ผลการค้นหา :
กระทรวงพลังงาน จับมือ กระทรวง อว. กำหนดทิศทางการวิจัยและพัฒนา หนุนใช้เทคโนโลยี ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน
For English-version news, please visit : Ministry of Science and Ministry of Energy join hands for clean energy and energy security
14 กันยายน 2563 ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ กระทรวงพลังงาน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการกำหนดกรอบทิศทางและการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน เพื่อร่วมกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางงานวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีพลังงานที่ชัดเจนสอดคล้องกับกรอบนโยบายพลังงานของชาติ ซึ่งยึดจากแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว 20 ปี รวม 5 แผน ได้แก่ การพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ อนุรักษ์พลังงาน พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน
โดยมี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยานในการลงนาม พร้อมด้วย นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยผู้บริหารร่วมลงนาม
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน ระหว่างกระทรวงพลังงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะมีส่วนช่วยกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางงานวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีพลังงานที่ชัดเจน สอดคล้องนโยบายพลังงานของชาติตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว 20 ปี โดยกลไกการดำเนินงานร่วมกันนี้จะช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สอดรับกับแนวทางของกระทรวงพลังงานในการเตรียมพร้อมรับมือในยุคดิจิทัล 4D+1E คือ 1.DIGITALIZATION เช่น การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการพลังงานแบบอัจฉริยะ 2.DECARBONIZATION การลดคาร์บอน ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่มีการปล่อยคาร์บอนน้อยลง 3.DECENTRALIZATION การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รองรับการกระจายศูนย์สำหรับระบบผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ต่าง ๆ 4.DE-REGULATION การผ่อนปรนกฎระเบียบ การเปิด Sandbox ให้เกิดการพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมด้านพลังงาน ส่งเสริมให้เกิด Start Up ด้านพลังงาน และ 5.ELECTRIFICATION เช่น การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า
“บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการฟื้นฟูและเยียวยาเศรษฐกิจที่เป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยเพื่อรองรับกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาประเทศตามบูรณาการพลังงานระยะยาว 20 ปี และแผนยุทธศาสตร์ชาติอีกด้วย” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว
รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า กระทรวง อว. มีนโยบายและให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านพลังงานและสร้างความเป็นเลิศในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงาน พร้อมทั้งเชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนากับกระทรวงพลังงานและภาคส่วนต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนแผนพลังงานไปสู่การใช้งานจริง สำหรับ การลงนามความร่วมมือในวันนี้ เพื่อกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางงานวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีพลังงานที่ชัดเจนและสอดคล้องกับกรอบนโยบายพลังงานของชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานทดแทน พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานจากชีวมวลต่าง ๆ ระบบกักเก็บพลังงาน การจัดการพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงการขับเคลื่อนวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีพลังงาน และนำผลงานวิจัยและพัฒนาไปใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งขยายผลในวงกว้าง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพกลไกการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีพลังงานของประเทศไทย ให้มีการกำหนดโจทย์ที่เหมาะสม ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประเทศ และมีศักยภาพนำไปใช้ประโยชน์จริงให้กับทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังพัฒนาการดำเนินงานด้านวิชาการ สนับสนุนทรัพยากร และพัฒนาระบบข้อมูลด้านการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีพลังงานที่มีความทันสมัย ทั้งนี้ เพื่อลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แก้ปัญหาในอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ สร้างความมั่นคงให้กับประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกจังหวัดอุดรฯ หนุนแหล่งท่องเที่ยวไม้ดอกแห่งใหม่ ชู “ปทุมมาห้วยสำราญ” สายพันธุ์ใหม่จากงานวิจัย
จ.อุดรธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี และเครือข่ายพันธมิตร พัฒนาพื้นที่ชุมชนแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับบ้านห้วยสำราญเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่
ชมความงามไม้ดอกได้ตลอดปี สร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชน ประเดิมจัดงาน “ปทุมมาเบ่งบาน เที่ยวห้วยสำราญสุขใจ” ชมความงามปทุมมาหลากสายพันธุ์ถึง 31 ตุลาคมนี้ พร้อมเปิดตัว “ปทุมมาห้วยสำราญ” ไม้ดอกหน้าฝนสายพันธุ์ใหม่
นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า จากความร่วมมือระหว่าง สวทช. และจังหวัดอุดรธานี ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสินค้าทางการเกษตรของจังหวัดอุดรธานี สอดคล้องกับแผน นโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาของจังหวัดที่จะยกระดับความเป็นเมืองท่องเที่ยวของจังหวัดนั้น สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) จึงได้ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับบ้านห้วยสำราญ-ห้วยเจริญ ต.หนองไฮ อ.เมืองอุดรธานี พัฒนาพื้นที่ของชุมชนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ของจังหวัดอุดรธานี โดยนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน
“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับบ้านห้วยสำราญ-ห้วยเจริญ เป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตไม้ดอกไม้ประดับกลุ่มใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในช่วงฤดูไม้ดอกผลิบาน เว้นแต่ในช่วงฤดูฝนที่ยังขาดพันธุ์ไม้ดอกที่หลากหลาย ดังนั้นเพื่อให้การท่องเที่ยวมีความต่อเนื่องได้ตลอดทั้งปี สท. จึงได้ร่วมกับนักวิจัย สวทช. และผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปทุมมาให้กับกลุ่มฯ ทำให้สมาชิกกลุ่มฯ รู้จักไม้ดอกชนิดนี้มากขึ้น ทั้งสายพันธุ์ วิธีการปลูก การเก็บหัวพันธุ์จำหน่าย ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากดอกปทุมมา ซึ่งปทุมมาเป็นไม้ดอกที่ผลิบานในช่วงฤดูฝน มีความเหมาะสมที่จะใช้ปลูกในพื้นที่ท่องเที่ยวได้ อีกทั้งยังเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ สามารถปลูกเป็นไม้กระถาง ไม้ตัดดอกขายหรือจำหน่ายหัวพันธุ์ได้ ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกหัวพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านหัวต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8 ล้านบาทต่อปี (ข้อมูลเฉลี่ยปี 2559 - 2561)
นอกจากนี้ นักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และห้างหุ้นส่วนจำกัด ลัคกี้ซีดส์ อโกร ยังได้ร่วมกันพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ปทุมมาหลายสายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ภายใต้ “โครงการพัฒนาไม้ดอกสกุลขมิ้นเพื่อการค้าพันธุ์ใหม่” โดยหนึ่งในสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ได้มอบให้กลุ่มวิสาหกิจฯ แห่งนี้ และตั้งชื่อว่า พันธุ์ห้วยสำราญ ทั้งนี้การพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่นี้ยังได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการออกแบบพื้นที่ (landscape) ให้มีรูปแบบที่เหมาะสมต่อการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สมบูรณ์แบบอีกด้วย”
รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า จากการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิตปทุมมาให้กับกลุ่มเกษตรกร นอกจากความรู้และความเข้าใจการผลิตไม้ดอกชนิดนี้ที่สามารถปลูกจำหน่ายทั้งในรูปแบบตัดดอก ไม้กระถาง หรือจำหน่ายหัวพันธุ์แล้ว หากยังเกิดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ในช่วงฤดูฝน สร้างรายได้ให้ชุมชน ซึ่งการจัดงาน “ปทุมมาเบ่งบาน เที่ยวห้วยสำราญสุขใจ” ระหว่างวันที่ 11 กันยายน-31 ตุลาคม 2563 จะเป็นมิติใหม่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งผู้เข้าชมงานจะได้รับทั้งความรู้และชมความสวยงามของไม้ดอกปทุมมา
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับบ้านห้วยสำราญ-ห้วยเจริญ เป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตไม้ดอกไม้ประดับกลุ่มใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี มีสมาชิก 104 ราย ปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายพันธุ์ เช่น มะลิร้อยมาลัย เบญจมาศ ดาวเรือง ดอกพุด คัตเตอร์ กุหลาบร้อยมาลัย เป็นต้น เกษตรกรมีทักษะการผลิตไม้ตัดดอกและต้องการไม้ดอกพันธุ์ใหม่ๆ ที่ปลูกในหน้าฝนได้และสามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่าไม้ดอกไม้ประดับในรูปแบบอื่น “ความร่วมมือกับ สท./สวทช. ทำให้เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปทุมมา ซึ่งเป็นไม้ดอกหน้าฝนที่คุ้นเคย แต่ยังขาดความรู้และความเข้าใจทั้งเรื่องสายพันธุ์ การปลูก การใช้ประโยชน์ ที่สำคัญช่วยเพิ่มชนิดไม้ดอกที่จะสร้างรายได้ให้สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจฯ และยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัด ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มฯ ได้เปิดให้ท่องเที่ยวชมแปลงไม้ดอกไม้ประดับฤดูหนาวในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ สร้างรายได้ให้ชุมชนได้กว่า 2 แสนบาท การพัฒนาพื้นที่บ้านห้วยสำราญให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ตลอดทั้งปีนี้ยังได้รับความร่วมมือจากกรมชลประทานในการปรับปรุงและใช้พื้นที่โดยรอบ ซึ่งไม่เพียงจะช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้เกษตรกรนอกเหนือจากปลูกไม้ดอกส่งขายอย่างเดียว หากยังยกระดับการผลิตสินค้าทางการเกษตรและความเป็นเมืองท่องเที่ยวของจังหวัดอีกด้วย”
ดร.ธราธร ทีรฆฐิติ นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า ปทุมมาสายพันธุ์ห้วยสำราญ ที่พัฒนานี้ มีลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้คือ สีสดใส แตกกอดี เหมาะสำหรับเป็นทั้งไม้ตัดดอกไม้กระถางและไม้ประดับแปลง “ตลาดไม้ดอกไม้ประดับแหล่งใหญ่ของโลกอยู่ที่ยุโรป โดยมีเนเธอร์แลนด์เป็นศูนย์กลางตลาดที่สำคัญ ปทุมมาของไทยเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้พัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ปทุมมาให้มีสีสัน รูปทรง และการใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกับไม้ดอกปทุมมามีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มตลาดยุโรปต้องการปทุมมาพันธุ์ใหม่ที่มีขนาดต้นเล็กลง เป็นทรงพุ่ม/กอ และสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ทำให้ได้ต้นพันธุ์สะอาด ตรงตามสายพันธุ์ และเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว”
เกี่ยวกับ สท.
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) เป็นหน่วยงานภายใต้ สวทช. มีภารกิจเร่งรัดให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่า/รายได้ นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรและชุมชน สร้างและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรและชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือจากภาคการผลิตสู่ภาคการตลาด
ข่าวประชาสัมพันธ์
นวัตกรรม ‘กิน-อยู่’ เพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ
ในงาน Healthcare 2020 ภายใต้แนวคิด สุขภาพดี วิถีใหม่ ใจชนะ ของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจเข้ากับกระแสสังคมสูงวัย คือ Health Forum : MTEC กับนวัตกรรมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งมีนักวิจัยไทยมาแชร์และโชว์นวัตกรรมการ ‘กิน-อยู่’ จากงานวิจัยที่ใช้ได้จริง เพื่อให้สังคมไทยเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับสังคมสูงวัย ผ่านประสบการณ์และองค์ความรู้จาก 3 นักวิจัยไทย ได้แก่ ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม ดร.บุญล้อม ถาวรยุติการต์ หัวหน้าทีมวิจัยอุปกรณ์เฉพาะบุคคล และ ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ กล่าวว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้โดนใจผู้สูงอายุนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยสิ่งหนึ่งที่ต้องมีเป็นลำดับแรก มีคือมีประโยชน์ ตามด้วยมีความดึงดูดด้วยดีไซน์ที่น่าใช้งาน โดยที่ผู้ใช้ต้องไม่รู้สึกว่าดูเป็นคนแก่เกินไป และไม่ขัดกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ซึ่งการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นทีมวิจัยเอ็มเทค ได้ให้ความสำคัญกับคนรอบข้างผู้สูงอายุ ได้แก่ ลูกๆ หลานๆ ที่เป็นผู้ดูแลเองที่บ้าน รวมถึงพยาบาลที่ได้มาให้ข้อมูลกับทีมวิจัยเพิ่มเติม
“ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. จะใช้กระบวนการออกแบบที่นำเอาผู้ใช้มาเป็นศูนย์กลางในการออกแบบ หรือ Human-centric design โดยให้ความสำคัญทั้งผู้สูงอายุ และผู้ดูแล ในทุกช่วงของการออกแบบอุปกรณ์การใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ”
ผลงานเตียงตื่นตัว คือ หนึ่งในผลงานที่ทีมวิจัยได้รับการตอบรับอย่างดี โดยเป็นเตียงนอนที่ช่วยให้ผู้สูงอายุ ลุก-นั่ง ยืน-ก้าวลงจากเตียงด้วยตนเองอย่างมั่นใจและปลอดภัย การใช้งานก็ง่ายและสะดวก ผู้สูงอายุสามารถปรับเปลี่ยนจาก “ท่านอน” มาสู่ “ท่านั่ง” ด้วยตนเอง ผ่านการกดรีโมตเพียงปุ่มเดียว อีกทั้งเตียงยังปรับหมุนไปด้านซ้ายขวาในมุม 90 องศา ในลักษณะ “พร้อมลุกยืน” ได้ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการนอนติดเตียงและการพลัดตกหกล้ม ที่สำคัญโครงสร้างเตียงมีความแข็งแรง ปลอดภัยต่อการใช้งานสูง
นอกจากนั้นแล้วยังมีผลงาน “เกมฝึกสมอง ชื่อ MONICA” ที่ช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
ซึ่งทีมวิจัยเอ็มเทค ได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์ผู้สูงวัย สุขกายสุขใจ สถาบันประสาทวิทยา ซึ่งเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ประเภท Daycare และโรงพยาบาลรามาธิบดี มีรูปแบบวิธีการดูแลผู้สูงอายุด้วยการทํากิจกรรมบําบัด จนเกิดเป็นนวัตกรรม เกมฝึกสมอง สําหรับช่วยฝึกสมาธิ ความจํา การเรียนรู้ การมองเห็นและตอบสนอง การวางแผน การตัดสินใจ และยังช่วยเพิ่มความภูมิใจให้ผู้สูงอายุมั่นใจในความสามารถของตนเองด้วยการเอาชนะระดับความยากที่เพิ่มขึ้นของเกม ผู้สนใจฝึกสมองป้องกันภาวะสมองเสื่อมดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ฟรีที่ App store https://apps.apple.com/th/app/monica/id1260878586 และที่ Play store https://play.google.com/store/apps/details?id=th.co.digitalpicnic.monica
นวัตกรรมวัสดุและเทคโนโลยีกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นกับกลุ่มผู้สูงอายุ ต้องใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แบบไหนลักษณะใดจะเข้ากับผู้สูงอายุแต่ละคน ทีมวิจัยเอ็มเทค ให้ความสนใจกับการออกแบบ ‘อุปกรณ์เฉพาะบุคคล’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญาทางร่างกายและความแตกต่างในสรีระของแต่ละบุคคลแล้ว ยังช่วยให้ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพตนเองได้ใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ด้วย
ดร.บุญล้อม ถาวรยุติการต์ กล่าวว่า ทีมวิจัย ได้ออกแบบแผ่นรองในรองเท้าเฉพาะบุคคล หรือ 3D soleⓜ เนื่องจากอาการปวดเท้าเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่สามารถประสบด้วยตัวเอง แม้หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่หากมีอาการสะสมนานขึ้นจะเกิดการเรื้อรังและส่งผลต่ออาการปวดในอวัยวะอื่นๆ ตามมา เช่น เข่า สะโพก และหลัง อาการปวดเท้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โครงสร้างของกระดูกและกล้ามเนื้อของเท้าที่ผิดปกติ อายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ร่างกายมีการเสื่อมของเอ็นและกล้ามเนื้อส่งผลทำให้สรีระของเท้ามีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากส่งผลให้เท้าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น รวมถึงผู้ที่มีลักษณะอุ้งเท้าแบนหรือเท้าไม่มีอุ้ง
“3D soleⓜ หรือแผ่นรองในรองเท้าเฉพาะบุคคล ใช้การออกแบบให้เหมาะสมกับสรีระเท้าของแต่ละบุคคล ทำให้ช่วยกระจายการลงน้ำหนักของร่างกายได้อย่างสมดุลในเวลายืนหรือเดินได้ ลดอาการปวดเท้าลงได้ และช่วยพยุงอุ้งเท้าอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ทรุดตัว และแตกหัก เป็นอุปกรณ์ที่ทีมวิจัยคัดเลือกและพัฒนาวัสดุพอลิเมอร์ขึ้นมา ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบอุปกรณ์ตามหลักกายวิภาคศาสตร์ และใช้เทคโลยีการพิมพ์สามมิติมาช่วยในการผลิตอุปกรณ์ ซึ่งทำให้อุปกรณ์มีความเที่ยงตรงสูงและผลิตได้รวดเร็ว อีกทั้งยังมีบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาในการออกแบบด้วย”
ดร.บุญล้อม กล่าวว่า นอกจากนี้ทีมวิจัยกำลังพัฒนาต้นแบบ “อุปกรณ์พยุงหลังเฉพาะบุคคล” ที่ขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลังไม่ให้เคลื่อนที่ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุจะมีภาวะกระดูกพรุน และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกสันหลังหักได้ โดยอุปกรณ์นี้ยังมีความสำคัญกับกลุ่มผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังคดในกลุ่มเด็กวัยรุ่น ซึ่งในขณะที่กำลังมีการเจริญเติมโตกระดูกสันหลังอาจมีการคดหรือบิดได้ หากผู้ปกครองพบว่าลูกหลานเริ่มเป็นโรคกระดูกสันหลังคด อุปกรณ์นี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะป้องกันและลดองศาของกระดูกสันหลังที่คดได้
อาหารเป็นอีกปัจจัยสำคัญการดำรงชีวิต แต่อาหารสำหรับผู้สูงอายุที่เหมาะต่อการบดเคี้ยว การช่วยย่อยง่ายให้ง่ายขึ้นและยังคุณค่าทางอาหารนั้น อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุในปัจจุบัน ทีมวิจัยเอ็มเทค จึงนำองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ มาออกแบบอาหารตามที่ต้องการได้ หรือเรียกว่า ‘อาหารออกแบบได้’
ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส กล่าวว่า ทีมวิจัยเอ็มเทค ออกแบบอาหารโดยอาศัยแนวคิดทางวัสดุศาสตร์ 3 ด้านได้แก่ การเข้าใจโครงสร้าง การเข้าใจคุณสมบัติ และวิธีการผลิตอาหาร
‘ไส้กรอกไขมันต่ำ’ คือตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารไขมันต่ำที่ทีมวิจัยเอ็มเทคได้พัฒนาสำเร็จและถ่ายทอดให้บริษัทขายแล้ว โดยได้ปรับลดปริมาณไขมันในไส้กรอกจากเดิม 25% ให้เหลือเพียง 3% ซึ่งเมื่อนำไขมันออกมาแล้ว ทีมวิจัยได้ใช้สารทดแทนไขมันที่เหมาะสมและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยใช้องค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไขมันต่ำที่มีคุณภาพทางประสาทสัมผัสใกล้เคียงสูตรดั้งเดิม
นอกจากนี้ปัญหาหนึ่งของผู้สูงอายุในการรับประทานอาหาร คือ การอาการสำลักอาหาร ซึ่งเกิดจากอวัยวะในช่องปากเสื่อมลง และไม่สามารถดื่มน้ำหรือบริโภคของเหลวได้เหมือนคนปกติ ทีมวิจัยเอ็มเทค จึงได้ร่วมงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในการพัฒนา ‘ผงเพิ่มความหนืด’ ที่สามารถใช้เติมไปในน้ำและเครื่องดื่มให้มีความหนืดเพิ่มขึ้นตามที่ต้องการ เพื่อให้เกิดการไหลเข้าสู่หลอดอาหารได้ง่ายขึ้น ไม่เกิดการติดอยู่บริเวณคอหอยหรือหลุดเข้าไปในหลอดอาหาร ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการสำลักได้ ในเรื่องการบดเคี้ยวอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ทีมวิจัยยังสามารถใช้องค์ความรู้ในการปรับโครงสร้างของเนื้อสัตว์ ให้เกิดการแตกหักง่ายขึ้น เมื่อผู้สูงอายุรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยให้สามารถบดเคี้ยวอาหารได้ง่ายๆ จากการใช้เหงือกหรือการใช้ลิ้นดุนเพื่อให้เนื้อสัมผัสของเนื้อสัตว์แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ และเกิดการย่อยได้ง่ายขึ้น และในปัจจุบัน ทีมวิจัยกำลังศึกษาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารโดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D food printing) เพื่อตอบรับความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะบุคคล ที่คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณมากขึ้นในอนาคตอันใกล้
เหล่านี้คือตัวอย่างผลงานนวัตกรรมจากนักวิจัยไทย ที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อการกินอยู่ เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
รมว.อว. ตรวจเยี่ยม สวทช. แนะสร้างฐานข้อมูล ‘เยาวชน-ผู้สูงอายุ-ชุมชน’ หนุนใช้วิทย์ฯ สร้างความเข้มแข็ง
For English-version news, please visit : New Minister pays a visit to NSTDA
(วันที่ 11 กันยายน 2563) ศ. (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.อว. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ อดีตรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวง อว. รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะผู้บริหาร อว. เยี่ยมชมผลงานสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมี ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และคณะผู้บริหาร สวทช. ให้การต้อนรับ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
จากนั้น ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอภาพรวมพันธกิจของ สวทช. พร้อมทั้งได้นำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และคณะฯ เข้าเยี่ยมชมผลงานวิจัยของ สวทช. ในแต่ละด้าน อาทิ AI For Thai ผลงานนวัตกรรมป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 เช่น ชุดตรวจโรค COVID-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ความก้าวหน้าของวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ผลงานวิจัยด้าน Green Rubber Technology ผลงานระบบกักเก็บพลังงาน
โดยในโอกาสนี้ผู้บริหาร สวทช. ได้นำ รมว.อว. และคณะ ทดลองนั่งรถ EV Aluminum Bus สัญชาติไทย ตัวถังผลิตจากอลูมิเนียมขึ้นรูปผสมพิเศษ แข็งแรงกว่าเหล็กและอลูมิเนียมทั่วไปถึง 4 เท่า ซึ่งเป็นอลูมิเนียมเกรดเดียวกับที่ใช้สำหรับผลิต Super Car ผลงานความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด ผลิตขึ้นเพื่อเป็นรถต้นแบบ และเตรียมส่งมอบให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้เป็นต้นแบบของยานพาหนะรุ่นใหม่ที่จะนำมาใช้ปฏิรูประบบขนส่งของทาง ขสมก. และยังได้โดยสารรถโดยสารไฟฟ้า ของ บริษัท รถไฟฟ้าประเทศไทย จำกัด (มหาชน) จากนั้นได้เข้าชมผลงานด้านการแพทย์ Medical Devices & Implant ของศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ A-MED โดยมี ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. ให้การต้อนรับ
ทั้งนี้ รมว.อว. และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ อาทิ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ หรือ National BioBank, ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง หรือ ThaiSC ซึ่งให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการคำนวณ การทำแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในงานวิจัยและพัฒนาที่ตอบโจทย์ปัญหาขนาดใหญ่ประเทศ รวมทั้งได้เยี่ยมชมผลงานวิจัยเพิ่มเติมด้านต่างๆ ประกอบด้วย ด้านเกษตร อาทิ Plant Factory ด้านนาโนเทคโนโลยี อาทิ Cosmeceutical เทคโนโลยีการเคลือบนาโน รวมถึงผลงานวิจัยอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ เป็นต้น
โอกาสนี้ ศ. (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว. อว. ได้กล่าวขอบคุณ สวทช. ที่นำเสนอผลงานวิจัยที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ รวมทั้งได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามข้อมูลและความสนใจต่างๆ ของเยาวชน ข้อมูลการใช้ชีวิตและสุขภาพผู้สูงอายุ รวมถึงข้อมูลภาคชุมชนและประชาสังคมที่มีความเข้มแข็งทั้งเรื่องเกษตรและวัฒนธรรม ในเครือข่ายของ สวทช. และพันธมิตร เพื่อสนับสนุนและทำงานร่วมกันโดยอาศัยพลังของชุมชน เพื่อใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่งเสริมและสร้างโอกาสให้ชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถแก้ปัญหาของตนเองได้อย่างยั่งยืน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ก.กลาโหม จับมือ สวทช. วิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมความมั่นคง หนุนอุตสาหกรรม S-Curve 11 ของประเทศอย่างยั่งยืน
For English-version news, please visit : NSTDA and Ministry of Defence sign agreement to develop defence research and innovation
8 กันยายน 2563 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมมือ กระทรวงกลาโหม โดย กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) ลงนามความร่วมมือ “โครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศ” เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านความมั่นคง ในการขับเคลื่อนและขยายผลของงานวิจัยไปประยุกต์สู่การใช้งานจริง รวมถึงสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนวัตกรรมความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ภายใต้ยุทธศาสตร์ของ S- Curve 11
โดยมี พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม และ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนาม
พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม (วท.กห.) กล่าวว่า สืบเนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) อนุมัติยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560 - 2579 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าว กำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่สำคัญ คือ การเร่งรัดพัฒนาเครือข่ายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อมุ่งแสวงหาความร่วมมือกับเครือข่ายด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ กห. กับ หน่วยงานด้านการศึกษา ด้านการวิจัยและพัฒนาและภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
เพื่อให้มีเครือข่ายที่เกื้อกูลการดำเนินงานซึ่งกันและกัน จนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพึ่งพาตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในอนาคตจะส่งผลให้การดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้เป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ เพื่อให้ผลิตได้เองและลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมส่งออก สร้างรายได้ให้กับประเทศ
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สำหรับการลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศ นี้ สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (National Security and Dual-Use Technology Center-NSD) ร่วมมือสนับสนุนการวิจัยและพัฒนากับ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม และทุกเหล่าทัพ ในระยะเวลา 3 ปี (2563 – 2566) เพื่อวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านความมั่นคง ในการขับเคลื่อนและขยายผลของงานวิจัยไปประยุกต์สู่การใช้งานจริง รวมถึงสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน
โดยให้ความสำคัญและสนับสนุนให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งส่งเสริมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร และข้อมูลทางวิชาการในการวิจัยและพัฒนาให้มีศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ รวมทั้งขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้จะมีการขยายผลด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการโครงการต่าง ๆ ได้แก่ ระบบแพลตฟอร์มสำหรับหุ่นยนต์ โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศอัจฉริยะเพื่อเชื่อมโยงและตรวจสอบอาชญากรรม โครงการพัฒนาผ้าเคลือบ กราฟีนอัจฉริยะสำหรับชุดเครื่องแบบทหาร โครงการวิจัยและพัฒนาระบบบำบัดฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศด้วยเทคโนโลยีการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตแบบมีโอโซนต่ำ โครงการขยายผลการใช้งานหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโดยแสงยูวี เป็นต้น รวมถึงความร่วมมือด้านโจทย์การวิจัยอื่น ๆ จาก กระทรวงกลาโหม ทั้ง 4 เหล่าทัพ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างและเป็นประโยชน์ต่อประเทศสูงสุดต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จัดเสวนาเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการในยุค New Normal ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) จัดเสวนาสร้างความรู้และมุมมองทางด้านการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมหัวข้อ “เพิ่มโอกาสทางธุรกิจในยุค New Normal ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาขยายธุรกิจ เชื่อมโยงภาคธุรกิจกับกลุ่มงานวิจัย และสร้างเครือข่ายนักลงทุนทางด้านธุรกิจนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการ
โดยมี นายเฉลิมพล ตู้จินดา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. สำหรับการเสวนานี้บริษัท นาวิสพลัส จำกัด และ บริษัท มัมมี้ลิเชียส ทเวนตี้โฟร์ จำกัด เป็นบริษัทที่ได้รับการบ่มเพาะจากโครงการ Startup Voucher มาร่วมแชร์ประสบการณ์การประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Innovation Pitching และการจำหน่ายสินค้านวัตกรรมของผู้ประกอบการในงานครั้งนี้อีกด้วย
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จัดค่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร ระดับ ม.ปลาย เสริมทักษะคิดนอกกรอบ ในวัยคนรุ่นใหม่
For English-version news, please visit : Thailand Food Innovation Junior Bootcamp 2020
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ (ACM) และ FI Accelerator เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis: FI) จัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ “ค่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารประเทศไทย ระดับมัธยมศึกษา (Thailand Food Innovation: Junior Bootcamp 2020)” ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี เพื่อให้ความรู้ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ติดความรู้และแนวทางสร้างนวัตกรรมจากมรดกภูมิปัญญาอาหาร (Food Heritage Innovation) และนวัตกรรมอาหารสำหรับการใช้ชีวิตแห่งอนาคต (Future Lifestyle Food Innovation)
โดยมีเยาวชนจากทั่วประเทศระดับชั้นมัธยมปลายกว่า 150 คน จำนวน 30 ทีม เข้าร่วมกิจกรรม ก่อนจะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาโครงงานวิทยาศาสตร์นวัตกรรมอาหารเพื่อส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในโครงการ Thailand Food Innopolis Innovation Contest ในระยะต่อไป โดยพิธีเปิดค่ายมี ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ร่วมเปิดงาน
ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ที่ปรึกษาอาวุโส Food Innopolis สวทช. วิทยากรหลักในค่ายครั้งนี้ เปิดเผยว่า ค่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารประเทศไทย ระดับมัธยมศึกษา มีที่มาจากโครงการ Thailand Food Innopolis Innovation Contest ซึ่งดำเนินโครงการมาได้ 3 ปี โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ นักศึกษาปริญญาตรี ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาได้มีการเพิ่มรุ่น เป็นรุ่นใหญ่เข้ามาในโครงการประกวดคือ กลุ่มนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก อาจารย์ นักวิจัย และกลุ่มคนทั่วไป ซึ่งจะเป็นการแข่งขันแบบแยกกลุ่มภายใต้หัวข้อเดียวกัน โดยแต่ละทีมจะมี 2 หัวข้อ และหัวข้อจะถูกเปลี่ยนในทุกปี ด้วยความที่มีผู้สมัครจำนวนเพิ่มมากขึ้น และเล็งเห็นว่า สวทช. มีทีมบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ที่ทำกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์กับเด็กมัธยม จึงเกิดแนวคิดว่า ในเมื่อเราสร้างแนวคิดผู้ประกอบการให้กับนักศึกษาปริญญาตรี ทำไมไม่ขยับลงมาในระดับมัธยมเพื่อให้สามารถเรียนรู้กระบวนการสร้างนวัตกรรมได้ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน ปีนี้จึงเป็นปีแรกที่เปิดรุ่นเล็ก ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้สมัครประมาณ 2,000 คน และเขียนในใบสมัครดีมากในเรื่องของไอเดียที่อยากจะทำ แต่จำเป็นต้องคัดมาเพียง 30 ทีมจากทั่วประเทศเท่านั้น โดยผ่านเกณฑ์ที่เราตั้งไว้ จึงเกิดเป็นค่าย Thailand Food Innovation: Junior Boot camp 2020 ขึ้นมา โดยในรุ่นนี้เปิดเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่ มรดกภูมิปัญญาอาหาร (Food Heritage Innovation) ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่จะนำมาทำเป็นนวัตกรรมอาหาร และนวัตกรรมอาหารสำหรับการใช้ชีวิตแห่งอนาคต (Future Lifestyle Food Innovation)
“สำหรับ Workshop วิธีสร้างนวัตกรรมอาหารผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เป็นกระบวนการที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก คือ กระบวนการ Human center design หรือการนึกถึงผู้ใช้ทุกครั้งที่จะผลิตหรือคิดค้นนวัตกรรมอาหาร ซึ่งต้องคิดว่าผู้บริโภคปลายทางหลักต้องการอะไร ฉะนั้น ค่ายนี้จะฝึกให้น้องมัธยมคิดถึงผู้ใช้ให้มากที่สุด เพราะการที่จะเป็นนวัตกรหรือเป็นคนที่สร้างนวัตกรรมได้ องค์ประกอบสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ การเข้าใจผู้ใช้อย่างแท้จริง ผลการอบรมพบว่า น้อง ๆ มีความคิดที่น่าสนใจจำนวนมาก
“สำหรับ Workshop วิธีสร้างนวัตกรรมอาหารผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เป็นกระบวนการที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก คือ กระบวนการ Human center design หรือการนึกถึงผู้ใช้ทุกครั้งที่จะผลิตหรือคิดค้นนวัตกรรมอาหาร ซึ่งต้องคิดว่าผู้บริโภคปลายทางหลักต้องการอะไร ฉะนั้น ค่ายนี้จะฝึกให้น้องมัธยมคิดถึงผู้ใช้ให้มากที่สุด เพราะการที่จะเป็นนวัตกรหรือเป็นคนที่สร้างนวัตกรรมได้ องค์ประกอบสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ การเข้าใจผู้ใช้อย่างแท้จริง ผลการอบรมพบว่า น้อง ๆ มีความคิดที่น่าสนใจจำนวนมาก
ด้านตัวแทนเยาวชนที่ร่วมเข้าค่าย น.ส.ศิรประภา งามสุทธิ์ ชั้น ม.5 โรงเรียนธิดาแม่พระ จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงความรู้สึกว่า สนุกมาก เพราะมีกิจกรรมมากมายให้ร่วมทำ รวมถึงมี workshop ในหลายเรื่อง ทำให้ได้รู้ในเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น เครื่องมือที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับโครงการที่ได้คิดไว้ รวมถึงเกิดไอเดียในโครงการใหม่ที่จะสามารถต่อยอดให้สมบูรณ์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้ในเรื่องของการคิดแบบการตลาดซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อนในระดับชั้นมัธยม ซึ่งส่วนตัวตนเองมีความตั้งใจที่จะพัฒนาโครงงานนวัตกรรมอาหารเพื่อที่จะส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในโครงการ Food Innopolis Innovation Contest ต่อไป
ทั้งนี้ กิจกรรมภายในค่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารประเทศไทย ระดับมัธยมศึกษา ประกอบด้วย การเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงในด้านต่าง ๆ ได้แก่ กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจจากตัวอย่างความสำเร็จจาก Food Innopolis Innovation Contest การให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาหาร เทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร วิธีการสร้างนวัตกรรมอาหารผ่านกระบวนการคิดเชิงแออกแบบ แนวทางการวางโมเดลธุรกิจนวัตกรรมอาหาร และการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าประกวดชิงเงินรางวัลและโอกาสเข้าศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์อาหาร ในโครงการ FI Innovation Contest 2021 หรือโครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมอาหาร ภายใต้การดำเนินงานโดย FI Accelerator แพลทฟอร์มเร่งรัดพัฒนาผู้ประกอบการอาหาร สวทช. รายละเอียดเพิ่มเติม ติดตามได้ที่แฟนเพจ FI Innovation Contest
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไบโอเทค สวทช. ได้รับทุนสนับสนุนกว่า 12 ล้านบาทเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านมันสำปะหลังในเขตประเทศลุ่มแม่น้ำโขง
For English-version news, please visit : BIOTEC-NSTDA sets to build capacity across cassava value chain in Mekong countries
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์พันธุวิศกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง มีการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ ตลอดจนกระบวนการ และเทคโนโลยีต่าง ๆ มาเป็นเวลากว่า 10 ปี จึงได้ดำเนินโครงการ “Capacity Building on Circular Economy, Resource and Energy Efficiency for Productivity and Sustainability of Cassava Chain to High Value Products: Cassava Root, Native Starch, and Biogas in Mekong Countries” หรือ โครงการ CCC
เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลัง บุคลากร และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังตลอดห่วงโซ่การผลิต ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุล่าสุดได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือแม่โขงและสาธารณรัฐเกาหลี (Mekong-Republic of Korea Cooperation Fund-MKCF) กว่า 12 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการมุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยี ฝึกอบรมให้บุคลากรในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง
ดร.วรินธร สงคศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวิศวกรรมชีวเคมีและชีววิทยาระบบ ศูนย์พันธุวิศกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. เปิดเผยว่า มันสำปะหลังถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของประเทศ โดยในปี พ.ศ. 2562 ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลผลิตมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 68% ทั้งนี้ หากรวมผลผลิตมันสำปะหลังในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม จะพบว่ามีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึง 90% ด้วยเหตุนี้ ไบโอเทค สวทช. ตระหนักถึงความสำคัญของมันสำปะหลังต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ จึงได้ริเริ่มโครงการ CCC
เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี ผ่านการจัดการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง โดยหลักสูตรอบรมครอบคลุมหัวข้อสำคัญเริ่มตั้งแต่ “ต้นน้ำ” คือ การบริหารจัดการเทคโนโลยีการปลูกมันสำปะหลังและการปรับปรุงพันธุ์เพื่อการเพิ่มผลผลิต และทำให้มันสำปะหลังมีคุณสมบัติเหมาะกับการแปรรูปหรือใช้งานในอุตสาหกรรมเฉพาะ ต่อด้วย “กลางน้ำ” คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ลดการใช้พลังงานและทรัพยากรในกระบวนการผลิต จนถึง “ปลายน้ำ” คือ การใช้เทคโนโลยีในการนำของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต ได้แก่ น้ำเสียและกากมันสำปะหลังมาผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าอบรมทั้งจากภาครัฐและเอกชนมากกว่า 100 คน จากประเทศในแถบลุ่มน้ำโขง
“โครงการ CCC เป็นความร่วมมือของ ทีมวิจัยการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร ทีมวิจัยเทคโนโลยีแปรรูปมันสำปะหลังและแป้ง ไบโอเทค ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร มจธ. และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือแม่โขงและสาธารณรัฐเกาหลี (Mekong-Republic of Korea Cooperation Fund-MKCF) เป็นจำนวนกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งกองทุนความร่วมมือแม่โขงและสาธารณรัฐเกาหลี จัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง” ดร.วรินธร สงคศิริ กล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. รับมอบใบรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบ จาก สมอ. ด้วยมาตรฐานการวิเคราะห์ทดสอบขั้นสูงในระดับสากล
27 สิงหาคม 2563 ณ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม : ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รับมอบใบรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบ มอก.17025 – 2561 (ISO/IEC 17025 : 2017) จาก นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในฐานะที่มีมาตรฐานในการวิเคราะห์ทดสอบขั้นสูง และมีความพร้อมตามมาตรฐานการทดสอบในระดับสากล หนุนการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีมาตรฐานในสากล ประหยัดต้นทุน ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดตั้งขึ้นปี พ.ศ. 2557 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคุณภาพในการวิเคราะห์ทดสอบ โดยเป็นหน่วยงานที่ให้บริการวิเคราะห์และทดสอบด้วยวิธีมาตรฐาน ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานเลขที่ มอก. 17025 (ISO/IEC 17025) และเป็นศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบขั้นสูง พร้อมมีมาตรฐานการทดสอบระดับสากล โดยให้บริการวิเคราะห์ทดสอบตามหลักวิธีมาตรฐานต่าง ๆ ให้กับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถให้บริการวิเคราะห์ทดสอบงานยากและซับซ้อน เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้ามูลค่าสูง และการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ หุ่นยนต์และแมคาทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเปิดดำเนินการแบบ One-Stop Service: 7 วัน 24 ชั่วโมง พร้อมให้บริการด้วยความสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการวิเคราะห์ทดสอบระดับอาเซียน (Asean Testing Hub) และเป็น Testing Solution Provider อีกด้วย ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ 02-117-6850-57 อีเมล์ : nctc@nstda.or.th
ข่าวประชาสัมพันธ์
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีเคลือบนาโน หนุนการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน
For English-version news, please visit : Nanocoating technology for religious building preservation
ทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ลงพื้นที่วัดปากน้ำ (สมุทรคงคาราม) จังหวัดระยอง ในโครงการ “เทคโนโลยีสารเคลือบนาโนเพื่อการอนุรักษ์อาคารศาสนสถาน” ดูความก้าวหน้าจากการต่อยอดใช้ประโยชน์จากนาโนเทคโนโลยีสู่สารเคลือบพื้นผิว ลดการเกิดคราบสกปรก ตะไคร่น้ำ และเชื้อรา เพิ่มความคงทนและสวยงาม ลดต้นทุนการดูแลรักษาอาคารศาสนสถาน หนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ดร.ภาวดี อังค์วัฒนะ รองผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทคมีพันธกิจหลักในการดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งเราได้ให้ความสำคัญในการสร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีศักยภาพไปสู่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และสังคม สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “นาโนเทคเองให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาที่สามารถตอบความต้องการได้แบบ 360 องศา รอบด้านทุกมิติ ซึ่งในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา เราถ่ายทอดผลงาน 39 โครงการ ให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ รวม 30 หน่วยงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม 3,543 ล้านบาท ผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของภาคการผลิตและบริการ มูลค่ากว่า 117 ล้านบาท” ดร.ภาวดีกล่าว
ในขณะเดียวกัน นาโนเทคก็มีงานวิจัยเพื่อตอบประโยชน์ในเชิงสังคม ล้อไปกับโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งเป็นแนวคิดการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curves) ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ
สำหรับเทคโนโลยีสารเคลือบนาโนเพื่อการอนุรักษ์อาคารศาสนสถาน โดย ดร.พิศิษฐ์ คำหน่อแก้ว หัวหน้าโครงการของนาโนเทคที่ได้พาสื่อมวลชนลงพื้นที่ วัดปากน้ำ (สมุทรคงคาราม) จังหวัดระยอง ในครั้งนี้ ดร.ภาวดีชี้ว่า เป็นการใช้องค์ความรู้ทางด้านนาโนเทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงกับทุนทางวัฒนธรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ ร่วมกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ เพื่อดูแล รักษา และอนุรักษ์ของดีที่มีคุณค่าทางจิตใจของคนในพื้นที่ และยังจะสามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืนผ่านระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อีกด้วย
ดร.ธันยกร เมืองนาโพธิ์ นักวิจัยจากทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโนของนาโนเทค กล่าวว่า โครงการนี้ เป็นการศึกษาคุณสมบัติของวัสดุเชิงเคมี กายภาพ ของอาคารศาสนสถานจากหลายแหล่งที่มา เพื่อการพัฒนาสารเคลือบผิวที่มีคุณสมบัติ กันฝุ่น กันการซึมน้ำ ป้องกันรา ตะไคร่น้ำ คราบสกปรกที่เกาะอยู่บนพื้นผิวของวัสดุที่ใช้บูรณะอาคารศาสนสถาน รวมไปถึงช่วยลดการแตกร้าว ทำให้สามารถยืดอายุพื้นผิวและคงความสวยงามของอาคารศาสนสถานได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการปรับปรุงพื้นผิวอนุภาคนาโนซิลิกา โดยเข้าทดสอบภาคสนามการใช้สารเคลือบต้นแบบ เพื่อเคลือบพื้นผิวของหอระฆัง ณ วัดปากน้ำ (สมุทรคงคาราม) อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2562 ที่ผ่านมา
“เรานำสารเคลือบนาโนที่พัฒนาขึ้นไปทดสอบแก้ปัญหาการเกิดเชื้อราในหอระฆังของวัดฯ ที่มีปัญหาเชื้อรา และตะไคร่น้ำ ด้วยปริมาณความชื้นจากสถานที่ตั้งที่อยู่ใกล้ทะเล รวมการแตกลายงาจากอายุของสถานที่ที่ทำให้ต้นทุนการบำรุงรักษาอาคารสถานที่สูงไปด้วย”
หลังจากที่ทีมวิจัยนาโนเทคนำสารเคลือบผิวนาโนที่พัฒนาขึ้นไปฉีดพ่นรอบหอระฆัง และมีการติดตามผลหลังการฉีดพ่นเป็นระยะเวลา 10 เดือน พบว่า สามารถยืดระยะเวลาการเกิดเชื้อรา คราบสกปรก และการแตกลายงา โดยในระยะเวลา 10 เดือนนี้ ไม่มีเชื้อราหรือคราบตะไคร่น้ำเกิดขึ้นเลย ซึ่งการยืดระยะเวลาในการเกิดเชื้อรานี้ ทำให้สามารถนำผลิตภัณฑ์นี้ไปต่อยอดใช้ในการบำรุงรักษาอาคารศาสนสถาน เพิ่มความคงทน ยืดอายุวัสดุที่จะนำไปซ่อมแซมบูรณะ และยังช่วยลดต้นทุนการดูแลรักษา รวมถึงเกิดความสวยงามให้กับอาคารศาสนสถานต่างๆ อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบวิธีการทดสอบการเคลือบผิวอาคารและประเมินประสิทธิภาพของสารเคลือบ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการต่อยอดงานวิจัยไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบผิวที่เหมาะสมกับเนื้อวัสดุของสิ่งปลูกสร้าง เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพหรือความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของอาคารศาสนสถานหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ด้วย
“สำหรับวัดปากน้ำ (สมุทรคงคาราม) นี้ เป็นพื้นที่ใกล้ทะเล มีความชื้นสูง โดยทีมวิจัยตั้งเป้าทดสอบประสิทธิภาพและความคงทนของสารเคลือบนาโนนี้ให้ได้ 10 วัดภายในปี 2563 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของสารเคลือบในพื้นผิวต่างๆ สภาพแวดล้อม สภาพอากาศที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่” ดร.ธันยกรกล่าว พร้อมชี้ว่า นอกจากการต่อยอดใช้ในเชิงสาธารณประโยชน์และการท่องเที่ยวในพื้นที่ ยังสามารถต่อยอดในเชิงธุรกิจได้ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจสี รวมถึงธุรกิจก่อสร้างที่เริ่มมีคนสนใจติดต่อเข้ามาแล้ว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ครม.อนุมัติจัดตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน” ในพื้นที่ EECi สวทช. พร้อมเดินหน้าหนุนการวิจัยพัฒนา ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
For English-version news, please visit : Cabinet approves the establishment of Sustainable Manufacturing Center
25 สิงหาคม 2563 ผู้อำนวยการ สวทช. ประกาศพร้อมเดินหน้าดำเนินงาน “ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC)” ภายใต้เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ ระบบอัจฉริยะ ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi ARIPOLIS) ณ วังจันทร์วัลเลย์ ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจัดตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าว มีนโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อต่อยอดการวิจัยพัฒนานำไปสู่เชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ในฐานะที่ สวทช. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เป็นเจ้าภาพหลักในการพัฒนา EECi ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในทุกภาคส่วน ให้เป็นศูนย์กลางการทำวิจัยและพัฒนา เพื่อต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์และเชิงสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ตามนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งโครงการจัดตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC)” ภายใต้เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ ระบบอัจฉริยะ ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi ARIPOLIS) ที่ได้รับการอนุมัติจาก ครม. นี้มีระยะเวลาในการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2564 – 2568 ด้วยงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อเป็นศูนย์สาธิตด้านอุตสาหกรรมอัจฉริยะ พัฒนาแพลตฟอร์มที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิต ผู้พัฒนาระบบ (SI) นวัตกร นักวิจัย ตลอดจนนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดเตรียมไว้ให้ ทั้งในรูปแบบการสาธิต การเรียนรู้ และการทดลองปฏิบัติจริง ได้แก่ เครื่องมือประเมินความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0 Assessment Tools), สายการผลิตเพื่อการเรียนรู้ (Learning Station/Line) และ แพลตฟอร์มทดสอบ (testbed/sandbox) รวมไปถึงกิจกรรมวิจัยเพื่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ในการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมและศูนย์กลางรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ เปลี่ยนวิถีการผลิตของประเทศตลอด Value Chain ครอบคลุมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และ SME รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มจากการเป็นฐานเชื่อมโยงงานบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมร่วมกัน เพื่อต่อยอดการวิจัยพัฒนาสู่การสู่เชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างให้เกิดผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนสอดคล้องนโยบาย BCG เพิ่มคุณภาพชีวิตและการจ้างงานของประเทศต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
รัฐมนตรีกระทรวง อว. เดินหน้าขับเคลื่อนเมืองนวัตกรรม EECi พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมฐานชีวภาพไทยด้วย วทน.
(24 สิงหาคม 2563) ณ พื้นที่ก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง : ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อม ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.อว. รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษา รมว.อว. และ นายสำราญ รอดเพชร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ EECi และเยี่ยมชมสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) และ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) รวมถึงเยี่ยมชมสวนทุเรียนใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมด้วยการนำเทคโนโลยี IoT มาพัฒนาเป็น “ระบบติดตามสภาวะแวดล้อมและให้น้ำทุเรียน”
โดยมี ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชฏามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. คุณวิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. และ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชม
ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ EECi และเยี่ยมชมในครั้งนี้ว่า เป็นงานแรกหลังจากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กิจกรรมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของ ครม.สัญจร จ.ระยอง จากการที่ลงพื้นที่ พบว่า EECi มีความคืบหน้าในการก่อสร้างเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้แล้วกว่าร้อยละ 40 โดยคาดว่าเมืองนวัตกรรม EECi จะพร้อมเปิดดำเนินการได้ในช่วงปลายปี 2564 รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์สำคัญที่สามารถรองรับการทำวิจัยขยายผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของ EECi อาทิ โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี โรงเรือนฟีโนมิกส์ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน นอกเหนือจากการหาพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศจากหน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา/สถาบันวิจัย กว่า 70 ราย แล้ว EECi ยังดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชนด้วยการนำ วทน. เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนภาคการเกษตร ภาคการศึกษา และวิสาหกิจชุมชนบนพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้ประโยชน์ด้วย
“อว. พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของ EECi อย่างเต็มกำลัง เนื่องจาก EECi เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน วทน. ที่สำคัญของคนไทย ที่จะช่วยพลิกโฉมการทำนวัตกรรมของประเทศสู่เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง ช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมเดิม รวมถึงสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งในพื้นที่ EEC และในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต”
“อว. พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของ EECi อย่างเต็มกำลัง เนื่องจาก EECi เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน วทน. ที่สำคัญของคนไทย ที่จะช่วยพลิกโฉมการทำนวัตกรรมของประเทศสู่เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง ช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมเดิม รวมถึงสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งในพื้นที่ EEC และในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต”
รวมทั้งการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของไทยที่มีอย่างหลากหลายออกสู่ตลาดโลก ที่ด้านหนึ่งมีขีดความสามารถสร้างผลงานแล้วในระดับห้องปฏิบัติการ แต่ผลงานที่ได้ส่วนใหญ่ยังส่งไม่ถึงผู้ใช้ประโยชน์ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้ลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานและกลไกขยายผลงานวิจัย และอีกด้านหนึ่งก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศได้มากนัก เพราะขาดโครงสร้างพื้นฐานและกลไกที่จะรองรับการปรับแปลงเทคโนโลยีให้เข้ากับบริบทของไทย
นอกจากนี้ยังได้ดำเนินงานการขยายผลและสนับสนุนถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้ ตลอดจนองค์ความรู้ด้านการจัดการเกษตรสมัยใหม่ ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาคเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ ภาคสถาบันการศึกษา และภาคเอกชนในพื้นที่ ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะทั้งในด้านพืชผัก ผลไม้ และประมง ได้แก่ เทคโนโลยีโรงเรือนเพาะปลูกและการบริหารจัดการครบวงจร เพื่อการจัดการการปลูกพืชผักครบวงจรตั้งแต่การผลิตเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูกในโรงเรือน การผลิตสารชีวภาพเพื่อควบคุมโรคพืชและแมลงศัตรูพืชผัก ระบบการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยได้มาตรฐาน เทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะพร้อมระบบติดตามและควบคุม เพื่อสาธิตและถ่ายทอดการปลูกพืชมูลค่าสูง เพื่อส่งต่อภาคอุตสาหกรรมแปรรูปในกลุ่ม อาทิ มะเขือเทศ พริก เทคโนโลยีระบบตรวจวัดด้วยเซนเซอร์แบบเครือข่ายไร้สายเพื่อการจัดการและควบคุมอัตโนมัติ สำหรับการจัดการแปลงเพาะปลูกและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้อย่างเหมาะสมและแม่นยำ เทคโนโลยีระบบการให้น้ำตามสภาวะความต้องการของพืชในระบบแปลงเปิด เพื่อการประยุกต์ใช้ในการจัดการทรัพยากรน้ำในสวนทุเรียน สวนมังคุด ให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร 29 ชุมชน รวมถึงเกษตรกรแกนนำ และ Young Smart Farmer รวม 29 ราย และร่วมพัฒนาศูนย์เรียนรู้เพื่อการขยายผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกับภาคเอกชนและภาคการศึกษา 3 แห่ง
พร้อมทั้งจัดกิจกรรมการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ จากงานวิจัยขยายผล (Translational Research) มีการพัฒนาและติดตั้งต้นแบบแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเพื่อเกษตรสมัยใหม่ในพื้นที่ ได้แก่ ระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ (Handy Sense) ติดตั้งในฟาร์มเกษตรกรรวม 34 แห่ง ระบบติดตามแจ้งเตือนสภาพทั้งกายภาพ เคมี และชีวภาพพร้อมระบบเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของโรค สำหรับ ประมงอัจฉริยะ (Aqua IoT) ขยายผลการใช้งานในฟาร์มของผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ (กุ้ง ปลา) รวม 15 แห่ง และอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบบ่อไร้ดินสำหรับการเลี้ยงกุ้งแนวใหม่ที่มีการควบคุมคุณภาพน้ำ มีระบบหมุนวนน้ำ เติมออกซิเจน ประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ เป็นแหล่งข้อมูลการควบคุมสภาพแวดล้อมและการจัดการอาหารตลอดระยะเวลาการเลี้ยงกุ้ง เพื่อการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต อีก 1 ต้นแบบ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตภาคเกษตรกรในพื้นที่ EEC ให้เทียบเท่ากลุ่มการบริการและภาคอุตสาหกรรม ด้วย วทน. เพื่อหนุนให้การบริหารและส่งเสริมเขตนวัตกรรม EECi เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตอบโจทย์การพัฒนาประเทศต่อไป
รายละเอียดเพิ่มเติม: www.eeci.or.th
ข่าวประชาสัมพันธ์


