หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
30th Anniversary Story of NSTDA: พัฒนาเศรษฐกิจชาติ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้แก่ภาคการผลิตยางพารา ด้วยการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม
  “ยางพารา” ไม่เพียงเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีผลต่อวิถีชีวิตของคนใต้เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันหล่อเลี้ยงชีวิตเกษตรกรเกือบทั้งประเทศ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพารามากถึง 64 จังหวัด เกี่ยวข้องกับชีวิตเกษตรกรชาวสวนยางมากกว่า 1 ล้านครัวเรือน ทว่าที่ผ่านมา ภาคการผลิตยางพาราทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ยังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง สัดส่วนการใช้ยางในประเทศยังมีน้อย ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก และแม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก แต่ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกวัตถุดิบแปรรูปขั้นต้น ซึ่งมีมูลค่าไม่สูงนัก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จับมือกับเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา และหน่วยงานพันธมิตร เดินหน้าวิจัยและพัฒนา เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการผลิตยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เร่งสร้างนวัตกรรมส่งเสริมภาคการผลิตยางพารา ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาสภาพน้ำยางไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้แก่ประเทศ   อุตสาหกรรมยางต้นน้ำ ช่วยเกษตรกรลดใช้สารเคมีผลิตน้ำยางสด การผลิตยางต้นน้ำ เอ็มเทค สวทช. มุ่งช่วยเกษตรกรลดการใช้สารเคมีในการผลิตน้ำยางสด โดยที่ผ่านมาน้ำยางสดที่กรีดจากต้นยางมีอายุการเก็บก่อนนำไปเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพียง 4-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นน้ำยางสดจะเริ่มเสื่อมสภาพ หรือที่เรียกว่า “ยางบูด” เกษตรกรผู้ผลิตน้ำยางสดจึงมักเติมแอมโมเนียหรือโซเดียมซัลไฟต์ (ยากันกรอก) เพื่อยืดอายุน้ำยางสด แต่ปัญหาที่พบคือ แอมโมเนียมีกลิ่นฉุน ระเหยง่าย และเป็นพิษต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม ขณะที่เมื่อใช้โซเดียมซัลไฟต์ มักจะทำให้เกิดฟองอากาศในยางแผ่น กลายเป็นยางแผ่นคุณภาพต่ำ ขายไม่ได้ราคา   [caption id="attachment_20408" align="aligncenter" width="1000"] น้ำยางสด[/caption]   [caption id="attachment_20404" align="aligncenter" width="1000"] สารบีเทพ (BeThEPS)[/caption]   ทีมนักวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง เอ็มเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยี “สารบีเทพ (BeThEPS)” ซึ่งสามารถใช้ทดแทนแอมโมเนีย มีประสิทธิภาพยืดอายุน้ำยางสดได้นาน 1-3 วัน ช่วยเกษตรกรลดความถี่ในการส่งน้ำยาง ลดต้นทุน น้ำยางสดที่ได้มีคุณภาพดี ทำให้แผ่นยางจับตัวรีดง่าย เกิดลายดอกชัดเจน เพิ่มปริมาณยางแผ่นรมควันคุณภาพดี ลดปริมาณยางตกเกรด ที่สำคัญคือไม่มีกลิ่นฉุน ปลอดภัยต่อสุขภาพเกษตรกรและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำมาตรฐานต่างๆ เช่น มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) รวมถึงแนวคิด Sustainable Natural Rubber Initiatives (SNR-i) ที่อาจเป็นข้อกีดกันทางการค้าในอนาคต ปัจจุบันมีการนำสารบีเทพไปใช้ในสวนยางพาราแล้วมากกว่า 3,700 ไร่   [caption id="attachment_20409" align="aligncenter" width="1000"] ยางแผ่นจากน้ำยางสดที่ใช้สารบีเทพ[/caption]   อุตสาหกรรมกลางน้ำ ช่วยผู้ประกอบการลดสูญเสียเนื้อยางผลิตน้ำยางข้น อุตสาหกรรมกลางน้ำ เอ็มเทค สวทช. ช่วยผู้ประกอบการไทยลดการสูญเสียเนื้อยางในการผลิตน้ำยางข้นให้เป็นศูนย์ หรือ Zero Rubber Waste  ด้วย “นวัตกรรม Grass” ช่วยดึงเนื้อยางจากของเหลือทิ้งให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ และทำให้มีรายได้เพิ่ม ประกอบด้วย Grass 0 ใช้ทดแทนกรดซัลฟิวริก สามารถรวบรวมเนื้อยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ขึ้นกับอายุของน้ำยาง แหล่งที่มาของน้ำยาง และปริมาณแอมโมเนียที่อยู่ในน้ำยาง และยังช่วยให้น้ำทิ้งมีสภาพเป็นกลาง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถัดมาคือ Grass 1 สารจับตัวน้ำยางสกิมประสิทธิภาพสูง สามารถรวบรวมน้ำยางสกิมได้มากกว่าร้อยละ 90 โดยน้ำหนัก ใช้ได้ทั้งน้ำยางสกิมใหม่และน้ำยางสกิมที่ได้จากน้ำยางสดเก่าเก็บ ทำให้ผลิตยางสกิมคุณภาพสูงได้มากขึ้น นอกจากนี้น้ำทิ้งไม่เป็นกรด และไม่มีซัลเฟตปนเปื้อน   [caption id="attachment_20410" align="aligncenter" width="1000"] นวัตกรรม Grass[/caption]   สำหรับ Grass 2  เป็นสารจับตัวน้ำล้างเครื่องปั่นน้ำยางประสิทธิภาพสูง จับตัวน้ำล้างเครื่องปั่นน้ำยางได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็ว ทำให้ได้เนื้อยางคุณภาพดี และสุดท้าย Grass 3 เทคโนโลยีการแยกเนื้อยางออกจากตะกอนน้ำยางหรือขี้แป้ง เพื่อนำยางกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งสามารถแยกสารอนินทรีย์เพื่อใช้ทำปุ๋ยหรือเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเซรามิก ปัจจุบันมีบริษัทรับถ่ายทอดเทคโนโลยี Grass แล้ว 5 บริษัท สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม มากกว่า 5,000 ล้านบาท   [caption id="attachment_20412" align="aligncenter" width="1000"] เนื้อยางที่แยกออกจากตะกอนน้ำยางหรือขี้แป้งเพื่อนำยางกลับมาใช้ใหม่[/caption]   นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาน้ำยางข้นเกรดพิเศษ เช่น นวัตกรรมพาราฟิต (ParaFit) น้ำยางพาราข้นแอมโมเนียต่ำสำหรับการผลิตหมอนและที่นอนยางพารา และการพัฒนาสูตรน้ำยางข้นแอมโมเนียต่ำมาก สำหรับผลิตภัณฑ์แอสฟัลต์ซีเมนต์เพื่อทำถนน ซึ่งนำไปใช้ทำถนนลาดยางแล้วระยะทาง 4,610 กิโลเมตร ใน 73 จังหวัด คิดเป็นมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า 4,000 ล้านบาท   อุตสาหกรรมปลายน้ำช่วยผู้ประกอบการพัฒนาสูตรยางคอมพาวด์ อุตสาหกรรมปลายน้ำ เอ็มเทค สวทช. ช่วยผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐ คิดค้นพัฒนา “สูตรยางคอมพาวด์” สำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทั้งนี้มีผู้ขอใช้บริการแล้วมากกว่า 50 บริษัท ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น ทีมนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พัฒนา ยางล้อตันประหยัดพลังงาน ซึ่งมีความทนทาน ประหยัดพลังงานมากถึง 60% ยางล้อตันมีอายุการใช้งานของดอกยางสูงกว่ายางล้อตันแบบเดิมประมาณ 2 เท่า ใช้พลังงานในการขับเคลื่อนน้อยลง ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนยางและค่าเชื้อเพลิงในการใช้งานรถฟอร์กลิฟต์ได้ถึง 60,000 บาทต่อคันต่อปี   [caption id="attachment_20413" align="aligncenter" width="1000"] ยางล้อตันประหยัดพลังงาน[/caption]   [caption id="attachment_20414" align="aligncenter" width="1000"] ยางล้อตันประหยัดพลังงาน[/caption]   ที่สำคัญยังมีงานวิจัยที่เตรียมพร้อมส่งมอบอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยีผลิตยางก้อนถ้วยไร้กลิ่นเหม็น ผลิตภัณฑ์ยางเพื่อการเล่นและการเรียนรู้ รวมถึงถุงมือยางโปรตีนต่ำมากเพื่อลดอาการแพ้ นวัตกรรมที่เป็นความหวังเพิ่มมูลค่าการส่งออกถุงมือยางของประเทศไทย เพราะปัจจุบันแม้จะส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ยังมีมูลค่าในการส่งออกน้อยกว่ามาเลเซียมาก   [caption id="attachment_20420" align="aligncenter" width="1000"] ยางก้อนถ้วยไร้กลิ่นเหม็น[/caption]   [caption id="attachment_20429" align="aligncenter" width="1000"] ผลิตภัณฑ์ยางเพื่อการเล่นและการเรียนรู้ "Para Plearn"[/caption]   [caption id="attachment_20415" align="aligncenter" width="1000"] ถุงมือยางโปรตีนต่ำมากเพื่อลดอาการแพ้[/caption]   [caption id="attachment_20418" align="aligncenter" width="1000"] ถุงมือยางโปรตีนต่ำมากเพื่อลดอาการแพ้[/caption]   ขณะเดียวกันยังมีงานวิจัยยางพาราร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น เอ็มเทค ร่วมกับเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา และคณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิต พัฒนา “หุ่นฝึกช่วยชีวิตจากยางพารา” ชุดอุปกรณ์แสดงข้อมูลขณะฝึกและเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติแบบสาธิต (AED Training) และยังได้ร่วมกับเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา จัดทำ “เอกสารการผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพดี” เผยแพร่ให้แก่เกษตรกรอีกด้วย   จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เอ็มเทค สวทช. ยังเร่งผลักดันการพัฒนา “มาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาง” โดยจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในระดับประเทศแล้ว 31 ฉบับ และระดับสากล ISO 2 ฉบับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก เช่น การกำหนดมาตรฐานยางล้อตันสำหรับรถฟอร์กลิฟต์ มอก. 2668-2558 การกำหนดมาตรฐาน ISO เส้นด้ายยาง (ISO 20058:2017 General purpose rubber thread – Specification, ISO 2321:2017 Rubber thread – Methods of test) ซึ่งประเทศไทยส่งออกเส้นด้ายยางเป็นอันดับ 1 ของโลก ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างความสำเร็จของการวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมด้านยางพารา ที่เอ็มเทค สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ได้มุ่งมั่นดำเนินการมากว่า 30 ปี เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกรไทย ตอบโจทย์เป้าหมายยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี และการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี ที่มุ่งให้คนไทยอยู่ดีกินดี บนฐานทรัพยากรที่ยั่งยืน   
ข่าว
 
บทความ
 
สวทช. นำ 11 งานวิจัยใช้จริง รพ. สนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ ช่วยป้องกัน โควิด-19 พร้อมเปิดบริการ 1 มิ.ย. นี้
ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิริธร :  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำ 11 นวัตกรรมป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ใช้ที่โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ ซึ่งบูรณาการการทำงาน 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทั้งนี้สามารถดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://waa.inter.nstda.or.th/stks/pub/2021/20210527-Introducing-11-innovation.docx https://waa.inter.nstda.or.th/stks/pub/2021/20210527-Introducing-11-innovation.pdf    
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เสริมแกร่งเยาวชนรุ่นใหม่ สร้างการเรียนรู้ พร้อมรับมือโควิด-19
เมื่อเร็วๆนี้ ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดกิจกรรมออนไลน์พูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ใน "Fun Science Buffet ตอน เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโควิด-19 และการป้องกัน”ทาง Zoom Webinar เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดทั่วโลก รวมถึงแบ่งปันประสบการณ์ในการรับมือไวรัสโคโรนาจากวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพร้อมประสบการณ์ตรงในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ นางฤทัย จงสฤษดิ์  ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวว่า  Fun Science Buffet เป็นโครงการที่รวม 4 โครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ 1.DESY Summer Student Program 2.โครงการไปประชุมกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลที่ประเทศเยอรมัน 3.โครงการ Global Young Scientists Summit (GYSS) 4.โครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย ซึ่งทั้ง 4 โครงการจะดูแล บ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ระดับประถมจนถึงนักวิทยาศาสตร์วิชาชีพรุ่นใหม่ที่อายุไม่เกิน 35 ปี โดยครั้งนี้จัดในหัวข้อ “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโควิด-19 และการป้องกัน” ซึ่งมีนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีความรู้มาร่วมแบ่งปันความรู้ เพื่อให้เยาวชนไทยรู้และเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ ยังเป็นการติดอาวุธให้เยาวชนสามารถดูแลตัวเองและรับมือกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาได้อีกด้วย โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร 6 ท่านที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ความรู้ในหัวข้อที่หลากหลาย อาทิ @ทำความรู้จักไวรัสวายร้าย เริ่มต้นจากการทำความรู้จักกับรูปร่างหน้าตา รวมถึงองค์ประกอบของไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งสามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้เป็น 4 กลุ่ม คือ อัลฟ่า เบต้า แกมม่า และเดลต้า ช่องทางการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส และอาการเมื่อร่างกายได้รับเชื้อ เช่น ไอ หายใจติดขัด มีไข้หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียนท้องร่วง รวมถึงการสูญเสียสัมผัสรับรสหรือดมกลิ่น นอกจากนี้ยังให้ความรู้เรื่องจุดกำเนิดของการระบาดแรกเริ่มจากประเทศจีนสู่ประเทศไทย การติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในสัตว์เลี้ยงทั้งต่างประเทศและในประเทศ โดยวิทยากรจากวิทยาลัยการแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  ดร.นายสัตวแพทย์สุทัศน์ แสงชูวงศ์ @การทำงานของไวรัสโคโรนา เป็นการเจาะลึกถึงกระบวนการทำงานของไวรัสโคโรน่าที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 โดย ดร.ภคพฤฒ คุ้มวัน จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ที่สอนให้น้องๆรู้จักพันธุกรรมของไวรัสก่อนจึงจะพัฒนาชุดตรวจซึ่งมีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็น 1.Rapid antigen (Ag) test ที่ใช้ตรวจโปรตีนของไวรัสในร่างกาย 2.Rapid IgM/IgG test เป็นชุดตรวจที่ใช้สำหรับตรวจแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกันที่สร้างแล้วหลังติดเชื้อ 1-2 สัปดาห์ 3.PCR & NAAT คือการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส และให้ความรู้เรื่องเทคนิคแลมป์ที่พัฒนาจากเทคนิค RT PCR จนเกิดเป็นชุดตรวจ COXY-AMP ที่สามารถตรวจวัดได้รวดเร็ว แม่นยำและสามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า @การป้องกันตนเองจากโควิด-19 เป็นการแชร์ประสบการณ์จากคุณหมอที่ดูแลคนไข้โควิด-19 ในช่วง peak of covid-19 ที่ระบาดในประเทศสหรัฐอเมริกา โดย พญ.ธมลวรรณ สุรเกียรติชานุกูล จาก University of  Virginia (UVA) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มาเล่าถึงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งการแบ่งปันประสบการณ์การดูแลตนเอง เช่น การใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม การล้างมือด้วยสบู่และน้ำเปล่า รวมถึงการฉีกวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน @รู้จักใช้อุปกรณ์ป้องกันปลอดภัยจากโควิด-19           หนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระบาดหนักคือการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันตัวทางการแพทย์ ในหัวข้อนี้บรรยายโดย ดร.ขจรวุฒิ อุ่นใจ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจองเกล้าธนบุรี ที่ได้ช่วยให้น้องๆ รู้จักอุปกรณ์ป้องกันตัวทางการแพทย์ เช่น หน้ากาก N95 ที่มีหลายประเภท ซึ่งบางประเภทที่ไม่เหมาะกับทางการแพทย์ เพราะไม่สามารถทนต่อการซึมซับของเหลวได้ รวมถึงความแตกต่างของชุด PPE ทั้ง 3 แบบ ได้แก่ 1.Standard PPE 2.Full PPE 3.Enhanced PPE `ที่มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของการป้องกันเชื้อและวัสดุที่ช่วยในการสะท้อนน้ำ ที่ป้องกันละอองฝอยเบื้องต้นได้ นอกจากนี้ยังเล่าถึงประสบการณ์ในการสร้างห้องแรงดันลบเพื่อฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินที่อุปกรณ์ขาดแคลนอย่างหนักจนต้องนำอุปกรณ์เดิมมาใช้งาน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรครวมถึงการคงประสิทธิภาพในการป้องกันของตัวอุปกรณ์ @เรื่องน่ารู้ของยารักษาโควิด-19           เมื่อเกิดโรคสิ่งที่ช่วยให้หายจากโรค คือ ยา ในหัวข้อนี้วิทยากร ดร.กังสะ อัมพรดนัย จาก University of Liverpool สหราชอาณาจักร ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของยา ความหมาย และกระบวนการผลิตยารักษาโรคตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงท้ายสุดที่ตัวยาออกสู่คนไข้ รวมถึงกระบวนการในการสังเคราะห์ยาที่ใช้ในการรักษาโรคที่เกิดจากไวรัสโคโรนา ซึ่งปัจจุบันเจาะกลุ่มยาที่ใช้เพื่อวิจัยและพัฒนาต่อได้ประมาณ 7 ชนิด ได้แก่  1.Chloroquine ที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย 2.Remdesivir 3.Favipiravir 4.Molnupiravir 5.Lopinavir/Ratonavir ซึ่งกลุ่มยาที่ใช้กับไวรัส 6.Bamlanivimab/Etesevimab 7.Casirivimab/Imdevimab ซึ่งทั้งสองชนิดเป็นยาในกลุ่มแอนติบอดี้ โดยได้ให้ความรู้ถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละประเภท รวมถึงอธิบายทำงานของยาดังกล่าวในการยับยั้งเชื้อไวรัสอีกด้วย @รู้จักวัคซีนและกลไกการทำงานของวัคซีนพิชิตโรค           วัคซีนถือเป็นอีก 1 สิ่งที่ช่วยรับมือกับการระบาดได้ ซึ่งในหัวข้อนี้ ดร.ทวีศักดิ์ เชี่ยวชาญศิลป์ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความรู้ในเรื่องกระบวนการพัฒนาวัคซีนสำหรับโควิด-19รวมถึงกระบวนการในการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีน พร้อมยกตัวอย่างประเภทของวัคซีน เช่น Inactivated vaccines หรือวัคซีนเชื้อตาย ที่นำไวรัสมาทำให้เสียสภาพหรือเสียความสามารถในการติดเชื้อ ที่มีข้อดีความเสถียร ตัวอย่างวัคซีนประเภทนี้ได้แก่ Sinovac และ Sinopharm จากประเทศจีน หรือประเภท Subunit vaccines (peptide) เป็นวัคซีนที่จำลองเฉพาะส่วนของโปรตีนของไวรัส ซึ่งมีข้อดีคือ ทำง่ายและมีความเสถียร เช่น Novavax ที่ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา และสุดท้ายคือ Non-replicating viral vector vaccines หรือการใช้ไวรัสเวคเตอร์ที่ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ด้วยตัวเอง ให้นำพาสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 เข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างภูมิคุ้นกัน ซึ่งมีข้อดีคือสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีมาก เช่น Sputnik V จากประเทศรัสเซีย รวมถึง AstraZeneca และ Johnson & Johnson ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอบคุณนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่มาจุดประกายและให้ความรู้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาและกระบวนการต่างๆ อีกทั้งยังช่วยให้เห็นว่าความรู้วิทยาศาสตร์อยู่รอบตัว และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ รวมถึงเรื่องของงานวิจัยซึ่งก็เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง เช่น การผลิตยา การพัฒนาวัสดุที่ใช้ป้องกันต่างๆ ที่มีคุณภาพได้นั้นล้วนมีส่วนประกอบที่มาจากงานวิจัยทั้งสิ้น จึงอยากฝากเยาวชนรุ่นใหม่ให้สนใจในจุดนี้ โดยอาจจะเริ่มต้นจากการทำโครงงานได้เช่นกัน และหากต้องการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ในหัวข้ออื่นๆ สามารถติดตามโครงการดีๆแบบนี้ได้ที่ facebook page : Sciencecamp หรือทางเว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/   ///////////////////////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดกิจกรรม“STEM in action: 5 Important Industries for developing EEC-STEM curriculum” หวังช่วยเพิ่มศักยภาพครูในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  โดย ฝ่ายวิชาการหลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ได้จัดกิจกรรมออนไลน์พัฒนาศักยภาพครูในกิจกรรม“STEM in action: 5 Important Industries for developing EEC-STEM curriculum” ผ่านโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กับโรงเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก  ซึ่งมีครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมทาง Zoom Webinar กว่า 160 คน เพื่อเข้ารับฟังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หลากสาขา ทั้งนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักวิชาการ ผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศมาให้ความรู้ สาระสำคัญเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่น่าสนใจของประเทศเชื่อมโยงต่อยอดกิจกรรมเพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนตามแนวทางสะเต็มศึกษา ทั้งนี้ กิจกรรมประกอบไปด้วยหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ 6 หัวข้อ ได้แก่ แนวทางการออกแบบการจัดการเรียนรู้ STEM Education and Industry 4.0 โดย นางฤทัย จงสฤษดิ์  ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ได้กล่าวถึง สถานการณ์โลกและกระแสความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนด้วยการศึกษาซึ่งเป็นดังกุญแจสู่อนาคต ครูผู้สอนจึงมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นและสร้างแรงบันดาลใจผ่านการออกแบบการจัดการเรียนรู้และเทคนิคการจัดกิจกรรมที่สร้างประสบการณ์ให้เด็กได้ลงมือทำ ได้คิดสร้างสรรค์ ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ตัวอย่างแนวทางการจัดกิจกรรมตามแนวทางสะเต็มศึกษา ได้แก่ กิจกรรมรถพลังงานลม กิจกรรมยานยนต์ล้อเดียว ด้าน อาจารย์ธนัชชา ชูพจน์เจริญ อาจารย์พิเศษ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  นักพัฒนาซอฟท์แวร์หุ่นยนต์ ที่ Mathworks, Natick, MA, USA และCEO บริษัทโคเอ็กซ์ซิส โรโบติกส์ จำกัด ได้บรรยายถึงหัวข้อ กฎเหล็กหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติกับสิ่งประดิษฐ์พลิกโลก  ว่าด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดจำกัดการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ แนวคิดพลิกโลกด้วยหุ่นยนต์และนวัตกรรมหุ่นยนต์ที่เริ่มมีบทบาทในการพัฒนาสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมการบริการรวมถึงอุตสาหกรรมบันเทิง สำหรับแนวทางในการจัดกิจกรรมหุ่นยนต์ในโรงเรียนต้องใช้ความรู้พื้นฐานเชิงบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ ด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ รวมทั้งทักษะกระบวนการทำงานในการพัฒนาหุ่นยนต์ เช่น teamwork โดยหัวใจหลักของกิจกรรมที่ทำให้สามารถดำเนินการสำเร็จได้ในโรงเรียน คือ นักเรียนได้ทำงานเป็นทีม มีครูผู้สอนทำให้เห็นเป็นตัวอย่างก่อน ต่อด้วย ดร.ปิติวุฒญ์ ธีรกิตติกุล อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และในฐานะนักเรียนทุน JSTP, สวทช. รุ่นที่ 1 กับการบรรยายถึงอนาคตของยานยนต์ ในหัวข้อ กล้า..หรือไม่กล้า...เมื่อยานยนต์ไร้คนขับ กล่าวว่า โลกของยานยนต์ในอนาคตที่มีแนวโน้มในการนำยานยนต์ไร้คนขับมาใช้งานมากขึ้น หลายคนเชื่อว่าจะเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนอนาคตและเปลี่ยนชีวิตของผู้คน แนวทางในการศึกษาพัฒนาต่อไปในอนาคตที่ต้องคำนึงถึงด้านจริยธรรมและความปลอดภัย เยาวชนจึงควรเรียนรู้ที่จะคิดวิเคราะห์และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์เป็นการเตรียมตัวรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ สำหรับวิทยากรท่านต่อไป ดร.ยุวเรศ มลิลา ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช. ในหัวข้อ มหัศจรรย์ของไข่สู่นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ซึ่งได้เล่าถึงการพัฒนานวัตกรรมจากไข่มีจุดเริ่มจากการแก้ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดและความต้องการเพิ่มมูลค่าด้วยการนำไข่ไก่มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบง่าย ๆ เช่น ไข่ต้มพร้อมรับประทานที่หาซื้อได้ง่ายในร้านสะดวกซื้อ ต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นไข่พาสเจอร์ไรส์รูปแบบต่างๆ ที่ต้องพัฒนากระบวนการพาสเจอร์ไรส์ให้ไข่ยังคงมีคุณสมบัติเชิงหน้าที่ได้ เช่น ไข่ขาวยังคงคุณสมบัติการเกิดโฟมเมื่อนำมาทำเบเกอรี่ และนวัตกรรมไข่ในอนาคตที่มีการนำวัตถุดิบอื่น เช่น พืชมาพัฒนาให้มีคุณสมบัติเหมือนไข่ เพื่อให้คนที่รับประทานมังสวิรัติสามารถทานได้ ซึ่งเป็นตัวอย่างแนวทางการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารที่ครูสามารถนำไปจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ และในด้านการเกษตรสมัยใหม่ที่พลาดไม่ได้ ในหัวข้อ สมาร์ทฟาร์มเปลี่ยนโลกสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน บรรยายโดย นายยงยุทธ เลารุจิราลัย เจ้าของ The FIGnature Garden จ. ชลบุรี Young Smart Farmer ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปลูกมะเดื่อฝรั่ง ได้เล่าถึงมะเดื่อฝรั่ง (FIG) เป็นผลไม้ที่อร่อย มีประโยชน์สูง ดีต่อสุขภาพและราคาสูง (ขี้นกับคุณภาพของผลผลิต) แต่ทั้งนี้การควบคุมคุณภาพ รสชาติของผลผลิตอาจจะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับฤดูกาล เช่น ฤดูฝน ผลจะไม่หวาน จึงมีการนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรเข้ามาใช้ในการปลูกในระบบโรงเรือน ติดตั้งหลอดไฟ LED เพื่อให้ได้แสงที่เหมาะสม ควบคุมการเปิด-ปิด ปากใบของต้นฟิก และมีการติดตั้งเซนเซอร์ต่างๆ เช่น เซนเซอร์วัดความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อควบคุมให้มีความชื้นเหมาะสม หากมีความชื้นในอากาศสูงระบบก็จะจ่ายน้ำน้อย แต่หากมีความชื้นต่ำก็จะจ่ายน้ำเพิ่มขึ้น ช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำ และเทคโนโลยี IOT ใช้ควบคุมระบบการให้น้ำและปุ๋ยทางช่วยให้ได้ในปริมาณที่เหมาะสม เป็นการลดต้นทุน ลดการใช้แรงงานคน และยังเพิ่มความแม่นยำในการผลิต และสุดท้าย ดร.ธงชัย กูบโคกกรวด ทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตและเวชสำอาง ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กับการบรรยายในหัวข้อ เสกมายากลเคมีและชีวเคมีสู่ผลิตภัณฑ์ชั้นยอด ได้เล่าให้ฟังถึงชีวภัณฑ์เพื่อเทคโนโลยีเวชสำอางและเทคโนโลยีเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมนำเสนอแนวทางการพัฒนางานวิจัยผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่เริ่มจากการสกัดสารสำคัญจากพืชสมุนไพรพื้นบ้านของไทย แล้วใช้เทคโนโลยีระดับนาโนสร้างฟิล์มห่อหุ้มอนุภาคของสารสำคัญมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น ช่วยกักเก็บสารสำคัญให้มีความคงตัว ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของสารสกัด โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการวิจัยหาสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างสารที่มีคุณสมบัติเป็นน้ำและน้ำมัน การเลือกใช้สารลดแรงตึงผิวมาช่วยให้น้ำกับน้ำมันสามารถก่อตัวเป็นฟิล์มได้ ซึ่งเป็นแนวทางการจัดกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ในชั้นเรียนได้ สำหรับท่านใดที่สนใจเข้ารับชมการบรรยายพิเศษในครั้งนี้ สามารถรับชมคลิปวีดีโอการบรรยายย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/sciencecamp.fanpage
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘จุรินทร์’ ลงพื้นที่ตรวจ รพ. สนามบ้านวิทย์ฯ’ 224 เตียง รองรับผู้ป่วยพิการติด โควิด-19 พร้อมเปิดบริการ 1 มิ.ย. นี้
For English-version news, please visit : NSTDA converts Sirindhorn Science Home to a COVID-19 field hospital for people with disabilities วันนี้ (26 พ.ค. 64)  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เพื่อเตรียมความพร้อมการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร เพื่อคนพิการ ซึ่งบูรณาการการทำงาน 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการบริหารจัดการเพื่อให้บริการผู้ป่วยพิการที่อายุระหว่าง 15-65 ปี ที่ได้รับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ทั้งนี้จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะเจ้าของพื้นที่ และผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมลงพื้นที่ ณ อาคารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นายจุรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมในทุกมิติ ทั้งนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีความรุนแรงและมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น และพบว่าปัจจุบันการป่วยจากการติดเชื้อ COVID-19 ในกลุ่มคนพิการ แม้จะมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับประชากรกลุ่มอื่นๆ แต่ยังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อจากคนในครอบครัวที่เป็นผู้ดูแล คนพิการ รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการดำเนินชีวิตของคนพิการเองที่จะต้องอาศัยการสัมผัสพื้นผิววัตถุและบุคคลอื่นๆ ทั้งนี้ โรงพยาบาลสนามแห่งนี้จะให้การดูแลทั้งคนพิการและครอบครัว ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและลดการสัมผัสระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการกับผู้ป่วย COVID-19 โดยมีภารกิจสำคัญที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเตรียมรองรับการดำเนินการอย่างเข้มแข็ง ดังนี้ 1) ด้านอาคารสถานที่และการจัดสภาพแวดล้อม และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ สนับสนุนโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวง อว. ซึ่งได้นำ 11 นวัตกรรมและระบบเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ป่วยระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาลสนามฯ อาทิ รถเข็นบังคับระยะไกลส่งของให้ผู้ป่วย COVID-19 ทั้งจาก สวทช. และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) เครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวีซี เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อและฆ่าเชื้อ ระบบ TTRS (เครื่องช่วยสื่อสารสำหรับคนหูหนวก) เปลปกป้อง (เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ) เป็นต้น 2) ด้านการแพทย์ อุปกรณ์การตรวจรักษา/เวชภัณฑ์ และหลักสูตรการอบรมเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย COVID-19 สนับสนุนโดย สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินภารกิจหลักในการรักษาอาการป่วยบนฐานของการเชื่อมประสานระบบเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตที่สอดคล้องกับความต้องการของคนพิการ 3) ภารกิจด้านสวัสดิการสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ และสิ่งของอุปโภคบริโภค สนับสนุนโดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวง พม. ทำหน้าที่ในการประสาน ส่งต่อ และให้ความช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการในระหว่างที่คนพิการและครอบครัวพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลสนาม รวมถึงวางแผนการให้ความช่วยเหลือและติดตามภายหลังคนพิการและครอบครัวหายจากอาการป่วยและปลอดเชื้อ COVID-19 เดินทางกลับสู่ครอบครัวและชุมชน“ผมเชื่อมั่นว่าพลังการขับเคลื่อนในครั้งนี้ จะสร้างระบบการให้บริการของโรงพยาบาลสนามที่สามารถตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการและสามารถอำนวยความสะดวกให้คนพิการและครอบครัว ในการดำรงชีวิตในระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสนามได้อย่างเหมาะสม ทั้งอาคารสถานที่และระบบเทคโนโลยี รวมถึงระบบอุปกรณ์ทางการแพทย์และการดูแลของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่จะหมุนเวียนกันมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ โดยจะพร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่มุ่งมั่นสืบสานพันธกิจร่วมกัน และนำสู่การขยายผลต้นแบบโรงพยาบาลสนามที่เหมาะสำหรับทุกคนขยายไปสู่ทั่วประเทศต่อไป” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า กระทรวง อว.สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขสถานการณ์โรคโควิด-19 ด้วยการดำเนินงานแบบบูรณาการงานของ อว. โดยใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ ยา และวัคซีนโดยได้พัฒนาวัคซีนป้องกันCOVID-19 สำเร็จ 3 ชนิด ด้วยเทคโนโลยีระดับเดียวกับนานาประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการทดสอบในอาสาสมัครเป็นกระบวนการทดสอบในขั้นสุดท้าย คาดว่าปลายปีจะเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อจำหน่าย และแจกจ่ายในประเทศพร้อมทั้งส่งออกไปยังต่างประเทศ นอกจากนี้ สวทช. โดยนักวิจัยไบโอเทคยังได้สังเคราะห์สารตั้งต้นยา ‘ฟาวิพิราเวียร์’ สำเร็จ ทดแทนวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ เหล่านี้ถือเป็นหนึ่งตัวอย่างของความก้าวหน้าในการพัฒนางานวิจัยของคนไทยเพื่อใช้ผลิตเป็นยาต้านโรคโควิด-19 รวมถึงได้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และทุกภูมิภาค และการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการในครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการทั้ง 3 กระทรวง ถือเป็นโรงพยาบาลสนามเพื่อคนพิการแห่งแรกและเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ด้วย“กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำของคนพิการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีงานวิจัยในหลายด้านที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนพิการ ทำให้มีความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้แต่ละหน่วยงานร่วมกันบูรณาการกันในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อคนพิการ ที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย โดยใช้ชื่อว่า “โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ” ใช้พื้นที่บริเวณห้องพักชั้น 5 ถึงชั้น 10 ของอาคาร สามารถรองรับผู้ป่วยได้จำนวน 224 เตียง ซึ่งนอกจากความพร้อมด้านสถานที่แล้ว สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ยังได้นำ 11 ผลงานนวัตกรรมที่ใช้ได้จริงมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อลดการแพร่กระจายและฆ่าเชื้อในพื้นที่โรงพยาบาลสนามฯ ขณะเดียวกันยังช่วยอำนวยความสะดวกแก่คนพิการและครอบครัวด้วยเช่นกัน” อนึ่งเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ในขณะนั้น) โดย สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อ “บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร” (Sirindhorn Science Home: SSH) เพื่อดำเนินโครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร (Permanent Science Camp) เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับเด็กและเยาวชนผู้มีความสนใจและมีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อว. ยังได้ใช้บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ให้แก่ผู้มีความบกพร่องทางด้านร่างกายมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์นโยบายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมในสังคมไทยด้วย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ที่ทวีความรุนแรงและขยายวงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อประชากรไทยในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพิการที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสและติดเชื้อ อีกทั้งยัง ขาดโอกาสในการเข้าถึงระบบดูแลสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันมีรายงานคนพิการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แต่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสนามทั่วไป หรือ Hospitel บางแห่งได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อความพิการเฉพาะด้านนั้นๆ การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามสำหรับคนพิการแห่งนี้ เป็นการบูรณาการงานร่วมกันเพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง“กระทรวงสาธารณสุขพร้อมสนับสนุน ทีมผู้ดูแลรักษา อันประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล ทีมสหวิชาชีพและเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติงาน ที่เตรียมการวางระบบการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อใช้ในการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเหมาะสมกับความพิการ และสามารถติดตามถ่ายภาพเอกซเรย์ปอดอย่างต่อเนื่องเพื่อเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาที่พักรักษาตัว รวมทั้งเตรียมแผนการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลกรณีฉุกเฉิน โดยจัดเตรียมรถพยาบาลรองรับภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง โดยกระบวนการรับข้อมูลผู้ป่วยคนพิการจะมีการประสานงานรับเรื่องจากทั้งสายด่วนคนพิการ และสายด่วน 1668 เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สุดท้ายนี้ในนามกระทรวงสาธารณสุขขอขอบพระคุณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ที่ให้ความร่วมมือในการดูแลคนพิการในครั้งนี้” นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้ตระหนักและ มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยได้ร่วมกับองค์กรด้านคนพิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการเชื่อมโยงการให้ความช่วยคนพิการและครอบครัวที่เจ็บป่วยและได้รับผลกระทบในสถานการณ์ COVID-19 โดยได้ตั้งคณะทำงานช่วยเหลือคนพิการ ภายใต้ชื่อ ‘ทีมเรามีเรา’ ประกอบด้วย นักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาสังคม ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือคนพิการ เพื่อรับแจ้งเหตุ/เฝ้าระวัง ประสานส่งต่อ ดำเนินการและติดตามการให้ความช่วยเหลือคนพิการที่ติดเชื้อ COVID-19 ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด โดยการประสานหาสถานที่รักษาพยาบาลตามอาการติดตามอาการและให้คำแนะนำปรึกษาในระหว่างรอเข้ารับการรักษาพยาบาล ให้คำแนะนำ เสริมกำลังใจ จัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภคทางไปรษณีย์ วางแผนการติดตามและให้ความช่วยเหลือหลังจากได้รับการรักษาอาการป่วยเรียบร้อยแล้ว ผ่านการให้บริการศูนย์ช่วยเหลือสังคมสายด่วน 1300 และ สายด่วนคนพิการ 1479 รวมถึงแอปพลิเคชัน TTRS กรณีคนพิการทางการได้ยินและสื่อความหมาย เพื่อให้คนพิการได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมปราศจากการเลือกปฏิบัติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ได้ประสาน ติดตามและให้กำลังใจคนพิการและครอบครัวกว่า 500 ราย พบว่าส่วนใหญ่ มีรายได้ไม่เพียงพอ มีปัญหาการว่างงาน ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ขาดรายได้ และมีความวิตกกังวลจาก COVID-19 รวมถึงผู้ดูแลคนพิการที่ประสบปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลคนพิการ ซึ่งการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในครั้งนี้ จะทำให้เกิดการบูรณาการการให้ความช่วยเหลือคนพิการและครอบครัวที่ติดเชื้อ COVID-19 ได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้กระทรวง พม. ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันจัดตั้งโรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ ที่มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างครบครัน โดยมุ่งหวังให้เป็นโครงการต้นแบบ (Prototype project) ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของคนพิการในการเข้าถึงบริการและใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อรักษาอาการป่วยในกลุ่มคนพิการที่ติดเชื้อ COVID-19 แต่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย ให้มีความปลอดภัยที่สุด ขอร่วมเป็นกำลังใจในการก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน     เอกสารแนะนำ 11 นวัตกรรม
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
BearconCAM” กล้องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะ ตัวช่วยคัดกรองผู้เสี่ยงโควิด-19 ทุกสถานการณ์
เมื่อหนึ่งในอาการที่ต้องเฝ้าระวังของโควิด-19 คือ อุณหภูมิร่างกายสูง 37.5 จากการคัดกรองด้วยเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ ดังนั้นประสิทธิภาพและความแม่นยำของเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ จึงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องให้ความสำคัญในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงติดโรคโควิด-19 ล่าสุดหนึ่งในผู้ประกอบการด้าน IoT platform เปิดตัวนวัตกรรม “BearconCAM” กล้องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะแบบไร้สัมผัส ใช้เพื่อคัดกรองโรคโควิด-19 ที่สามารถขยายกลุ่มสู่งานอีเว้นท์ระดับจังหวัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี หรือ SUCCESS โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อสร้างรากฐานให้ผู้บริหารกิจการ ผู้ประกอบการธุรกิจ เจ้าของธุรกิจเทคโนโลยี และ กลุ่มสตาร์ทอัพ (Startup) ให้สามารถเติบโตและขยายฐานลูกค้าได้อย่างมั่นคง ด้วยกระบวนการเรียนรู้ การบ่มเพาะ และหนุนเสริมกลไกการสนับสนุนต่างๆ นายภลลกร พิมพ์สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบร์คอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรม “BearconCAM” กล้องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะแบบไร้สัมผัส เนื่องจากพบว่าเครื่องวัดอุณหภูมิโดยทั่วไปที่ใช้สำหรับคัดกรองในสถานที่ต่างๆ เดิมทีจะต้องใช้ทรัพยากรบุคคลเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิ ทำให้มีความล่าช้า รวมถึงผู้คัดกรองอาจมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อจากผู้ป่วยได้ง่าย และไม่มีการเก็บประวัติใบหน้าและอุณหภูมิ ที่สำคัญคือไม่สามารถนำไปใช้งานกลางแจ้งหรือบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงได้ จึงเป็นที่มาของการพัฒนานวัตกรรม “BearconCAM” ซึ่งเป็นกล้องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะแบบไร้สัมผัส ที่สามารถตรวจวัดอุณหภูมิผ่านข้อมือโดยไม่สัมผัสอุปกรณ์มีระบบตรวจจับการใส่หน้ากากอนามัยพร้อมเสียงเตือน รวมถึงมีการเก็บประวัติใบหน้าอุณหภูมิ เวลาที่ตรวจวัดและพิกัดบริเวณที่ทำการตรวจวัดเพื่อนำข้อมูลไปใช้ภายหลังได้ “ จุดเด่นของ BearconCAM  นอกจากสามารถวัดอุณหภูมิได้แบบไม่ต้องสัมผัสอุปกรณ์แล้ว ยังสามารถตรวจวัดได้อย่างแม่นยำ โดยคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.3 องศาเซลเซียส (°C)  สามารถตรวจวัดได้ 20-30 คน/นาที ตัวเครื่องประกอบด้วยเลนส์คู่ ซึ่งช่วยป้องกันการปลอมแปลงใบหน้า เช่น การนำภาพถ่ายมาสแกนแทนใบหน้าจริง อีกทั้งยังสามารถใช้งานทั้งในอาคาร และกลางแจ้งได้ เนื่องจากมีระบบ sensor 2 ตัว ได้แก่ TOF (time of flight) Sensor สำหรับตรวจจับระยะห่างวัตถุ เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำในระยะที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งช่วยให้ตัวเครื่องสามารถแยกได้ระหว่างอุณหภูมิร่างกายกับอุณหภูมิอากาศ และ Temperature Sensor สำหรับตรวจวัดอุณหภูมิที่ข้อมือและส่งผลไปยังระบบประมวลผล โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บบนระบบ Cloud Server ซึ่งหน่วยงานสามารถมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์ได้ที่หน้า dashboard รวมถึงการเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการนำไปงานจริงแล้วที่งานตรุษจีนประจำจังหวัดนครสวรรค์ที่ผ่านมา รวมถึงงานใหญ่ประจำปีอย่างงาน “ยอสวย ไหว้สา พระญามังราย ครบรอบ 725 ปีจังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งขณะนี้ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ได้ทำการขอซื้อเพื่อนำมาติดตั้งที่สนามกีฬาของเทศบาล และได้ทำการส่งมอบเรียบร้อยแล้ว รวมถึงเทศบาลจังหวัดนครสวรรค์ด้วยเช่นกัน ” นายภลลกร กล่าว นายภลลกร กล่าวด้วยว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ เกิดจากการได้รับการบ่มเพาะและการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจจากโครงการ SUCCESS  ซึ่งเดิมทีทางบริษัทตั้งเป้าหมายไว้เป็นกลุ่มของโรงเรียนในสังกัดของภาครัฐ อย่าง อบต. หรือเทศบาล ซึ่งก่อนเข้าร่วมโครงการยังไม่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งได้เพราะการทำงานกับภาครัฐจะต้องมีกระบวนการและขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร แต่หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการ SUCCESS `จึงได้รับคำแนะนำ ทำให้สามารถแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ และเกิดการต่อยอดความคิดสู่การขยายกลุ่มเป้าหมายจากโรงเรียนสู่หน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ ที่อยู่ในการดูแลกำกับของ อบต.และเทศบาล นอกจากนี้ โครงการ SUCCESS ยังสนับสนุนในเรื่องของการออกบูธและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งช่วยทำให้นวัตกรรมเป็นที่รู้จักและมีพื้นที่สื่อมากขึ้นอีกด้วย นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) สวทช. กล่าวว่า โครงการ SUCCESS เป็นโครงการที่จะช่วยสร้างรากฐานให้ผู้ประกอบการด้าน ธุรกิจดิจิตัล ซอฟต์แวร์ และไอซีทีทุกประเภท รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจนาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ และอื่นๆ ให้สามารถเติบโต และขยายฐานลูกค้าได้อย่างมั่นคง ด้วยกระบวนการเรียนรู้ การบ่มเพาะ และกลไกการสนับสนุนต่างๆ  เช่น การวินิจฉัยธุรกิจเพื่อประเมินถึงความเป็นไปได้และการเติบโตของธุรกิจ การอบรมหรือเวิร์กชอปที่มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการและ Startup ได้มีทักษะทั้งในด้านธุรกิจและการบริหารองค์กร การพบที่ปรึกษาด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ แบบ 1 ต่อ 1 ที่ช่วยเตรียมความพร้อมในการพบนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการตลาด การคิดวิเคราะต้นทุนราคาขายหรือการจัดโปรโมชั่น รวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างรายได้ สร้างพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ขยายฐานลูกค้า สร้างพันธมิตรภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ และพาออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปีนี้ ผู้ประกอบการสร้างรายได้รวมกว่า 750 ล้านบาท มีมูลค่าการลงทุนเพิ่มกว่า 147 ล้านบาทและมีการจ้างงานเพิ่มกว่า 190 ราย หรือนับเป็นมูลค่ากว่า 49 ล้านบาท ทั้งนี้ในปี 2564 โครงการ SUCCESS 2021 ร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำ เพื่อให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยี และ Startup ได้รับโอกาสจับคู่ธุรกิจเพื่อต่อยอดเทคโนโลยีร่วมกับภาคเอกชนชั้นนำ และหน่วยงานวิจัยระดับแนวหน้า โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี หรือ SUCCESS 2021 (รุ่นที่ 19) ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ที่โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 81493, 081 9131828 อีเมล seksun.sungsook@nstda.or.th หรือติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครโครงการและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ www.nstda.or.th/bic/ และเฟซบุ๊กเพจ www.facebook.com/NstdaBIC/  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เยาวชนไทยเจ๋ง คว้า 6 รางวัล บนเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลก
For English-version news, please visit : Thai students win awards at Regeneron ISEF 2021 22 พฤษภาคม 2564 : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมแสดงความยินดีกับทีมเยาวชนไทยคว้า 6 รางวัลจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับโลก Virtual Regeneron International Science and Engineering Fair (Regeneron ISEF 2021) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-21 พฤษภาคม 2564 โดยมีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์กว่า 1,834 คน จาก 64 ประเทศ รวมถึง 49 มลรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับโลก “Virtual Regeneron International Science and Engineering Fair (Regeneron ISEF 2021)” ถือเป็นเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในระดับโลก เพื่อเป็นการพัฒนา ส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์มาสร้างสรรค์เป็นผลงานผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเผยแพร่สู่สาธารณชน โดยคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนก้าวสู่การเป็นนักวิจัยสร้างสรรค์ผลงานต่อไป “ในนามของ สวทช. ขอแสดงความยินดีกับทีมเยาวชนไทยที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยอีกครั้งกับการคว้า 6 รางวัลจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับโลก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นต่อไปมีใจรักและสนใจวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์ และในอนาคตจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวต่อไป” ดร.ณรงค์ กล่าว รางวัลที่ทีมเยาวชนไทยได้รับในปีนี้รวม 6 รางวัล แบ่งเป็นรางวัล Grand Awards 4 รางวัล และรางวัลพิเศษ Special Awards อีก 2 รางวัล ได้แก่ รางวัล Grand Awards อันดับ 1 สาขา Computational Biology and Bioinformatics ได้แก่ “โครงงานการประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อทำนายฤทธิ์ทางชีวภาพของลิแกนด์ในกระบวนการค้นหายามุ่งเป้าของโรคมะเร็งปอด สำหรับโมเลกุลเป้าหมาย EGFR”  พัฒนาโดยนายณัฐกันต์ แสงนิล และนายภูริ วิรการินทร์ อาจารย์ที่ปรึกษา นายบัณฑิต บุญยฤทธิ์ และนายธนศานต์ นิลสุ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ (จากโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ Young Scientist Competition: YSC 2021) รางวัล Grand Awards อันดับ 2 สาขา Chemistry ได้แก่ “โครงงานการพัฒนาเครื่องมือตรวจสอบไอออนโลหะหนักชนิดกระดาษ” พัฒนาโดย นายกิจการ นำสว่างรุ่งเรือง นายดวิษ บุญยกิจโณทัย และนายธิติ เถลิงบุญสิริ อาจารย์ที่ปรึกษา ดร.สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ (จากโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ Young Scientist Competition: YSC 2021) รางวัล Grand Awards อันดับ 4 สาขา Animal Sciences  ได้แก่ “โครงงานการพัฒนาการเพาะเลี้ยงด้วงเต่าต้นแบบสู่การควบคุมแมลงศัตรูพืช” พัฒนาโดยนางสาววรินยุพา งานเจริญวงศ์ ด.ญ. นัยน์ปพร กำหอม และ ด.ช. ธนกร ศิลาพันธุ์ อาจารย์ที่ปรึกษา นายอัครวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (มอดินแดง) (จากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ) รางวัล Grand Awards อันดับ 4 สาขา Biomedical and Health Sciences ได้แก่ “โครงงาน “นวัตกรรมชุดทดสอบเหงื่อสามฟังก์ชันเพื่อการวิเคราะห์ระดับไมโครของปริมาณแคลเซียม ฟอสเฟต เเละค่ากรดเบส สู่การประเมินภาวะเสี่ยงโรคกระดูกพรุน” พัฒนาโดยนายพัฒฒ์ พฤฒิวิลัย นายกฤษฏิ์ กสิกพันธุ์ และนายกรวีร์ ลีลาอดิศร อาจารย์ที่ปรึกษา ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (จากโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ Young Scientist Competition: YSC 2021) รางวัลพิเศษ Special Awards อันดับ 1 สาขา Life Science จาก Sigma Xi, The Scientific Research Honor Society  สำหรับโครงงานที่มีความยอดเยี่ยมในการทำงานวิจัยสหสาขาวิทยาการ (the best demonstration of interdisciplinary research) จากการนำเสนอผลงานในหัวข้อ โครงงาน “นวัตกรรมชุดทดสอบเหงื่อสามฟังก์ชันเพื่อการวิเคราะห์ระดับไมโครของปริมาณแคลเซียมฟอสเฟต เเละค่ากรดเบส สู่การประเมินภาวะเสี่ยงโรคกระดูกพรุน” โดยนายพัฒฒ์ พฤฒิวิลัย นายกฤษฏิ์ กสิกพันธุ์ และนายกรวีร์ ลีลาอดิศร อาจารย์ที่ปรึกษา ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์  โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (จากโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ Young Scientist Competition: YSC 2021) รางวัลพิเศษ Special Awards อันดับ 3 จาก The American Chemical Society (ACS) จากการนำเสนอผลงานสาขาเคมี ในหัวข้อ “รงควัตถุดัดแปรคลอโรฟิลล์จากสารสกัดของวัชพืชเพื่อเป็นสีย้อมไวแสงอินทรีย์สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสง:การศึกษาขั้นต้นในเชิงการดัดแปรโครงสร้าง” โดย นายสพล ไม้สนธิ์ นายเสฏนันท์ ทรวงบูรณกุล และ นายศุภวิชญ์ พรหมโคตร จาก โรงเรียนกำเนิดวิทย์  (จากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ) ในปีนี้ประเทศไทยได้ส่งโครงงานจากเยาวชนไทยเข้าร่วมแข่งขันรวม 16 ทีม โดยการสนับสนุนของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นาโนเทค สวทช. ส่งมอบหน้ากากอนามัย n-Breeze ให้โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมด้วย ดร.วรล อินทะสันตา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน นำหน้ากากอนามัย n-Breeze จำนวน 3,500 ชิ้น โดยแบ่งออกเป็น หน้ากากอนามัย n-Breeze M02 จำนวน 1,000 ชิ้น และหน้ากากอนามัย n-Breeze M03 จำนวน 2,500 ชิ้น ให้แก่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน โดยมี ผศ.นพ.วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.ดร.พรสวรรค์ เหลืองวุฒิวงษ์ หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยาและอิมมิวโนโลยี เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารราชนครินทร์ โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นักวิชาการไทย ค้นพบพืชวงศ์ขิง 8 ชนิดใหม่ของโลก และรายงานครั้งแรกในไทยอีก 1 ชนิด บ่งชี้ความหลากหลายทางชีวภาพของไทย
ข่าวดีต้อนรับวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (22พ.ค. ของทุกปี) นักวิชาการไทยค้นพบพืชวงศ์ขิง 8 ชนิดใหม่ของโลก อาทิ ‘กระเจียวจรัญ’ ‘กระเจียวรังสิมา’ ‘ขมิ้นน้อย’ ‘ขมิ้นพวงเพ็ญ’ ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ขิงและนักพฤกษศาสตร์ของไทย นอกจากนี้ยังพบพืชวงศ์ขิงที่มีการรายงานใหม่ในประเทศไทยอีก 1 ชนิด เตรียมศึกษาอนุรักษ์ระยะยาว (วันที่ 21 พฤษภาคม) รศ.ดร.สุรพล แสนสุข นักวิจัยสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช และ ผศ.ดร.ปิยะพร แสนสุข นักวิจัยภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า ได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อดำเนินโครงการองค์ความรู้พื้นฐานโครโมโซมของพืชวงศ์ขิงในประเทศไทย โดยในช่วง ปี 2563 ที่ผ่านมาได้ สำรวจและเก็บข้อมูลพืชวงศ์ขิงในประเทศไทย เพื่อนำตัวอย่างพืชมาศึกษาโครโมโซม และได้ตรวจสอบลักษณะพืชเพื่อจำแนกพืชให้ได้ชื่อวิทยาศาสตร์พืชแต่ละชนิด แบ่งเป็นสกุลสกุลขมิ้นหรือสกุลกระเจียว (Curcuma)  6 ชนิด และสกุลเปราะ (Kaempferia) 2 ชนิด มีลักษณะพืชที่แตกต่างและไม่ตรงกับพืชชนิดอื่นๆ ถือพืชชนิดใหม่ของโลก โดยผู้วิจัยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พืชตามกฎเกณฑ์การตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช และได้ตีพิมพ์ในวารสาร Biodiversitas เรียบร้อยแล้ว รศ.ดร.สุรพล แสนสุข กล่าวว่า การค้นพบพืชตระกูลขิงชนิดใหม่ของโลกทั้ง 8 ชนิด ประกอบด้วย ชนิดที่1 ขมิ้นน้อยหรือ “Khamin-Noi”มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma chantaranothaii Boonma & Saensouk พบทางเป็นพืชป่าจากจังหวัดนครนายกที่นำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วประเทศไทยชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้ตั้งเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ดร.ประนอม จันทรโณทัย ซึ่งท่านเป็นนักพฤกษศาสตร์ไทยที่มีชื่อเสียงในแวดวงพฤกษศาสตร์ของประเทศไทยและของโลก ชนิดที่2 กระเจียวรังสิมา หรือ Krachiao Rangsima” หรืออีกชื่อคือ “บุษราคัม หรือ Bussarakham” มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma rangsimae Boonma & Saensouk พบในจังหวัดนครนายก สระบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และนครราชสีมา ชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้ตั้งเป็นเกียรติแก่ คุณรังสิมา ตัณฑเลขา ผู้อำนวยการโปรแกรมอาวุโส โปรแกรมการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติบุคคลที่อยู่เบื้องหลังและสนับสนุนงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ชนิดที่3 ขมิ้นพวงเพ็ญหรือ “Khamin-Puangpen” มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma puangpeniae Boonma & Saensouk พืชชนิดนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับพวกขมิ้นหรือกระเจียว พืชชนิดนี้พบที่จังหวัดราชบุรี ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้เป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์พวงเพ็ญ ศิริรักษ์ ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ศึกษาพืชวงศ์ขิงในประเทศไทย ชนิดที่4 กระเจียวจรัญ หรือ “Krachiao Charan”มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma charanii Boonma & Saensouk อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับพวกขมิ้นหรือกระเจียว พืชชนิดนี้พบที่จังหวัดลพบุรี ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้เป็นเกียรติแก่ ดร.จรัญ มากน้อย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ขิง โดยเฉพาะสกุล Curcuma ในประเทศไทย ชนิดที่5 พญาว่าน หรือ "Phraya Wan" มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma phrayawan Boonma & Saensouk พบที่จังหวัดนครนายก และปลูกเป็นพืชสมุนไพรทั่วไทย ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้ตามชื่อพื้นเมืองที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “พญาว่าน” ชนิดที่6 กระเจียวม่วง หรือ "อเมทิสต์" มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma purpurata Boonma & Saensouk พบที่จังหวัดศรีสะเกษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้ตามสีม่วงของดอกพืช รศ.ดร.สุรพล กล่าวต่อว่า สำหรับพืชวงศ์ขิงที่พบเพิ่มเติมแต่อยู่ในสกุลเปราะ (Kaempferia) 2 ชนิด คือ ชนิดที่7 นิลกาฬ หรือ Nillakan มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Kaempferia nigrifolia Boonma & Saensouk พืชชนิดใหม่ของโลกนิลกาฬนี้ได้ตั้งขึ้นตามลักษณะเด่นของพืชคือ ใบมีสีดำ พบทางภาคกลางของประเทศไทย ได้ศึกษาโดย รศ.ดร.สุรพล แสนสุข นายธวัชพงศ์ บุญมา และ ผศ.ดร.ปิยะพร แสนสุข ชื่อพื้นเมือง คือ นิลกาฬ หรือ Nillakan ตั้งขึ้นตามลักษณะเด่นของพืชคือ ใบมีสีดำ ดังนั้นลักษณะเด่น คือ ใบสีดำดอกและสีม่วง และ ชนิดที่8 ว่านกระชายดำเทียม มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Kaempferia pseudoparviflora Saensouk and P. Saensouk ลักษณะเด่นของพืชคือ ใบมีใบเดียว ก้านช่อดอกสั้น และช่อดอกอัดแน่น พบทางภาคเหนือของประเทศไทย ได้ศึกษาโดย รศ.ดร.สุรพล แสนสุข และ ผศ.ดร.ปิยะพร แสนสุข ชื่อพื้นเมือง คือ ว่านกระชายดำเทียม และชนิดสุดท้าย เป็นพืชวงศ์ขิงที่มีการรายงานใหม่ในประเทศไทย 1 ชนิด คือ ว่านหัวน้อย มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma peramoena Souvann. & Maknoi. พบครั้งแรกที่ สปป. ลาว และมีการพบในประเทศไทยที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ลักษณะเด่นช่อดอกอัดแน่น ดอกสีขาวปนสีชมพูอ่อน กลีบปากมีแถบสีเหลือง รศ. ดร.สุรพล กล่าวด้วยว่า การค้นพบพืชวงศ์ขิงชนิดใหม่ของโลกทั้ง 8 ชนิดนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะพืชวงศ์ขิงนี้ ถือเป็นพืชที่มีประโยชน์ทั้งสรรพคุณของสมุนไพรไทย เป็นพืชผักพื้นบ้าน เป็นไม้ดอกไม้ประดับ และยังมีความสวยงามของต้นและดอกสีสันสดใส ควรค่าแก่การอนุรักษ์ รักษา โดยคณะผู้วิจัยกำลังมีแนวทางในการขยายพันธุ์จากเหง้าและขยายพันธุ์โดยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ที่เกิดจากงานวิจัย ถ่ายทอดลงสู่ชุมชนนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป เพื่อทำการอนุรักษ์สายพันธุ์ต่างๆ ในระยะยาวต่อไป นับเป็นข่าวดีต้อนรับวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ International Day of Biological Diversity ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปีเพื่อรำลึกถึงวันที่อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity : CDB) เริ่มมีผลบังคับใช้คือวันที่ 22 พ.ค. 2535 เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ใช้ประโยชน์องค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ทั้งนี้ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง สิ่งมีชีวิตนานาชนิด เช่น พืชและสัตว์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันตามหน่วยของพันธุกรรมและสภาพถิ่นที่อยู่อาศัย สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีความหลากหลายทางพันธุกรรมเป็นสายพันธุ์ หากถิ่นที่อยู่อาศัยมีความแตกต่างกันมากเพียงใดก็ยิ่งมีสิ่งชีวิตหลากหลาย มากยิ่งขึ้นเพียงนั้น
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็มเทค สวทช. ส่ง‘เปลความดันลบ’ เคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด ช่วยบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มอีก 3 ชุด พร้อมมอบ รถส่งของ ‘อารี’ ลดเสี่ยงแพร่เชื้อในโรงพยาบาล
(20 พฤษภาคม 2564) ที่โถงชั้น 1 อาคาร สวทช. (โยธี) ถนนพระรามที่ 6 กทม. : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช.  นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยทีมวิจัยเอ็มเทค ได้แก่ ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ และ ดร.ก่อเกียรติ เศษชัยชาญ ร่วมกันส่งมอบ PETE (พีท) เปลปกป้อง: เปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 3 ชุด และรถส่งของบังคับทางไกล “อารี” เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ สำหรับใช้ขนส่งสัมภาระให้ผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 1 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนาม สนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับมือสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม เอ็มเทค สวทช. ได้สร้างนวัตกรรมเปลความดันลบสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 หรือ ‘PETE (พีท) เปลปกป้อง’ โดยออกแบบส่วนแคปซูลไร้โลหะ แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 สามารถนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเอกซเรย์-ซีที สแกนปอด ขณะอยู่บนเปลเพื่อคัดกรองอาการในสถานพยาบาล หรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล  โดยวันนี้ได้มอบเปลความดันลบ สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งทีมวิจัยได้เร่งผลิตเป็นกรณีพิเศษเพื่อสนองตอบความต้องการของประชาชนที่ต้องการบริจาคเปลความดันลบ ให้กับโรงพยาบาลสนามและสถานพยาบาลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ 1. โรงพยาบาลสนามราชพิพัฒน์ บริจาคโดย นางสมบัติ สามิตสมบัติ 2. โรงพยาบาลกลาง กทม. และ 3. โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 สังกัดโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ กทม. ทั้งนี้โรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งมี ดร.ภัทรารัตน์ ตันนุกิจ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาอีกหลายท่านและสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนศรีอยุธยา ร่วมบริจาคอุปกรณ์นี้ เพื่อใช้ในการปกป้องบุคลากรทางการแพทย์และบุคคลทั่วไปจากการแพร่กระจายเชื้อของโรคโควิด-19 รวมถึงลดภาระในการทำความสะอาด นอกจากนั้นแล้ว เอ็มเทค สวทช. บริษัท บุญวิศวกรรม จำกัด และบริษัท เมตริก วิศวกรที่ปรึกษาและสถาปนิก จำกัด ยังส่งมอบ รถส่งของบังคับทางไกล “อารี” เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ ให้แก่ โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ 1 ชุด เพื่อใช้ในการขนส่งสัมภาระแทนบุคลากรทางการแพทย์ เช่น การส่งอาหาร และยาให้แก่ผู้ป่วยโควิด-19 ที่พักภายในหอผู้ป่วย ช่วยลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม เอ็มเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ทีมวิจัยรู้สึกดีใจและภูมิใจที่สามารถพัฒนาเปลความดันลบ มาช่วยป้องกันบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ในภาวะวิกฤติการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ทันท่วงที โดยก่อนหน้านี้ได้มีการส่งมอบเปลความดันลบ ให้แก่โรงพยาบาลสนามและโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนไปใช้งานแล้ว 5 แห่ง ซึ่งมีผลตอบรับในการใช้งานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 อย่างดีมาก ทั้งในด้านการใช้งานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เน้นความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายเชื้อสู่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน  รวมถึงความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางแพทย์ในขั้นตอนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การทำความสะอาดและบำรุงรักษาอุปกรณ์ ซึ่งสวทช. เป็นองค์กรวิจัยที่คิดค้นนวัตกรรมโดยคำนึงถึงและปฏิบัติตามมาตรฐานทางการแพทย์และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยนวัตกรรมเปลความดันลบนี้ ทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิตและจำหน่าย ให้กับ บริษัทสุพรีร่า อินโนเวชั่น จำกัด เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เกิดการผลิตและนำไปใช้งานได้ทันกับสถานการณ์การระบาดต่อไป โดยผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08 1334 3672 ด้าน ดร.ภัทรารัตน์ ตันนุกิจ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) ในฐานะตัวแทนผู้มีจิตศรัทธา กล่าวว่า โดยปกติแล้วการส่งต่อคนไข้โรคทั่วไปก็จะมีความยากลำบากอยู่แล้ว ยิ่งสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ยิ่งทำให้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานส่งต่อผู้ป่วยมีความยากลำบากในการหาอุปกรณ์ป้องกันตนเองไปอีกหลายเท่า ดังนั้นเปลความดันลบของเอ็มเทค สวทช. ที่มีการผลิตผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยและนำไปใช้ได้จริงแล้ว จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริจาคเห็นตรงกันว่าควรช่วยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่มีอุปกรณ์ทำงานที่สะดวก ปลอดภัย ในการส่งต่อผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 สังกัดโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ หรือโรงพยาบาลสนามแห่งอื่นๆ ก็ตาม ซึ่งเดิมรับผู้ป่วยโควิด-19 จากการตรวจคัดกรองเชิงรุกที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย (ระดับสีเขียว) และเมื่อมีเคสผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว มีความเสี่ยง มีโรคร่วมที่สำคัญ (ระดับสีเหลือง) เปลความดันลบจึงเป็นคำตอบที่จะสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ ถือเป็นการปกป้องทั้งคนทำงานและผู้ติดเชื้อให้ได้รับการดูแลรักษาโรคในทันที ข่าวเพิ่มเติม: (29 เมษายน 2564) เอ็มเทค สวทช. ส่งมอบ ‘พีท เปลปกป้อง’ ‘เปลความดันลบ’ สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์สู้โควิด-19 ระลอกใหม่ ช่วยผู้ป่วยโควิดเอกซเรย์-สแกนปอด โดยไม่ต้องออกจากเปล ลดการแพร่เชื้อแบบเบ็ดเสร็จ  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไบโอเทคพัฒนาวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ “อินทผลัม” ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มรายได้
For English-version news, please visit : BIOTEC-NSTDA develops date palm micropropagation technology   นักวิจัย ไบโอเทค-สวทช. ใช้ไบโอรีแอคเตอร์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นอินทผลัมพันธุ์บาฮีเชิงการค้าสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย แก้ปัญหาเกษตรกรเสี่ยงปลูกอินทผลัมเพาะเมล็ดแล้วไม่ได้คุณภาพของผลผลิตตามต้องการ ช่วยลดการนำเข้าต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต่างประเทศ ตั้งเป้าขยายผลเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ หวังช่วยผู้ประกอบการสร้างรายได้และกระจายโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึง   [caption id="attachment_27127" align="aligncenter" width="3114"] ต้นอินทผลัม[/caption]   [caption id="attachment_27126" align="aligncenter" width="3101"] ผลอินทผลัม[/caption]   “อินทผลัม” เป็นผลไม้โบราณรสหอมหวานฉ่ำจากดินแดนตะวันออกกลางที่มีสรรพคุณมากมายและได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเฉพาะพันธุ์บาฮี พันธุ์รับประทานผลสดและเป็นพันธุ์การค้ายอดนิยม ให้ผลผลิตสูง สามารถปลูกได้ดีในประเทศไทย ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้อินทผลัมขึ้นแท่นเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่มาแรงที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยเป็นกอบเป็นกำ ทั้งการปลูกเพื่อจำหน่ายผลผลิตและการจำหน่ายต้นกล้าอินทผลัมนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการผลิตอินทผลัมให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดและกระจายโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ได้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับคุณประพัฒน์ วนาพิทักษ์ ประธานบริษัท พี โซลูชัน จำกัด จึงได้พัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์อินทผลัมพันธุ์บาฮีในเชิงการค้า โดยใช้เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อร่วมกับระบบไบโอรีแอคเตอร์ (Bioreactor) ทำให้สามารถขยายต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์บาฮีในห้องปฏิบัติการในระดับเชิงพาณิชย์ได้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. ด้วย   [caption id="attachment_27125" align="aligncenter" width="3101"] ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยไบโอเทค สวทช. เปิดเผยว่าอินทผลัมเป็นพืชแยกต้นเพศผู้และเพศเมีย เกษตรกรจะปลูกให้ได้ผลผลิตจะต้องปลูกต้นเพศเมียเท่านั้น แต่การเพาะเมล็ดอินทผลัมนั้นนอกจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดการกลายพันธุ์แล้ว ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะได้ต้นเพศผู้มากกว่าต้นเพศเมีย และจะทราบก็ต่อเมื่อปลูกไปแล้ว 2-3 ปี จนกระทั่งพืชออกดอก ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะสามารถส่งตรวจทดสอบเพศของต้นอินทผลัมได้แล้ว แต่ก็ไม่การันตีถึงคุณภาพของผลผลิตที่ได้รับ ทำให้เกษตรกรเสียเวลาและเกิดความเสียหายอย่างมาก เกษตรกรรายใหญ่จึงมักเลือกซื้อต้นกล้าอินทผลัมที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต่างประเทศมาปลูก ซึ่งมีราคาสูงแต่รับประกันได้ว่าเป็นต้นเพศเมียและให้ผลผลิตแน่นอน “อินทผลัมเป็นพืชตระกูลปาล์ม ซึ่งการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชตระกูลปาล์มนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นพืชที่โตช้า ดังนั้นการพัฒนาเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการจึงช้าไปด้วย ปัจจุบันยังไม่มีห้องปฏิบัติการแห่งไหนในประเทศสามารถผลิตต้นอินทผลัมพันธุ์บาฮีเพศเมียจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อระดับเซลล์ได้ ทางทีมวิจัยก็ได้รับโจทย์นี้มาจากผู้ประกอบการและเกษตรกรที่สนใจการขยายพันธุ์อินทผลัมพันธุ์บาฮีด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จึงได้เริ่มทำวิจัยโดยคัดเลือกต้นอินทผลัมเพศเมียสายพันธุ์บาฮีที่มีลักษณะดีเพื่อใช้เป็นต้นแม่ แล้วนำเนื้อเยื่อเจริญส่วนยอดและใบอ่อนของต้นแม่มาเพาะเลี้ยงด้วยอาหารสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเป็นเวลากว่า 1-2 ปี จนสามารถชักนำให้เกิดการพัฒนาเป็นกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่าแคลลัส และแคลลัสสามารถเจริญไปเป็นยอดอ่อนได้” “ที่ผ่านมาทำวิจัยในปาล์มน้ำมัน พบว่ากว่าจะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันให้เกิดเป็นต้นอ่อนขึ้นในขวดแก้วได้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี แต่ในอินทผลัมเราสามารถทำได้เร็วกว่าปาล์มน้ำมัน โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ก็เริ่มเห็นเป็นยอดอ่อนสีเขียวเกิดขึ้นบนแคลลัสแล้ว ยอดอ่อนสีเขียวที่เห็นนี้ถือว่าสำเร็จไปแล้ว 80% และจากประสบการณ์ของทีมวิจัย เราเห็นแนวโน้มว่าจะพัฒนาไปเป็นต้นและขยายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ต้นในปีหน้า ซึ่งเราใช้ระบบไบโอรีแอคเตอร์เข้ามาช่วยเร่งการเจริญเติบโต และคาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 6 เดือน อินทผลัมบาฮีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของเราจะเจริญเป็นต้นที่สมบูรณ์ พร้อมนำลงปลูกในดิน”   [caption id="attachment_27128" align="aligncenter" width="3113"] เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมัน[/caption]   [caption id="attachment_27129" align="aligncenter" width="3116"] เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัม[/caption]   สำหรับไบโอรีแอคเตอร์เป็นระบบการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยอาหารเหลวแบบกึ่งจมที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น ซึ่งช่วยลดปัญหาของการเพาะเลี้ยงด้วยอาหารแข็ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเจริญและพัฒนาเนื้อเยื่อไปเป็นต้นอ่อน ทำให้สามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าวิธีการใช้อาหารแข็งปกติประมาณ 3-4 เท่า ทั้งยังช่วยลดต้นทุนและประหยัดแรงงานในการดูแลย้ายอาหารของต้นอ่อนในห้องปฏิบัติการ “อินทผลัมเป็นพืชมูลค่าสูง ผลสดเป็นที่ต้องการสูงในตลาด มีราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 500-800 บาท ทั้งบริโภคในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะประเทศแถบตะวันออกกลาง ในขณะที่ต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงถึงต้นละ 1,500-2,000 บาท ส่วนใหญ่นำเข้าจากอิรัก อียิปต์ รวมถึงอังกฤษ จึงมีแต่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่ลงทุนปลูกได้ แต่หากเราสามารถผลิตต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เองในประเทศและทำให้มีราคาถูกกว่าของต่างประเทศ จะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้มาก ส่วนเกษตรกรรายย่อยก็มีโอกาสปลูกได้มากขึ้นด้วย หรือปลูกเสริมจากการทำไร่ทำนาเพียงไม่กี่ต้น ก็จะช่วยให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง” ทั้งนี้ นักวิจัยตั้งเป้าว่าในอนาคตจะมีการต่อยอดและขยายผลเทคโนโลยีนี้ไปสู่เกษตรกร โดยอาจเป็นในรูปแบบการร่วมลงทุนเพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการสำหรับผลิตต้นกล้าอินทผลัมโดยเฉพาะ หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนด้านห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อผลิตต้นกล้าอินทผลัมในเชิงพาณิชย์ รวมถึงได้ศึกษาวิจัยการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบไบโอรีแอคเตอร์ อาทิ มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน พืชสมุนไพร และไม้ดอกไม้ประดับที่มีมูลค่าสูงในตลาดปัจจุบัน งานวิจัยนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย ที่ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาสให้ทั่วถึง สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ BCG (BCG economy model) ที่เป็นวาระของชาติในขณะนี้   ผู้เรียบเรียง: นางสาววีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. กราฟิก: ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพ: ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยไบโอเทค และฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
 
บทความ
 
Mutrack Dispatcher แพลตฟอร์มเพิ่มประสิทธิภาพ “งานเวรเปล” ในโรงพยาบาล ฝีมือสตาร์ทอัพคนไทยภายใต้การสนับสนุนจาก สวทช. ช่วยบ่มเพาะธุรกิจต่อยอดสู่สากล
บริษัทสตาร์ทอัพไทยประสบความสำเร็จพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการเวรเปลในโรงพยาบาล Mutrack Dispatcher รับส่งผู้ป่วยทันใจ ปลอดภัยต่อบุคลาการทางการแพทย์ในยุคโควิด-19 ได้รับการสนับสนุนจาก สวทช.ผ่านโครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ช่วยต่อยอดธุรกิจจนนำไปสู่การใช้งานจริงในโรงพยาบาล ล่าสุดบริษัทเครือข่ายไร้สายระดับโลกดึงร่วมเป็นพันธมิตรเตรียมพัฒนาธุรกิจสู่นานาชาติ นายปิโยรส ปิยจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท มิวแทรค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทพัฒนา "ระบบบริหารจัดการเวรเปล" ในรูปแบบของแพลตฟอร์มชื่อ Mutrack Dispatcher ที่จะช่วยลดขั้นตอนการกระจายงานเวรเปลในโรงพยาบาล โดยใช้เทคโนโลยีบลูทูธพลังงานต่ำ (Bluetooth Low Energy : BLE) เป็นการติดตั้งอุปกรณ์ Bluetooth Gateway หรือเรียกว่า Locator ตามจุดหรือแผนกต่างๆ ในอาคาร ลักษณะคล้ายการปักหมุดในแผนที่เพื่อบอกตำแหน่งของแต่ละชั้นและแผนกในส่วนการใช้งานจะมี 2 ส่วน คือ พยาบาลและเจ้าหน้าที่เวรเปล โดยพยาบาลจะใช้แพลตฟอร์มที่อยู่บนเว็บไซต์เพื่อสร้างคำขอในระบบสำหรับเรียกเจ้าหน้าที่เวรเปลให้มารับผู้ป่วย ซึ่งจะมองเห็นตำแหน่งของเจ้าหน้าที่เวรเปลทั้งหมดในอาคาร โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เวรเปลที่อยู่ใกล้ที่สุด ทำให้สามารถประเมินระยะเวลาในการรับส่งผู้ป่วยได้ และในส่วนของเจ้าหน้าที่เวรเปลจะมีการติดตั้งแอปพลิเคชัน Mutrack Dispatcher ลงในโทรศัพท์มือถือใช้งานผ่านสัญญาณบลูทูธที่ตรวจจับกับสัญญาณ Locator ที่อยู่ใกล้ เมื่อมีคำขอเข้ามาในระบบก็จะรู้ตำแหน่งของผู้ป่วยที่ต้องการให้ไปรับ เจ้าหน้าที่เวรเปลที่อยู่ใกล้ที่สุดสามารถกดปุ่มเพื่อรับงานไปรับตัวผู้ป่วยได้ทันที ลักษณะการใช้งานจะคล้ายกับบริการรถขนส่ง Grab หรือ Uber เมื่อเสร็จงานแล้วยังมีระบบบันทึกการทำงานของเจ้าหน้าที่เวรเปลแต่ละคน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่เวรเปล รวมถึงผู้ป่วยก็ได้รับความสะดวกมากขึ้นจากบริการของโรงพยาบาลด้วย "โรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังใช้วิทยุสื่อสารในการเรียกเจ้าหน้าที่เวรเปล และเมื่อส่งผู้ป่วยไปยังแผนกปลายทางแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องเดินกลับไปยังเซ็นเตอร์หรือส่วนกลางของเวรเปลเพื่อรองาน ทำให้เกิดความล่าช้าในการรับส่งผู้ป่วยที่มักจะอยู่ตามชั้นหรือแผนกที่ไกลออกไป ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวจะเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้" ปัจจุบัน Mutrack Dispatcher ถูกนำไปใช้จริงแล้วที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากพยาบาลและเจ้าหน้าที่เวรเปลผู้ใช้งาน รวมถึงผู้ป่วยต่างได้รับความพึงพอใจการบริการเวรเปลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้น ทำให้แพลตฟอร์มนี้มีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระงานเวรเปลได้อย่างมาก "ในช่วงการระบาดโควิด-19 ความปลอดภัยของบุคลาการทางการแพทย์สำคัญมาก ระบบที่เราทำก็มีส่วนช่วยในเรื่องนี้ เนื่องจากการสร้างคำขอในระบบ เจ้าหน้าที่สามารถระบุได้ว่าผู้ป่วยที่จะให้เวรเปลไปรับเป็นผู้ป่วยประเภทไหน หากเป็นผู้ป่วยที่ต้องสงสัยติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นเชื้อโควิด-19 หรือโรคติดเชื้ออื่นๆ เจ้าหน้าที่เวรเปลสามารถรู้ข้อมูลผู้ป่วยเบื้องต้น เพื่อเตรียมพร้อมอุปกรณ์สำหรับป้องกันการติดเชื้อระหว่างเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เช่น การสวมชุด PPE หรือเตรียมเตียงสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อโดยเฉพาะ  ปลอดภัยทั้งเจ้าหน้าที่และตัวผู้ป่วย" นอกจากนำไปใช้จัดการงานเวรเปลแล้ว Mutrack Dispatcher เมื่อมีการติดตั้งอุปกรณ์หรือวางระบบแล้ว ในอนาคตยังสามารถประยุกต์ใช้ในงานหลังบ้านอื่น ๆ  ของโรงพยาบาลได้หลากหลาย เช่น งานล่ามแปลภาษา งานเมสเซนเจอร์ส่งพัสดุและเอกสารในโรงพยาบาล เป็นต้น สำหรับโรงพยาบาลที่สนใจระบบดังกล่าว บ.มิวแทรค พร้อมเข้าไปให้คำแนะนำโดยขณะนี้เปิดให้ลงทะเบียนทดลองใช้ฟรีที่ https://mutrack.co/th/dispatcherth/ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ.มิวแทรค เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาเทคโนโลยีและทำแผนธุรกิจร่วมกับ Aruba บริษัทผู้พัฒนาเครือข่ายไร้สายชั้นนำของโลก ในการนำระบบดังกล่าวไปใช้ในโรงพยาบาลต่างประเทศที่ใช้เครือข่ายของ Aruba โดยจะพัฒนาให้สามารถนำแพลตฟอร์มไปใช้งานได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม อย่างไรก็ตามความสำเร็จของ Mutrack Dispatcher ส่วนหนึ่งมาจากการได้รับการสนับสนุนที่ดีจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่เปิดโอกาสให้บริษัทเข้าร่วม "โครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี หรือ SUCCESS" ที่ให้ผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจ Startup ด้านไอทีและเทคโนโลยีเข้าไปบ่มเพาะเรียนรู้การทำธุรกิจและการลงทุน รวมถึงเป็นโอกาสที่ได้พบปะกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่มีความสนใจธุรกิจเทคโนโลยีมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะจนสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจของตนเองได้   สำหรับโครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี หรือ SUCCESS จัดโดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) สวทช. ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี ปี 2564 หรือ SUCCESS 2021 (รุ่นที่ 19) ได้ที่ http://bit.ly/SUCCESS2021byBIC รับสมัครระหว่างวันที่ 10 - 31 พฤษภาคม 2564 หรือติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ได้ที่เว็บไซต์  www.nstda.or.th/bic/ หรือเฟซบุ๊กเพจ www.facebook.com/NstdaBIC
ข่าวประชาสัมพันธ์