หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
บ้านวิทย์ สวทช. เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน จัดกิจกรรมภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย
ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จัดกิจกรรมเปิดตัวนิทรรศการภาพประกอบหนังสือเด็กและของเล่นวิทยาศาสตร์ ตอน วิทยาศาสตร์ในธรรมชาติรอบตัว ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการสังเกต จากการทำลงมือทำกิจกรรม ฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต รู้จักคิด รู้จักตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ในธรรมชาติรอบตัว ผ่านกิจกรรม โดยการสังเกต และทดลองทำจริง มีผู้เชี่ยวชาญเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลให้คำแนะนำในการทำกิจกรรม ซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน เกิดการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ พัฒนาทักษะการสังเกต รู้จักตั้งคำถามและค้นหาคำตอบด้วยตนเอง อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็ก ๆ อยากที่จะเติบโตไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนสังคมและประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ซึ่งในครั้งนี้มีกิจกรรมที่หลากหลายให้ได้เรียนรู้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในธรรมชาติรอบตัว มีการเดินชมนิทรรศการภาพวาดวิทยาศาสตร์ที่ใช้สีจากผักและผลไม้ การรู้จักส่วนประกอบของพืชชนิดต่าง ๆ จากกิจกรรมผักแปลงกายในตลาดสด ซึ่งเด็ก ๆ จะได้เห็นและสัมผัสผักสดหลายชนิด ได้เรียนรู้ประเภท รูปร่าง สี กลิ่น การเรียนรู้ระบบการลำเลียงน้ำของพืช ผ่านกิจกรรมเรื่องเล่าของหยดน้ำกับต้นไม้แสนรัก มีการจัดสวนขวดระบบปิดขนาดเล็ก การเรียนรู้เรื่องระบบหมุนเวียนเลือด ผ่านกิจกรรม สวนสนุกหมุนเวียนเลือดกับของเล่นปั๊มหัวใจแสนหรรษา ซึ่งเด็ก ๆ จะได้เห็นการจำลองระบบหมุนเวียนเลือดจากอุปกรณ์ง่าย ๆ ที่หาได้เองจากที่บ้าน และการเรียนรู้เกี่ยวกับไวรัสชนิดต่าง ๆ การรู้จักชื่อของไวรัสที่ทำให้เกิดโรค หรือลักษณะรูปร่างหน้าตาของไวรัส โดยการเรียนรู้ทั้งหมดจะสอดแทรกผ่านเกมกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้ลงมือทำด้วยตนเอง ด้าน น้องปราบ ด.ช.ศุภวิชญ์ เรืองช่วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ เล่าว่า ชอบกิจกรรมการเรียนรู้ระบบลำเลียงน้ำของพืชมากที่สุด เพราะทำให้ตนเองได้เข้าใจการเจริญเติบโตของต้นไม้ ในการดูดน้ำจากรากไปสู่ใบไม้ และได้ความรู้ในการปลูกพืนในสวนขวดว่าต้องใส่อะไรเพื่อให้ต้นไม้เติบโตได้ในขวดโหล และยังได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในตกแต่งพืชในสวนขวด ซึ่งสามารถนำกลับไปใช้ปลูกต้นไม้ได้เองที่บ้าน ในส่วนของ ด.ช.วุฒิพร โสดานิล หรือน้องแอนฟิลด์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ เล่าว่า ชอบสองกิจกรรมได้แก่ กิจกรรมเรื่องระบบหมุนเวียนเลือด เพราะทำให้ได้รู้กลไกในการหมุนเวียนเลือดที่จะไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย และรู้จักอวัยวะที่เกี่ยวข้อในระบบนี้ ได้รู้จักรูปร่างหน้าตาของเซลล์เม็ดเลือดแดงว่ามีลักษณะแบบไหน และได้ลองปั้นออกมาเป็นรูปทรงจริง ๆ และอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชอบมาก คือ การเรียนรู้เกี่ยวกับไวรัส เพราะทำให้ได้รู้จักไวรัสชนิดต่าง ๆ และได้เห็นรูปร่างหน้าตาของไวรัสที่ทำให้ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
วิจัย “พันธุ์ไม้ป่าชายเลน” เสี่ยงสูญพันธุ์
เรียบเรียง: อาทิตย์ ลมูลปลั่ง ป่าชายเลนเปรียบเสมือนซุปเปอร์มาร์เก็ต (supermarket) ขนาดใหญ่ เป็นแหล่งผลิตอาหาร พืชผักและพืชสมุนไพรให้กับชุมชน ทำหน้าที่ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและลดความสูญเสียจากอุทกภัย กรองสิ่งปฏิกูลต่างๆ ก่อนไหลลงสู่ทะเล และยังช่วยฟอกอากาศลดภาวะโลกร้อน เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในปริมาณที่มากกว่าป่าประเภทอื่น 3-4 เท่า เนื่องจากลักษณะของพืชป่าชายเลนส่วนของใบมีความหนาแน่นสูงจึงช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนและทำให้อากาศบริเวณนั้นๆ สดชื่น ข้อมูลเมื่อปี 2562 ป่าชายเลนในประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าคงสภาพ 1,538,185 ไร่ ลดลงไปจากอดีตอย่างมาก โดยปี 2504 มีพื้นที่มากถึง 2,299,375 ไร่  แม้ว่าพื้นที่ป่าชายเลนมีแนวโน้มสูงขึ้นจากนโยบายการฟื้นฟูป่าชายเลน หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปลูกป่าชายเลนทดแทน และการดูแลรักษาพื้นที่ป่าชายเลนในภาพรวมของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบาย วางแผน และบริหารจัดการอนุรักษ์ ฟื้นฟู กำหนดเขตคุ้มครอง และป้องกัน บำรุงรักษาพื้นที่ทรัพย“กรป่าชายเลนของประเทศไทย  ทว่ายังคงมีการบุกรุกเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นากุ้ง นาเกลือ การขยายตัวของชุมชนเมือง การทำเหมืองแร่ การสร้างท่าเทียบเรือ การขุดลอกร่องน้ำ และการทำอุตสาหกรรม ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ป่าชายเลนที่เป็นป่าธรรมชาติลดลง จำนวนชนิดลดลงและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยเฉพาะชนิดที่กระจายพันธุ์ได้น้อย และพบเฉพาะถิ่น จึงเกิดความร่วมมือการวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ระหว่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เพื่อใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ สนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนของประเทศไทย รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ในสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.๙ ที่จะเป็นแหล่งรวมพันธุ์ไม้ป่าชายเลนจากทั่วโลกนำมาไว้ที่นี่ที่เดียว นายโสภณ ทองดี อธิบดี ทช. นายโสภณ ทองดี อธีบดี ทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการต่อยอดและยกระดับงานวิจัยด้านป่าชายเลน และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านป่าชายเลนของโลกโดยมีสวนพฤษศาสตร์นานาชาติ ร.๙ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ ทช. ให้เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ โดยใช้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มาสร้างความรู้ความเข้าใจในระดับจีโนม พันธุกรรม และความสัมพันธ์กับระบบนีเวศ ตลอดจนวิธีการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนในระยะยาว ให้เกิดการบริหารจัดการและสามารถนำความรู้ไปใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูในถิ่นกำเนิด ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยในระยะแรกมุ่งเป้าศึกษาพันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่หายากใกล้สูญพันธุ์ตามบัญชาชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (สิ้นสุดในปี 2565)  ดำเนินการโดย ส่วนวิจัยทรัพยากรป่าชายเลน กองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ซึ่งมีศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1-6 ของ ทช. เป็นหน่วยงานภาคสนาม ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนในฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน 24 จังหวัด ร่วมดำเนินการ ได้แก่  ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1 ตราด จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 สมุทรสาคร ประกอบด้วย จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 3 ระนอง ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร ระนอง ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 4 พังงา ประกอบด้วย จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 5 นครศรีธรรมราช ประกอบด้วย จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 สตูล ประกอบด้วย จังหวัดสตูล ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ทั้งนี้ ทช. ยังพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลน เป็นโครงการป่าในเมือง เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าให้แก่ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง และให้มีส่วนร่วมในการรักษาผืนป่าไว้ให้มีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน ด้วยการทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาศึกษาและเข้าใจน‘เวศของป่าชายเลน นอกจากนั้นแล้วในจังหวัดระนองซึ่งม’ผืนป่าชายเลนพื้นที่กว่าแสนไร่ โดย ทาง ทช. กำลังพัฒนาให้เกิดการยกระดับไปสู่ผืนป่าชายเลนระดับโลก  ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สำหรับความสําคัญของงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน สวทช. ภายใต้กระทรวง อว. ทำหน้าที่สนับสนุน องค์ความรู้ เครื่องมือและเทคนิคต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่พัฒนาร่วมกันนั้นอยู่บนฐานความรู้ และต่อยอดบนฐานวิทยาศาสตร์ โดยมั่นใจว่าการทำงานร่วมกันจะส่งเสริมให้การเพิ่มจำนวนพื้นที่ป่าชายเลนได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ สวทช. ยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ได้แก่ ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยการวิจัยแนวหน้าในระดับจีโนมและพันธุกรรม โปรตีนและการแสดงออกของยีน โดยเฉพาะชนิดที่มีการแพร่กระจายน้อย หายาก ใกล้สูญพันธุ์ โดยผลงานวิจัยภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเป้าให้เกิดฐานข้อมูลจีโนมอ้างอิงของพืชป่าชายเลนเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ทั้งวิธีการอนุรักษ์พันธุกรรมในสภาพปลอดเชื้อระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ป่าชายเลน เกิดการปรับปรุงพันธุ์ในอนาคต สร้างความมั่นคงทางอาหารและทางระบบนิเวศให้กับป่าชายเลนในประเทศไทยคงความอุดมสมบูรณ์ เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศไทยก้าวหน้าชุมชนมีรายได้ และเกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานสมาคมป่าชายเลนนานาชาติกล่าวว่า ป่าชายเลนถือเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญ อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็มมีพันธุ์พืช มากกว่า 80 ชนิด อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพืชที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประมงชายฝั่ง ในปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการที่สำคัญในระดับโลก คือ โครงการ "สตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.9" ซึ่งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนแห่งแรกของโลกที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่บ้านเสม็ดงาม จ. จันทบุรี จะเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ป่าชายเลนจากทั่วโลกมาไว้ที่นี่เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และการวิจัยป่าชายเลนในระดับนานาชาติ  ความร่วมมือระหว่าง ทช. และ สวทช. จะเป็นการนำเอาจุดเด่นของความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการงานวิจัยป่าชายเลน นี้ไปสู่การเปิดบทบาทการวิจัยแนวหน้าด้านป่าชายเลนครั้งสำคัญของประเทศไทย โครงการความร่วมมือการวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลน มุ่งเน้นศึกษาชนิดพันธุ์พืชป่าชายเลน 15 ชนิด ได้แก่  ไม้ชายเลนหายากใกล้สูญพันธุ์ 5 ชนิด พังกา-ถั่วขาว (Bruguiera hainesii)  ลำแพนหิน (Sonneratia griffithii)  หงอนไก่ใบเล็ก (Heritiera fomes)  แสมขน (Avicennia lanata)  หลุมพอทะเล (Intsia bijuga)   ไม้ป่าชายเลนที่แท้จริง (true mangrove) 10 ชนิด ลำแพน (Sonneratia ovate)  โปรงขาว (Ceriops decandra)  โกงกางใบใหญ่ (Rhizophora mucronata)  โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata)  ประสักแดง/พังกาหัวสุมดอกแดง (Bruguiera gymnorrhiza)  ประสักขาว/พังกาหัวสุมดอกขาว (Bruguiera sexangula)  ถั่วขาว (Bruguiera cylindrica)  ถั่วดำ (Bruguiera parviflora)  โปรงแดง (Ceriops tagal)  โปรงหมู (Ceriops zippeliana)
บทความ
 
สวทช. จิสด้า รับมอบข้อมูลผลึกโปรตีนอวกาศจากแจ็กซาพร้อมเดินหน้างานวิจัยยาต้านมาลาเรีย
For English-version news, please visit : BIOTEC-NSTDA receives drug target protein crystals grown in space from JAXA 21 กันยายน 63 ณ ห้องประชุม Visionization ชั้น 6 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และองค์กรสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (Japan Aerospace Exploration Agency: JAXA จัดพิธีรับมอบข้อมูลการกระเจิงของแสงจากผลการฉายแสงซินโครตรอนกับโครงสร้างผลึกโปรตีนอวกาศ จากผลงานวิจัยหัวข้อ “การทดลองปลูกผลึกโปรตีนในอวกาศเพื่อพัฒนายาต้านโรคมาลาเรีย” ของ ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. โดยมี ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และที่ปรึกษา สวทช. เป็นประธาน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน การทดลองงานวิจัยในอวกาศเป็นเรื่องน่าสนใจของหลายมหาวิทยาลัยในประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับการวิจัยเรื่องผลึกเหลว หรือ Liquid Crystals ในอวกาศ หรือ มหาวิทยาลัยมหิดล กับการทดลองเพาะเลี้ยงพืชตระกูลไข่น้ำในอวกาศ เป็นต้น ซึ่งมหาวิทยาลัยเหล่านี้ เกิดแรงบันดาลใจในการทดลองงานวิจัยในอวกาศ จากการดำเนินงานของ โครงการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศและการทดลองในอวกาศ หรือโครงการ National Space Exploration ของ สทอภ. โดยความร่วมมือกับ สวทช. และประเด็นที่สำคัญ คือ งานวิจัยเรื่อง “การทดลองปลูกผลึกโปรตีนในอวกาศ” ของ ดร. ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส จาก ไบโอเทค สวทช. เป็นงานวิจัยไทย งานแรก ที่ สทอภ. ได้ผลักดันให้ไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ได้สำเร็จ ซึ่งนั้นเป็นครั้งแรกที่มีงานวิจัยของคนไทยเพื่อคนไทยบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS และเป็นครั้งแรกที่มีธงชาติไทยไปปรากฎบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS พร้อมตราสัญลักษณ์หน่วยงานของไทย อันประกอบด้วย สทอภ. สวทช. และ ไบโอเทค และนี่คือที่มาของงานพิธีรับมอบข้อมูลผลึกโปรตีนอวกาศ ที่ สทอภ. ร่วมกับองค์กรพันธมิตรได้ดำเนินการส่งขึ้นไปทดลองบนสถานีอวกาศ โดย JAXA ได้ดำเนินการส่งงานวิจัยของไทยไปทดลองให้บนสถานีอวกาศ เป็นจำนวนทั้งหมด 2 ครั้งด้วยกัน จนได้ผลผลึกโปรตีนอวกาศที่สมบูรณ์และมีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการวิเคราะห์เพื่อพัฒนายาต้านโรคมาลาเรียต่อไป นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานสำคัญของประเทศในการทำงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยดำเนินกิจกรรมด้านถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีผลงานวิจัยออกสู่สังคมเป็นจำนวนมาก สำหรับการทำวิจัยโดยใช้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำบนสถานีอวกาศช่วยให้การทำงานวิจัยในหลาย ๆ เรื่องที่ไม่สามารถทดลองได้บนโลก สามารถได้ผลการทดลองใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่องานวิจัยเป็นอย่างมาก อย่างเช่นงานวิจัย“การทดลองปลูกผลึกโปรตีนในอวกาศเพื่อพัฒนายาต้านโรคมาลาเรีย” ของ ดร. ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ ที่เราอาจจะได้ยาต้นมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น ซึ่งนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของนักวิจัย สวทช. อีกจำนวนหนึ่งที่มีโอกาสได้ส่งขึ้นไปทดลองบนอวกาศความร่วมมือกับ จิสด้า และแจ็กซา ในโอกาสต่อไป ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า งานต่อจากนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการกระเจิงของแสงเพื่อศึกษาโครงสร้างโปรตีนซึ่งเป็นเป้าหมายยาต้านมาลาเรียนี้ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลโครงสร้างโปรตีนที่ได้จากการปลูกผลึกบนโลก และหวังว่าจะได้ข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยในการออกแบบยาต้านมาลาเรียชนิดใหม่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคมาลาเรียทั่วโลก ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า งานต่อจากนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการกระเจิงของแสงเพื่อศึกษาโครงสร้างโปรตีนซึ่งเป็นเป้าหมายยาต้านมาลาเรียนี้ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลโครงสร้างโปรตีนที่ได้จากการปลูกผลึกบนโลก และหวังว่าจะได้ข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยในการออกแบบยาต้านมาลาเรียชนิดใหม่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคมาลาเรียทั่วโลก ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า งานต่อจากนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการกระเจิงของแสงเพื่อศึกษาโครงสร้างโปรตีนซึ่งเป็นเป้าหมายยาต้านมาลาเรียนี้ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลโครงสร้างโปรตีนที่ได้จากการปลูกผลึกบนโลก และหวังว่าจะได้ข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยในการออกแบบยาต้านมาลาเรียชนิดใหม่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคมาลาเรียทั่วโลก
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – นาโนเทค สวทช. พาลงใต้ชมนวัตกรรมเยาวชน จาก “โครงการลดเปลี่ยนโลกกับโตโยต้า”
นาโนเทค สวทช. พาลงใต้ชมนวัตกรรมเยาวชน จาก “โครงการลดเปลี่ยนโลกกับโตโยต้า" ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ภาคใต้ เยี่ยมชม "เครื่องเก็บขยะในทะเลโดยใช้เทคโนโลยีนาโน" และ "เครื่องกำจัดจัดขยะเศษอาหารเป็นปุ๋ยอัตโนมัติ" นวัตกรรมเยาวชนจากโครงการลดเปลี่ยนโลกกับโตโยต้า ที่มองปัญหาภายในชุมชนเป็นโจทย์สร้างนวัตกรรมต้นแบบสู่การใช้ประโยชน์ในระดับชุมชนในอนาคต เตรียมความพร้อมประกวดรอบชิงชนะเลิศ 4 - 6 กันยายน 2563 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.nstda.or.th/th/news/13434
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – สวทช. เปิดตัวเยาวชนทุน JSTP รุ่น 22 และ JSTP-SCB รุ่น 1-2 ปูเส้นทางอนาคตสู่นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนฯ และนักวิจัย
สวทช. เปิดตัวเยาวชนทุน JSTP รุ่น 22 และ JSTP-SCB รุ่น 1-2 ปูเส้นทางอนาคตสู่นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนฯ และนักวิจัย วันที่ 9 สิงหาคม 2563 - บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยงานส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพสูง (JSTP) ฝ่ายพัฒนาบุคลากรวิจัย เปิดตัวพร้อมปฐมนิเทศและแสดงความยินดีแก่เยาวชนนักเรียนนักศึกษาผู้ได้รับทุน JSTP รุ่นที่ 22 จำนวน 18 คน และทุน JSTP-SCB รุ่นที่ 1-2 จำนวน 10 คน รวม 28 คน เพื่อมุ่งผลักดันเยาวชนเข้าสู่อาชีพวิจัย โดยจะสนับสนุนทุนการศึกษาและทุนที่วิจัย รวมถึงโอกาสฝึกทักษะวิจัยกับนักวิจัย สวทช. หรือตามสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย ตลอดจนประสบการณ์เข้าค่ายวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เป็นการสร้างอนาคตของชาติ เพื่อก้าวเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยต่อไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.nstda.or.th/th/news/13435
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – สวทช. จับมือ มจธ. มจพ. มข. และ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย จัดเสวนาตั้งภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานประเทศไทย
สวทช. จับมือ มจธ. มจพ. มข. และ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย จัดเสวนาตั้งภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานประเทศไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย จัดประชุมเสวนาการจัดตั้งภาคีเครือข่ายเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (Thailand Energy Storage Technology Alliance: TESTA) เพื่อเป็นเวท’ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการกักเก็บพลังงานให้กับประเทศ โดยมี ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญ นำโดย ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล หัวหน้าทีมวิจัยวัสดุและงานระบบเพื่อใช้ประโยชน์ทางพลังงานไฟฟ้า เอ็มเทค สวทช. เป็นผู้แนะนำเกี่ยวกับ TESTA พร้อมเปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ "แนวโน้มสถานการณ์ระบบกักเก็บพลังงานของประเทศไทย" โดยมีตัวแทนจาก กระทรวงพลังงาน สภาอุตสาหกรรม บริษัท พีอีซี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) ให้เกียรติร่วมเสนอแนวความค‘ดและแบ่งปันความรู้ในครั้งนี้ อ่านรายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13456-20200613_pre-testa
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – นักวิจัยไบโอเทค สวทช. คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2563
นักวิจัยไบโอเทค สวทช. คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2563 17 สิงหาคม 2563 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ : มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ประจำปี 2563 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 38 โดยภายในงานได้รับเกิยรติจาก ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตร’ว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธี และกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล โดยมี ศ.ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล ประธานคณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น  นักวิทยาศาสตร์ดี่เด่นประจำปี 2563 ได้แก่  ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. จากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร  ศ.ดร.สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากสาขาวิศวกรรมเคมี ดร.พิชญ พัฒนสัตยวงศ์ สำนักวิชาวิทยาการโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC)  รศ.ดร.ทวีธรรม ลิมปานุภาพ หัวหน้าสาขาวิชาเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล  อ่านรายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13457-20200817
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – สวทช. เปิดวาร์ป 20 ทีม รับทุนต้นแบบนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ในโครงการ AI Innovation Jumpstart พร้อมรองรับ ARIPOLIS ในพื้นที่ EECi
สวทช. เปิดวาร์ป 20 ทีม รับทุนต้นแบบนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ในโครงการ AI Innovation Jumpstart พร้อมรองรับ ARIPOLIS ในพื้นที่ EECi กรุงเทพฯ - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) จัดเวทีนำเสนอผลงาน AI Innovation Jumpstart Batch2 BKK : Demo Day ภายใต้ "โครงการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ (ARI Skill Development Project)" จำนวน 20 ผลงาน ใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอผลงานที่พร้อมจะพัฒนาสินค้าและบริการ และนำเสนอต่อนักลงทุนแล้ว รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับ ARIPOLIS หรือเมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ในเขตพื้นที่ EECi ด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยต่อไป พร้อมกันนี้ ทุกทีมยังได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเช‘งพาณิชย์ ทีมละ 100,000 บาท โดยมี 3 ผลงานเข้าตาคว้า Popular Vote รางวัลละ 5,000 บาท รายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13459  
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – สวทช. ติวเข้ม ผู้ประกอบการอุตฯ เครื่องสำอาง เตรียมความพร้อมนำธุรกิจสู่ตลาดโลก
สวทช. ติวเข้ม ผู้ประกอบการอุตฯ เครื่องสำอาง เตรียมความพร้อมนำธุรกิจสู่ตลาดโลก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และโครงการบริหารจัดการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ (IM) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) จัดอบรมวิชาการ Master Class EP II ในเรื่อง Global Gateway for Cosmetic Industry ภายใต้โครงการเชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรมเครื่องสำอางสู่ตลาดต่างประเทศ ปี 2563 ระยะที่ 1 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และนักวิจัยพี่เลี้ยง กว่า 50 คน เพื่อให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติสู่เช‘งพาณิชย์ ก่อนที่จะคัดเลือกผู้ประกอบการ 3 ราย ร่วมงาน COSMETIC-360 ครั้งถัดไปที่ประเทศฝรั่งเศส เพื่อขยายตลาดต่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไทย รายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/home/news_post/cosmetic-360/  
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – รัฐมนตรีกระทรวง อว. เดินหน้าขับเคลื่อนเมืองนวัตกรรม EECi พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมฐานชีวภาพไทยด้วย วทน.
รัฐมนตรีกระทรวง อว. เดินหน้าขับเคลื่อนเมืองนวัตกรรม EECi พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมฐานชีวภาพไทยด้วย วทน. 24 สิงหาคม 2563 - ณ พื้นที่ก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง : ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อม ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.อว. รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษา รมว.อว. และ นายสำราญ รอดเพชร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ EECi และเยี่ยมชมสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) และ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) รวมถึงเยี่ยมชมสวนทุเรียนใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมด้วยการนำเทคโนโลยี IoT มาพัฒนาเป็น "ระบบติดตามสภาวะแวดล้อมและให้น้ำทุเรียน" รายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13475-20200824_eeci  
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – รัฐมนตรีกระทรวง อว. เยี่ยมสวนทุเรียน เน้นย้ำให้ความสำคัญเกษตรกรใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตสร้างรายได้
รัฐมนตรีกระทรวง อว. เยี่ยมสวนทุเรียน เน้นย้ำให้ความสำคัญเกษตรกรใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตสร้างรายได้ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อม ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.อว. รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษา รมว.อว. และ นายสำราญ รอดเพชร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. รศ. ดร.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชมสวนทุเรียนใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมด้วยการนำเทคโนโลยี IoT มาพัฒนาเป็น "ระบบติดตามสภาวะแวดล้อมและให้น้ำทุเรียน" รายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13476  
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – นักวิจัยนาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีเคลือบนาโน หนุนการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีเคลือบนาโน หนุนการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน ทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ลงพื้นที่วัดปากน้ำ (สมุทรคงคาราม) จังหวัดระยอง ในโครงการ "เทคโนโลยีสารเคลือบนาโนเพื่อการอนุรักษ์อาคารศาสนสถาน" ดูความก้าวหน้าจากการต่อยอดใช้ประโยชน์จากนาโนเทคโนโลยีสู่สารเคลือบพื้นผิว ลดการเกิดคราบสกปรก ตะไคร่น้ำ และเชื้อรา เพิ่มความคงทนและสวยงาม ลดต้นทุนการดูแลรักษาอาคารศาสนสถาน หนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13478-20200825-nano
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย