ผลการค้นหา :
อว. หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ ซินโครตรอน พร้อมขยายผล KOSEN ขับเคลื่อน New Growth Engine แห่งอนาคต
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับ H.E. Mr. Otaka Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้าน อววน. ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นความร่วมมือในสาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการศึกษาหลักสูตร KOSEN ในประเทศไทยเทคโนโลยีอวกาศ แสงซินโครตรอน และเซมิคอนดักเตอร์ โดยมี มี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรมว.อว. ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. นางวัฒนา โสภีสุขสอาด ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ สอวช. สซ. สทอภ. และ สดร. ณ ห้องรับรองพระจอมเกล้า ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคตและสร้าง New Growth Engine ให้แก่ประเทศ โดยญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรสำคัญที่มีความเชี่ยวชาญสูงในหลายสาขา และมีศักยภาพในการเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของไทยในระยะยาว การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของไทยและญี่ปุ่นในการยกระดับความร่วมมือด้าน อววน. โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมอนาคต การพัฒนากำลังคน และการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ในด้านการพัฒนากำลังคน การจัดการศึกษาหลักสูตร KOSEN ในประเทศไทย โดยมีการเปิดหลักสูตร ณ สจล. และ มจธ. โดยไทยมีแผนขยายผลในระยะที่ 2 โดยอาจเปิดหลักสูตรเพิ่มเติม ณ สถาบันอุดมศึกษาอื่น 1–2 แห่ง ทั้งนี้ อว. ได้หารือกับ National Institute of Technology (NIT) ของญี่ปุ่น เพื่อผลักดันการรับรองหลักสูตร KOSEN ในประเทศไทยให้เทียบเท่ากับการรับรองหลักสูตรในญี่ปุ่นต่อไป
นอกจากนี้ ด้านผู้แทนของหน่วยงานในสังกัด อว. ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเรดาร์ (SAR) ในการยกระดับประสิทธิภาพการติดตามพื้นที่ การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนรุ่นที่ 4 ของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่สำคัญต่อการวิจัยและอุตสาหกรรมของประเทศ และความร่วมมือเซมิคอนดักเตอร์ รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับ Internet of Things หรือ IoT เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ
ด้าน H.E. Mr. Otaka Masato กล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีและมีความร่วมมือที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งสองประเทศสามารถขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งเป็นสาขาที่ญี่ปุ่นเชี่ยวชาญและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ไทยก็มองเห็นอุตสาหกรรมอวกาศเป็นโอกาสที่จะสามารถพัฒนาให้เติบโตได้ในอนาคต โดยเฉพาะการใช้ดาวเทียมและข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อการเกษตร การเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคม
ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าของการจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) ญี่ปุ่นได้นำส่งร่างเอกสารให้ฝ่ายไทยพิจารณาแล้ว ซึ่งปลัดกระทรวง อว. ให้ข้อมูลว่า อว. ได้พิจารณาร่างดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘ยศชนัน’ ผนึก 6 กระทรวง ปั้น ‘สวทช.’ เครื่องยนต์วิจัยชาติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม ย้ำ นวัตกรรมไทยต้องแก้โจทย์จริง-ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
(วันที่ 15 พฤษภาคม 2569) ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะรัฐมนตรี ผู้แทนรัฐมนตรี จาก 6 กระทรวงสำคัญ อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการคลัง นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี ร่วมเยี่ยมชมผลงานวิจัยและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของ สวทช. ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง อว. เพื่อบูรณาการการใช้งานวิจัยเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของแต่ละกระทรวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นักวิจัย และพนักงาน สวทช. ให้การต้อนรับ
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “สวทช. ขุมพลังวิจัย เดินเครื่องประเทศไทยจากโจทย์จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน” โดยระบุว่า วันนี้ สวทช. หน่วยงานวิจัยระดับแนวหน้าของประเทศพร้อมเดินเครื่องขุมพลังวิจัยของประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘National Research Engine’ หรือเครื่องยนต์วิจัยของชาติ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การทำวิจัยบนหิ้ง แต่เป็นการนำโจทย์จริงจากทุกภาคส่วนมาแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธทางปัญญา โดยนวัตกรรมในวันนี้ คือคำตอบของการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งกระทรวง อว. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล สวทช. โดยตรง จะเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมโยงขุมพลังวิจัย นำงานวิจัยพร้อมใช้และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเร่งสนับสนุนทุกภารกิจของรัฐบาลให้เห็นผลลัพธ์สู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
“การเยี่ยมชมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือ "การทลายกำแพงระหว่างหน่วยงานวิจัยและผู้ใช้งานจริง" (Sandbox of Implementation) เพื่อส่งมอบโซลูชันจากงานวิจัยให้ตรงกับความต้องการของแต่ละกระทรวง พร้อมขับเคลื่อน สวทช. ให้เป็นขุมพลังหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจาก สวทช. เป็นแหล่งรวมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อกระทรวงต่าง ๆ เห็นเครื่องมือรวมทั้งห้องปฏิบัติการ (Lab) พื้นฐาน จะสามารถทำงานสอดประสานกับ สวทช. และยังมีงานวิจัยที่พร้อมใช้งาน ตลอดจน Data Center ที่ สวทช. พร้อมให้บริการ ซึ่งเราคาดหวังจะเกิดความร่วมมือระหว่างกระทรวง หรือที่เรียกว่า “Synergistic Government”
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวชื่นชมความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการศึกษาว่า “การศึกษาไทยต้องก้าวข้ามการเรียนแบบเหมาโหล แพลตฟอร์ม LEAD Education ที่เราเห็นในวันนี้คือเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยครูในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ทำให้เรามองเห็นจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาของเด็กแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในอนาคตได้อย่างแท้จริง"
ขณะที่ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของเกษตรกรไทยคือการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ซึ่งความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ สวทช. วิจัยขึ้นมานั้น ไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตที่สูงขึ้น แต่ยังมีความสามารถในการต้านทานโรคและแมลงได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อผนวกกับการใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดและสารชีวภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นการตอบโจทย์สำคัญที่ช่วยลดรายจ่ายด้านเคมีภัณฑ์และยกระดับรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรไทยในระยะยาว และเกิดความยั่งยืนทั้งด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ความมั่นคงทางสาธารณสุขจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ การที่นวัตกรรมไทย เช่น วัสดุทดแทนกระดูก (M-Bone) และชุดตรวจอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ (AL-Strip) ได้รับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์และเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทย พร้อมใช้งานในระบบหลักประกันสุขภาพนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐมหาศาล แต่ยังทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังได้วางรากฐานการพัฒนาศักยภาพประเทศผ่านงานวิจัยในมิติที่หลากหลาย โดยกระทรวงแรงงาน ได้เดินหน้าการพัฒนาแรงงานฝีมือสูง ผ่านเทคโนโลยี 3D Printing และเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรทางการแพทย์และช่างฝีมือในอุตสาหกรรมอนาคต สอดรับกับแนวทางการดูแลสังคมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่นำระบบนิรันดร์ (Nirun) เข้ามาบริหารจัดการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ และเตรียมขับเคลื่อนธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand Food Bank) เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่กลุ่มเปราะบาง
ขณะที่กระทรวงพลังงาน เดินหน้าขยายผลการตรวจสอบคุณภาพแผงโซลาร์เซลล์ใช้แล้วเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ควบคู่กับการเร่ง Upskill และ Reskill บุคลากรในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ส่วนกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกับ สวทช. และกรมสรรพากร นำเทคโนโลยี AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาษีและการเงิน พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านกลไกของ BOI เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากขึ้น เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างความยั่งยืนให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตขึ้นในอนาคต
“เป้าหมายของผมและชาว สวทช. ชัดเจนครับ นวัตกรรมไทยต้องไม่ใช่งานวิจัยที่รอการค้นพบ แต่ต้องเป็น 'คำตอบ' ที่ใช้แก้โจทย์ชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน” รมว.อว. กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ชูนวัตกรรม “AI การแพทย์เชิงป้องกัน” รับมือสังคมสูงวัย หนุนนโยบาย Wellness Economy เปลี่ยนไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งอนาคต
(วันที่ 14 พฤษภาคม 2569) ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรหลัก (Keynote Speaker) ในการเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ AUA Postgraduate Academic Forum ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2569 ชูแนวคิดพลังเทคโนโลยี AI และชีวสารสนเทศ พลิกโฉมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เน้นหลักการ “ป้องกันก่อนป่วย” เพื่อยืดช่วงเวลาสุขภาพดีให้คนไทย ขานรับแนวคิดเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ของรัฐบาล โดยได้ถ่ายทอดมุมมองสำคัญในหัวข้อ "การเสริมพลังการดูแลสุขภาพด้วยนวัตกรรม AI สำหรับสังคมสูงวัย" เพื่อชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุข เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ระบบสาธารณสุขไทยต้องแบกรับภาระค่ารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จำนวนมาก หากเรายังใช้วิธีการดูแลสุขภาพแบบเดิมที่เน้นการ “รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา” ภาระค่าใช้จ่ายและกำลังคนทางการแพทย์อาจไม่เพียงพอ ดังนั้น การพัฒนานวัตกรรม “Preventive Medical AI” หรือ AI เพื่อการแพทย์เชิงป้องกันซึ่งเป็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทั้งจากรหัสพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆเช่นเบาหวานหรืออัลไซเมอร์ก่อนที่อาการจะปรากฏช่วยให้แพทย์และประชาชนวางแผนป้องกันและดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ
"หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้นเท่านั้น แต่ต้องเป็นช่วงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่ง AI จะช่วยให้เราเปลี่ยนจากผู้ป่วยติดเตียง มาเป็นผู้สูงอายุที่ยังมีไฟและมีพลัง (Active Elders) ในการขับเคลื่อนสังคมต่อไป" ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวเน้นย้ำ และกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ "จีโนมิกส์และ AI" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยไม่ต้องเผชิญกับภาวะป่วยเรื้อรังในบั้นปลายชีวิต จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเข็มทิศทางการแพทย์ จากเดิมที่เน้นการตั้งรับ “รอรักษาเมื่อป่วย” มาเป็น “การดูแลเชิงรุก” เพื่อป้องกันก่อนป่วยด้วยเทคโนโลยีจีโนมิกส์หรือการถอดรหัสพันธุกรรม ผสมผสานกับพลังของ AI ที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงของโรคเฉพาะบุคคลในระดับโมเลกุล ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพแข็งแรง (Healthspan หรือ Wellspan) ออกไปให้ยาวนานที่สุด เพื่อให้ผู้สูงอายุไทยเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้พึ่งพา" มาเป็น "Active Elders" ที่ยังมีพลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจต่อไป
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวยังเป็นการขานรับนโยบายการผลักดันเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนประเทศ มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมฝีมือคนไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์และบริการสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมการดูแลสุขภาพในภูมิภาค ดึงดูดการลงทุนและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศในระยะยาว และจะเป็นการสร้าง “รากฐานข้อมูลสุขภาพที่ปลอดภัยสำหรับคนไทย” เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาต่อยอดสู่การรักษาที่ล้ำสมัยในอนาคต เช่น การจำลองร่างกายในรูปแบบดิจิทัลเพื่อทดสอบผลของยา และการออกแบบโภชนาการที่เหมาะสมกับคนไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้าถึงคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า "ความท้าทายของสังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นโอกาสที่เราจะใช้ความล้ำสมัยของวิทยาศาสตร์มาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียม พร้อมกับขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน" และการขับเคลื่อนความมั่นคงทางสุขภาพ ผ่านการสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทยที่ปลอดภัย (Sovereign Data Foundation) เพื่อนำมาพัฒนาแนวทางการรักษาที่แม่นยำและตอบโจทย์ของคนไทยโดยเฉพาะ เช่น การสร้างร่างกายจำลองดิจิทัล (Digital Twin) เพื่อทดสอบผลของยา ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของวงการแพทย์ไทย
การประชุมวิชาการนานาชาติ 2025 AUA Postgraduate Academic Forum จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “AI & Bioinformatics in the Study of Biology of Aging and Age-Related Diseases” โดยความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยแห่งเอเชีย (Asian Universities Alliance: AUA) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนงานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์และชีวสารสนเทศในการศึกษาชีววิทยาการสูงวัย พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนิสิตบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยจากสถาบันชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช.-สธ. เปิดเวทีจัดทำแผน AI การแพทย์และสาธารณสุข ยกระดับบริการสุขภาพไทย
(วันที่ 14 พฤษภาคม 2569): กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และภาคีเครือข่ายด้านดิจิทัล เปิดฉากประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ระยะ 3 ปี เพื่อวางรากฐานนวัตกรรมสุขภาพและยกระดับการบริการประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมี นายแพทย์ โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมริเวอร์ไรน์เพลส โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จ.นนทบุรี
นายแพทย์ โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขระยะ 3 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยที่ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประธานในพิธีได้เน้นย้ำว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระของบุคลากร ลดความแออัดในสถานพยาบาล และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชน ซึ่งครอบคลุมเครือข่ายบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขเกือบ 5,000 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่การดูแลก่อนป่วยไปจนถึงขั้นตอนการรักษา นอกจากนี้ การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม และนโยบาย MOPH Plus ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา” โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงฯ รวมถึงภาคเอกชน อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เนคเทค สวทช. และ สพธอ. (ETDA) เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
นายธิติกร ตระกูลศิริศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า การขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขยุคใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่การเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการยกระดับระบบเฝ้าระวังโรคระบาด จะบรรลุผลสำเร็จอย่างยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องมี “ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์” (AI Governance) เป็นรากฐานสำคัญ โดยเน้นย้ำถึงการวางโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการกำกับดูแลตลอดวงจรชีวิตของเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับความท้าทายใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ความรับผิดชอบ (Accountability) จริยธรรมที่โปร่งใส (Transparency) เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้ และความเท่าเทียม (Fairness) ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงนวัตกรรม ทั้งนี้ การวางกรอบธรรมาภิบาลไม่ใช่การปิดกั้นนวัตกรรม แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้มั่นใจว่าปัญญาประดิษฐ์ที่นำมาใช้กับมนุษย์มีความปลอดภัยและมีความเท่าเทียมในทุกภาคส่วน
ดร.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ โฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังผลักดันให้นวัตกรรมเป็น “ทางรอด” หลักในการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการทำงานข้ามกระทรวงเพื่อใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มรูปแบบ หัวใจสำคัญ คือ การพึ่งพาตนเองด้านการแพทย์ เพื่อลดการนำเข้ามูลค่ามหาศาล โดยสนับสนุนให้คนไทยผลิตเครื่องมือแพทย์เอง และใช้ AI ร่วมกับข้อมูลจีโนมิกส์เพื่อการรักษาแบบแม่นยำ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านจาก “การรักษา” ไปสู่ “การป้องกัน” เพื่อรับมือสังคมสูงวัย ขณะเดียวกันยังขยายผลไปยังภาคเกษตรกรรมแม่นยำเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นการปรับกฎหมายให้ยืดหยุ่นและสร้างฐานข้อมูลกลางของคนไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่า GDP อย่างยั่งยืน
ผศ. ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการแพทย์อัจฉริยะผ่าน แผนปฏิบัติการ 3 ปี ของกระทรวงสาธารณสุข ที่เน้นการวางมาตรฐาน AI Medical Standard และระบบธรรมาภิบาลข้อมูล (PDPA) พร้อมสร้างระบบนิเวศอย่าง Medical AI Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรมในสถานการณ์จริง ทั้งนี้ ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดภาระงานของบุคลากรอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคที่มีความแม่นยำสูงอย่างการคัดกรองเบาหวานขึ้นจอประสาทตาและระบบ CTnavi สำหรับอ่านผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการใช้ระบบ Sati และ AI-Pharmacist เพื่อบริหารจัดการข้อมูลและจัดยาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังเข้าถึงภาคประชาชนมากขึ้นผ่านแอปพลิเคชันวิเคราะห์อาการเบื้องต้นและอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ที่ใช้ติดตามสุขภาพรายวัน สำหรับทิศทางของปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ในอนาคต จะมุ่งเน้นไปที่การนำ Generative AI (GenAI) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ปรับแต่งมาเพื่อการแพทย์โดยเฉพาะ เช่น MedGemma มาใช้ประมวลผลข้อมูลแบบ Multimodal ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยและการวางแผนการรักษามีความเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า ภาพรวมความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่ามีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดัชนีความพร้อมด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Government Readiness Ranking) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 35 ของโลก และมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (LANTA) ที่มีประสิทธิภาพติดอันดับโลกเพื่อรองรับการประมวลผลขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายในการนำมาใช้จริง โดยมีองค์กรเพียงร้อยละ 17.8 ที่เริ่มใช้งาน เนื่องจากยังติดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและกำลังคน นอกจากนี้ รัฐบาลมีการเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ ปี พ.ศ. 2565-2570 เพื่อสร้างระบบนิเวศที่พึ่งพาตนเองได้ ตั้งแต่การพัฒนาโมเดลภาษา “Thai LLM” สำหรับงานภาครัฐ ไปจนถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในด้านการแพทย์ผ่าน “Medical AI Consortium” ซึ่งมีการรวบรวมคลังข้อมูลภาพการแพทย์กว่า 3 ล้านภาพ เพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในการวินิจฉัยโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งและโรคหลอดเลือดสมอง โดยเป้าหมายในปี 2026 คือ การสร้างระบบนิเวศแบบครบวงจร (End-to-End Ecosystem) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการข้อมูล การฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์รูปแบบใหม่ที่เน้นเรื่อง “ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล” (Federated Learning) ไปจนถึงการรับรองมาตรฐานจาก อย. เพื่อผลักดันเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมเพื่อใช้งานจริงในโรงพยาบาลและการแข่งขันในระดับสากล”
การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และกำหนดจุดเน้น (Focus Area) ใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ จริยธรรมและธรรมาภิบาลข้อมูล (AI Governance) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมคนสาธารณสุขในยุคดิจิทัล การส่งเสริมเครื่องมือ AI ในการวินิจฉัยและรักษา รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ นวัตกรรมและการวิจัย เพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ โดยฝีมือคนไทย ที่จะนำไปสู่การร่างแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมทั้งด้านงบประมาณ ตัวชี้วัดความสำเร็จ และแนวทางการติดตามประเมินผล ซึ่งจะเป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงสาธารณสุขสู่การเป็น Digital Health อย่างเต็มรูปแบบตามยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี (พ.ศ. 2569 - 2574) ต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นวัตกรรม “อวัยวะจำลอง” จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ช่วยแพทย์ฝึกผ่าตัดแม่นยำ
การฝึกทักษะหัตถการของแพทย์มีความสําคัญอย่างมากต่อการเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะในหัตถการที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความชำนาญสูง เช่น การผ่าตัดทำหมันเพื่อคุมกำเนิดแบบถาวรในเพศหญิง อย่างไรก็ตามโมเดลฝึกทักษะหัตถการที่มีในท้องตลาดปัจจุบันยังไม่สามารถจำลองให้เหมือนอวัยวะจริงสำหรับการฝึกหัตถการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาวัสดุนิ่มชนิดใหม่สําหรับการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อสร้างอวัยวะจําลองที่เสมือนจริงสําหรับใช้ในการฝึกทักษะหัตถการของแพทย์ในประเทศไทย โดยเฉพาะหัตถการการผ่าตัดทําหมันในเพศหญิงเพื่อคุมกําเนิดแบบถาวรซึ่งปัจจุบันยังไม่มีโมเดลท่อนําไข่จําลองเสมือนจริงสําหรับฝึกผ่าตัดทําหมัน
[caption id="attachment_84321" align="aligncenter" width="750"] ดร.รวิภัทร มณีโชติ[/caption]
ดร.รวิภัทร มณีโชติ ทีมวิจัยวัสดุเฉพาะทางสำหรับการประยุกต์ใช้ทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาโมเดลท่อนําไข่จําลองเสมือนจริงซึ่งผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติชนิดแอลซีดี (LCD 3D printing) และน้ำยาเรซินไวแสงสูตรจําเพาะ ทำให้โมเดลที่ได้มีรูปร่าง ลักษณะ และสมบัติเชิงกลคล้ายกับท่อนําไข่จริงของมนุษย์ ที่สําคัญท่อนำไข่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 1 มิลลิเมตร และมีความหนาเพียง 0.5 มิลลิเมตร ถือว่ามีขนาดเล็กมาก จึงยากต่อการผลิตด้วยวิธีอื่น ทําให้ท่อนําไข่จําลองที่พัฒนาขึ้นมีความเสมือนจริงมากที่สุดในปัจจุบัน
[caption id="attachment_84328" align="aligncenter" width="750"] โมเดลท่อนำไข่จำลองสร้างจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ[/caption]
“จากการทดสอบการใช้งานท่อนำไข่จำลองในการฝึกหัตถการโดยสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ประจำบ้าน พบว่าโมเดลท่อนำไข่ที่พัฒนาขึ้นมีความนิ่มเสมือนจริง ใช้ฝึกผ่าตัดทําหมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความมั่นใจในการผ่าตัด”
ทั้งนี้ ทีมวิจัยเอ็มเทคพัฒนาโมเดลท่อนําไข่จําลองสําหรับฝึกทําหมันร่วมกับภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และโปรแกรมเร่งพัฒนาศักยภาพและยกระดับความสามารถของนักวิจัยในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (RECO | Explore) ภายใต้หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
[caption id="attachment_84327" align="aligncenter" width="750"] แพทย์ทดสอบการฝึกทักษะหัตถการด้วยโมเดลท่อนำไข่จำลองจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ[/caption]
ดร.รวิภัทรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า น้ำยาเรซินไวแสงที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นยังมีข้อได้เปรียบกว่าวัสดุสําหรับการพิมพ์ 3 มิติชนิดอื่น คือ เป็นวัสดุนิ่ม มีความยืดหยุ่น สามารถปรับให้มีสมบัติเชิงกลคล้ายอวัยวะจริงได้ ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถต้านการเย็บได้สมจริง ที่สำคัญ คือ ยังสามารถใช้ผลิตโมเดลอวัยวะจําลองที่มีรูปร่างซับซ้อนหรือมีท่อกลวงคดไปมาได้ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีราคาย่อมเยา เช่น หัวใจ หลอดเลือด ท่อน้ำดี ท่อนําไข่ ซึ่งไม่สามารถผลิตได้โดยวิธีการหล่อด้วยแม่พิมพ์ทั่วไป
[caption id="attachment_84322" align="aligncenter" width="750"] ตัวอย่างอวัยวะจำลองจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ[/caption]
ด้วยสมบัติที่โดดเด่นกว่าวัสดุทั่วไปของน้ำยาเรซินไวแสงที่ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. พัฒนาขึ้น ส่งผลให้ผลงานวิจัยเรื่อง Customizable 3D-printed Soft Materials for Advanced Medical Uses ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ 3 รางวัล จากการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์นานาชาติภายในงาน International Exhibition of Inventions Geneva ครั้งที่ 49 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ได้แก่ รางวัล Silver Medal รางวัล FIRI Award for the Best Invention จาก The 1st Institute Inventors and Researchers in I.R.IRAN และรางวัล NRCT Honorable Mention Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สะท้อนถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนานวัตกรรมวัสดุขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์ทางการแพทย์
[caption id="attachment_84324" align="aligncenter" width="750"] ตัวอย่างอวัยวะจำลองจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ[/caption]
การพัฒนาโมเดลอวัยวะจำลองด้วยการพิมพ์ 3 มิติ ช่วยเพิ่มทักษะหัตถการให้แพทย์และนักศึกษาแพทย์ในประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดทางสู่การต่อยอดในการผลิตโมเดลอวัยวะเสมือนจริงสำหรับฝึกหัตถการวางแผนการผ่าตัดเฉพาะบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดความเสี่ยง และยกระดับความปลอดภัยในการรักษา นับเป็นอีกก้าวสำคัญของนวัตกรรมการแพทย์ไทยที่มุ่งสู่การพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน
[caption id="attachment_84330" align="aligncenter" width="750"] ได้รับรางวัลจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ International Exhibition of Inventions Geneva ครั้งที่ 49[/caption]
ผู้สนใจนวัตกรรมอวัยวะจำลองจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ดร.รวิภัทร มณีโชติ ทีมวิจัยวัสดุเฉพาะทางสำหรับการประยุกต์ใช้ทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4450 อีเมล: raviphat.man@mtec.or.th
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย เอ็มเทค สวทช.
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. โชว์ศักยภาพ EECi ในงาน SUBCON 2026 หนุนอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและ Industry 4.0
13 พฤษภาคม 2569 — ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมพิธีเปิดงาน SUBCON Thailand 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) สวทช. เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย งานดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) คาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจกว่า 9,000 คู่ สร้างมูลค่าความเชื่อมโยงทางอุตสาหกรรมรวมมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ยุทธศาสตร์ 5T ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า แม้โลกจะเผชิญความผันผวนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และปัญหาเงินเฟ้อ แต่ไทยกลับได้รับอานิสงส์ในฐานะ "พื้นที่ปลอดภัย" (Safe Haven) สำหรับการลงทุน สะท้อนจากยอด BOI ที่เติบโตกว่า 60% และทะลุ 1 ล้านล้านบาทในไตรมาสแรก โจทย์สำคัญคือการแปลงโอกาสเหล่านี้ให้ตกถึงมือ SME และประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นย้ำว่าภาคธุรกิจต้องเร่งนำ AI และดิจิทัลมาขับเคลื่อนองค์กร ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็น "ทางรอด" ของอุตสาหกรรมในระยะยาว
รองนายกรัฐมนตรียังได้นำเสนอยุทธศาสตร์ "5T" เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ได้แก่
Target — มุ่งเป้าอุตสาหกรรมศักยภาพ อาทิ EV, Smart Electronics, Wellness และหุ่นยนต์
Transition — เร่งปรับสู่พลังงานสะอาด
Transform — ลงทุนในเทคโนโลยีและพัฒนาคน ควบคู่กับการปฏิรูปกฎระเบียบผ่าน BOI Fast Pass ที่ช่วยให้การลงทุนจริงในไตรมาสแรกเติบโต 18%
Transparency — ยึดหลักโปร่งใสและตรวจสอบได้
Together — ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน เพื่อดึงจุดแข็งของไทยให้ยืนหยัดบนเวทีโลก
สวทช. ชู Industry 4.0 Platform ยกระดับการผลิตสมัยใหม่
ภายในงานดังกล่าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) ได้ร่วมนำผลงานและบริการออกแสดงในบูทนิทรรศการ โดย ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล ได้เข้าเยี่ยมชมบูทและให้การต้อนรับผู้ที่สนใจเข้าชมผลงาน ทั้งนี้ EECi มุ่งเน้นการนำเสนอบทบาทในฐานะพื้นที่นวัตกรรมสำคัญของประเทศที่พร้อมรองรับการวิจัย พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่ Industry 4.0 Platform นำเสนอบริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการเชื่อมโยงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละกิจการ และโรงงานต้นแบบการขึ้นรูปขนาดใหญ่และการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย เชื่อมต่อการผลิตสมัยใหม่และการตรวจสอบแบบไม่ทำลายขั้นสูง บูรณาการ Advanced Manufacturing, Non-destructive Testing Automation และ Robotics เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ รองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม
ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมและขอรับคำปรึกษาได้ที่ Hall 103 บูท G23 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2569
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมกับ BOI โชว์ศักยภาพ “ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทย” แบบครบวงจร ในงาน SUBCON THAILAND 2026
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยคุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เยี่ยมชมบูทนิทรรศการ สวทช. โดยมี ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) พร้อมนักวิจัยจาก สวทช. ให้การต้อนรับ
โดยครั้งนี้ สวทช. ได้ร่วมกับ BOI โชว์ศักยภาพระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ร่วมถึงการบริการวิเคราะห์ทดสอบระดับสากล: ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์กับ PTEC งานวิศวกรรมต้นแบบแม่นยำสูงจาก NFED เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์จาก TMEC และ ไฮไลต์งานวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศ EV:
- (earth) CME Platform: เปลี่ยนข้อมูลการเดินรถเป็นคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้จากความยั่งยืน
- (car) เทคโนโลยี Hardware in the Loop: การพัฒนาและทดสอบชุดควบคุมของชิ้นส่วนสำคัญในยานยนต์ไฟฟ้า
- (plant) โครงการ GEF 7: โมเดลขนส่งสาธารณะไฟฟ้าในพื้นที่ EEC
ขอเชิญทุกท่านมาร่วมขับเคลื่อนอนาคตไทยด้วยนวัตกรรมสีเขียวไปด้วยกัน โดยงานจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่: 13 - 16 พฤษภาคม 2569 เวลา: 10:00 - 18:00 น. ณ งาน SUBCON THAILAND 2026 ไบเทคบางนา
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ชูวิสัยทัศน์ “Research Engine” บนเวที ADB ขานรับนโยบาย อ.เชน ผสานความร่วมมือสากลเร่งการลงทุนใน “คนและนวัตกรรม” ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งอนาคต
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชียประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร - ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ในการประชุมเปิดโครงการ 2026 Country Operations Mission (COM) เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือปี พ.ศ. 2569–2572 ตอกย้ำความพร้อมของ สวทช. ในบทบาทการเป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศไทย” (Thailand’s Research Engine) ในฐานะกลไกหลักที่จะเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นในเวทีโลก ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงกลยุทธ์ด้านการลงทุนในคนและนวัตกรรม โดยมี Mr. Aaron Batten ผู้อำนวยการธนาคารพัฒนาเอเชียประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ
ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตของโลก (Global Polycrisis) ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรมนุษย์ ความสามารถในการแข่งขัน และความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจประเทศในยามที่เจอกับวิกฤต สวทช. ได้ปฏิรูประบบการทำงานผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” สู่การทำงานข้ามศาสตร์ที่มุ่งแก้โจทย์ความต้องการจริงของประเทศเป็นสำคัญให้ส่งผลกระทบสูงและเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง สอดรับกับนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น “คนตัวเล็ก” อย่างเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง ติดอาวุธนวัตกรรมให้กลุ่ม SMEs สู่การเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้านสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลควบคู่ไปกับการทลายกำแพงความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามความถนัดของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศในอนาคต
ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ชูประเด็นความร่วมมือกับ ADB ด้วยกลไกการลงทุนในคนและนวัตกรรม ซึ่ง “คน” คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของระบบนิเวศนวัตกรรม การผนึกกำลังกับ ADB เพื่อเร่งขยายผลการสร้างบุคลากรทักษะสูง (High-skilled Talent) ลดช่องว่างทางทักษะให้สอดรับกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ต้องการในสาขาต่าง ๆ อาทิ AI, Semiconductor, Wellness และพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและยกระดับประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้รับเทคโนโลยี สู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถในการกักเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศได้มากกว่าเดิม รวมถึงพัฒนาเยาวชนให้ "คิดเป็น" โดยใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเพื่อใช้งานจริง
นอกจากนี้ สวทช. ยังพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างความยืดหยุ่นและการเติบโตที่ครอบคลุม ผ่านการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อลดความเสี่ยงให้ภาคเอกชนในการปรับตัวสู่ยุค Industry 4.0 รวมถึงการใช้ผลงานวิจัยและพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะที่จะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร เสริมแกร่ง SMEs ไทยให้แข็งแกร่งพอที่จะแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาในภูมิภาค และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ด้วยการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง เพื่อให้ Research Engine นี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่นำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 และนโยบายของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง
โครงการ Country Operations Mission (COM) เป็นการประชุมเพื่อจัดทำแผนความร่วมมือระหว่างธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กับประเทศไทย ผ่านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการรวบรวมความต้องการเงินกู้และความช่วยเหลือทางวิชาการที่หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องการรับการสนับสนุนจาก ADB โดยโครงการที่บรรจุในแผน COM นี้ ไม่มีข้อผูกพันว่าจะต้องกู้เงินจาก ADB ซึ่งการประชุมนี้ฯ มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมทางหลวง กรมชลประธาน กรมควบคุมมลพิษ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และมหาวิทยาลัย ซึ่งจะฉายภาพให้เห็นตั้งแต่นโยบายของประเทศ ช่องว่าง และความต้องการในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นแนวทางให้ ADB นำเสนอรูปแบบความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยอย่างเหมาะสมและตรงจุดได้ต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เทคโนโลยีการผลิตส่วนประกอบดาวเทียมไทย แพ็กแบตเตอรี่และวัสดุสำหรับสภาพแวดล้อมสุดท้าทาย
สรุปใจความสำคัญ
สวทช. ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภาคีความร่วมมืออวกาศไทย (Thai Space Consortium: TSC) เพื่อวิจัยและพัฒนาดาวเทียมสัญชาติไทย สร้างองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากร รองรับการเติบโตอุตสาหกรรมอวกาศไทย ภายใต้การนำของ NARIT
เอ็นเทคจับมือเนคเทคพัฒนาแบตเตอรี่ดาวเทียม โดยมุ่งให้มีประสิทธิภาพรองรับสภาพอุณหภูมิสุดขั้ว มีเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือสูง ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาอยู่ในระดับ TRL 4
เอ็มเทคสนับสนุนการคัดเลือกวัสดุสำหรับการผลิตดาวเทียม ที่ต้องแข็งแรง น้ำหนักเบา และทนทาน พร้อมสนับสนุนการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ความร้อน โครงสร้าง และจำลองการทำงานของระบบดาวเทียม
องค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นจะเป็น หนึ่งในรากฐานสำคัญอุตสาหกรรมอวกาศไทย และสามารถต่อยอดไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุในระยะยาวได้
“ดาวเทียม” คือ หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยให้ประชากรโลกเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เช่น ข้อมูลพยากรณ์อากาศ ข้อมูลระบบนำทาง ข้อมูลรับมือภัยพิบัติธรรมชาติ รวมไปถึงการสื่อสารผ่านดาวเทียมในพื้นที่ห่างไกล
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภาคีความร่วมมืออวกาศไทยหรือ Thai Space Consortium (TSC) ในการวิจัยและพัฒนาดาวเทียมสัญชาติไทย สร้างองค์ความรู้ และพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมอวกาศไทยในอนาคต
ทั้งนี้การดำเนินงาน TSC เป็นการดำเนินงานภายใต้การนำของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.)
เอ็นเทคจับมือเนคเทคพัฒนาแบตเตอรี่ดาวเทียม
ดาวเทียมที่ภาคี TSC กำลังพัฒนามี 2 ดวง คือ “TSC-1” ดาวเทียมสำรวจเก็บข้อมูลภาพโลกเพื่อนำไปวิเคราะห์ด้านการเกษตร ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ อีกดวงหนึ่ง คือ “TSC-2” ดาวเทียมสำรวจดวงจันทร์ เพื่อการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ
[caption id="attachment_83848" align="aligncenter" width="400"] ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เอ็นเทค สวทช.[/caption]
ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เอ็นเทค สวทช. เล่าถึงการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ TSC ว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาต้นแบบแพ็กแบตเตอรี่เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักของดาวเทียมร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ โดยแพ็กแบตเตอรี่ทำหน้าที่จ่ายพลังงานขณะดาวเทียมโคจรเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่สามารถรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้ ความท้าทายในการพัฒนา คือ การออกแบบให้แบตเตอรี่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพ และระบบมีความน่าเชื่อถือสูง ภายใต้สภาวะอุณหภูมิที่สลับระหว่างร้อนจัดกับเย็นจัดตั้งแต่ประมาณ -20 ถึง 60 องศาเซลเซียส
ทีมวิจัยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการออกแบบการจัดเรียงและการเชื่อมต่อเซลล์แบตเตอรี่อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System: BMS) โดยดำเนินงานร่วมกับ ภัทรกร รัตนวรรณ์ วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีเทระเฮิรตซ์ (TRT) เนคเทค สวทช. และทีมวิจัยจาก NARIT
ดร.จิราวรรณ อธิบายว่า ระบบ BMS ที่พัฒนาขึ้นทำหน้าที่ควบคุม ตรวจวัด และป้องกันความผิดปกติของแบตเตอรี่ รวมถึงการติดตามสถานะและสั่งการจากระยะไกล เพื่อให้แพ็กแบตเตอรี่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง และรองรับการใช้งานในภารกิจอวกาศได้อย่างมีเสถียรภาพและเชื่อถือได้
“ทั้งนี้ทีมวิจัยได้เลือกใช้เซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (lithium-ion) ที่ผ่านการทดสอบการใช้งานในสภาวะอวกาศจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบ พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการผลิตแพ็กแบตเตอรี่ที่ถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนได้ในอนาคต
นอกจากนี้ทีมวิจัยยังออกแบบการใช้งานแบตเตอรี่ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดอายุภารกิจ 2 ปี โดยจำกัดช่วงการใช้งานไว้ที่ประมาณร้อยละ 20–30 ของความจุทั้งหมด เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานและรับมือการเสื่อมสภาพในระยะยาว เนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่มีการแปรผันของอุณหภูมิระหว่างร้อนจัดกับเย็นจัดส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการกักเก็บพลังงานและเร่งการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่”
ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาแพ็กแบตเตอรี่อยู่ในระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี (Technology Readiness Level: TRL) ระดับ 4 หรือการทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการ โดยต้นแบบได้ผ่านการทดสอบในสภาวะควบคุมแล้ว และอยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงการใช้งานจริง นั่นคือสภาวะสุญญากาศและสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสูง
เอ็มเทคกับการวิจัยวัสดุดาวเทียมและการทำ Simulation
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่นักวิจัย สวทช. เข้าไปมีส่วนร่วมในโพรเจกต์นี้ คือ การทำวิจัยเพื่อสนับสนุนการคัดเลือกวัสดุเพื่อใช้ผลิตดาวเทียม เนื่องจากวัสดุจะต้องมีน้ำหนักเบาและต้องทนทานต่อสภาพแวดล้อมสุดท้าทายด้วย
[caption id="attachment_83847" align="aligncenter" width="400"] ดร.ชินะ เพ็ญชาติ นักวิจัยทีมวิจัยวิศวกรรมน้ำหนักเบา เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.ชินะ เพ็ญชาติ นักวิจัยทีมวิจัยวิศวกรรมน้ำหนักเบา เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้คัดเลือกวัสดุจากปัจจัยด้านความแข็งแรง น้ำหนัก และความทนทาน ตัวอย่างกลุ่มวัสดุที่สนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ วัสดุโครงสร้างแบบแซนด์วิช (sandwich panel) ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นวัสดุสองชิ้นประกบกันและมีโครงสร้างภายในน้ำหนักเบา ทำหน้าที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของชิ้นงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการผลิตวัสดุลักษณะนี้ตามข้อกำหนดที่ต้องการ แต่องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการวิจัยครั้งนี้ต่อยอดไปสู่การยกระดับขีดความสามารถเทคโนโลยีการผลิตของผู้ประกอบการไทยในอนาคต รวมไปถึงการสนับสนุนทีมวิจัยจาก NARIT ในการทดสอบคัดกรองคุณสมบัติทางความร้อนของวัสดุประเภทต่าง ๆ เพื่อศึกษาความเหมาะสมในการออกแบบใช้งานในระบบระบายความร้อนภายในดาวเทียม”
นอกจากการทำวิจัยเพื่อสนับสนุนการคัดเลือกวัสดุ ทีมวิจัยจากเอ็มเทค ยังนำความเชี่ยวชาญเรื่องการสร้างแบบจำลองเสมือนด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ (computer simulation) มาใช้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้วย
ดร.ชินะ อธิบายต่อว่า ทีมวิจัยได้สนับสนุนทีมวิจัยภายใต้ภาคีฯ ในการใช้งานซอฟต์แวร์ต่าง ๆ สร้างแบบจำลอง วิเคราะห์การถ่ายเทความร้อน การกระจายอุณหภูมิ และความแข็งแรงของโครงสร้างดาวเทียมภายใต้สภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงการจำลองกลไกการทำงานของระบบดาวเทียม เช่น การกางแผงโซลาร์เซลล์เพื่อประเมินการทำงานเบื้องต้น ก่อนนำอุปกรณ์ที่ผลิตไปทดสอบสภาวะจริงในห้องสุญญากาศและห้องทดสอบอุณหภูมิ
“ในระยะต่อไปของการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตดาวเทียมสัญชาติไทย ทีมคาดว่าจะสามารถสนับสนุนการวิจัยเพิ่มในเรื่องการออกแบบการจัดวางอุปกรณ์ภายในยาน เช่น ตำแหน่งของแบตเตอรี่ และการจัดเรียงอุปกรณ์ในส่วนบรรทุก (payload) ซึ่งต้องคำนึงถึงทั้งการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า การควบคุมอุณหภูมิ และการป้องกันการชำรุดของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากแรงกระทำภายนอก ตั้งแต่ขั้นตอนการปล่อยยานอวกาศขึ้นไป จนถึงการปฏิบัติงานในวงโคจร”
จากการวิจัยเทคโนโลยีอวกาศ สู่การยกระดับเทคโนโลยีภาคพื้น
การวิจัยและพัฒนาแพ็กแบตเตอรี่และวัสดุสำหรับผลิตดาวเทียม ภายใต้ความท้าทายทั้งการออกแบบให้แข็งแรงทนทานสูง และใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพภายใต้สภาพแวดล้อมแบบสุดขั้ว คือองค์ความรู้สำคัญที่จะนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีภาคพื้นได้หลากหลาย
ดร.จิราวรรณ อธิบายว่า องค์ความรู้จากการพัฒนาแพ็กแบตเตอรี่สำหรับดาวเทียมนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง รวมถึงอุตสาหกรรมเฉพาะทางได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแบตเตอรี่ที่ใช้งานในกลุ่มนี้ต้องทำงานภายใต้สภาวะแวดล้อมที่รุนแรง และต้องมีความปลอดภัยระดับสูง ส่วนองค์ความรู้ด้านการคัดเลือกวัสดุและการออกแบบโครงสร้างที่เหมาะสม นำไปใช้พัฒนาวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแรงทนทานสูงสำหรับอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นแต่ยังคงตอบโจทย์มาตรฐานความปลอดภัยสากลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้
“องค์ความรู้ทั้งสองส่วนที่ทีมวิจัย สวทช. ร่วมกันพัฒนาจึงไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในรากฐานที่สำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทย แต่ยังต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมวัสดุ รวมไปถึงการต่อยอดใช้งานในอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ของไทย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศในอนาคต”
สำหรับผู้ที่สนใจติดตามความคืบหน้าของโพรเจกต์นี้ได้ที่ www.narit.or.th และติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย สวทช. ได้ที่นันท์ชญาน์ ชำนิ งานพัฒนาธุรกิจดิจิทัลและเครือข่ายความร่วมมือ สวทช. อีเมล nunchaya.chu@nstda.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย เอ็นเทค สวทช. และภาพที่สร้างโดย AI
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
คกก. สภาอุตฯ โคราช ลงพื้นที่เมืองนวัตกรรม EECi ศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และ การบริหารจัดการพื้นที่อุตสาหกรรมสมัยใหม่
(8 พฤษภาคม 2569 - สำนักงานใหญ่ EECi วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง)
ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กำกับดูแลเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) ให้การต้อนรับ คุณเจนจิรา กงทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และ คุณทรงวุฒิ อภิรักษ์ขิต ผู้อํานวยการสํานักบริการการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)
ดร.วุฒิฯ กล่าวต้อนรับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับทราบแนวทางการดำเนินงานเชิงนโยบาย พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของ สวทช. ซึ่งเราได้รับมอบหมายจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้พัฒนา EECi ให้เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยพลังของ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม EECi หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการในพื้นที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และก่อให้เกิดระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ ดร.วุฒิฯ ได้นำคณะดังกล่าวเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านวิทยาศาสตร์เพื่อการขยายขนาดงานวิจัยและการปรับแปลงเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เข้ากับบริบทของไทย ภายในเมืองนวัตกรรม ดังนี้
ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน : มีภารกิจหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าสู่Industry 4.0 โดยส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงาน
ห้องปฏิบัติการเซลล์เทคโนโลยีด้านพืชและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจ และยังช่วยในการปรับปรุงพันธุ์พืช รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาการผลิตพืชสายพันธุ์แท้ที่มีลักษณะตามความต้องการของตลาด
โรงเรือนอัจฉริยะ : ระบบปลูกพืชแบบกึ่งปิดที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม ด้วยระบบอัตโนมัติสำหรับการให้น้ำ ธาตุอาหาร อุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่าง ทำให้สามารถจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำสูง เพื่อนำไปสู่ข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป
โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ : ให้บริการวิจัยขยายขนาดกระบวนการการผลิตทางชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง โดยอาศัยจุลินทรีย์ตามธรรมชาติและจุลินทรีย์ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม โรงงานต้นแบบมีกระบวนการผลิตต้นน้ำ และมีกระบวนการผลิตขั้นปลายที่หลากหลายและครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลายประเภท
โรงงานต้นแบบการขึ้นรูปขนาดใหญ่และการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย : สนับสนุนการผลิตสมัยใหม่และการตรวจสอบแบบไม่ทำลายขั้นสูง บูรณาการ Advanced Manufacturing, Non-destructive Testing Automation และ Robotics อย่างครบวงจร ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมรองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและมุ่งสู่ Industry 4.0 อย่างยั่งยืน
ในโอกาสนี้ คณะจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ยังได้ร่วมหารือกับ EEC ใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย
ด้านกฎหมายและการบริหาร (Regulatory & Governance) : หารือเรื่องการลดขั้นตอนการอนุมัติ/อนุญาต (Red Tape Reduction) และรูปแบบ One-Stop Service (OSOS) รวมถึงกลไกการตัดสินใจที่รวดเร็วเพื่อนำมาปรับใช้กับ ของ NEEC (Northeastern Economic Corridor) หรือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ด้านการลงทุน (Investment Facilitation) : ศึกษายุทธศาสตร์การทำงานร่วมกันระหว่าง BOI และ EEC ในการให้สิทธิประโยชน์แบบ Customized Package และปัจจัยเชิงลึกที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจ
ด้านการพัฒนาพื้นที่ (Land & Industry Development) : หารือกระบวนการกำหนดผังเมือง (Zoning) ที่ยืดหยุ่น และรูปแบบการถือครองหรือเช่าที่ดินระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 11 พ.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
"ยศชนัน" หนุน Medical AI ขับเคลื่อน Wellness Thailand
อว.- สวทช. เดินหน้าพัฒนา Medical AI Platform ฐานข้อมูลกลางการแพทย์ ช่วยคัดกรอง-วินิจฉัยโรครวดเร็ว ประเดิม 2 นวัตกรรม ‘LiverSound' คัดกรองมะเร็งตับ - 'RAMAAI' วินิจฉัยภาพเอกซเรย์ทรวงอก จ่อขึ้นทะเบียน อย. .... >> อ่านต่อ
สวทช. จับมือ "Cyberport" ฮ่องกง ดันสตาร์ตอัป tech ไทยสู่ตลาดสากล
สวทช. โดย อวท. ชู "TSP Scale X Landing Program" ติดปีกสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลกเร็วขึ้น ลดต้นทุน-ความเสี่ยง พร้อมเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานวิจัยและทดสอบมาตรฐานสากล ... >> อ่านต่อ
เชิดชูบุคลากร ต้นแบบ “คนดีศรี อว.” ปี 68 : ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. มอบประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรี อว.” ประจำปี 68 แก่ 3 บุคลากร สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผอ.เนคเทค ดร.ณัฏฐพร พิมพะ นักวิจัยนาโนเทค และ ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยไบโอเทค ย้ำความสำเร็จของบุคลากรต้นแบบขององค์กร ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
สวทช. นำนวัตกรรมฟื้นชีวิตป่าชายเลน ร่วมจัดแสดงในงานสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ที่ จ.จันทบุรี
วันนี้ (10 พ.ค. 69) ณ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติรัชกาลที่ 9 จังหวัดจันทบุรี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในงานสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด "น้ำพระทัยสู่ทวยราษฎร์ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลน" (From Royal Grace to People : The mangrove Botanical Garden) โดยได้รับเกียรติจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ
ในการนี้ คณะผู้บริหาร สวทช. นำโดย ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พร้อมด้วย ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นางวรรณิพา ทองสิมา ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ นางรังสิมา ตัณฑเลขา ผู้อำนวยการโปรแกรมอาวุโส และคณะนักวิจัย สวทช. ได้เข้าร่วมงานเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ป่าชายเลน
สำหรับผลงานที่ สวทช. นำมาจัดแสดง เป็นการโชว์เคสนิทรรศการ “ฟื้นชีวิตป่าชายเลนไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ซึ่งนำเสนอแนวคิดการสร้างป่าที่แข็งแรงและยั่งยืนด้วยฐานข้อมูลพันธุกรรมที่แม่นยำ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การจัดทำฐานข้อมูลจีโนมป่าชายเลนครั้งแรกของไทย ครอบคลุมพืชมากกว่า 20 ชนิด เช่น วงศ์โกงกาง, วงศ์ถั่ว และวงศ์โปรง เพื่อวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรมและกลไกการปรับตัว ซึ่งนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟูป่าชายเลนเชิงลึก ทั้งการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และการเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมกับสายพันธุ์อย่างแม่นยำ พร้อมยกระดับการจัดการข้อมูลภาคสนามสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยมีการขยายผลการใช้งานจริงในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และสุราษฎร์ธานี
นอกจากนี้ ยังมีการนำ AI และนวัตกรรมวัสดุชีวภาพ มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ชายฝั่ง เช่น โครงสร้างชะลอคลื่นและดักตะกอนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความทนทานนานกว่า 10 ปีโดยไม่ต้องรื้อถอน
ทั้งนี้ สวทช. และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้วางทิศทางความร่วมมือต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569 - 2574) โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้านพืชป่าชายเลน หญ้าทะเล และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมระบบนิเวศชายฝั่งและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเลไทยอย่างยั่งยืน
สำหรับการสัมมนาดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 - 12 พฤษภาคม 2569 โดยเป็นเวทีวิชาการด้านป่าชายเลนระดับประเทศที่รวบรวมทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยต่อทรัพยากรป่าชายเลน งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้ามาร่วมปาฐกถาและบรรยายพิเศษ โดยมีผู้บริหารและนักวิจัย สวทช. ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในงาน อาทิ ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค ร่วมเวทีเสวนาเจาะลึกรากฐานงานวิจัยสู่อนาคตป่าชายเลนไทยที่ยั่งยืน, ดร.วิรัลดา ภูตะคาม รักษาการรองผู้อำนวยการไบโอเทค บรรยายเรื่องถอดรหัสพันธุกรรมพืชป่าชายเลนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟู, ดร.สาทินี ซื่อตรง นักวิจัยไบโอเทค บรรยายเรื่องความหลากหลายของชนิดพันธุ์ของราทะเลใน จ.ระยอง และ ดร.ปราโมทย์ ไตรบุญ นักวิจัยไบโอเทค บรรยายเรื่องความหลากหลายของพืชป่าชายเลนที่มีศักยภาพการใช้ประโยชน์และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


