หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
🛑(Facebook Live) พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงทางด้านเทคนิค (Technical Copperation) ระหว่างสถาบันวิจัยเทคนิครถไฟประเทศญี่ปุ่น (Railway Technical Research Institute : RTRI) ประเทศญี่ปุ่น  และ สวทช.
รับชม Facebook Live พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงทางด้านเทคนิค (Technical Copperation) ระหว่างสถาบันวิจัยเทคนิครถไฟประเทศญี่ปุ่น (Railway Technical Research Institute : RTRI) ประเทศญี่ปุ่น  และ สวทช. เพื่อผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมอุตสาหกรรมด้านระบบราง ประกอบด้วย ด้านการวิจัยและพัฒนา ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เวลา 09.00-09.30 น. Facebook: NSTDA-สวทช. (คลิก)
ปฏิทินกิจกรรม
 
งานสัมมนาออนไลน์ “พลิกเกมส์ธุรกิจอาหารให้พ้นวิกฤต ด้วยเทรนด์บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต”
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ หัวข้อ : พลิกเกมส์ธุรกิจอาหารให้พ้นวิกฤต ด้วยเทรนด์บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต Highlight: - เคล็ดลับการใช้บรรจุภัณฑ์ ยกระดับสินค้า และเพิ่มมูลค่า ให้ธุรกิจฝ่าวิกฤต - อัพเดท นวัตกรรมและเทรนด์ในอนาคตของบรรจุภัณฑ์สำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มเป้าหมาย : กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ผลิตอาหารแปรรูป อาหารพร้อมทาน-พร้อมปรุง ร้านอาหาร และ Food Delivery วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2564 เวลา 14.00-15.30 น. วิทยากร : 1) คุณชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด 2) คุณปฐมพงศ์ ดีปัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพ็คเวิร์คส์ จำกัด (Dezpax) 3) ดร.วิชชุดา เดาด์ หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ผู้ดำเนินรายการ : คุณกุลวัชร ภูริชยวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิ ออริจินัล ฟาร์ม จำกัด (ร้านอาหารญี่ปุ่น โชนัน) ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 เวลา 17.00 น. https://forms.office.com/r/tpyPsAK5Ub สามารถเข้ารับฟังสัมมนาออนไลน์ ผ่าน Cisco Webex Meeting (แจ้งยืนยันการสมัครและลิงก์เข้าร่วมฟังงานสัมมนาออนไลน์ทางอีเมล์ ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2564) รับจำนวนจำกัด 120 บริษัท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : (เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.) 1. คุณอุดมเดช ยอดชีวัน โทร 085-111-4237 udomdej@scb.co.th 2. คุณพฤทธิพร วัชกรอมรไชย โทร 063-261-1344 pruttiporn.watchagornamornchai@scb.co.th หมายเหตุ • ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการรับสมัครผู้เข้าร่วมสัมมนาตามลำดับเท่านั้น • ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและหลักสูตรสัมมนา • เมื่อท่านให้ข้อมูลข้างต้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารติดต่อกลับ ท่านรับรองว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นของท่านจริงและยินยอมให้ธนาคารเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลข้างต้นในการติดต่อท่านเพื่อให้คำปรึกษาทางการเงินและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของธนาคารที่ท่านอาจจะสนใจ โปรดอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกาศนโยบายความเป็นส่วนตัวของธนาคารอย่างละเอียด เพื่อเข้าใจถึงวิธีการที่ธนาคารเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและสิทธิของท่าน ได้ที่ https://www.scb.co.th/.../personal.../privacy-notice.html • เว็บไซต์สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) https://www.nstda.or.th/home/
ปฏิทินกิจกรรม
 
นาโนเทค สวทช. ส่งมอบหน้ากากอนามัย n-Breeze M03 จำนวน 10,000 ชิ้น ให้กับ โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระยอง โดยความร่วมมือจาก บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ส่งมอบหน้ากากอนามัย n-Breeze M03 จำนวน 10,000 ชิ้น ด้วยร่วมมือจาก บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ โดย ดร.วรล อินทะสันตา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน และคุณสมชัย กลิ่นสุวรรณมาลี ผู้จัดการส่วนกิจการเพื่อสังคม เพื่อการใช้งานด้านสาธารณประโยชน์และการประเมินผลกระทบของเทคโนโลยีต่อเศรษฐกิจและสังคม ณ โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระยอง โดยมี นพ.อรรถพล ศรีวัฒนะ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ 2 เป็นผู้รับมอบ
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ให้ความอนุเคราะห์ นวัตกรรมเครื่องกำจัดเชื้อโรค ด้วยวิธีการฉายแสงยูวีซี (Girm Zaber UV-C Sterilizer) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี
(25 มิ.ย. 64) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และทีมวิจัย ให้ความอนุเคราะห์นวัตกรรมเครื่องกำจัดเชื้อโรค ด้วยวิธีการฉายแสงยูวีซี (Girm Zaber UV-C Sterilizer) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสก่อโรคโควิด-19 จำนวน 1 เครื่อง ให้กับนายนิติชัย วิริยานนท์ นายอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมทีมงาน เพื่อนำไปสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อำเภอคลองหลวง เพื่อลดการระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดปฐมนิเทศโครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ ปี 2564 ลดเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างยั่งยืน
25 มิถุนายน 2564 อาคารสราญวิทย์ ชั้น 6 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จัดพิธีปฐมนิเทศโครงการ   ไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ ประจำปี 2564 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ขึ้น โดยมีหน่วยงานพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนโครงการฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนและช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโสผู้อำนวยการ สวทช. และ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า โครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ เป็นโครงการที่ดำเนินงานตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีความห่วงใยต่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในด้านการศึกษา ซึ่งมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ ร่วมกับ สวทช. ดำเนินโครงการนำร่องการบริหารระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ ค้นหาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศอย่างเป็นระบบ โดยจุดเริ่มต้นโครงการมาจากพระราชกระแสว่า โรงเรียนในพื้นที่ชายขอบยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งเมื่อเขามีไฟฟ้าใช้จะทำให้มีโอกาสด้านการเรียนมากขึ้น เด็กก็จะมีคอมพิวเตอร์ใช้ มีแท็บเลตใช้ และโรงเรียนก็มีช่องทางสื่อสารกับเรามากขึ้น การสื่อสารที่ดีทำให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งด้านความรู้ ด้านการแพทย์ การอาชีพและอื่น ๆ ดร.ชฎามาศ  ธุวะเศรษฐกุล  รองผู้อำนวยการ สวทช. และ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ และ สวทช. ได้ดำเนินโครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบฯ มาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ได้ก้าวสู่ระยะที่ 3 แล้ว มีเป้าหมายเพื่อการออกแบบและติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และระบบโทรมาตร ระบบโทรคมนาคมเพื่อการสื่อสารและระบบแอปพลิเคชั่นเพื่อการจัดการเรียนการสอน มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 23 แห่ง คือ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 14 แห่ง ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จำนวน 8 แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 1 แห่ง โดยมีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสนับสนุนการดำเนินงานด้านการบำรุงรักษาระบบผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และระบบโทรมาตร และบริษัทแอดวานซ์ อินโฟว์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนด้านระบบโทรคมนาคมเพื่อการสื่อสาร ที่ผ่านมา มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ ร่วมกับ สวทช. จัดกิจกรรมต่อยอดการใช้ประโยชน์จากระบบไอซีที ที่ได้ดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จ โดยมีเป้าหมายสำคัญ 4 ประการคือ 1. เพื่อการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครู ตชด. ด้านการประยุกต์ใช้ไอซีที 2. เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพด้านการตลาดดิจิทัล (มีพื้นที่นำร่อง 1 แห่ง) 3.เพื่อพัฒนาระบบการให้บริการการพบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และ 4. เพื่อส่งเสริมศักยภาพชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเรื่อง “การผลิตไฟฟ้าส่องสว่างด้วย LED แบบพึ่งพาตนเอง” ในปี 2564 นี้ โครงการได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานพันธมิตรเพื่อจัดกิจกรรม ประกอบด้วย กองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทยร่วมเป็นคณะทำงาน ให้คำปรึกษาและติดตามผลการดำเนินงานร่วมกันทั้งในรูปแบบออนไลน์และการลงพื้นที่นิเทศติดตาม และเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาตลอดกิจกรรม และแผนการดำเนินงานโครงการตามเป้าหมายที่สำคัญทั้ง 4 ประการ โดยกำหนดจัดกิจกรรมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2564 พลตำรวจโทวิชิต ปักษา ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนประสบภาวะความยากลำบากและข้อจำกัดหลายด้านที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของครู ด้านการจัดการเรียนการสอน และคุณภาพของเด็กนักเรียน ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทย  ปัจจุบันมีสถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสิ้น 220 แห่ง กว่าร้อยละ 20 เป็นโรงเรียนที่เดินทางยากลำบากมากไม่สามารถเข้าถึงได้โดยรถยนต์ในทุกฤดู  นักเรียนส่วนใหญ่มีฐานะยากจนด้อยโอกาส และส่วนหนึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยไม่รู้ภาษาไทย จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเรียนการสอน ประกอบกับเด็กนักเรียนมักขาดเรียนบ่อยอันมีสาเหตุจากการเดินทางที่ยากลำบากโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน มีการอพยพย้ายตามผู้ปกครอง และประสบปัญหาภาวะโภชนาการและสุขภาพอนามัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและการเรียนรู้ของเด็ก อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเพื่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาที่เพียงพอ เนื่องจากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนไม่ใช่หน่วยงานหลักในการจัดการศึกษา ครู รร.ตชด.ส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิทางการศึกษา หรือไม่ตรงตามสาขาวิชาที่ตนเองสอน การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ครูผู้สอนทุกท่านจะได้รับความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนสอนได้อย่างเหมาะสม และนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ในเบื้องต้น เป็นการเตรียมตนเองไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแบบชีวิตวิถีใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการเรียนการสอนและช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
🛑(Facebook Live) พิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงาน PETE (พีท) เปลปกป้อง และมอบให้กับ สพฉ. เพื่อใช้ในภารกิจการแพทย์ฉุกเฉิน
กำหนดการ พิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงาน PETE (พีท) เปลปกป้อง และมอบให้แก่หน่วยงานผู้ใช้ วันพุธที่ 30 มิถุนายน 2564 เวลา 13:00 น.-14:00 น. ณ ห้อง SD601 ชั้น 6 อาคารสราญวิทย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี [wpdatatable id=32]
ปฏิทินกิจกรรม
 
30th Anniversary Story of NSTDA: สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการเกษตรของคนไทย
  ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ในด้านการเกษตร เพื่อช่วยให้คนไทยทำการเกษตรได้ผลดีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการเลือกปลูกพืชให้เหมาะสม ดูแลด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาด กำจัดแมลงศัตรูพืชแบบรักษ์โลก และพาผลผลิตไปให้ถึงมือผู้บริโภคด้วยคุณภาพและรสชาติที่ดีที่สุด   เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง การปลูกพืชให้ได้ผลผลิตดี สิ่งสำคัญคือการเลือกปลูกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ ทั้งดิน น้ำ และอากาศ ซึ่งการจะเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดนี้ทำได้ง่ายๆ เพียงใช้ “Agri-Map Online” ที่พัฒนาโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. และหน่วยงานภาคี     “Agri-Map Online” คือ ระบบแผนที่เชิงรุกแบบออนไลน์ เป็นโปรแกรมอำนวยความสะดวกการเข้าถึงข้อมูลภูมิสารสนเทศด้านการเกษตรด้วยเทคโนโลยี What 2 Grow เพื่อให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่สามารถบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน สภาพดิน และพืชเศรษฐกิจที่แนะนำให้เพาะปลูกในพื้นที่ ด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน รวมถึงการคาดการณ์อนาคต อีกทั้งยังมีข้อมูลด้านการตลาด แหล่งรับซื้อ และข้อมูลกลุ่มสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ให้เกษตรกรได้ใช้ประกอบการตัดสินใจ สำหรับการใช้งาน นอกจากจะสามารถใช้ Agri-Map Online ผ่านทางเว็บไซต์ http://agri-map-online.moac.go.th/ แล้ว นักวิจัยยังพัฒนา “Agri-Map Mobile” แอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน ซึ่งรองรับทั้งระบบ Android และ iOS ทำให้สามารถใช้งานได้สะดวกทุกที่และทุกเวลา ไม่เพียงมีแอปพลิเคชันช่วยเกษตรกรเลือกเพาะปลูกให้สอดคล้องกับพื้นที่และการตลาด สวทช. ยังร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำการเกษตร อาทิ TAMIS ระบบสารสนเทศเพื่อการเกษตรแบบพกพา ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลการตรวจสอบแปลงเกษตรโดยภาครัฐ และ FAARMis แอปพลิเคชันสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรแบบเชิงรุก เป็นต้น   รายละเอียดเพิ่มเติม : https://bit.ly/3umt8nc ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Agri-Map Mobile ได้ผ่าน : Play Store (https://bit.ly/34eavav) และ App Store (https://apple.co/3fgdBkA)   Smart Farming พัฒนาการปลูกพืชด้วยเกษตรแม่นยำ เทรนด์การทำเกษตรยุคใหม่มาแรงในปัจจุบัน คือ การปลูกพืชด้วย “ระบบเกษตรแม่นยำ” หรือระบบการทำการเกษตรที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมให้เป็นไปตามความต้องการของพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้พัฒนา “โรงเรือนอัจฉริยะ หรือ SMART Greenhouse Knockdown Double Roof GH-1” นวัตกรรมโรงเรือนปลูกพืชที่สามารถควบคุมระบบการปลูกพืชผ่านสมาร์ตโฟน ช่วยให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และเกษตรกรทำงานได้สะดวกมากขึ้น     จุดเด่นของโรงเรือนอัจฉริยะ คือเป็นโรงเรือนแบบน็อกดาวน์ สามารถขึ้นโครงและติดตั้งได้ในทุกพื้นที่ มีขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 20 เมตร สูง 5.6 เมตร มีหลังคา 2 ชั้นพร้อมพัดลมระบายอากาศ และมีประตูกันแมลง 2 ชั้น เพื่อป้องกันการเล็ดรอดของแมลง การทำงานของโรงเรือนใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ในการตรวจวัดปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช และควบคุมการทำงานด้วยเทคโนโลยีไอโอที (Internet of Things หรือ IoT) ผู้ใช้งานจึงสามารถตรวจสอบและควบคุมการทำงานของโรงเรือนได้สะดวกผ่านสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ เซนเซอร์ที่ควบคุมการทำงานภายในโรงเรือนประกอบด้วย เซนเซอร์วัดความเข้มแสงควบคุมการทำงานของม่านพรางแสง เซนเซอร์วัดความชื้นดินควบคุมการทำงานของระบบน้ำหยด เซนเซอร์วัดความชื้นอากาศควบคุมการทำงานของระบบพ่นหมอก และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิควบคุมการทำงานของพัดลมใต้หลังคา ข้อมูลการตรวจวัดและการทำงานทั้งหมดจะมีการบันทึกในระบบเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำมาใช้พัฒนาการปลูกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากการทดสอบปลูกเมลอนร่วมกับบริษัทเอกชนได้ผลประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิต สำหรับเกษตรกรที่มีโรงเรือนอยู่แล้วสามารถทำฟาร์มอัจฉริยะได้ด้วยเทคโนโนโลยี “HandySense”​ ผลงานวิจัยพัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เป็นระบบเกษตรแม่นยำที่นำเซนเซอร์ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีไอโอที ทำให้สามารถตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมการเพาะปลูกได้จากทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำ ปุ๋ย การควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณแสง     ผู้ใช้งานสามารถดูข้อมูลสภาพแวดล้อมและสั่งการทำงานได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนหรือ คอมพิวเตอร์ และสามารถนำข้อมูลการทำงานทั้งหมดไปใช้ในการวิเคราะห์เพื่อวางแผนการเพาะปลูกรอบต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากการทดสอบใช้งานจริงพบว่า นอกจากผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพดีขึ้นแล้ว ปริมาณผลผลิตยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 20 รวมถึงใช้แรงงานลดลงเฉลี่ยร้อยละ 52 ปัจจุบัน HandySense เตรียมเปิดพิมพ์เขียวให้ประชาชนนำไปใช้ทำการเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภายใต้แนวคิด “Smart Opening Innovation” หรือ “นวัตกรรมอัจฉริยะแบบเปิด” เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรไทยยุคใหม่ได้มีเครื่องมือที่ทันสมัยใช้งานในราคาที่จับต้องได้ หากคุณสนใจจองสิทธิ์การใช้งานได้ที่ https://bit.ly/3fg7yfO   รายละเอียดเพิ่มเติม โรงเรือนอัจฉริยะ (https://bit.ly/3gHGpDt) ‘โรงเรือนอัจฉริยะ’ ความหวังผลิตพืชอาหาร ในโลกยุคหลังโควิด (https://bit.ly/3vKNO9f) HandySense (https://handysense.io/)   โรงงานผลิตพืช นวัตกรรมปลูกผักอัจฉริยะ   ด้วยปัจจุบันทั่วโลกต่างกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการขาดแคลนพื้นที่การเพาะปลูก ทำให้มีการพัฒนานวัตกรรมการทำเกษตรรูปแบบใหม่ คือ “Plant Factory” หรือ “โรงงานผลิตพืช” ซึ่งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ได้จัดตั้งโรงงานผลิตพืช พื้นที่ขนาด 1,200 ตารางเมตรที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงงานผลิตพืชด้วยแสงไฟเทียม หรือ Plant Factories with Artificial Lighting (PFALs) จากมหาวิทยาลัยชิบะ ประเทศญี่ปุ่น โรงงานผลิตพืชเป็นการปลูกพืชในห้องควบคุมระบบปิดหรือกึ่งปิดที่มีการควบคุมปัจจัยในการเจริญเติบโตของพืชทั้งหมด ทั้งชนิดของคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น และแร่ธาตุ เพื่อให้ได้ผลผลิตและสารสำคัญตามต้องการ ที่สำคัญการปลูกพืชในชั้นปลูกสามารถปลูกซ้อนกันได้สูงสุดถึง 10 ชั้น ทำให้เพิ่มผลผลิตได้มากถึง 10 เท่า อีกทั้งการปลูกพืชในระบบปิดและมีระบบกรองอากาศทำให้ปราศจากเชื้อโรคและแมลง ไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ทำให้ได้ผลผลิตที่ได้สะอาด ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสำหรับการผลิตพืชมูลค่าสูงนอกฤดูกาล และพืชสมุนไพรเพื่อใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ยา เวชสำอาง และอาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ทั้งนี้ไบโอเทค สวทช. ยังมีโรงงานผลิตพืชต้นแบบระดับชุมชนที่ตำบลนาราชควาย จังหวัดนครพนม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบการผลิตสมุนไพรของจังหวัด ให้สามารถผลิตวัตถุดิบคุณภาพสำหรับผลิตยาให้แก่โรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของจังหวัด   รายละเอียดเพิ่มเติม : Plant Factory (https://bit.ly/2SrBywd)     วัสดุเพาะปลูกคุณภาพ เพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย   นอกจากการดูแลดิน น้ำ แสงสว่าง และอุณหภูมิให้เหมาะสมแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่มีผลอย่างมากต่อการเพาะปลูก คือ “วัสดุเสริมการเพาะปลูก” ได้แก่ ถุงปลูกพืช ถุงห่อผลไม้ และวัสดุคลุมดิน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. พัฒนา “Magik Growth” วัสดุเสริมการเพาะปลูกชนิดนอนวูฟเวนชนิดสปันบอนด์ที่ขึ้นรูปด้วยสูตรเฉพาะ มีโครงสร้าง 3 มิติในลักษณะของเส้นใยที่สานกันไปมา ทำให้มีโครงสร้างแข็งแรงและมีรูพรุนช่วยถ่ายเทน้ำและอากาศได้ดี รวมทั้งยังคัดกรองช่วงแสงที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชได้ ช่วยให้การปลูกได้ผลผลิตคุณภาพและมีปริมาณเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถใช้งานซ้ำเพื่อลดการสร้างขยะได้อีกด้วย ปัจจุบันมีการพัฒนา Magik Growth ไปใช้เป็นถุงปลูก เช่น ปลูกเมลอน พบว่าช่วยลดอัตราการสูญเสียเหลือเพียง 1 ใน 5 ช่วยเพิ่มผลผลิตร้อยละ 20-30 ส่วนถุงห่อผลไม้ มีการนำไปใช้ห่อผลไม้เศรษฐกิจ เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง กล้วยหอม และทุเรียน พบว่าช่วยให้ผลไม้มีผิวสวย ไม่มีรอยโรคและแมลง ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น สามารถลดต้นทุนการใช้สารเคมี สุดท้ายคือถุงวัสดุคลุมดิน จากการทดลองใช้ปลูกสตรอว์เบอร์รี นอกจากจะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว ส่วนไหลที่ใช้ในการขยายพันธุ์ยังเจริญเติบโตได้ดีขึ้นด้วย   รายละเอียดเพิ่มเติม : Magik Growth นอนวูฟเวน เพื่อการเพาะปลูก (https://bit.ly/3cYu5fH) ถุงปลูก "Magik Growth" ใช้ซ้ำ นวัตกรรมรักษ์โลก (https://bit.ly/3cWvHGZ)    เติมปุ๋ยธาตุรองเสริมสู้โรค หยุดแมลงบุกด้วยสารชีวภัณฑ์   ปัญหาหนึ่งที่ทำให้พืชไม่แข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อม โรค และการรุกรานของแมลง คือ การขาดธาตุอาหารรองเสริม อาทิ แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ เหล็ก และแมงกานีส ฯลฯ สาเหตุสำคัญมาจากธาตุอาหารรองเสริมที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดไม่มีการใช้เทคโนโลยีห่อหุ้ม ทำให้เมื่อธาตุอาหารเหล่านั้นไปสัมผัสกับค่า pH ที่ไม่เหมาะสมในน้ำหรือดินโดยตรงจะเกิดการตกตะกอน พืชดูดซึมไปใช้ได้ไม่เต็มที่ และส่วนที่เหลือตกค้างในดินยังก่อให้เกิดปัญหาดินเสื่อมสภาพอีกด้วย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. พัฒนา “ปุ๋ยคีเลต (Plant micronutrient chelate fertilizer)” โดยใช้เทคโนโลยีคีเลชัน (Chelation) นำกรดอะมิโนมาเป็นตัวห่อหุ้มธาตุอาหารรองเสริม เพื่อป้องกันไม่ให้ธาตุอาหารรองเสริมมีการสัมผัสกับค่า pH ที่ไม่เหมาะสมในน้ำหรือดินโดยตรง จึงทำให้ปุ๋ยคีเลตละลายน้ำได้ดีไม่เกิดการตกตะกอน พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้พืชแข็งแรงทนต่อโรคและการรุกรานของแมลง ที่สำคัญกรดอะมิโนที่นำมาห่อหุ้มยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเร่งให้พืชมีการเจริญเติบโตดีขึ้นด้วย ปุ๋ยชนิดนี้เป็นปุ๋ยฉีดพ่นทางใบสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิดที่ต้องการธาตุอาหารรองเสริม ไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนประกอบ ปัจจุบันมีการนำปุ๋ยคีเลตไปใช้กับสวนทุเรียนแล้ว 5,000 ไร่ ใน 3 จังหวัด จากต้นทุเรียนที่เคยอ่อนแอ มีการเจริญเติบโตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่วยเพิ่มผลผลิตทุเรียนต่อไร่มากถึงร้อยละ 20 และช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยและอาหารเสริมได้มากถึงร้อยละ 30 ทั้งนี้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัท เทค ซายน์ จำกัด และวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “นาโนส (Nanose)”     นอกจากนี้เพื่อต่อสู้กับแมลงร้ายที่นับวันจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ไบโอเทค สวทช. ยังได้วิจัยพัฒนาชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี หรือ Biocontrol ใช้จุลินทรีย์ที่มีในธรรมชาติควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืชต่างๆ โดยมี 3 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีการนำไปใช้งานจริงแล้ว คือ “ไวรัส NPV” (Nuclear Polyhedrosis Virus: NPV) ไวรัสสำหรับกำจัดหนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย และหนอนกระทู้ผัก “ราบิวเวอเรีย” (Beauveria bassiana) เชื้อราสำหรับกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยแป้ง หนอนศัตรูพืช และแมลงปากกัดดูดทุกชนิด รวมถึงสามารถทำลายปลวก และมดคันไฟ สุดท้ายคือ “VipPro” ผลิตภัณฑ์จากโปรตีน Vip3A (Vegetative insecticidal protein) โปรตีนฆ่าหนอนแมลงในกลุ่มหนอนผีเสื้อและหนอนผีเสื้อกลางคืน ซึ่งเป็นแมลงศัตรูหลักของพืชเกือบทุกชนิด ผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์เร็วสามารถทำให้แมลงหยุดกินอาหารใน 1 ชั่วโมง ช่วยลดความเสียหายและรอยตำหนิบนใบพืชได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังออกฤทธิ์เสริมกับชีวภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไวรัสเอ็นพีวี และราบิวเวอเรีย ทำให้ลดปริมาณการใช้ชีวภัณฑ์เหล่านั้นได้อย่างน้อยสิบเท่า และยังสามารถใช้กับแมลงที่ดื้อต่อสารเคมีหรือดื้อต่อโปรตีนผลึกได้อีกด้วย ผลการทดสอบพบว่า VipPro สามารถควบคุมแมลงศัตรูพืชได้ดีมากในทุกแปลงทดสอบ และมีปริมาณผลผลิตที่ได้เทียบเท่าการกำจัดแมลงด้วยสารเคมี นอกจากผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด จะสามารถกำจัดศัตรูของพืชเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดีแล้ว ผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ยังมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม   รายละเอียดเพิ่มเติม นวัตกรรมปุ๋ยคีเลต สำหรับพืชไร้ดินและพืชทั่วไป (https://bit.ly/2Pwl5Gg) นวัตกรรมปุ๋ยคีเลต เพิ่มผลผลิตสวนทุเรียน ลดต้นทุน 20-30% เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม(https://bit.ly/3xAbIWq) นาโนเทค สวทช. ตอบโจทย์ BCG ส่ง ‘นวัตกรรมปุ๋ยคีเลต’ ลงสวนทุเรียน จังหวัดระยอง (https://bit.ly/3aH6cbA) ไวรัส NPV (https://bit.ly/3ujjJwH) ราบิวเวอเรีย (https://bit.ly/3ugzogb) VipPro (https://bit.ly/3fgyP1D)   ถนอมรสชาติยืดอายุผลผลิตด้วยบรรจุภัณฑ์คุณภาพ   เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวและนำออกจำหน่าย คงไม่ดีแน่ถ้าผลิตภัณฑ์มีอายุการวางจำหน่าย (Shelf life) สั้น เพราะนั่นเป็นการตัดโอกาสการวางขายในร้านค้าชั้นนำหรือส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เอ็มเทค สวทช. พัฒนา “ActivePAKTM” หรือ “ถุงหายใจได้” นวัตกรรมการขึ้นรูปฟิล์มบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติยอมให้ก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ซึมผ่านเข้าออกได้ดี สอดคล้องกับอัตราการหายใจของผักและผลไม้สดที่บรรจุอยู่ภายใน ช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ ยืดอายุการเก็บรักษาผักผลไม้สดให้นานขึ้น 2-5 เท่า โดยคงคุณภาพและรสชาติที่ดี นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยังมีลักษณะใส ไม่เกิดฝ้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถมองเห็นสินค้าได้ชัด สร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ และช่วยให้ตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันจาก ActivePAKTM  ได้มีการพัฒนาต่อยอดเป็น “ActivePAKTM Ultra” สำหรับผลิตผลสดที่มีอัตราการหายใจสูง เช่น หน่อไม้ฝรั่งและเห็ด ซึ่งมักเน่าเสียอย่างรวดเร็วภายหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ยากต่อการกระจายสินค้าเพื่อจำหน่าย โดย ActivePAKTM Ultra จะช่วยให้ผลิตผลสดมีอัตราการหายใจลดต่ำลง สามารถยืดความสดได้นานถึง 9 วัน ที่อุณหภูมิ 4-8 องศาเซลเซียส จากเดิมเก็บได้เพียง 3 วันเท่านั้น   รายละเอียดเพิ่มเติม ActivePAKTM (https://bit.ly/3vlbhhZ) ActivePAKTM Ultra (https://bit.ly/3vpByvG)     ทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ สวทช. พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านการเกษตรให้แก่คนไทยตลอด 30 ปี สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียกระดับการทำการเกษตรให้มีประสิทธิภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการสร้างของเสีย และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากสนใจเทคโนโลยีการเกษตรอื่นๆ เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่หนังสือ 3 ทศวรรษ สวทช. กับการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่มเกษตรและอาหาร (https://bit.ly/2SrBywd)
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
โครงการสำมะโนธุรกจิและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565 (นับจด)
สำนักงานสถิติแห่งชาติ กำหนดจัดทำโครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565 (นับจด) ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม จนถึง 31 สิงหาคม 2564 เพื่อให้ประเทศมีสถิติที่สำคัญสำหรับใช้ในการยกระดับศักยภาพการเติบโตและเศรษฐกิจไทยได้ในระยะยาว รับชมข้อมูลได้ที่ http://www.nso.go.th/
ข่าวหน่วยงานภายนอก
 
คณะจิตอาสาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา มอบอาหารน้ำดื่ม-สิ่งของ ให้ รพ.สนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ
วันนี้ (22 มิ.ย. 64) ณ โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี : คณะจิตอาสาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สมาคมศิษย์เก่าจิตรลดาในพระราชูปถัมภ์ฯ และสถานประกอบการในเครือข่ายสถาบันฯ ได้เดินทางมามอบข้าวกล่อง ขนม น้ำดื่ม และแอลกอฮอล์ล้างมือ จำนวน 200 ชุด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยพิการที่ติดเชื้อไวรัส COVID-19 และปฏิบัติงานโรงพยาบาลสนามฯ เพื่อสืบสานตามพระราชปณิธานในการทำความดีของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา โดยมี นายแพทย์สาธิต สันตดุสิต ผู้อำนวยการสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ แพทย์หญิงบุษกร โลหารชุน รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ และนางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย นางจิตรา เตมีศรีสุข ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและพัฒนาคนพิการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมต้อนรับคณะจิตอาสาฯ และรับมอบสิ่งของในครั้งนี้  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“Para Walk” พื้นยางพาราเพื่อสุขภาพ
นักวิจัยเอ็มเทค สวทช.พัฒนา "Para Walk" วัสดุปูพื้นทำจากยางพาราเพื่อสุขภาพการเดิน ลดอันตรายรุนแรงเมื่อหกล้มปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ นักวิจัยเอ็มเทค สวทช.พัฒนา #ParaWalk วัสดุปูพื้นหรือผนังที่มีส่วนผสมของยางพารา มีผิวสัมผัสแข็งแรงทนทาน แต่ยังคงคุณสมบัติของยางพาราที่สามารถดูดซับและกระจายแรงกระแทกได้ดี เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่จะเดินได้อย่างมั่นคง ช่วยถนอมข้อเข่า และช่วยลดอันตรายรุนแรงได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุหกล้ม "Para Walk" ยังอยู่ระหว่างการทดสอบความทนทานเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง ในขณะที่นักวิจัยยังเดินหน้าต่อยอดพัฒนา Para Walk ให้เป็นพื้นยางพาราเพื่อสุขภาพที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ต้องการพื้นที่เหมาะสมต่อพัฒนาการเดิน รวมถึงกีฬาแต่ละชนิดที่ต้องการพื้นนิ่มแข็งในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งนักวิจัยกำลังศึกษาและเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาพื้นยางพารา Para Walk ให้เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัยและทุกกิจกรรม
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. โปรแกรม ITAP หนุนผู้ประกอบการ ‘พัฒนาชุดตรวจสอบภาคการเกษตร’ – ‘น้ำยาล้างผักผลไม้’ ช่วยลดปนเปื้อนจุลินทรีย์-สารเคมีตกค้าง ใช้ง่ายทราบผลทันที
For English-version news, please visit : ITAP-NSTDA helps Thai enterprises launch products enhancing food safety. ผู้บริโภค เฮ โปรแกรม ITAP  สวทช. หนุนผู้ประกอบการ พัฒนาชุดตรวจสารเคมีตกค้างในภาคการเกษตร มีการนำไปใช้จริงแล้วกับร้านอาหารชั้นนำ และโรงแรมระดับ 5 ดาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ยังผลิตนวัตกรรมน้ำยาล้างผักและผลไม้ เอาใจสายเฮลท์ตี้ ที่นิยมซื้อผักสดผลไม้ มาปรุงอาหารเองที่บ้าน ช่วยล้างผักผลไม้ ให้ปลอดภัยจากเชื้อจุลินทรีย์และยาฆ่าแมลงได้มีประสิทธิภาพ   (วันที่ 18 มิถุนายน 2564) ศ.ดร. พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) โดยศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้สนับสนุนให้ทำงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อช่วยผู้ประกอบการพัฒนาชุดตรวจสอบสารเคมีทางการเกษตรอย่างง่าย และทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์น้ำส้มสายชูหมักจากหยาดน้ำดอกมะพร้าว เพื่อลดปริมาณสารเคมีตกค้างและลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในผักและผลไม้ ให้กับ 2 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท เอิร์ธแคร์อินโนซิส จำกัด โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุดตรวจสอบ CHEMISPOT ซึ่งเป็นชุดตรวจสอบสารกำจัดวัชพืช 2 ชนิด คือ พาราควอต (Paraquat) และไกลโฟเซต (Glyphosate) สำหรับใช้คัดกรอง (screening) การตกค้างของสารเคมีในผักและผลไม้ โดยแสดงผลว่า ‘พบ’ หรือ ‘ไม่พบสารตกค้าง’ สามารถนำไปใช้งานได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และทราบผลทดสอบได้ทันที “ชุดตรวจสอบพาราควอต อยู่ในรูปของ “เจลทดสอบ” มีสีขาวขุ่น อยู่ในภาชนะพลาสติกขนาดเล็ก การทดสอบทำได้ง่ายๆ โดยใส่ตัวอย่างของเหลว ลงในสารทดสอบ หากไม่มีสารพาราควอต สารทดสอบจะมีสีขาวใสเหมือนเดิม แต่ถ้ามีสารพาราควอต สารทดสอบจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าทันที โดยความเข้มของสีจะเปลี่ยนไปตามปริมาณของสารพาราควอตที่พบ”  “ชุดตรวจสอบไกลโฟเซต อยู่ในรูป“ของเหลวทดสอบ” มีลักษณะสีขาวใส บรรจุในขวดแก้ว ใช้งานโดยเติมตัวอย่างที่ต้องการทดสอบ ในขวดทดสอบ เขย่าและสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสีที่เกิดขึ้น จากการทำปฏิกิริยาของสารทดสอบกับสารไกลโฟเซต จะทำให้เกิดสีเหลืองขุ่น โดยความเข้มของสีจะเปลี่ยนไปตามปริมาณของสารไกลโฟเซตที่พบ” ทั้งนี้ชุดตรวจสอบนี้ถูกนำไปใช้ทดสอบผักและผลไม้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงแรม 5-6 ดาว รวมถึงร้านอาหารชั้นนำต่างๆ นายอุกฤษฏ์ วิศิษฐ์กิจการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธแคร์อินโนซิส จำกัด กล่าวว่า บริษัท เอิร์ธแคร์ฯ เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศเพื่ออาหารปลอดภัย และสนใจที่จะพัฒนาชุดตรวจสอบที่ใช้ง่าย สามารถใช้ได้เองที่บ้าน ซึ่งการที่ได้ร่วมโครงการกับโปรแกรม ITAP สวทช. ทำให้สินค้าของบริษัท ทั้งผลิตภัณฑ์ Paraquat หรือ Glyphosate ได้รับการตอบรับจากทั้งภาครัฐและเอกชนหลายหน่วยงาน นอกจากนี้ตัวชุดตรวจสอบได้ถูกใช้จริงในโครงการของสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แล้ว เพื่อนำร่องในโครงการอาหารปลอดภัยสำหรับให้คนในชุมชน โรงเรียน สถานพยาบาล ตื่นตัวถึงปัญหาสารเคมีตกค้างในผักและในน้ำ ทำให้นักเรียนผู้เข้าร่วมในโครงการอาหารปลอดภัย มีโอกาสใช้ชุดตรวจสอบและเห็นถึงปัญหาด้วยตนเองด้วย ศ.ดร. พวงรัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นแล้วยังมีผลิตภัณฑ์อีกหนึ่งตัวคือ “ชีวาดี ฟรุต แอนด์ เวจจี่    วอช” (Chiwadi Fruit Veggie Wash) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ บริษัท ชีวาดี โปรดักส์ จำกัด ได้พัฒนาขึ้นจากหยาดน้ำดอกมะพร้าว ซึ่งได้มีการทดสอบในห้องปฏิบัติการ พบว่าประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์เริ่มแรกสามารถลดแบคทีเรียและสารเคมีปราบศัตรูพืชได้ในระดับหนึ่ง แต่เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าจะได้ผักผลไม้ที่ปลอดภัยจริง ทีมวิจัยได้ปรับสูตรน้ำยาล้างผัก โดยต่อยอดจากสูตรเดิม ทั้งการเพิ่มสารสำคัญ ปรับสัดส่วนของสารต่างๆ ในน้ำยาล้างผักและปรับปริมาณการใช้น้ำยาล้างผัก ทำให้สามารถล้างผักและผลไม้ ให้ปลอดจากเชื้อจุลินทรีย์และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในผักผลไม้ ได้ในเวลาอันสั้น โดยผลทดสอบพบว่า Chiwadi Fruit Veggie Wash สูตรใหม่ สามารถกำจัดจุลินทรีย์ตกค้างได้หมด และช่วยลดยาฆ่าแมลง ที่ใช้ทดสอบสองชนิด คือ Methomyl และ Lambda-Cyhalothrin จากในระดับที่ ‘ไม่ปลอดภัยมาก’ ให้เป็นระดับ ‘ปลอดภัย’ ได้ ด้าน นางสารภี ยวดยง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาดี โปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า ทีมวิจัยได้ดำเนินการทดลองและช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็ก สามารถเข้าถึงงานวิจัย เข้าใจลักษณะงานที่เป็นขั้นตอน ซึ่งนอกจาก    ผลการทดลองที่ทำให้ได้รับความมั่นใจในตัวสินค้าแล้ว ยังได้รับคำแนะนำการปรับให้สูตรสมดุล เพื่อประโยชน์สูงสุดกับขนาดธุรกิจของตนเอง และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคด้วย “ด้วยธุรกิจขนาดเล็กของเราเป็นนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ล้างผักและผลไม้อินทรีย์ ที่ไม่มีสารเคมีเป็น    รายแรกของประเทศ และได้ผลในการลดเชื้อจุลินทรีย์ทำความสะอาดและชำระล้างสารเคมีตกค้าง ประเภทกลุ่มยาฆ่าแมลงที่เกษตรกรนิยมใช้ ได้มีประสิทธิภาพดีในระดับปลอดภัย” ขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ อย. เนื่องจากเป็นสินค้าใหม่ที่ใช้สารอินทรีย์ชนิดต่างๆ ซึ่งยังไม่มีในพระราชบัญญัติอาหาร หากได้รับใบอนุญาตจาก อย. เรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทฯ พร้อมส่งออกสินค้าต่อไป เนื่องจากช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เรื่องของความสะอาดปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้โภคคำนึงถึงเป็นลำดับแรก ทำให้สินค้ามีแนวโน้มแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ทั้งในและนอกประเทศ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาดีฯ กล่าวทิ้งท้าย //////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญร่วมเสวนาออนไลน์เรื่อง “การค้นพบพืชวงศ์ขิง 8 ชนิดใหม่ของโลก !! กับการต่อยอดการใช้ประโยชน์ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG”
" ทุนทางธรรมชาติ " ที่จับต้องได้ ประเทศไทย "ร่ำรวย" ความหลากหลายทางชีวภาพ ทำอย่างไร...จะสร้างนวัตกรรม และประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ร่วมเสวนากับวิทยากรที่ค้นพบพืชวงศ์ขิงชนิดใหม่ของโลก 8 ชนิด พร้อมตอบทุกข้อซักถามถึงแนวทางการต่อยอด การสร้างนวัตกรรม และใช้ประโยชน์ทางการค้า การเสวนา : การค้นพบพืชวงศ์ขิง 8 ชนิดใหม่ของโลก !! กับการต่อยอดการใช้ประโยชน์ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2564 14.00 - 15.30 น. เสวนาออนไลน์ฟรี ! #BIODTALKEPISODE#1 มีหัวข้อที่น่าสนใจ การค้นพบพืชวงศ์ขิงชนิดใหม่ของโลก 8 ชนิดกับความท้าทายการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG นวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย การปรับปรุงพันธุ์พืชวงศ์ขิงในเชิงการค้า .......และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากร ห้องประชุมออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Webex event สมัครเข้าฟังฟรี ที่ลิงก์ : https://meeting-nstda.webex.com/meeting.../onstage/g.php... หรือสามารถเข้าร่วมเสวนาได้ ผ่านการสแกน QR Code
ปฏิทินกิจกรรม