโครงการ 2026 Country Operations Mission (COM) เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือปี พ.ศ. 2569–2572 ตอกย้ำความพร้อมของ สวทช. ในบทบาทการเป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศไทย” (Thailand’s Research Engine) ในฐานะกลไกหลักที่จะเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นในเวทีโลก ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงกลยุทธ์ด้านการลงทุนในคนและนวัตกรรม โดยมี Mr. Aaron Batten ผู้อำนวยการธนาคารพัฒนาเอเชียประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ
ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตของโลก (Global Polycrisis) ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรมนุษย์ ความสามารถในการแข่งขัน และความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจประเทศในยามที่เจอกับวิกฤต สวทช. ได้ปฏิรูประบบการทำงานผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” สู่การทำงานข้ามศาสตร์ที่มุ่งแก้โจทย์ความต้องการจริงของประเทศเป็นสำคัญให้ส่งผลกระทบสูงและเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง สอดรับกับนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น “คนตัวเล็ก” อย่างเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง ติดอาวุธนวัตกรรมให้กลุ่ม SMEs สู่การเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้านสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลควบคู่ไปกับการทลายกำแพงความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามความถนัดของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศในอนาคต
ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ชูประเด็นความร่วมมือกับ ADB ด้วยกลไกการลงทุนในคนและนวัตกรรม ซึ่ง “คน” คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของระบบนิเวศนวัตกรรม การผนึกกำลังกับ ADB เพื่อเร่งขยายผลการสร้างบุคลากรทักษะสูง (High-skilled Talent) ลดช่องว่างทางทักษะให้สอดรับกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ต้องการในสาขาต่าง ๆ อาทิ AI, Semiconductor, Wellness และพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและยกระดับประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้รับเทคโนโลยี สู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถในการกักเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศได้มากกว่าเดิม รวมถึงพัฒนาเยาวชนให้ "คิดเป็น" โดยใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเพื่อใช้งานจริง
นอกจากนี้ สวทช. ยังพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างความยืดหยุ่นและการเติบโตที่ครอบคลุม ผ่านการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อลดความเสี่ยงให้ภาคเอกชนในการปรับตัวสู่ยุค Industry 4.0 รวมถึงการใช้ผลงานวิจัยและพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะที่จะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร เสริมแกร่ง SMEs ไทยให้แข็งแกร่งพอที่จะแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาในภูมิภาค และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ด้วยการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง เพื่อให้ Research Engine นี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่นำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 และนโยบายของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง
โครงการ Country Operations Mission (COM) เป็นการประชุมเพื่อจัดทำแผนความร่วมมือระหว่างธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กับประเทศไทย ผ่านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการรวบรวมความต้องการเงินกู้และความช่วยเหลือทางวิชาการที่หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องการรับการสนับสนุนจาก ADB โดยโครงการที่บรรจุในแผน COM นี้ ไม่มีข้อผูกพันว่าจะต้องกู้เงินจาก ADB ซึ่งการประชุมนี้ฯ มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมทางหลวง กรมชลประธาน กรมควบคุมมลพิษ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และมหาวิทยาลัย ซึ่งจะฉายภาพให้เห็นตั้งแต่นโยบายของประเทศ ช่องว่าง และความต้องการในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นแนวทางให้ ADB นำเสนอรูปแบบความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยอย่างเหมาะสมและตรงจุดได้ต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เทคโนโลยีการผลิตส่วนประกอบดาวเทียมไทย แพ็กแบตเตอรี่และวัสดุสำหรับสภาพแวดล้อมสุดท้าทาย
สวทช. ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภาคีความร่วมมืออวกาศไทย (Thai Space Consortium: TSC) เพื่อวิจัยและพัฒนาดาวเทียมสัญชาติไทย สร้างองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากร รองรับการเติบโตอุตสาหกรรมอวกาศไทย ภายใต้การนำของ NARIT
เอ็นเทคจับมือเนคเทคพัฒนาแบตเตอรี่ดาวเทียม โดยมุ่งให้มีประสิทธิภาพรองรับสภาพอุณหภูมิสุดขั้ว มีเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือสูง ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาอยู่ในระดับ TRL 4
เอ็มเทคสนับสนุนการคัดเลือกวัสดุสำหรับการผลิตดาวเทียม ที่ต้องแข็งแรง น้ำหนักเบา และทนทาน พร้อมสนับสนุนการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ความร้อน โครงสร้าง และจำลองการทำงานของระบบดาวเทียม
องค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นจะเป็น หนึ่งในรากฐานสำคัญอุตสาหกรรมอวกาศไทย และสามารถต่อยอดไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุในระยะยาวได้
“ดาวเทียม” คือ หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยให้ประชากรโลกเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เช่น ข้อมูลพยากรณ์อากาศ ข้อมูลระบบนำทาง ข้อมูลรับมือภัยพิบัติธรรมชาติ รวมไปถึงการสื่อสารผ่านดาวเทียมในพื้นที่ห่างไกล
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภาคีความร่วมมืออวกาศไทยหรือ Thai Space Consortium (TSC) ในการวิจัยและพัฒนาดาวเทียมสัญชาติไทย สร้างองค์ความรู้ และพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมอวกาศไทยในอนาคต
ทั้งนี้การดำเนินงาน TSC เป็นการดำเนินงานภายใต้การนำของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.)
เอ็นเทคจับมือเนคเทคพัฒนาแบตเตอรี่ดาวเทียม
ดาวเทียมที่ภาคี TSC กำลังพัฒนามี 2 ดวง คือ “TSC-1” ดาวเทียมสำรวจเก็บข้อมูลภาพโลกเพื่อนำไปวิเคราะห์ด้านการเกษตร ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ อีกดวงหนึ่ง คือ “TSC-2” ดาวเทียมสำรวจดวงจันทร์ เพื่อการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ
[caption id="attachment_83848" align="aligncenter" width="400"] ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เอ็นเทค สวทช.[/caption]
ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เอ็นเทค สวทช. เล่าถึงการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ TSC ว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาต้นแบบแพ็กแบตเตอรี่เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักของดาวเทียมร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ โดยแพ็กแบตเตอรี่ทำหน้าที่จ่ายพลังงานขณะดาวเทียมโคจรเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่สามารถรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้ ความท้าทายในการพัฒนา คือ การออกแบบให้แบตเตอรี่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพ และระบบมีความน่าเชื่อถือสูง ภายใต้สภาวะอุณหภูมิที่สลับระหว่างร้อนจัดกับเย็นจัดตั้งแต่ประมาณ -20 ถึง 60 องศาเซลเซียส
ทีมวิจัยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการออกแบบการจัดเรียงและการเชื่อมต่อเซลล์แบตเตอรี่อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System: BMS) โดยดำเนินงานร่วมกับ ภัทรกร รัตนวรรณ์ วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีเทระเฮิรตซ์ (TRT) เนคเทค สวทช. และทีมวิจัยจาก NARIT
ดร.จิราวรรณ อธิบายว่า ระบบ BMS ที่พัฒนาขึ้นทำหน้าที่ควบคุม ตรวจวัด และป้องกันความผิดปกติของแบตเตอรี่ รวมถึงการติดตามสถานะและสั่งการจากระยะไกล เพื่อให้แพ็กแบตเตอรี่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง และรองรับการใช้งานในภารกิจอวกาศได้อย่างมีเสถียรภาพและเชื่อถือได้
“ทั้งนี้ทีมวิจัยได้เลือกใช้เซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (lithium-ion) ที่ผ่านการทดสอบการใช้งานในสภาวะอวกาศจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบ พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการผลิตแพ็กแบตเตอรี่ที่ถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนได้ในอนาคต
นอกจากนี้ทีมวิจัยยังออกแบบการใช้งานแบตเตอรี่ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดอายุภารกิจ 2 ปี โดยจำกัดช่วงการใช้งานไว้ที่ประมาณร้อยละ 20–30 ของความจุทั้งหมด เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานและรับมือการเสื่อมสภาพในระยะยาว เนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่มีการแปรผันของอุณหภูมิระหว่างร้อนจัดกับเย็นจัดส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการกักเก็บพลังงานและเร่งการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่”
ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาแพ็กแบตเตอรี่อยู่ในระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี (Technology Readiness Level: TRL) ระดับ 4 หรือการทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการ โดยต้นแบบได้ผ่านการทดสอบในสภาวะควบคุมแล้ว และอยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงการใช้งานจริง นั่นคือสภาวะสุญญากาศและสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสูง
เอ็มเทคกับการวิจัยวัสดุดาวเทียมและการทำ Simulation
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่นักวิจัย สวทช. เข้าไปมีส่วนร่วมในโพรเจกต์นี้ คือ การทำวิจัยเพื่อสนับสนุนการคัดเลือกวัสดุเพื่อใช้ผลิตดาวเทียม เนื่องจากวัสดุจะต้องมีน้ำหนักเบาและต้องทนทานต่อสภาพแวดล้อมสุดท้าทายด้วย
[caption id="attachment_83847" align="aligncenter" width="400"] ดร.ชินะ เพ็ญชาติ นักวิจัยทีมวิจัยวิศวกรรมน้ำหนักเบา เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.ชินะ เพ็ญชาติ นักวิจัยทีมวิจัยวิศวกรรมน้ำหนักเบา เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้คัดเลือกวัสดุจากปัจจัยด้านความแข็งแรง น้ำหนัก และความทนทาน ตัวอย่างกลุ่มวัสดุที่สนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ วัสดุโครงสร้างแบบแซนด์วิช (sandwich panel) ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นวัสดุสองชิ้นประกบกันและมีโครงสร้างภายในน้ำหนักเบา ทำหน้าที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของชิ้นงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการผลิตวัสดุลักษณะนี้ตามข้อกำหนดที่ต้องการ แต่องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการวิจัยครั้งนี้ต่อยอดไปสู่การยกระดับขีดความสามารถเทคโนโลยีการผลิตของผู้ประกอบการไทยในอนาคต รวมไปถึงการสนับสนุนทีมวิจัยจาก NARIT ในการทดสอบคัดกรองคุณสมบัติทางความร้อนของวัสดุประเภทต่าง ๆ เพื่อศึกษาความเหมาะสมในการออกแบบใช้งานในระบบระบายความร้อนภายในดาวเทียม”
นอกจากการทำวิจัยเพื่อสนับสนุนการคัดเลือกวัสดุ ทีมวิจัยจากเอ็มเทค ยังนำความเชี่ยวชาญเรื่องการสร้างแบบจำลองเสมือนด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ (computer simulation) มาใช้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้วย
ดร.ชินะ อธิบายต่อว่า ทีมวิจัยได้สนับสนุนทีมวิจัยภายใต้ภาคีฯ ในการใช้งานซอฟต์แวร์ต่าง ๆ สร้างแบบจำลอง วิเคราะห์การถ่ายเทความร้อน การกระจายอุณหภูมิ และความแข็งแรงของโครงสร้างดาวเทียมภายใต้สภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงการจำลองกลไกการทำงานของระบบดาวเทียม เช่น การกางแผงโซลาร์เซลล์เพื่อประเมินการทำงานเบื้องต้น ก่อนนำอุปกรณ์ที่ผลิตไปทดสอบสภาวะจริงในห้องสุญญากาศและห้องทดสอบอุณหภูมิ
“ในระยะต่อไปของการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตดาวเทียมสัญชาติไทย ทีมคาดว่าจะสามารถสนับสนุนการวิจัยเพิ่มในเรื่องการออกแบบการจัดวางอุปกรณ์ภายในยาน เช่น ตำแหน่งของแบตเตอรี่ และการจัดเรียงอุปกรณ์ในส่วนบรรทุก (payload) ซึ่งต้องคำนึงถึงทั้งการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า การควบคุมอุณหภูมิ และการป้องกันการชำรุดของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากแรงกระทำภายนอก ตั้งแต่ขั้นตอนการปล่อยยานอวกาศขึ้นไป จนถึงการปฏิบัติงานในวงโคจร”
จากการวิจัยเทคโนโลยีอวกาศ สู่การยกระดับเทคโนโลยีภาคพื้น
การวิจัยและพัฒนาแพ็กแบตเตอรี่และวัสดุสำหรับผลิตดาวเทียม ภายใต้ความท้าทายทั้งการออกแบบให้แข็งแรงทนทานสูง และใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพภายใต้สภาพแวดล้อมแบบสุดขั้ว คือองค์ความรู้สำคัญที่จะนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีภาคพื้นได้หลากหลาย
ดร.จิราวรรณ อธิบายว่า องค์ความรู้จากการพัฒนาแพ็กแบตเตอรี่สำหรับดาวเทียมนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง รวมถึงอุตสาหกรรมเฉพาะทางได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแบตเตอรี่ที่ใช้งานในกลุ่มนี้ต้องทำงานภายใต้สภาวะแวดล้อมที่รุนแรง และต้องมีความปลอดภัยระดับสูง ส่วนองค์ความรู้ด้านการคัดเลือกวัสดุและการออกแบบโครงสร้างที่เหมาะสม นำไปใช้พัฒนาวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแรงทนทานสูงสำหรับอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นแต่ยังคงตอบโจทย์มาตรฐานความปลอดภัยสากลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้
“องค์ความรู้ทั้งสองส่วนที่ทีมวิจัย สวทช. ร่วมกันพัฒนาจึงไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในรากฐานที่สำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทย แต่ยังต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมวัสดุ รวมไปถึงการต่อยอดใช้งานในอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ของไทย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศในอนาคต”
สำหรับผู้ที่สนใจติดตามความคืบหน้าของโพรเจกต์นี้ได้ที่ www.narit.or.th และติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย สวทช. ได้ที่นันท์ชญาน์ ชำนิ งานพัฒนาธุรกิจดิจิทัลและเครือข่ายความร่วมมือ สวทช. อีเมล nunchaya.chu@nstda.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย เอ็นเทค สวทช. และภาพที่สร้างโดย AI
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
คกก. สภาอุตฯ โคราช ลงพื้นที่เมืองนวัตกรรม EECi ศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และ การบริหารจัดการพื้นที่อุตสาหกรรมสมัยใหม่
(8 พฤษภาคม 2569 - สำนักงานใหญ่ EECi วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง)
ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กำกับดูแลเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) ให้การต้อนรับ คุณเจนจิรา กงทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และ คุณทรงวุฒิ อภิรักษ์ขิต ผู้อํานวยการสํานักบริการการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)
ดร.วุฒิฯ กล่าวต้อนรับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับทราบแนวทางการดำเนินงานเชิงนโยบาย พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของ สวทช. ซึ่งเราได้รับมอบหมายจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้พัฒนา EECi ให้เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยพลังของ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม EECi หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการในพื้นที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และก่อให้เกิดระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ ดร.วุฒิฯ ได้นำคณะดังกล่าวเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านวิทยาศาสตร์เพื่อการขยายขนาดงานวิจัยและการปรับแปลงเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เข้ากับบริบทของไทย ภายในเมืองนวัตกรรม ดังนี้
ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน : มีภารกิจหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าสู่Industry 4.0 โดยส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงาน
ห้องปฏิบัติการเซลล์เทคโนโลยีด้านพืชและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจ และยังช่วยในการปรับปรุงพันธุ์พืช รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาการผลิตพืชสายพันธุ์แท้ที่มีลักษณะตามความต้องการของตลาด
โรงเรือนอัจฉริยะ : ระบบปลูกพืชแบบกึ่งปิดที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม ด้วยระบบอัตโนมัติสำหรับการให้น้ำ ธาตุอาหาร อุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่าง ทำให้สามารถจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำสูง เพื่อนำไปสู่ข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป
โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ : ให้บริการวิจัยขยายขนาดกระบวนการการผลิตทางชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง โดยอาศัยจุลินทรีย์ตามธรรมชาติและจุลินทรีย์ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม โรงงานต้นแบบมีกระบวนการผลิตต้นน้ำ และมีกระบวนการผลิตขั้นปลายที่หลากหลายและครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลายประเภท
โรงงานต้นแบบการขึ้นรูปขนาดใหญ่และการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย : สนับสนุนการผลิตสมัยใหม่และการตรวจสอบแบบไม่ทำลายขั้นสูง บูรณาการ Advanced Manufacturing, Non-destructive Testing Automation และ Robotics อย่างครบวงจร ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมรองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและมุ่งสู่ Industry 4.0 อย่างยั่งยืน
ในโอกาสนี้ คณะจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ยังได้ร่วมหารือกับ EEC ใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย
ด้านกฎหมายและการบริหาร (Regulatory & Governance) : หารือเรื่องการลดขั้นตอนการอนุมัติ/อนุญาต (Red Tape Reduction) และรูปแบบ One-Stop Service (OSOS) รวมถึงกลไกการตัดสินใจที่รวดเร็วเพื่อนำมาปรับใช้กับ ของ NEEC (Northeastern Economic Corridor) หรือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ด้านการลงทุน (Investment Facilitation) : ศึกษายุทธศาสตร์การทำงานร่วมกันระหว่าง BOI และ EEC ในการให้สิทธิประโยชน์แบบ Customized Package และปัจจัยเชิงลึกที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจ
ด้านการพัฒนาพื้นที่ (Land & Industry Development) : หารือกระบวนการกำหนดผังเมือง (Zoning) ที่ยืดหยุ่น และรูปแบบการถือครองหรือเช่าที่ดินระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 11 พ.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
"ยศชนัน" หนุน Medical AI ขับเคลื่อน Wellness Thailand
อว.- สวทช. เดินหน้าพัฒนา Medical AI Platform ฐานข้อมูลกลางการแพทย์ ช่วยคัดกรอง-วินิจฉัยโรครวดเร็ว ประเดิม 2 นวัตกรรม ‘LiverSound' คัดกรองมะเร็งตับ - 'RAMAAI' วินิจฉัยภาพเอกซเรย์ทรวงอก จ่อขึ้นทะเบียน อย. .... >> อ่านต่อ
สวทช. จับมือ "Cyberport" ฮ่องกง ดันสตาร์ตอัป tech ไทยสู่ตลาดสากล
สวทช. โดย อวท. ชู "TSP Scale X Landing Program" ติดปีกสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลกเร็วขึ้น ลดต้นทุน-ความเสี่ยง พร้อมเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานวิจัยและทดสอบมาตรฐานสากล ... >> อ่านต่อ
เชิดชูบุคลากร ต้นแบบ “คนดีศรี อว.” ปี 68 : ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. มอบประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรี อว.” ประจำปี 68 แก่ 3 บุคลากร สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผอ.เนคเทค ดร.ณัฏฐพร พิมพะ นักวิจัยนาโนเทค และ ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยไบโอเทค ย้ำความสำเร็จของบุคลากรต้นแบบขององค์กร ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
สวทช. นำนวัตกรรมฟื้นชีวิตป่าชายเลน ร่วมจัดแสดงในงานสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ที่ จ.จันทบุรี
วันนี้ (10 พ.ค. 69) ณ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติรัชกาลที่ 9 จังหวัดจันทบุรี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในงานสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด "น้ำพระทัยสู่ทวยราษฎร์ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลน" (From Royal Grace to People : The mangrove Botanical Garden) โดยได้รับเกียรติจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ
ในการนี้ คณะผู้บริหาร สวทช. นำโดย ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พร้อมด้วย ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นางวรรณิพา ทองสิมา ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ นางรังสิมา ตัณฑเลขา ผู้อำนวยการโปรแกรมอาวุโส และคณะนักวิจัย สวทช. ได้เข้าร่วมงานเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ป่าชายเลน
สำหรับผลงานที่ สวทช. นำมาจัดแสดง เป็นการโชว์เคสนิทรรศการ “ฟื้นชีวิตป่าชายเลนไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ซึ่งนำเสนอแนวคิดการสร้างป่าที่แข็งแรงและยั่งยืนด้วยฐานข้อมูลพันธุกรรมที่แม่นยำ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การจัดทำฐานข้อมูลจีโนมป่าชายเลนครั้งแรกของไทย ครอบคลุมพืชมากกว่า 20 ชนิด เช่น วงศ์โกงกาง, วงศ์ถั่ว และวงศ์โปรง เพื่อวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรมและกลไกการปรับตัว ซึ่งนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟูป่าชายเลนเชิงลึก ทั้งการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และการเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมกับสายพันธุ์อย่างแม่นยำ พร้อมยกระดับการจัดการข้อมูลภาคสนามสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยมีการขยายผลการใช้งานจริงในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และสุราษฎร์ธานี
นอกจากนี้ ยังมีการนำ AI และนวัตกรรมวัสดุชีวภาพ มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ชายฝั่ง เช่น โครงสร้างชะลอคลื่นและดักตะกอนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความทนทานนานกว่า 10 ปีโดยไม่ต้องรื้อถอน
ทั้งนี้ สวทช. และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้วางทิศทางความร่วมมือต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569 - 2574) โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้านพืชป่าชายเลน หญ้าทะเล และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมระบบนิเวศชายฝั่งและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเลไทยอย่างยั่งยืน
สำหรับการสัมมนาดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 - 12 พฤษภาคม 2569 โดยเป็นเวทีวิชาการด้านป่าชายเลนระดับประเทศที่รวบรวมทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยต่อทรัพยากรป่าชายเลน งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้ามาร่วมปาฐกถาและบรรยายพิเศษ โดยมีผู้บริหารและนักวิจัย สวทช. ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในงาน อาทิ ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค ร่วมเวทีเสวนาเจาะลึกรากฐานงานวิจัยสู่อนาคตป่าชายเลนไทยที่ยั่งยืน, ดร.วิรัลดา ภูตะคาม รักษาการรองผู้อำนวยการไบโอเทค บรรยายเรื่องถอดรหัสพันธุกรรมพืชป่าชายเลนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟู, ดร.สาทินี ซื่อตรง นักวิจัยไบโอเทค บรรยายเรื่องความหลากหลายของชนิดพันธุ์ของราทะเลใน จ.ระยอง และ ดร.ปราโมทย์ ไตรบุญ นักวิจัยไบโอเทค บรรยายเรื่องความหลากหลายของพืชป่าชายเลนที่มีศักยภาพการใช้ประโยชน์และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“อ.เชน” คิกออฟค่าย Super AI Engineer Season 6 (Level 2) ปั้นนักพัฒนา AI ทักษะสูง ตั้งเป้าคนไทย 1 ใน 3 มีความรู้พื้นฐาน เปลี่ยนประเทศจาก “ผู้ใช้” สู่ “ผู้สร้าง”
เมื่อวันที่ 9 พ.ค.69 ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดค่าย Super AI Engineer Season 6 (Level 2) อย่างเป็นทางการ โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ผช.ดร.นงนุช เกตุ้ย หัวหน้าโครงการ Super AI Engineer Sesson 6 อุปนายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย และผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม To Be Number One เดอะไพน์ รีสอร์ท จ.ปทุมธานี
โครงการนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Digital Workforce Transformation โดยได้รับการสนับสนุนจาก บพค. เพื่อปั้นนักพัฒนาโมเดล AI ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า โครงการ Super AI Engineer ถือเป็นค่ายแรกๆ ที่จุดประกายให้คนไทยตื่นตัวและหันมาสนใจเรียนรู้ด้าน AI ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สามารถพลิกโฉมได้ทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศิษย์เก่าของโครงการได้เข้าไปเป็นกำลังสำคัญในองค์กรขนาดใหญ่ สถาบันการศึกษาชั้นนำ และหลายคนได้สร้างสรรค์ธุรกิจ Startup ด้าน AI ของตนเอง ซึ่งกระทรวง อว. และรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่
"เราตั้งเป้าหมายในการสร้างความรู้พื้นฐานด้าน AI (AI Literacy) ให้เข้าถึงคนไทยอย่างน้อย 1 ใน 3 ของประเทศ เพื่อรับมือกับคลื่น AI Disruption แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าในการสร้าง 'เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่' ให้กับประเทศ คือการเร่งสร้าง 'วิศวกร AI' และ 'นักวิจัย AI' ให้มีปริมาณมากขึ้น เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ AI ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก บางอย่างมีอายุเพียง 1-6 เดือน หากเราไม่มีองค์ความรู้ที่รู้ลึกและรู้จริง เราจะไม่สามารถก้าวตามโลกได้ทัน ค่าย Super AI Engineer จึงเป็นกลไกสำคัญที่ตอบโจทย์ในการสร้างขุมกำลังเหล่านี้ เปลี่ยนประเทศจาก "ผู้ใช้" เป็น "ผู้สร้าง" เทคโนโลยีได้" รมว.อว. กล่าว
โครงการ Super AI Engineer Season 6 ในปี 2569 นี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 10,457 คน ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การบ่มเพาะใน Level 2 จำนวน 157 คน ซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ใน Level 2 เน้นการเรียนรู้แบบผสมผสาน ควบคู่กับการเข้าค่ายบ่มเพาะเข้มข้นผ่านรูปแบบ Hackathon ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาทักษะจากโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม (Real-World Projects) และ โครงการมุ่งเน้นพัฒนาทั้ง Hard Skills และ Soft Skills
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“อ.เชน” นำคณะผู้บริหาร อว. บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ณ ชั้น ๑ อาคารปฏิบัติการวิทยุและโทรทัศน์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย โปรแกรม PhytoEX นาโนเทค จับมือเซเลป-เอกชน เปิดเวที “PhytoEX: Longevity Innovation In Action” ดันนวัตกรรมอายุยืนสู่เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย โปรแกรม PhytoEX นาโนเทค สวทช. จัดกิจกรรม “PhytoEX: Longevity Innovation In Action” ภายในงาน Asia Longevity Economy Summit 2026 และ Aging Innovation Expo 2026 ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) ร่วมกับพันธมิตรเซเลปและภาคเอกชนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม ตอบเมกะเทรนด์ของโลกด้าน Longevity ปูทางสู่ “ภาคีเครือข่ายผู้นำนวัตกรรมภายใต้เศรษฐกิจอายุยืนของประเทศไทย (Thailand Longevity Innovation Consortium)" ตั้งเป้าสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 1 พันล้านบาทภายใน 1 ปีหลังการก่อตั้ง ตอกย้ำการเป็น "เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ" ที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับสุขภาพ ความงาม สู่ความมั่งคั่งของประเทศ
ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจํานงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ขับเคลื่อนเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ โดยมุ่งเน้นนโยบาย “งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง” ยึดความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง ที่ผ่านมา สวทช. เปลี่ยนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยให้กลายเป็นคำตอบของประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกในโครงการ Battle และ Pre-battle ซึ่งเป็นภารกิจระยะเร่งด่วนที่ทำมาตลอด 4 ปี เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปใช้งานได้จริงในวงกว้าง ทั้งในมิติการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน
“Longevity ไม่ใช่แค่เทรนด์สุขภาพ แต่เป็น “เมกะเทรนด์โลก” ที่กำหนดทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น PhytoEX ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มวิจัย แต่กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” (Research Engine) ภายใต้ Longevity Economy เป็นกลไกที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำของความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ไปจนถึงปลายน้ำของอุตสาหกรรมและตลาดจริง สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ได้พันธมิตรทั้งผู้ประกอบการ OEM และกลุ่มเซเลบริตี้ได้เมาร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือ เพื่อต่อยอดสู่แผนระยะถัดไป คือ การจัดตั้งภาคีเครือข่ายผู้นำนวัตกรรมภายใต้เศรษฐกิจอายุยืนของประเทศไทย” ศ. ดร.ชูกิจชี้
ภาคีเครือข่ายผู้นำนวัตกรรมภายใต้เศรษฐกิจอายุยืนของประเทศไทย (Thailand Longevity Innovation Consortium) เป็นการรวมพลังของผู้เล่นหลักใน ecosystem อย่างครบวงจร ทั้งผู้ผลิตสารสกัด, โรงงานผู้ผลิตหรือ OEM, ผู้พัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์สุขภาพ, บริษัทด้านเวชศาสตร์ความงาม, กลุ่มเซเลบริตี้นวัตกร ตลอดจนมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและสร้างผลลัพธ์จริงในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่า ภายใน 1 ปีหลังการก่อตั้งเครือข่ายนี้จะสามารถสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดพันธมิตรคุณภาพสูงจากทั้งในและต่างประเทศ ให้เข้ามาร่วมยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย
ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลก จากมุมมองของชีวิตยืนยาวที่เป็นเรื่องอายุขัย สู่การให้ความสำคัญกับ“คุณภาพของชีวิตในระยะยาว” หรือ Longevity ที่ไม่ได้ต้องการเพียงมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องการมีสุขภาพที่ดี มีพลัง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพไปได้ยาวนานที่สุด ด้วยแนวคิดนี้ นาโนเทคจึงได้พัฒนาโปรแกรม PhytoEX ขึ้น โดยมี ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี เป็นผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงาน เพื่อยกระดับทรัพยากรสมุนไพรไทยให้กลายเป็นสารออกฤทธิ์มูลค่าสูง ที่มีงานวิจัยและเทคโนโลยีรองรับ และสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความงาม สุขภาพ และการดูแลในระยะยาวได้จริง
“งาน PhytoEX: Longevity Innovation In Action ในวันนี้ สะท้อนภาพ “นวัตกรรมสู่การใช้งานจริง” ผ่านความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ OEM และกลุ่มเซเลบริตี้ ซึ่งร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงาม พร้อมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์การต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นคุณเจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์, คุณอั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์, คุณจุ๋ย-วรัทยา นิลคูหา คุณต่อลาภ ไชยเชาวน์ จากบริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน), คุณกฤษณ์ แจ้งจรัส จากบริษัท เอ็ม. วาย. อาร์. คอสเมติคส์ โซลูชั่น จำกัด, ดร. กฤษฎา กิตติโกวิทธนา จากบริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด และภาคเอกชนจากหลายบริษัทมาร่วมขับเคลื่อนและยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทย” ดร. ภญ. อุรชากล่าว
ภายในงานยังมีไฮไลต์สำคัญ คือ การเปิดประสบการณ์การตรวจวัด “อายุชีวภาพ” ด้วยเทคโนโลยี Epigenetic Aging Clock ซึ่งเป็นเทคโนโลยีวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของหมู่เคมีบน DNA (DNA methylation) เพื่อประเมินระดับและอัตราการแก่ชราของร่างกาย พร้อมบอกความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการเสียชีวิตในระยะยาว โดยเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ PhytoEX ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์และผลิตภัณฑ์ ทั้งในระดับผิวหนังมนุษย์และในระดับคลินิก พร้อมกันนี้ ยังได้นำ 4 ผลิตภัณฑ์เวชสำอางต้นแบบที่พัฒนาจากสารออกฤทธิ์ของ PhytoEX มาเปิดตัว ได้แก่ Infinity Essence, Revitalize Cream, Celestial Sunscreen, และ Bioactive Hair Tonic นำเสนอศักยภาพของนวัตกรรมสารสกัดสมุนไพรของ PhytoEX ที่พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ในตลาดได้จริง
งาน PhytoEX: Longevity Innovation In Action นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมด้าน Longevity ของประเทศไทยในระยะยาว เผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ และภาวะชะลอตัวที่หลายประเทศพบเจอ ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับสุขภาพ ความงาม สร้างโอกาสบนสนามการแข่งขันใหม่ของโลกสู่ความมั่งคั่งของประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Meet the Food Expert by Food Innopolis
🌟🌟🌟 กิจกรรม Meet the Food Expert by FI ✨✨✨
📣📣📣 สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ในหัวข้อ“แนวทางการวิจัย พัฒนา ธุรกิจนวัตกรรมอาหารและส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่น" ซึ่งเป็นการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบ One on One ผ่านระบบ Zoom โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่น ✨ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่นอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงแนวทางการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มโอกาสและศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมอาหารและส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่นในตลาดปัจจุบันและอนาคต
💡👩🔬 โดย ศ.ดร. ภาวิณี ชินะโชติ President-elect of IUFoST (International Union of Food Science and Technology), Chair of FIRN และ คุณสุธีรา อาจเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช./ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Food Innopolis
🎯🎯 📅 วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 (45 นาที/บริษัท)
👉🏻 ลงทะเบียน ด่วน! ได้ที่ https://forms.gle/M5uQp2q9afo2VefR9
รับจำนวนจำกัด!
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 13 พฤษภาคม 2569 (หรือมีผู้สมัครครบตามจำนวนที่เปิดรับ)
ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกและแจ้งรายละเอียดทางอีเมล วันที่ 18 พฤษภาคม 2569
ℹ️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณมารุต ใจหลัก
☎️โทร. 025647000 ต่อ 71618
📧 อีเมล: marut.jai@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม


