ผลการค้นหา :
สวทช. เปิดรับสมัครผู้ประกอบการจำหน่ายอาหารภายในสวทช.
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดรับสมัครผู้ประกอบการจำหน่ายอาหารภายในอาคารสราญวิทย์ (อาคาร 12) โดยมีคุณสมบัติดังนี้
เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการดำเนินการศูนย์อาหารในเชิงคุณภาพ
เป็นผู้มีประสบการณ์ในการดำเนินการศูนย์อาหารที่มีขนาดไม่น้อยกว่า 300 ที่นั่ง หรือไม่น้อยกว่า 500 จาน เวลาดำเนินการตั้งแต่ 11.00 – 13.00 น. มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ภายในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี (แสดงหลักฐานการดำเนินการ)
มีหลักฐานเงินทุนที่สามารถบริหารศูนย์อาหารได้ (แสดงหลักฐานทางการเงิน)
ผู้ประกอบการฯ ต้องมาดำเนินการเอง หรือมีผู้แทนดำเนินการตลอดเวลาทำการ
เอกสารประกอบเพิ่มเติม
ผู้ที่สนใจสามารถขอทราบรายละเอียดและยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ได้ที่
นายศรุต หนูรักษ์
งานบุคลากรสัมพันธ์
ฝ่ายบริการทรัพยากรบุคคล
ชั้น 1 อาคารสำนักงานกลาง
โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 71104 ในวันและเวลาทำการ
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. หนุนผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP เครือข่าย ม.พะเยาเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการแปรรูปพืชผลทางการเกษตร ด้วยระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก
โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP: ไอแทป) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ให้การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยพะเยา แก่ผู้ประกอบการแปรรูปพืชผลทางการเกษตรเป็นเส้นขนมจีนอบแห้งของ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไฮ โซ แซ่บ” จ.พะเยา ในโครงการ “การพัฒนาระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเส้นขนมจีนอบแห้ง” สามารถเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มมูลค่าให้กับพืชผลทางการเกษตรไทย และมีคุณภาพถูกต้องตามหลักอาหารปลอดภัย
รศ.ดร.ต่อพงศ์ กรีธาชาติ ผู้จัดการเครือข่าย ITAP-UP มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า ประเทศไทยนับเป็นประเทศส่งออกผลผลิตทางการเกษตรรายสำคัญของโลก ทั้งในรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ซึ่งอย่างหลังพบว่ามีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี โดยเฉพาะมีผู้ประกอบการรายเล็กในขนาด small และ very small ทั้งนี้ ในพื้นที่ จ.พะเยา มีจำนวนผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เกษตรและแปรรูปรายเล็กเป็นจำนวนมากเกิดขึ้น ทั้งที่เป็นกิจการแบบธุรกิจเจ้าของคนเดียว หรือการรวมกลุ่มกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้ต่างประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งในส่วนต้นทุนพลังงานและสาธารณูปโภค และยังมีโจทย์ความต้องการในการแก้ไขปัญหากระบวนการผลิตและแปรรูปที่คล้ายคลึงกันคือ ต้องการนำเทคโนโลยีที่มีฟังก์ชั่นการทำงานไม่ซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบรายปีไม่สูง เข้ามาปรับใช้ในกิจการ “ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์” จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมกับธุรกิจท้องถิ่นรายเล็ก ที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง และเหมาะสมกับการนำมาใช้ในสภาวะภูมิอากาศของประเทศไทย โดยผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP ของมหาวิทยาลัยพะเยา ได้มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันสามารถพัฒนาระบบ IoT ที่เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน และสามารถควบคุมกระบวนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฉะนั้น เทคโนโลยีระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ถือเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานทดแทนผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน เป็นการพัฒนาท้องถิ่นตามปณิธานของมหาวิทยาลัยพะเยา “ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน (Wisdom for Community Empowerment)” อย่างแท้จริง
ด้านผู้ประกอบการ นางวารัทชญา อรรถอนุกูล ผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไฮ โซ แซ่บ กล่าวว่า “ขนมจีน” เป็นอาหารคาวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของคนไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ และอีสานแต่เดิมในกระบวนการแปรรูปเส้นขนมจีนจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ขนมจีนแป้งหมัก และขนมจีนแป้งสด ซึ่งในการผลิตขนมจีนดังกล่าว มีลักษณะการผลิตที่นานและเสียง่าย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไฮ โซ แซ่บ จึงมีการประยุกต์ดัดแปลงพัฒนาเส้นข้าวโพดอบแห้ง ที่ผลิตจากแป้งข้าวโพด ซึ่งสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งอาหารคาวและหวาน เช่น นำไปใช้แทนเส้นขนมจีนในเมนูขนมจีน หรือน้ำเงี้ยว นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในเมนูไส้อั่ว ปอเปี๊ยะทอด หรือนำไปใช้ทำเมนูของหวาน เช่น สลิ่มในน้ำกะทิได้
ซึ่งหลังจากได้เข้าร่วมโครงการกับโปรแกรม ITAP ม.พะเยา และทำการติดตั้งระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ช่วยให้กิจการสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเส้นข้าวโพดได้มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตเส้นข้าวโพดแบบเดิมที่ต้องตากเส้นไว้กลางแจ้ง ซึ่งหากเป็นวันที่มีฝนตกจำเป็นต้องหยุดการผลิต หรือในวันที่สภาพอากาศมีเมฆมาก จะทำให้เส้นข้าวโพดไม่เรียงตัวเป็นเส้นตรงสวยงาม การตากเส้นข้าวโพดแบบเดิมจะใช้เวลา 1 - 2 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่เมื่อนำเส้นข้าวโพดไปอบในระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ จะใช้เวลาเพียง 3 - 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ มีความสะอาด ไม่ปนเปื้อนจากฝุ่นหรือแมลงวัน รวมถึงนำไปใช้ประโยชน์ในการแปรรูปวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้าของกิจการได้อีกด้วย เช่น พริก ดอกอัญชัน ดอกงิ้ว ขมิ้น เป็นต้น
ในส่วน ผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP ดร.สุรัตน์ เศษโพธิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาพลังงานทดแทน และ นายสุรศักดิ์ ใจหลัก นักวิจัย คณะพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวร่วมกันว่า โปรแกรม ITAP เครือข่าย ม.พะเยา ได้ให้ความช่วยเหลือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไฮ โซ แซ่บ ในด้านการออกแบบและการจัดทำระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีมาตรฐาน ศึกษาต้นแบบจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะการปฏิบัติงานในพื้นที่ของผู้ประกอบการ และมีความเหมาะสมสำหรับกระบวนการแปรรูปเส้นข้าวโพดอบแห้งที่มีส่วนผสมของพืชผลทางการเกษตรท้องถิ่น เช่น ข้าวหอมมะลิพะเยา ข้าวโพด มันม่วง ขมิ้น เป็นต้น โดยเฉพาะระบบการระบายความชื้นได้ทำการติดตั้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และควบคุมการระบายความชื้น เพื่อให้มีความเหมาะสมกับปริมาณวัตถุดิบที่นำมาอบแห้ง โดยมี นายศุภฤกษ์ ขาวแดง ที่ปรึกษาเทคโนโลยี (ITA) เป็นตัวกลางสำคัญประสานงานระหว่าง สวทช. ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญ ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับกลไกการให้ความช่วยเหลือจาก ITAP รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการลดความยุ่งยากและความซับซ้อนในการดำเนินโครงการต่าง ๆ พร้อมส่งเสริมให้เกิดความร่วมมืออันดีระว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งให้คำแนะนำและช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินโครงการ
“การดำเนินโครงการจัดทำระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก สามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้กับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไฮ โซ แซ่บ คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตเดิม เป็นผลจากการลดความชื้นได้เร็วขึ้น ซึ่งมีอุณหภูมิของโรงอบอยู่ระหว่าง 45 - 55 องศาเซลเซียส ซึ่งในระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ จะมีอุปกรณ์ที่สำคัญได้แก่ พัดลมระบายอากาศหรือระบายความชื้น เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่งในการควบคุมอุณหภูมิของอากาศในโรงอบ ผลการดำเนินโครงการ พบว่า ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ จะใช้เวลาในการอบที่น้อยกว่าแบบเดิมจากการตาก 1 - 2 วัน เหลือไม่เกินครึ่งวัน อีกทั้งยังไม่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่าง ๆ เช่น ค่าไฟฟ้า และยังได้คุณภาพของสินค้าที่ไม่ต่างจากแบบเดิม ทำให้ หจก. สามารถพัฒนาให้เกิดเทคโนโลยีที่ช่วยในกระบวนการผลิตเส้นข้าวโพดอบแห้ง เพิ่มศักยภาพ และมีความเหมาะสมกับการผลิตเส้นอบแห้ง ทดแทนการตากแห้งแบบดั้งเดิม ยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้มีความสะอาด สร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้บริโภค รองรับการขอรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เส้นอบแห้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการผลิตได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ทั้งนี้ ในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ระยะถัดไป จะเป็นการประยุกต์ใช้ระบบ Internet of Things (IoT) ร่วมกับระบบระบายความชื้น ด้วยอุปกรณ์ตรวจวัดค่าความชื้นและอุณหภูมิ ซึ่งระบบสามารถทำงานได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการแสดงผลข้อมูลผ่าน Web application และ Mobile Application รวมถึงหน้าจอแสดงผลบนกล่องควบคุมการทำงาน ที่เหมาะสมกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ” ผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP ม.พะเยา กล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โปรแกรม ITAP มุ่งเน้นพัฒนา SME ไทยในทุกอุตสาหกรรม ทุกพื้นที่โดย ITAP เครือข่าย ม.พะเยา เข้าแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการ ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียแบบไม่ใช้อากาศ และเพิ่มศักยภาพการใช้พลังงานทดแทน
ณ จังหวัดลำปาง : บริษัท รวมพรมิตรฟาร์ม จำกัด ประสบปัญหาเศษขนไก่จากโรงเรือนหลุดเข้าไปบ่อรวบรวมน้ำเสีย ซึ่งเป็นบ่อพักเพื่อนำน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศ รวมถึงอัตราการกวนตะกอนอินทรีย์ในบ่อหมักยังไม่ดีเท่าที่ควร เกิดชั้นฝ้าตะกอนบริเวณบนผิวน้ำของบ่อหมักแบบปิดไม่ใช้อากาศ เป็นผลให้การทำงานของจุลินทรีย์แบบไม่ใช้อากาศภายในบ่อหมักไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผลพลอยได้จากระบบ ได้แก่ ปริมาณก๊าซชีวภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และเนื่องจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพที่ติดตั้ง เป็นระบบขนาดใหญ่ ถึง 18,000 ลูกบาศก์เมตร จึงจำเป็นต้องหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการกวนตะกอนให้มีประสิทธิมากยิ่งขึ้น
จึงเป็นโจทย์ที่ผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP สวทช. เข้าไปแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการ โดยทำการปรับปรุงระบบกวนตะกอนในบ่อหมักย่อยน้ำเสีย รวมทั้งจะทำการติดตั้งเครื่องกวนผสมแบบเชิงกลที่ไม่ทำให้เกิดการเติมอากาศภายในบ่อหมักแบบอัตโนมัติ (PLC) แบบ Airlift เพื่อทำการกวนตะกอนภายในบ่อหมัก เพื่อให้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบไม่ใช้อากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า การสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ไทย ให้มีการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นนโยบายที่ภาครัฐให้ความสำคัญมาโดยตลอด เนื่องจากจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง มีเงินหมุนเวียนในระบบและเกิดการจ้างงานในทุกพื้นที่ โปรแกรม ITAP สวทช. ภายใต้ กระทรวง อว. เป็นกลไกที่สำคัญและมีประสิทธิภาพอันหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาSME ไทย โดยปัจจุบัน ITAP ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในโครงการให้คำปรึกษาเชิงลึกที่ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มากกว่า 1,200 โครงการต่อปี
ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ สามารถเข้าร่วมได้ทันทีเนื่องจากเปิดให้บริการทุกวันทำการ เปิดให้ผู้ประกอบการทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ เข้าร่วมโครงการได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเทคโนโลยี นวัตกรรม และลดต้นทุนทางธุรกิจ รวมถึงเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ ซึ่งปัจจุบัน ITAP มีเครือข่ายทั่วประเทศ 19 แห่ง และมีผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 1,500 ราย โดย ITAP เครือข่าย ม.พะเยา เข้ามาเป็นเครือข่ายในปี 2561 ให้บริการ SME ไทยในพื้นที่ภาคเหนือ ปีละมากกว่า 50 ราย มีที่ปรึกษาเทคโนโลยี (ITA) ที่จะรับโจทย์จากผู้ประกอบการและช่วยสรรหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เข้าไปช่วยเหลือบริษัทในโจทย์ต่าง ๆ เช่น การแก้ปัญหา การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้ SME เข้มแข็งและเติบโตต่อไปได้
รศ.ดร.ต่อพงศ์ กรีธาชาติ ผู้จัดการเครือข่าย ITAP-UP มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า ITAP เครือข่ายมหาวิทยาลัยพะเยา มีหน้าที่ส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญในภาควิชาการ ไปสู่ผู้ประกอบการที่เป็นภาคเอกชน และเชื่อมความต้องการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของผู้ประกอบการ กับงานวิจัยและนวัตกรรมของผู้เชี่ยวชาญในสังกัดกระทรวง อว. เข้าไว้ด้วยกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือการพัฒนาแบบเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชน ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาด เกิดเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กับการพัฒนางานวิจัยเชิงนวัตกรรมของผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความเหมาะสมสอดคล้อง และตอบสนองความต้องการในเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น และจากการดำเนินงานของ ITAP เครือข่าย ม.พะเยา 3 ปีที่ผ่านมา สามารถสนับสนุนธุรกิจในระดับ SME ในการนำเทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกิจการ และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ในหลายด้าน เช่น การจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน นวัตกรรมอาหาร การพัฒนาเครื่องจักรเพื่อกระบวนการผลิต การส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร และ Smart Farm รวมแล้วไม่น้อยกว่า 150 โครงการ
ด้าน ผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP ดร.ศตวรรษ ทนารัตน์ อาจารย์ประจำคณะพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า จากโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ บริษัท รวมพรมิตรฟาร์ม จำกัด ที่ต้องการแก้ไขปัญหา คือ เรื่องน้ำเสียของกิจการ ที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงไก่ ทีมผู้เชี่ยวชาญจึงได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียแบบไม่ใช้อากาศ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนน้ำเสียและของเสียให้กลายเป็นก๊าซชีวภาพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบพลังงานทดแทนได้ โดยการผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ในกิจการ ระบบบำบัดเสียน้ำเสียแบบไม่ใช้อากาศ ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นอย่างมีประสิทธิภาพ
เนื่องจากเป็นการหมักย่อยน้ำเสียในระบบปิด และน้ำที่ผ่านการบำบัดจะสะอาดได้มาตรฐานตามที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดไว้ ซึ่งทีมผู้เชี่ยวชาญมีความพยายามที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นในเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพของระบบและนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างคุ้มค่ายิ่งขึ้น เช่น การออกแบบให้ระบบใช้พื้นที่ในการติดตั้งให้น้อยลง ใช้เงินลงทุนน้อยลง แต่ประสิทธิภาพการหมักย่อยสูงขึ้น การออกแบบพัฒนาให้ระบบสามารถรองรับน้ำเสียที่มีสภาวะแตกต่างกันมาก ๆ ได้ภายในระบบเดียว และการเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบสามารถผลิตก๊าซชีวภาพในปริมาณที่สูงขึ้น
ในส่วนผู้ประกอบการ นายชาญวิทย์ เวชชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รวมพรมิตรฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความสนใจในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาปรับใช้ในกิจการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน จึงได้ขอคำปรึกษาด้านเทคโนโลยีกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จนกระทั่งได้มารู้จักกับ ITAP ผ่านผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทมาก เพราะ ITAP มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ตอบโจทย์ความต้องการได้มากขึ้น ช่วยบริษัทลดความเสี่ยงในเรื่องการลงทุนเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหา และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันได้มากขึ้น
ซึ่งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่ต้องการจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ที่ดีมีคุณภาพสู่ตลาดแล้ว บริษัทยังมุ่งพัฒนากิจการสู่ธุรกิจสีเขียว คือ ไม่สร้างมลพิษสู่ชุมชน และยังสามารถผลิตพลังงานทดแทนไว้ใช้ภายในกิจการเองได้ ซึ่งระบบบำบัดน้ำเสียแบบไม่ใช้อากาศหรือระบบก๊าซชีวภาพที่บริษัทได้ทำการติดตั้งไปนั้น สามารถตอบโจทย์เป้าหมายของกิจการ ซึ่งปัจจุบันบริษัทสามารถแก้ไขปัญหาน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและจำนวนแมลงวัน อีกทั้งยังสามารถนำก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้ไปใช้ประโยชน์ในการผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในฟาร์มได้ถึง 70% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดภายในฟาร์ม นอกจากนี้ ยังช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ติดตามมาคือ บริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน และสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไร้ปัญหา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัทไปในทางบวกทั้งสิ้น
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช. ร่วมมือ บางจาก วิจัยและพัฒนาระบบการจัดการของเสียจากธุรกิจโรงกลั่นด้วยหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน
For English-version news, please visit : NSTDA partners with Bangchak to develop a circular waste management system for oil refinery industry
วันที่ 25 กันยายน 2563 ณ ห้องประชุมใหญ่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก กรุงเทพฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในด้านการวิจัยและพัฒนา “ระบบการจัดการของเสียจากธุรกิจโรงกลั่นด้วยหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน”
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กล่าวว่า เอ็มเทค สวทช. และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นพันธมิตรที่มีความร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน ในรูปแบบความร่วมมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมวิจัย รับจ้างวิจัย รวมถึงการวิเคราะห์ทดสอบแบบต่างๆ และสำหรับความร่วมมือกันครั้งนี้ จะเน้นงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา “ระบบการจัดการของเสีย จากธุรกิจโรงกลั่นด้วยหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” หลังจากที่ทั้งสองหน่วยงานมีความร่วมมือกันมาแล้วตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นงานวิจัยทางด้าน ECO Efficiency เพื่อการพัฒนาธุรกิจโรงกลั่นยั่งยืน เราเชื่อว่าในยุคการแข่งขันและแรงกดดันทางธุรกิจที่รุนแรง การดำเนินธุรกิจเพียงอาศัยแนวทางการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว ไม่อาจนำมาซึ่งความสำเร็จในทางธุรกิจที่ยั่งยืนได้ แต่หากธุรกิจใดที่ให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยลดการใช้ทรัพยากร วัตถุดิบ และพลังงาน ลดการปล่อยมลสารและของเสีย จากกระบวนการผลิตหลักของตนสู่สิ่งแวดล้อม บริษัทนั้นจะสามารถนำพาธุรกิจให้ดำรงอยู่ทั้งในเวทีการค้าระดับประเทศและระดับโลกได้อย่างยั่งยืน ด้วยผลประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้น ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดของเสียน้อยที่สุด และความร่วมมือครั้งนี้หวังว่าทีมวิจัยจะสามารถนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่มี เข้าไปช่วยพัฒนาการเก็บข้อมูลการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ สามารถวิเคราะห์การไหลของของเสีย หรือ Waste Flow เพื่อจัดทำฐานข้อมูลสำหรับจัดการของเสีย นำไปสู่การวิเคราะห์รูปแบบการจัดการของเสียอย่างเหมาะสมโดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องตามกรอบแนวความคิดของ Circular Economy และรองรับระบบเศรษฐกิจในยุค 4.0 และ Disruptive Technology สามารถนำผลการวิจัยและพัฒนาไปช่วยผลักดันให้ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทพลังงานไทยที่ดำเนินเคียงคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคมอย่างมั่นคงและยั่งยืน
นายปฏิวัติ ทิวะศะศิธร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นับเป็นโอกาสดีที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ได้มาร่วมมือกันดำเนินงานวิจัยและพัฒนา “การพัฒนาระบบการจัดการของเสียจากธุรกิจโรงกลั่นด้วยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน” เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับบุคลากรทั้งสองหน่วยงาน ผ่านการแลกเปลี่ยนบุคลากรวิจัย และดำเนินการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ในเชิงวิชาการ และนำไปประยุกต์ใช้งานในภาคส่วนต่างๆ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท บางจากฯ มีเป้าหมายในการดูแลใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดำเนินการธุรกิจกลั่นน้ำมันมาโดยตลอด และเล็งเห็นว่าจากการเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่หยุดยั้ง อันนำไปสู่ความต้องการใช้ทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ทรัพยากรที่เหลืออยู่กำลังใกล้จะหมดไป ดังนั้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของนานาประเทศตลอดจนการดำเนินการขององค์กรธุรกิจทั่วโลกจึงได้ตระหนักถึงสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวที่กำลังเกิดขึ้น และเร่งให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด และลดการเกิดของเสีย แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ ที่เรียกกันว่า Circular Economy จึงได้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไปสู่ความยั่งยืน
บริษัท บางจากฯ มุ่งสร้างสรรค์และพัฒนาธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดำเนินธุรกิจด้วยวัฒนธรรม “พัฒนานวัตกรรม ธุรกิจอย่างยั่งยืนไปกับสิ่งแวดล้อมและสังคม” พร้อมให้ความสำคัญในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยสูงสุด มีกลยุทธ์ธุรกิจ 3S คือ (Security, Stability, Sustainability) และกลยุทธ์ความยั่งยืน 4 Green ประกอบด้วย Green Business, Green Production, Greenovative Experience และ Green Society มาใช้เป็นกรอบในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนในระยะยาว นำนวัตกรรมมาเพิ่มคุณค่าให้กับทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสร้างความยั่งยืน ภายใต้แนวทาง BCG Model ของรัฐบาล ประกอบด้วย Bio economy / Circular economy และ Green economy ตัวอย่างการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ด้านการบริหารจัดการกากของเสีย พบว่าตามหลัก 3R นั้น มากกว่า 99% ของกากของเสียถูกนำไปบริหารจัดการโดยใช้ R-reuse, R-recovery และ R-recycle โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่า กว่า 92% ของกากของถูกนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนในเตาเผาปูนซีเมนต์ และเป็นวัตถุดิบทดแทน เป็นต้น
การวิจัยพัฒนาการจัดการด้านการบริหารจัดการของเสียจากโรงกลั่นในครั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือกับเอ็มเทค ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีชื่อเสียงในด้านการดำเนินการศึกษาวิจัยด้านการจัดการของเสีย อีกทั้งมีทีมนักวิจัยที่มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง เพื่อพัฒนาแนวทางดำเนินการมากขึ้นและเกิดประโยชน์สูงสุด จากธุรกิจการกลั่นน้ำมันของบางจาก เพื่อนำไปสู่แนวทางการดำเนินการตามแนวคิด Circular Economy และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ดังที่บางจากฯ และเอ็มเทคได้เคยร่วมมือกันมาก่อนหน้านี้ ในการพัฒนาระบบการจัดการประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาธุรกิจเพื่อการพัฒนาธุรกิจโรงกลั่นที่ยั่งยืน และก่อให้เกิด impact ที่ดีทั้งต่อบริษัทและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลงนามความร่วมมือด้านการวิจัย และพัฒนา “เทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาธุรกิจโรงกลั่นที่ยั่งยืน” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน และรักษาสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา
ภายใต้บันทึกข้อตกลงครั้งนี้ บริษัท บางจากฯ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) จะร่วมกันจัดหาและสนับสนุนทรัพยากร ทั้ง บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ แลกเปลี่ยนและเสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลทางวิชาการ รวมทั้งจัดฝึกอบรมและสัมมนา ระหว่างบุคลากรของทั้งสองฝ่ายร่วมกันพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายโดยการส่งเสริมความสัมพันธ์ในการพัฒนาโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกัน ตลอดระยะเวลา 3 ปี
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. รับรางวัลอาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ โครงการ “อาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย” จัดโดย กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.ลดาวัลย์ กระแสร์ชล รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และคณะ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 ณ ห้องศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อาคารกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รางวัลดังกล่าวมอบให้เพื่อยกย่องเชิดชู รวมถึงส่งเสริม ผลักดัน และกระตุ้นให้หน่วยงานของภาครัฐมีการจัดการน้ำเสียจากอาคารและระบายน้ำทิ้งให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนบริหารจัดการน้ำเสียชุมชน และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและประชาชนในการเป็นแบบอย่างที่ดีในการร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึก 4 พันธมิตรภายใต้ภาคีเครือข่าย TESTA ร่วมผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่ความยั่งยืนในยุคดิจิทัล
For English-version news, please visit : NSTDA in collaboration with KKU KMUTT KMUTNB and EVAT to find Thailand Energy Storage Technology Alliance (TESTA)
(24 กันยายน 2563) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมกับ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ภาคีเครือข่ายเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (Thailand Energy Storage Technology Alliance: TESTA) เพื่อสร้างเครือข่ายการดำเนินงานในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทยตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า โดยมี นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยานในการลงนาม พร้อมด้วย ผู้บริหารจาก 5 หน่วยงานภาคี รวมถึงได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ เอ็ม สแตนลีย์ วิตติงแฮม ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี พ.ศ. 2562 จากการคิดค้นวัสดุสำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน รวมถึงผู้ประกอบการด้านการผลิตแบตเตอรี่สมัยใหม่และยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมาร่วมพูดปาฐกถา
นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ภาคีเครือข่ายเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย ระหว่าง 5 หน่วยงาน จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง และผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานในประเทศ ทั้งในระดับงานวิจัยจนถึงอุตสาหกรรม เพื่อรองรับเทคโนโลยี ระบบกักเก็บพลังงานที่จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน โดยมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคภายในปี 2568 และปริมาณผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 750,000 คันภายในปี 2573 โดยกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมเป็นผู้นำในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องผ่านนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ผ่านแผนงานด้านการให้สิทธิพิเศษส่งเสริมการขาย และการผลิตให้กับบริษัทรถยนต์และชิ้นส่วนจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมีแผนการส่งเสริมให้เกิดสถานีชาร์จอย่างกว้างขวาง โดยคาดหวังว่าการเกิดภาคีเครือข่ายระบบข่ายเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทยจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและใกล้ชิดระหว่างภาคอุตสาหกรรมและหน่วยวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ ตอบสนองเป้าหมายของสังคมแห่งพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
นายกิตติกร โล่ห์สุนทร
ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร
ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. มีนโยบายและให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านพลังงานและสร้างความเป็นเลิศในการเป็นผู้นำด้าน เทคโนโลยีพลังงาน พร้อมทั้งเชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนากับกระทรวงพลังงานและภาคส่วนต่างๆ ในการขับเคลื่อนแผนพลังงานไปสู่การใช้งานจริง สำหรับการลงนามความร่วมมือในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (National Energy Technology Center: ENTEC) ที่เพิ่งได้รับการจัดตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เพื่อเป็นศูนย์รวมในการบูรณาการความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศและนานาชาติ รวมทั้งเชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเน้นการต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคอุตสาหกรรมและขยายผลต่อยอดไปสู่การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ โดยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ศูนย์ฯ มุ่งเน้น โดยได้ดำเนินการการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการให้คำปรึกษากับภาคเอกชน ไปสู่เป้าหมายลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แก้ปัญหาในอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานทั้งด้านการทดสอบ การควบคุมคุณภาพให้เกิดขึ้นในประเทศอย่างเป็นระบบร่วมกัน เพื่อให้เกิดห่วงโซ่คุณค่าด้านระบบกักเก็บพลังงานที่สมบูรณ์ สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้สร้างความมั่นคงให้กับประเทศอย่างยั่งยืน
ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล
ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเน้นพัฒนานวัตกรรมด้านวัสดุสำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และมีโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแห่งแรกในประเทศไทย ที่เปิดให้นักวิจัยด้านวัสดุและผู้ผลิตแบตเตอรี่เซลล์สามารถเข้าร่วมพัฒนาสูตรผลิตและวัสดุใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลักดันงานวิจัยสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงการผลิตบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรม และการสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศด้วยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมขับเคลื่อน และส่งเสริมการดำเนินการต่างๆ ให้มุ่งสู่ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
ศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญมาศ
รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รศ.ดร.สมนึก วิสุทธิแพทย์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานบริการวิชาการและอุตสาหกรรมสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่า มจพ. เล็งเห็นความสำคัญในอนาคตของเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน จึงได้มุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาบัณฑิต บุคลากร และองค์ความรู้ในสาขาเทคโนโลยีแบตเตอรี่มาอย่างต่อเนื่อง และมีบัณฑิตวิทยาลัยฯ สิรินธร ไทย-เยอรมัน (TGGS) เป็นคณะทำงานหลักที่ทุ่มเทพัฒนางานวิจัยในเทคโนโลยีแบตเตอรี่มายาวนานและเป็นที่ประจักษ์ TGGS มีการพัฒนาศักยภาพผ่านความร่วมมือกับกลุ่มองค์กรพันธมิตรในประเทศและระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เชี่ยวชาญระดับสากลจาก RWTH Aachen University การลงนามนี้ถือเป็นต่อยอดความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรที่ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ และจะเป็นประโยชน์อย่างสูงต่อการสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมระบบกักเก็บพลังงานในประเทศ
รศ.ดร.สมนึก วิสุทธิแพทย์
รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานบริการวิชาการและอุตสาหกรรมสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
รศ.ดร.สุวิทย์ เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยส่งเสริมการวิจัยพัฒนาด้านพลังงานในหลายรูปแบบ อาทิ โครงการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) ซึ่งเป็นหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและเอก เพื่อพัฒนาบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรม ศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center (MOVE) ที่มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่างอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา จากหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังมีส่วนสำคัญในการร่วมก่อตั้งสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาและส่งเสริมการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
รศ.ดร.สุวิทย์ เตีย
อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า สมาคมฯ เห็นความสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานว่าเป็นหัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และพัฒนาระบบการจัดการแบตเตอรี่ที่สิ้นอายุการใช้งานที่เหมาะสม ทั้งนี้ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เป็นการรวมกลุ่มของทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่เน้นส่งเสริมการผลิตและการขยายการใช้งานของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและยั่งยืน จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของสมาคม จะเห็นได้ว่า ระบบกักเก็บพลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องต้องการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
นายกฤษฎา อุตตโมทย์
นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)
ทั้งหมดนี้ สวทช. และภาคีเครือข่าย TESTA พร้อมที่จะร่วมมือกัน เพื่อผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย โดยใช้ศักยภาพของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้ภาคพลังงานมีความพร้อมรับมือสู่ยุคเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตอบสนองความต้องการของสังคมอย่างยั่งยืน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ข่าวประชาสัมพันธ์
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ข่าวประชาสัมพันธ์
โครงการในพระราชดำริฯ ในงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ภายใต้ร่มพระบารมี
ภายใต้ร่มพระบารมี
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. ผนึก พม. ชูต้นแบบ ‘บางแคโมเดล’ ใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรม ดูแลผู้สูงอายุ พร้อมรับ ‘สังคมสูงวัย’ โดยสมบูรณ์ ปี 2564
(22 กันยายน 2563) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) ร่วมแถลงข่าวผลงานความร่วมมือ การขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการดูแลและให้บริการผู้สูงอายุ ในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ(ศพส.) นำร่องใช้ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ “บ้านบางแค” เป็นแห่งแรก หรือ “บางแคโมเดล” ก่อนขยายผลให้ครบทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ รองรับปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ หรือ การมีจำนวนประชากรอายุ 60 ปี ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด โดยมี ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางสาวอาภา รัตนพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค และทีมวิจัย สวทช. ร่วมแถลงข่าว ณ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค ถนนเพชรเกษม กรุงเทพฯ
ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและมีแผนงานบูรณาการ ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษาฯ โดย สวทช. และกรมกิจการผู้สูงอายุ ดำเนินงานร่วมกันมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่ออนาคตสังคมสูงวัย การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งการยกระดับการดูแลผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรมบริการที่เหมาะสมและเอื้อต่อการดำรงชีวิตให้กับผู้สูงอายุ และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่ง ผลงานเหล่านี้มาจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระราชทานแนวทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุมาเป็นเวลานาน ทรงสนับสนุนให้เกิดภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย (Thailand Biomedical Engineering Consortium) ที่ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2558 ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วม 17 แห่งเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ เครื่องมือทางด้านการแพทย์เพื่อช่วยยกระดับเครื่องมือแพทย์ของประเทศไทย นอกจากนี้ทรงมีมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ที่ทรงพระราชทานงบประมาณให้นักวิจัยได้คิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรมเพื่อนำไปใช้งานได้จริง ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์งานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่องวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (i-CREATe) มาเป็นเวลากว่า 13 ปี มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกว่า 10 ประเทศ ในงานประชุม มีนิสิต นักศึกษาไทยได้รับการคัดเลือกให้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนานาชาติ ได้รับรางวัลเกือบทุกปี เป็นที่ชื่นชมของกรรมการและผู้เข้าชมงาน นิสิต นักศึกษาเหล่านั้นได้ต่อยอดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถจัดตั้งบริษัท Start up ได้ ทั้งนี้ ผลงานสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวก็ได้รับการคัดเลือกมาร่วมในการนำมาใช้งานที่บ้านบางแคแห่งนี้ด้วย นอกจากนี้ สวทช. ได้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมบริการเพื่อผู้สูงอายุ และมีความร่วมมือกับกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลสุขภาวะที่ดีให้กับผู้สูงอายุ ในการดำเนินการพัฒนาศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค เป็นโครงการระยะนำร่องตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน
ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช.
ศ.ดร.ไพรัช กล่าวว่า สำหรับผลงานที่พัฒนาจาก สวทช. โดย ทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคทค) และ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ สวทช. ประกอบด้วย ระบบบริหารจัดการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เป็นการจัดการข้อมูลทางสุขภาพของผู้สูงอายุ มีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ระบบระบุตำแหน่งผู้สูงอายุ เป็นการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มสมองเสื่อม ระบบส่งเสริมสุขภาพและการเฝ้าระวังด้วยอุปกรณ์การบันทึกการเคลื่อนไหวแบบไร้สาย เป็นการติดตามการเคลื่อนไหวและส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ อุปกรณ์ชุดตรวจวัดสุขภาพแบบพกพา (Portable Health Check Up) อุปกรณ์เครื่องตรวจวัดสุขภาพอัตโนมัติสำหรับผู้สูงอายุ (Health Check Up Kiosk for Elderly Persons) และ อุปกรณ์ดูแลและฟื้นฟูผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นผลงานจาก ศูนย์วิจัยเพื่อการออกแบบและพัฒนาต้นแบบทางวิศวกรรมอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกับ ภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายภาคีวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทยจำนวน 2 รายการ ได้แก่ เครื่องฝึกเดินแบบเคลื่อนที่ได้ (Space walker) อุปกรณ์ช่วยฝึกเดินที่มีระบบพยุงน้ำหนักบางส่วน และเครื่องออกกำลังกายและฟื้นฟู (Sit to Stand Trainer) นวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายลุก - นั่ง ที่ผู้สูงอายุสามารถใช้ออกกำลังกายด้วยตัวเอง
“ปี 2563 ได้นำร่องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุแล้ว ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ บ้านบางแคเป็นแห่งแรก โดยหวังให้เป็น “บางแคโมเดล” ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร อาทิ การใช้เทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและระบบเครือข่ายสำหรับระบบระบุตำแหน่งผู้สูงอายุ และ ระบบส่งเสริมสุขภาพและการเฝ้าระวังด้วยอุปกรณ์การบันทึกการเคลื่อนไหวแบบไร้สาย การติดตั้งและใช้งาน เครื่องฝึกเดินแบบเคลื่อนที่ได้ และเครื่องออกกำลังกายและฟื้นฟู เป็นต้น และมีเป้าหมายจะดำเนินการให้ครบทั้ง 12 แห่งภายใน ปี 2565”
อย่างไรก็ดีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุมาขยายผลการใช้ประโยชน์ เป็นต้นแบบในรูปแบบ “บางแคโมเดล” เพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการดูแลผู้สูงอายุให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนขยายให้ครบ 12 ศพส. ในสังกัดของกรมกิจการผู้สูงอายุ เพื่อใช้ดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตลอดจนเพื่อต่อยอดและขยายผลนวัตกรรมสู่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่อไป
นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. กล่าวว่า การขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการดูแลและให้บริการผู้สูงอายุในครั้งนี้ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาด ของโควิด 19 ซึ่งทำให้ภาครัฐและเอกชนต้องปรับเปลี่ยนและปรับตัวในเชิงรุกเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เนื่องจากประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุตั้งแต่ปี 2558 และคาดว่าปี 2564 สังคมไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะมีจำนวนประชากรอายุ 60 ปี มากกว่าร้อยละ 20 ของประชาการทั้งหมด และในปี 2575 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานการณ์สังคมสูงวัยระดับสุดยอด เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นการเริ่มต้นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการเพิ่มโอกาสที่ดีให้กับผู้สูงอายุ ที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ที่ดี และยังช่วยขยายผลนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ จากเครือข่ายนักวิจัย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสังคมสูงวัยจากนวัตกรรมไทยในอนาคตด้วย
นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ
“กรมกิจการผู้สูงอายุ ต้องขอขอบคุณ สวทช. เป็นอย่างยิ่ง ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุ มาขยายผลการใช้ประโยชน์ในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ทั้ง 12 แห่ง โดยในปี 2563 ได้เริ่มการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับผู้สูงอายุในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแคเป็นพื้นที่แรก ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้สูงอายุและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เกิดการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการดูแลผู้สูงอายุในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ให้มีประสิทธิภาพได้มาตรฐาน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย”
ด้าน นางสาวอาภา รัตนพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค กล่าวว่า บ้านบางแค เป็นหน่วยงานหลักเพื่อให้บริการแก่ผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาถูกทอดทิ้ง ไร้ผู้อุปการะดูแล ภายใต้สังกัดกรมกิจการผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีผู้รับบริการทั้งสิ้น 234 คน แบ่งเป็นชาย 75 คน หญิง 159 คน ดำเนินการตามนโยบายกรมกิจการผู้สูงอายุเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้รับบริการ มุ่งให้ผู้สูงอายุได้รับหลักประกันด้านสิทธิ ความปลอดภัย การสนองตอบต่อความจำเป็นขั้นพื้นฐาน สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ตลอดจน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสร้างโอกาสของความเท่าเทียม ทั้งนี้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่นำมาใช้ประโยชน์ใน ศพส. บ้านบางแค ถือว่ามีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพการดูแล และให้บริการผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริม ป้องกันดูแล และฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูงอายุสามารถดำเนินไปได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นางสาวอาภา รัตนพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค
ข่าวประชาสัมพันธ์
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉบับที่ 6 ประจำเดือนกันยายน 2563
ข่าว
สวทช. นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีร่วมพัฒนาการเลี้ยงกุ้งขาว ในโครงการฟาร์มทดสอบและสาธิตมีนเกษตร “สองน้ำ” มูลนิธิชัยพัฒนา
สวทช. จับมือ ปตท. พัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัย สนับสนุนการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการให้เกิดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์หนุนไทยแลนด์ 4.0
สวทช. หนุนผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP ช่วยผู้ประกอบการเกษตรไทยพัฒนาทุเรียนพรีเมียม ThaiGAP และทำฟรีซดรายเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
นาโนเทค สวทช. พาลงใต้ชมนวัตกรรมเยาวชนจาก “โครงการลดเปลี่ยนโลกกับโตโยต้า”
สวทช. เปิดตัวเยาวชนทุน JSTP รุ่น 22 และ JSTP-SCB รุ่น 1-2 ปูเส้นทางอนาคตสู่นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนฯ และนักวิจัย
สวทช. จับมือ มจธ. มจพ. มข. และ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย จัดเสวนาตั้งภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานประเทศไทย
นักวิจัยไบโอเทค สวทช. คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2563
สวทช. เปิดวาร์ป 20 ทีมรับทุนต้นแบบนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ในโครงการ AI Innovation Jumpstart พร้อมรองรับ ARIPOLIS ในพื้นที่ EECi
สวทช. ติวเข้ม ผู้ประกอบการอุตฯ เครื่องสำอางเตรียมความพร้อมนำธุรกิจสู่ตลาดโลก
รัฐมนตรีกระทรวง อว. เดินหน้าขับเคลื่อนเมืองนวัตกรรม EECi พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมฐานชีวภาพไทยด้วย วทน.
รัฐมนตรีกระทรวง อว. เยี่ยมสวนทุเรียนเน้นย้ำให้ความสำคัญเกษตรกรใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตสร้างรายได้
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีเคลือบนาโน หนุนการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน
ครม.อนุมัติจัดตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน” ในพื้นที่ EECi สวทช. พร้อมเดินหน้าหนุนการวิจัยพัฒนา ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
กรมควบคุมโรค รับมอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบสายรัดข้อมือ พร้อมต่อยอดพัฒนา Application ร่วมกับ สวทช. ติดตามผู้ป่วยโรคโควิด 19 หรือผู้กักตัวในระหว่าง Self-Quarantine
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. รับมอบใบรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบ จาก สมอ. ด้วยมาตรฐานการวิเคราะห์ทดสอบขั้นสูงในระดับสากล
ไบโอเทค สวทช. ได้รับทุนสนับสนุนกว่า 12 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านมันสำปะหลังในเขตประเทศลุ่มแม่น้ำโขง
บทความ
นวัตกรรม ‘กิน-อยู่’ เพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ
Download เอกสารฉบับเต็ม [29.8 MB]
จดหมายข่าว สวทช.
EA จับมือ อว. สวทช. พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตแบตเตอรี่ ด้วยการใช้วัสดุเกษตร รวมถึงบุคลากร พร้อมเปิดศูนย์ทดสอบแบตฯ สุดทันสมัย
For English-version news, please visit : NSTDA partners with Energy Absolute (EA) on advanced energy technology
EA ผนึกพลังกับ อว. สวทช. ลงนามความร่วมมือศึกษาการเพิ่มขีดความสามารถการทำงานของอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าความจุสูง นำวัสดุทางการเกษตร เช่น กะลาปาล์ม มาเป็นวัตถุดิบ หวังส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมในประเทศ รวมถึงพัฒนาวงจรจัดการระบบการทำงานของแบตเตอรี่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพให้สูงขึ้น พัฒนาบุคลากร พร้อมทั้งประสานความร่วมมือในการใช้ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ที่ทันสมัยที่สุด และเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าความจุสูง เป็นหัวใจหลักในขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามความร่วมมือร่วมกับบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ในโครงการความร่วมมือวิจัยพัฒนาวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการทำงานของอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าความจุสูง หรือแบตเตอรี่ ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงโดยพึ่งพาทรัพยากรและการผลิตภายในประเทศ ลดการนำเข้าและการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องต่อไป โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมลงนาม
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการทำงานของอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าความจุสูงที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง โดยพึ่งพาทรัพยากรและการผลิตภายในประเทศนี้ สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (National Security and Dual-Use Technology Center-NSD) หน่วยงานหลักในการดำเนินงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของประเทศที่สามารถประยุกต์ใช้งานทั้งในหน่วยงานด้านความมั่นคงและในภาคประชาชนทั่วไปเชิงพาณิชย์ ร่วมมือการวิจัยและพัฒนากับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ในระยะเวลา 5 ปี (2563 – 2568)
พร้อมทั้งเปิดศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย เป็นศูนย์กลางในการทดสอบมาตรฐานของแบตเตอรี่และผลิตแบตเตอรี่ที่มีมาตรฐานในระดับสากล ด้วยการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านความมั่นคงทางพลังงานในการขับเคลื่อนและขยายผลของงานวิจัยไปสู่การประยุกต์การใช้งานจริง โดยการสนับสนุนในการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร และขยายผลการวิจัยในด้านอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าความจุสูง (แบตเตอรี่) ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง
อาทิ ตัวเก็บประจุยิ่งยวด (Supercapacitor) แบตเตอรี่สังกะสี - ไอออน แบตเตอรี่ลิเทียม - ซัลเฟอร์ การผลิตคาร์บอนกัมมันต์ (Activated Carbon) จากผลิตผลทางการเกษตร เช่น กะลาปาล์ม การพัฒนากระบวนการผลิตและการสังเคราะห์กราฟีน ซึ่งเป็นวัสดุคาร์บอนแบบสองมิติที่มีคุณสมบัติช่วยทำให้แบตเตอรี่และตัวเก็บประจุมีประสิทธิภาพสูงกว่าที่มีอยู่ในท้องตลาด รวมถึงวงจรจัดการระบบการทำงานของแบตเตอรี่ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง โดยให้ความสำคัญกับการพึ่งพาทรัพยากรและการผลิตภายในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน
ด้านนายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EA เปิดเผยว่า การเซ็น MOU ร่วมกับ สวทช. ในครั้งนี้ เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบและชิ้นส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการทำงานของอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าความจุสูง (หรือแบตเตอรี่) ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง โดยพึ่งพาทรัพยากรและการผลิตภายในประเทศ โดยมีการมุ่งเน้นหัวข้องานวิจัยและพัฒนาให้ครอบคลุมเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตัวเก็บประจุยิ่งยวด (Supercapacitor) แบตเตอรี่สังกะสีไออน แบตเตอรี่ลิเทียม-ซัลเฟอร์ การผลิตคาร์บอนกัมมันต์ (activated carbon) จากผลิตผลทางการเกษตร เช่น กะลาปาล์ม พัฒนากระบวนการผลิตและการสังเคราะห์กราฟีน รวมถึงวงจรจัดการระบบการทำงานของแบตเตอรี่ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมกันทำงานวิจัยและพัฒนาอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงพัฒนาบุคลากรวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ และชิ้นส่วน เพื่อตอบสนองความต้องการและเข้าปฏิบัติงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน อีกทั้งเปิดศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดเพื่อใช้ในการพัฒนาในโครงการนี้ร่วมกัน อันจะก่อให้เกิดการส่งเสริมจุดแข็งซึ่งกันและกันยิ่งขึ้นและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
อนึ่ง ความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงนี้มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงนี้ (ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 22 กันยายน 2568)
ข่าวประชาสัมพันธ์


