ผลการค้นหา :
นาโนเทค สวทช. หนุน “ฮิโนกิ” สู้โควิด-19 ด้วยนวัตกรรม ส่ง “หมอนอโรม่าฮิโนกิ” กลิ่นหอมนาน 6 เดือนลุยตลาดใหม่
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. รับโจทย์เอกชน ผสานเทคโนโลยีการห่อหุ้ม (Encapsulation) และการออกแบบกระบวนการเคลือบเส้นใย หนุน “บ้านไม้หอมฮิโนกิ ไชยปราการ” ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ชูจุดแข็งเรื่องนวัตกรรม สู่ “หมอนอโรม่าฮิโนกิ” ที่ใช้เทคโนโลยีเคลือบที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาลงบนเส้นใยพิเศษ ล็อคกลิ่นหอมนานถึง 6 เดือน หวังขยายฐานลูกค้าใหม่ สู้วิกฤตโควิด-19
ไม้ฮิโนกิเป็นไม้ที่มีกลิ่นอโรมาเธอราพี ช่วยให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายๆ ด้าน ทั้งนี้เนื้อไม้ยังสามารถป้องกันเชื้อรา และแบคทีเรีย คุณอนิรุทธิ์ จึงสุดประเสริฐ ผู้ก่อตั้ง บริษัท บ้านไม้หอมฮิโนกิ ไชยปราการ จำกัด จึงตั้งใจสร้างบ้านจากไม้หอมฮิโนกิขึ้นที่ ต.ปงตำ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิตและจัดจำหน่ายที่นอนและหมอนเพื่อสุขภาพจากไม้ฮิโนกิ ก่อนขยายสู่อาณาจักรฮิโนกิแลนด์ (Hinoki Land) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ของปราสาทและหมู่บ้านโบราณของคนญี่ปุ่น ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวซื้อบัตรเข้าชมสถานที่ รวมถึงจำหน่ายสินค้าที่มีจุดเด่นด้านคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและมีมูลค่าสูงในกลุ่มเครื่องนอนเพื่อสุขภาพ เช่น หมอนและที่นอนเพื่อสุขภาพที่มีกลิ่นหอม แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 นักท่องเที่ยวลดลง จนกระทบต่อรายได้
ดร.วรล อินทะสันตา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งขาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการ “เส้นใยเคลือบด้วยแคปซูลกลิ่นหอมสำหรับผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอ” เป็นโจทย์และความต้องการจากบริษัท บ้านไม้หอมฮิโนกิ ไชยปราการ จำกัด ที่ต้องการพัฒนาสินค้าประเภทเคหะสิ่งทอกลิ่นหอมให้มีความหลากหลาย ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมถึงเสริมจุดแข็งในด้านความคงทนของกลิ่นหอมให้ยาวนานขึ้น สามารถเก็บรักษาและซักล้างทำความสะอาดได้ตามปกติ
เคลือบเส้นใย ให้กลิ่นหอมนาน
“ความท้าทายของงานนี้ นอกจากเรื่องของการเคลือบให้กลิ่นคงทน โดยที่น้ำมันหอมระเหยไม่รั่วซึมเปรอะเปื้อนแล้ว ยังมีเรื่องของต้นทุน และความเป็นตัวตนของฮิโนกิผ่านกลิ่นและผลิตภัณฑ์ ที่ทีมวิจัยต้องทำการบ้าน โดยดูจากผลิตภัณฑ์เครื่องนอน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่เป็นตัวหมอน/ที่นอน ปลอกหมอน/ผ้าปูที่นอน หรือเส้นใยที่ใช้เป็นไส้หมอน เมื่อพิจารณาจากโอกาสในการขยี้/ขัดถู หรือรับแรงกด ทำให้ยากที่กลิ่นจะคงทน การเคลือบกลิ่นไปที่ไส้หมอน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด” ดร.วรลกล่าว
หลังรับโจทย์จากเอกชน ทีมวิจัยนวัตกรรมเส้นใยนาโนจากนาโนเทคเริ่มพัฒนากระบวนการเคลือบแคปซูลกลิ่นหอมให้มีการเกาะติดบนเส้นใยและคงทนต่อสภาวะที่มีการขยี้/ขัดถู หรือได้รับแรงกด หรือเมื่อผ่านการซักจำลองโดยซักตามมาตรฐาน AATCC135:2015 (Dimensional Changes of Fabrics after Home Laundering) ซึ่งความคงทนดังกล่าว เป็นสมบัติที่สำคัญในกรณีที่เส้นใยถูกบรรจุในเครื่องนอนที่มีความจำเป็นต้องซักล้างระหว่างการใช้งานจริง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ยังคงมีกลิ่นหอมที่ยาวนานนอกจากสารเคลือบที่มีองค์ประกอบหลักเป็นแคปซูลที่บรรจุน้ำมันหอมระเหยหรือน้ำหอมแล้ว ยังจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการเคลือบที่ใช้เวลาสั้นและต้นทุนต่ำเพื่อช่วยให้น้ำหอมสามารถตรึงแน่นบนเส้นใยได้อย่างสม่ำเสมอ และนำไปสู่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่มีประสิทธิภาพและราคาที่แข่งขันได้
โดยเส้นใยที่ผ่านกระบวนการดังกล่าว ดร.วรลชี้ว่า ยังคงมีลักษณะทางกายภาพที่คล้ายเดิมโดยเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย คือ ความคงตัวและความนุ่มฟูของเส้นใยไม่แตกต่างจากเส้นใยก่อนการเคลือบ ตลอดจนการปลดปล่อยกลิ่นหอมจากแคปซูลที่เกาะติดบนพื้นผิวเส้นใยมีความคงทนและระยะเวลายาวนาน ตามผลการทดสอบความคงทนของกลิ่นโดยผู้เชี่ยวชาญของหน่วยวิจัยทางประสาทสัมผัสและผู้บริโภคแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (Kasetsart University Sensory and Consumer Research Center: KUSCR) ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยความคงทนของกลิ่นดังกล่าวเป็นผลจากแคปซูลที่ช่วยปกป้องและควบคุมการระเหยของกลิ่นน้ำหอมที่บรรจุภายใน แต่หากพื้นผิวของเส้นใยที่ผ่านการเคลือบนั้นถูกสัมผัสหรือได้รับแรงเสียดสี แคปซูลจะค่อยๆ แตกและส่งกลิ่นหอมที่เข้มข้นออกมา โดยกระบวนการเคลือบที่เหมาะสมจากการวิจัยและพัฒนาเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แคปซูลน้ำหอมมีปริมาณการเกาะติดที่ดีและทนทาน แม้ผ่านสภาวะการซักหรือการขัดถู
“ดังนั้น เส้นใยที่ผสานกับเทคโนโลยีการห่อหุ้มและการออกแบบกระบวนการเคลือบเฉพาะที่นาโนเทคพัฒนาขึ้น ทำให้ได้เส้นใยที่มีกลิ่นหอมติดทนนานถึง 6 เดือน จากการทดสอบอายุการใช้งานในสภาะเร่งต่างๆ ทั้งการอบในตู้ที่มีอุณหภูมิสูง และการกดทับด้วยแรงกระแทก ตลอดจนการนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามมาตรฐาน ซึ่งผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ” นักวิจัยนาโนเทคชี้
นวัตกรรม: อาวุธลับสู้วิกฤตโควิด-19
น.ส.ดาวรุณี ต๋าคำ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บ้านไม้หอมฮิโนกิ ไชยปราการ จำกัด กล่าวว่า เดิม ทางบริษัทได้มีการจัดจำหน่ายหมอนสุขภาพฮิโนกิ ซึ่งเป็นหมอนที่มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ ผสานด้วยสมบัติด้านกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดน้ำมันจากเยื่อไม้สนฮิโนกิ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มรักสุขภาพให้การตอบรับค่อนข้างดี แต่ก็ยังคงสร้างข้อสงสัยให้กับลูกค้า เช่น ลูกค้ามักจะถามว่า กลิ่นจะอยู่ได้นานแค่ไหน หรือซักแล้วกลิ่นจะหายไปหมดเลยไหม ทำให้ทางบริษัทต้องหาคำตอบให้กับลูกค้า ซึ่งมันก็คือการแก้ไขจุดด้อยของตัวสินค้า เพื่อให้ลูกค้าได้เกิดความมั่นใจที่จะเลือกซื้อสินค้า
“ฮิโนกิแลนด์ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายหลักของฮิโนกิที่เป็นนักท่องเที่ยวถูกจำกัดด้วยการเดินทาง ทำให้ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของฮิโนกิส่วนใหญ่ มาจากการขายหน้าร้าน เพราะลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าจริง ได้ทดลองดมกลิ่น แต่โควิด-19 ทำให้เราต้องปรับตัวสู่ช่องทางออนไลน์ ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านผลการวิจัยและพัฒนาด้วยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถืออย่าง นาโนเทค สวทช.” น.ส.ดาวรุณีกล่าว พร้อมชี้ว่า นอกจากการขยายช่องทางการตลาด ยังขยายไลน์สินค้า ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายขึ้น
ฐานลูกค้าเดิมของผลิตภัณฑ์ฮิโนกิคือ กลุ่มวัยกลางคนและกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ไลฟ์สไตล์มุ่งเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพ ซึ่งกลิ่นจากไม้ฮิโนกิจะตอบความต้องการได้ แต่เมื่อเข้าสู่การตลาดออนไลน์ กลุ่มคนที่เข้าถึงการตลาดออนไลน์มากที่สุดคือ กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน จึงจำเป็นต้องเพิ่มความหลากหลายของกลิ่น จากเดิมที่มีกลิ่นเดียว คือ กลิ่นฮิโนกิ ซึ่งตอนนี้ได้ทำการวิจัยกลิ่นเพิ่มเติมเพื่อผลิตหมอนที่มีความหลากหลายของกลิ่น คือ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นซากุระ และกลิ่นมะลิ คาดการณ์ว่า จะสามารถสร้างความสนใจและเพิ่มฐานกลุ่มลูกค้าได้เพิ่มขึ้น
“หมอนอโรม่าฮิโนกิ ที่มุ่งเน้นกลิ่นที่ผ่อนคลาย จะตอบโจทย์วิถีชีวิตในปัจจุบันที่เคร่งเครียด หรือความต้องการเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายจากการทำงาน การเรียน หรือเมื่อต้อง Work from Home (WFH) โดยคาดว่า จะสามารถสร้างความสนใจและเพิ่มฐานกลุ่มลูกค้าได้เพิ่มขึ้น การเปิดตัวสินค้าตัวใหม่นี้จะเปิดตัวภายในปี 2565 ทั้งการตลาดแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะมีการเข้าร่วมงานการจัดแสดงสินค้าทั้งของภาครัฐและเอกชน” น.ส.ดาวรุณีเผย
นอกจากนี้ นวัตกรรมเส้นใยเคลือบกลิ่นหอมยังสามารถประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้หลากหลาย รวมถึงผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอ อาทิ หมอนและเครื่องนอน, ตุ๊กตา, เครื่องเรือนเครื่องใช้ในบ้าน (เบาะ, โซฟา) เป็นต้น อันเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ รวมถึงเป็นการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ใหม่ๆ ให้กับสินค้านั้น ๆ ซึ่งบริษัท บ้านไม้หอมฮิโนกิ ไชยปราการ จำกัด มีแผนขยายไลน์ธุรกิจแบบ B2B ตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตภัณฑ์เครื่องนอนกลิ่นหอม อาทิ ธุรกิจโรงแรม สปา เป็นต้น
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรมเชิงปฏิบัติการ “เลือกใช้สถิติและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไรให้ตอบโจทย์งานวิจัย” (รับสมัครถึงวันที่ 26 พ.ย.64)
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้สถิติเป็นเครื่องมือ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ตั้งแต่การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการนำเสนอ และแปลผลข้อมูล เพื่อสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ สอดคล้องกับหลักจริยธรรมการวิจัยที่ดี และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
สวทช. มาตอบโจทย์ให้คุณแล้ว กับการอบรมเชิงปฏิบัติการ
"เลือกใช้สถิติและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไรให้ตอบโจทย์งานวิจัย"
วันที่ 1 – 3 ธันวาคม 2564
เวลา 8.30-16.30 น.
อบรม Online ผ่านระบบ Webex Meeting
.
รับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 26 พฤศจิกายน 2564
ด่วน!!! รับแค่ 70 คนเท่านั้น
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.career4future.com/stat
.
สอบถามข้อมูลได้ที่
คุณอริสรา โทร. 095-764-9803
หมายเหตุ
1.ผู้เข้าอบรมทุกท่านโปรดนำ Notebook มาในวันที่อบรมด้วย เนื่องจากมีการสอนใช้โปรแกรมสถิติ SPSS
2.ผู้เข้าอบรมต้องมีเวลาเรียนไม่ต่ำกว่า 80% และทำกิจกรรมทุกหัวข้อของหลักสูตร จึงจะได้รับใบประกาศนียบัตร จาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ปฏิทินกิจกรรม
รับสมัคร “โครงการยุวสตาร์ทอัพ Young Startup Fund” เพื่อรับเงินทุนพัฒนาโครงการ 100,000 บาท หมดเขต 12 พ.ย. 64
🧑👩🎓ขอเชิญชวน นิสิต นศ. ป.ตรี - ป.เอก หรือผู้ที่จบการศึกษาไม่เกิน 5 ปี
ที่มีผลงานวิจัยสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ตลอดจน ดิจิตอลแพลตฟอร์ม
สมัครเพื่อพิจารณาเข้ารับทุน 100,000 บาท ในการดำเนินโครงการ
สนใจสมัครติดต่อคุณ ภัทรพงษ์ (เบนซ์) ที่ email : putarapong.pol@nstda.or.th
โทร 02-564-7000 ต่อ 71744
สมัครด่วน ภายในวันที่ 12 พ.ย. 64 รับจำนวนจำกัด
เอกสารประกอบการสมัคร
1.หลักฐานแสดงการศึกษา
2.ข้อเสนอโครงการ
3. Pitch Deck (ไฟล์ presentation )
4. VDO Pitch นำเสนอโครงการ ไม่เกิน 5 นาที
ไฟล์ที่ใช้ประกอบการสมัคร
1.รูปแบบข้อเสนอโครงการ (Proposal)
2. Pitch Deck (ppt. นำเสนอ)
3. คู่มือประกอบการเขียนข้อเสนอโครงการ
4. ไฟล์ชี้แจ้งข้อมูลและตัวอย่างเนื้อหารูปแบบ VDO Pitch
"จุดเริ่มต้นของความสำเร็จมาถึงคุณแล้ว"
ปฏิทินกิจกรรม
ENTEC สวทช. ส่งมอบนวัตกรรม “น้ำยาฆ่าเชื้อ ENERclean”สนับสนุนโครงการ “อว.พารอด” ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์ COVID-19
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 ณ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมน้ำยาฆ่าเชื้อ “ENERclean” (เอนเนอร์คลีน) จำนวน 100 ชุด ร่วมสนับสนุนโครงการ “อว.พารอด” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19)
โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นผู้รับมอบนวัตกรรมจาก ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC พร้อมด้วยดร.สมศักดิ์ สุภสิทธิ์มงคล นักวิจัย และคณะ
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC กล่าวว่า “น้ำยาฆ่าเชื้อ ENERclean” เป็นนวัตกรรมที่ได้จากต้นแบบเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี (Electrolyzed water) ซึ่งวิจัยและพัฒนาโดย ดร.สมศักดิ์ สุภสิทธิ์มงคล และทีมวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ร่วมกับ ดร.ฐนียา รอยตระกูล และทีมวิจัยชีววิทยาโมเลกุลของไวรัสเด็งกี่และฟลาวีไวรัส ดร.สิทธิรักษ์ รอยตระกูล และคุณภัททิยา ลักษณะเจริญ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโปรตีโอมิกส์เชิงหน้าที่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
เพื่อส่งเสริมและสร้างศักยภาพให้สถานประกอบการด้านสาธารณสุขหรือสถานพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล สามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อใช้เองได้ โดยเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อฯ ดังกล่าว สามารถผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อ “ENERclean” ที่ประกอบด้วยกรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous acid, HOCl) เป็นองค์ประกอบหลัก ที่มีระดับค่ากรดด่างในช่วงเป็นกรดอ่อน (pH 4-6) ผลิตจากสารธรรมชาติ ปราศจากแอลกอฮอล์และสารเคมีที่เป็นพิษ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านการแพทย์และอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีประสิทธิภาพในการยับยั้งและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงมีฤทธิ์ในการยับยั้งฆ่าเชื้อไวรัสไข้เลือดออก (Dengue virus, Japanese encephalitis virus, Zika virus) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2) ซึ่งน้ำยาฆ่าเชื้อ ENERclean ได้ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค (AOAC 955.14, 955.15, 955.17 และ 964.02) ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล กล่าวต่อว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ก่อให้เกิดปัญหาด้านการแพทย์และสาธารณสุขเป็นอย่างมากสาเหตุจากการควบคุมและป้องกันทำได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่ร้ายแรง สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็วผ่านทางเดินหายใจและการสัมผัส การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีความเสถียรและประสิทธิภาพสูงสำหรับกำจัดเชื้อบริเวณพื้นผิวที่คนไข้และบุคคลากรทางการแพทย์ต้องสัมผัส ตลอดจนบริเวณสถานที่มีผู้คนหนาแน่น จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการช่วยระงับและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ทันท่วงที ซึ่งนอกจากการส่งมอบนวัตกรรม “น้ำยาฆ่าเชื้อ ENERclean” ให้กับสำนักงานปลัดกระทรวง อว. เพื่อใช้ประโยชน์ในสถานการณ์ COVID-19 ครั้งนี้แล้ว ENTEC สวทช. ยังมีแผนการผลิต “เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี” และ “น้ำยาฆ่าเชื้อ ENERclean” เพื่อถ่ายทอดและส่งมอบให้กับโรงพยาบาลในหลายภูมิภาคทั่วประเทศเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปด้วย
ข่าวประชาสัมพันธ์
โรคไข้หูดับ ภัยเงียบที่ควรจับตามอง
“โรคไข้หูดับ” คือ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เกิดจากการติดเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) จากหมู ความรุนแรงของโรคไม่เพียงสามารถทำให้ผู้ป่วยมีอาการหูหนวกถาวรแต่ยังเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยทั่วไปโรคไข้หูดับมักพบในประเทศที่มีการทำฟาร์มหมูหนาแน่นและมีความนิยมในการบริโภคเนื้อหมู เช่น ประเทศในแถบทวีปเอเชียรวมถึงประเทศไทย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในไทยมีอัตราการติดเชื้อที่ไม่สูงนักจึงทำให้โรคนี้เป็นโรคติดเชื้อที่ถูกเพิกเฉย (Neglected zoonosis disease) และทำให้พิษภัยของโรคขยายตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ทั้งด้านอัตราการติดเชื้อ การระบาดของโรค และภาวะเชื้อดื้อต่อยาต้านจุลชีพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข การเกษตร และการส่งออกเนื้อหมูของไทย
ดร.สุกัญญา ยงเกียรติตระกูล นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและการค้นหาสารชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้ทำวิจัยเรื่องเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส ในประเทศไทย อธิบายว่า ในไทยพบพฤติการณ์ของการติดเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส ส่วนใหญ่ผูกโยงกับวัฒนธรรมการบริโภคเนื้อและเลือดหมูดิบ กึ่งสุกกึ่งดิบ หรือไม่สุกดี เช่น การบริโภคลาบหมูดิบ หลู้ ก้อย และหมูกระทะ โดยจะพบอัตราการติดเชื้อสูงในช่วงเทศกาลที่ผู้คนเฉลิมฉลองหรือมีกิจกรรมบันเทิงร่วมกัน เช่น เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ และในช่วงออกพรรษา นอกจากนี้ยังพบการติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือทางเยื่อบุตาในกลุ่มผู้ที่มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับหมูป่วย เช่น เกษตรกรในฟาร์ม หรือผู้ที่ทำงานในโรงเชือด
[caption id="attachment_27495" align="aligncenter" width="700"] ลาบดิบ[/caption]
[caption id="attachment_27491" align="aligncenter" width="700"] หลู้[/caption]
[caption id="attachment_27496" align="aligncenter" width="700"] หมูกระทะ[/caption]
“อาการและความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับ สายพันธุ์ของเชื้อ และระดับภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย จากรายงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการตั้งแต่เป็นไข้ หนาวสั่น หอบเหนื่อย คลื่นเหียน ปวดศีรษะ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด หรือหากไม่เสียชีวิตผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาหายแล้ว ส่วนใหญ่มักพบความผิดปกติตามมาในภายหลัง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง สูญเสียการทรงตัว และสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกหรือที่เรียกกันว่า “หูดับ” ในประเทศไทยมีอัตราการติดเชื้อประมาณ 200-350 คนต่อปี มีอัตราการเสียชีวิตสูงประมาณร้อยละ 5-10 โดยในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการติดเชื้อยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง และเนื่องจากการตรวจหาเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส และการตรวจหาสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรครุนแรงทำได้ยาก ส่วนใหญ่ไม่สามารถดำเนินการในสถานพยาบาลขนาดเล็กได้ ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีการรายงานไว้จึงอาจต่ำกว่าความเป็นจริง”
เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะพุ่งสูง กระทบสาธารณสุขและเศรษฐกิจไทย
นอกจากวัฒนธรรมการกินอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบของคนไทยที่เป็นสาเหตุของโรคไข้หูดับแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการติดเชื้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และอาจเป็นอันตรายอย่างมากในอนาคตคือ “เชื้อมีอัตราการดื้อต่อยาปฏิชีวนะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” การศึกษาระบาดวิทยาทำให้พบว่าเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มยาที่นิยมใช้รักษาในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยตรวจพบเชื้อดื้อยาทั้งในหมูป่วยและหมูปกติที่ยังไม่เป็นโรค
ดร.สุกัญญา กล่าวว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปริมาณเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด คือการขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาและป้องกันโรค มีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อในหมูแทนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ มีการใช้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม รวมถึงมีการใช้ปริมาณยาที่มากเกินพอดี เชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียทั่วไปที่อาศัยอยู่ในหมูจึงเกิดวิวัฒนาการเป็นเชื้อที่ดื้อต่อยา ทำให้ยาที่เคยใช้รักษาอยู่เดิมมีประสิทธิภาพในการรักษาลดลง หรือไม่สามารถใช้รักษาได้ต่อไป ส่งผลให้ในอนาคตจะมีทางเลือกในการใช้ยาปฏิชีวนะลดน้อยลง ทั้งนี้การดื้อต่อยาไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคอื่นๆ ทั้งในหมูและสัตว์เศรษฐกิจชนิดอื่น
“การพบยาปฏิชีวนะหรือการพบเชื้อดื้อยาตกค้างในเนื้อหมู ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในไทย แต่ยังเป็นภัยต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะตั้งแต่ปี 2559 องค์กรด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ เช่น องค์กรอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และสหภาพยุโรป (EU) ต่างออกมาเรียกร้องให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญและปัญหา “เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial resistance หรือ AMR)” ที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก การที่เชื้อดื้อต่อยาปฏิชีวนะ (Superbug) ทำให้ผู้ป่วยต้องใช้เวลาในการรักษานานขึ้นด้วย จำเป็นต้องเพิ่มความแรงและปริมาณของตัวยาในการรักษา มีอัตราการเสียชีวิตมากขึ้น รวมถึงมีค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น นอกจากนั้นทางด้านภาคการวิจัยยังต้องเร่งศึกษาและพัฒนากระบวนการตรวจและรักษา รวมถึงเร่งค้นคว้าพัฒนายาใหม่เพื่อให้ทันต่อการวิวัฒนาการของเชื้อดื้อยาที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ ปัจจุบันในหลายประเทศที่เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ จึงได้มีการออกระเบียบและข้อบังคับเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น และมีข้อกำหนดในการห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์ที่ตรวจพบเชื้อดื้อยาหรือยาปฏิชีวนะตกค้าง ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกเนื้อสัตว์ของไทยในอนาคต”
ดร.สุกัญญา เสริมว่า เพื่อแสดงถึงความร่วมมือกับนานาประเทศในการแก้ปัญหา AMR ที่กำลังเป็นวิกฤตในปัจจุบัน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ภาครัฐและหน่วยงานวิจัยของไทยควรเร่งพัฒนาแนวทางในการแก้ปัญหาให้แก่ภาคการเกษตรอย่างจริงจังและยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก และยังเป็นการหนุนเสริมการสร้างความยั่งยืนทางด้านอาหารในประเทศอีกด้วย
เร่งวิจัยล่วงหน้า เตรียมรับมือวิกฤติการณ์จากเชื้อก่อโรค
การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือวิกฤติการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งเพื่อชะลอหรือยับยั้งการเกิดปัญหาดังกล่าว ภาคการวิจัยควรเร่งวิจัยให้มีฐานข้อมูล องค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญที่มากพอ
ดร.สุกัญญา กล่าวว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยไบโอเทคได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส โดยร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ University of Arkansas for Medical Sciences และได้มีการตีพิมพ์ผลงานในระดับนานาชาติแล้วในหลายประเด็น เช่น 1) งานวิจัยที่แสดงถึงการระบาดของเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส ที่มีซีโรไทป์ (Serotype) และชนิดของลำดับดีเอ็นเอ (Sequence type) ชนิดต่างๆ ในไทย รวมถึงได้แสดงให้เห็นถึงการแพร่เชื้อ (Transmission) ที่เกิดขึ้นระหว่างคนและหมู 2) การศึกษาวิจัยโปรตีนที่เป็นปัจจัยกระตุ้นความรุนแรงของโรค ซึ่งสามารถใช้เป็นเป้าหมายเพื่อค้นคว้าและพัฒนาวัคซีนและยารักษาโรค 3) งานวิจัยด้านระบาดวิทยาของเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส ดื้อยาปฏิชีวนะที่พบในไทย 4) งานวิจัยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ในระดับจีโนมของเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส ที่พบในไทยกับที่พบในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก
“นอกจากนี้ทีมวิจัยไบโอเทคยังได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการติดตามการระบาดของเชื้อดื้อยาที่คัดแยกจากกลุ่มประชากรหมูป่วยทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี และได้ทำการถอดรหัสจีโนมของเชื้อดื้อยาทั้งหมด ข้อมูลจากการศึกษาทำให้ทราบระบาดวิทยาของเชื้อดื้อยาในเชิงลึก และค้นพบตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่สามารถนำมาใช้เพื่อการออกแบบและพัฒนาการตรวจเชื้อที่แม่นยำและถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลจากการศึกษาได้ถูกรวบรวมและเตรียมเผยแพร่ในบทความวิชาการระดับนานาชาติแล้ว นอกจากตัวอย่างการศึกษาข้างต้น ปัจจุบันทีมวิจัยยังได้มีความร่วมมือกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลในการถอดรหัสจีโนมอย่างสมบูรณ์ของเชื้อดื้อยาที่พบเฉพาะในประเทศไทย เพื่อค้นหาปัจจัยและกลไกการดื้อยา ซึ่งนับเป็นข้อมูลสำคัญและจำเป็นต่องานวิจัยด้านการพัฒนาวัคซีนและยารักษาโรค รวมถึงการวางแนวทางเพื่อการป้องกันการดื้อยาในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
ดร.สุกัญญา ทิ้งท้ายว่า “โรคไข้หูดับ” เป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยในทุกปี แม้โรคติดเชื้อจากแบคทีเรียจะเป็นโรคที่มนุษย์สามารถป้องกันและรักษาให้หายได้ เพียงทุกภาคส่วนตระหนักถึงภาพรวมปัญหาที่เกิดขึ้นและให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนแก้ไขอย่างจริงจัง ภาครัฐควรร่วมมือกับเอกชนในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คนอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การทำวิจัยเชิงลึกเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับเชื้อจำเพาะถิ่น และการสร้างเครือข่ายงานวิจัยด้านโรคติดเชื้อที่ครอบคลุมถึงด้านระบาดวิทยา เพื่อส่งเสริมให้ไทยมีศักยภาพในการวิจัยเพื่อลดผลกระทบปัญหาจากโรคติดเชื้อและปัญหา AMR ในภาคสาธารณสุขและภาคการส่งออกของประเทศได้อย่างทันท่วงทีและยั่งยืนต่อไป
เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าว
บทความ
ขอเชิญพบกับการประชันไอเดียนวัตกรรมอาหารสุดล้ำ ในงาน Food Innopolis Innovation Contest 2021 Demo Days
📢เมืองนวัตกรรมอาหารพร้อมเสิร์ฟ 🍽 นวัตกรรมใหม่จากอาณาจักรอาหารถึงบ้านคุณ กับงาน Food Innopolis Innovation Contest 2021 ‘Local Wisdom to Global Living’ Demo Days
กลับมาแล้ว ศึกไอเดียนวัตกรรมอาหารสุดเจ๋งประจำปี 2021
กับโครงการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร Food Innopolis Innovation Contest
ชวน #เปิดโลกนวัตกรรม ใหม่ ๆ ที่คุณไม่เคยรู้!
กับ 3 นักออกแบบนวัตกรรมระดับโลก
ในงาน FI Innovation Contest 2021 Demo Days:
รอบชิงชนะเลิศของเวทีประลองนวัตกรรมอาหาร
ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ 19 – 21 พ.ย. นี้
พลาดไม่ได้กับกิจกรรม Innovation Talk
19 พ.ย.64 #เปิดอนาคต กับ "นวัตกรรมอาหารอนาคต" โดย พัทน์ ภัทรนุธาพร นักวิจัยและนักศึกษาปริญญาเอก MIT Media Lab ห้องแล็บและสนามเด็กเล่นในฝันของเหล่านักวิทยาศาสตร์ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ จินตนาการ + อาหาร + ดิจิทัลเทคโนโลยี เวทีนี้มีคำตอบ
20 พ.ย. 64 #เปิดประสบการณ์ ในหัวข้อ "จากชุมชนสู่การสร้างแบรนด์และออกแบบบรรจุภัณฑ์ด้วยแนวคิด Local สู่เลอค่า" โดย คุณสุทธิพงษ์ สุริยะ (ขาบ) ผู้ก่อตั้ง Karb Studio เจ้าของรางวัลออสการ์อาหารโลก Gourmand Awards ประเทศฝรั่งเศส 14 ปีซ้อน
21 พ.ย. 64 #เปิดกลยุทธ์ ในหัวข้อ "แนวคิดการทำนวัตกรรม Product Innovation ของ Memberry และ Mem Plus" โดย นายแพทย์พิฑูรย์ มณีไพโรจน์ รองผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์นวัตกรรม บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
พบกับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ
ของ 42 สุดยอดทีม Food Innovators ทั้ง 3 รุ่น
🌱 Fly Weight ระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า
✨ Light Weight ระดับปริญญาตรี
💥 Heavy Weight ระดับบัณฑิตศึกษาและบุคคลทั่วไป
ในหัวข้อ “Food Heritage Innovation นวัตกรรมจากมรดกภูมิปัญญาอาหาร” และ “Future Lifestyle Food Innovation นวัตกรรมอาหารสําหรับการใช้ชีวิตแห่งอนาคต”
ร่วม Vote เพื่อ #เปิดประตูสู่โอกาส ให้กับทั้ง 42 ทีมหัวกะทิรุ่นใหม่ในแวดวงนวัตกรรมอาหาร
#เปิดเทรนด์อาหาร กับกิจกรรมมากมายจากผู้ร่วมดำเนินงาน เมืองนวัตกรรมอาหาร บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร (สวทช.) บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ พร้อมทั้งผู้สนับสนุนหลักอย่าง บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
🗓 19-21 พฤศจิกายน 2564 นี้
⏰ 10.00 – 16.00 น.
🖥 เข้าชมฟรี ง่าย ๆ ได้ที่บ้าน
เพียงลงทะเบียนที่ www.fiinnovationcontest.com
ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป
ข้อมูลเพิ่มเติม www.fiinnovationcontest.com
หรือทาง Facebook Page : FI Innovation Contest
ติดตามข่าวสารดี ๆ ที่ Facebook Page : FI Innovation Contest
ปฏิทินกิจกรรม
สำเร็จ! สวทช. พัฒนาชุดสกัด RNA เชื้อโควิด-19 ผลิตได้เองในประเทศ
สวทช. โดยทีมนักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิคการสกัดอาร์เอ็นเอ หรือสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR จากชุดสกัดที่ผลิตได้เองในประเทศ โดยหวังว่าในอนาคตประเทศไทยจะลดต้นทุนการนำเข้าชุดสกัดได้อย่างมาก ซึ่งปัจจุบันได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทเอกชนผลิตและจำหน่ายแล้ว
ขณะเดียวกัน สวทช. ได้ส่งมอบชุดสกัดอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 82,000 ชุด ให้กับกรมควบคุมโรค , กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
ขอเชิญร่วมกิจกรรมออนไลน์ “สร้างโอกาสทางธุรกิจด้วย นวัตกรรมอาหาร Plant Based”
หากคุณ....กำลังมองหา🔎🤝💼
✅ Partner สร้างโอกาสทางธุรกิจ
✅ นวัตกรรมอาหาร Plant Based ที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์
✅ ตัวช่วยสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมอาหาร
✅ อัพเดท Trend ด้าน Plant Based
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ร่วมกับ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ม.เกษตรศาสตร์
📌ขอเรียนเชิญเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ “สร้างโอกาสทางธุรกิจด้วย นวัตกรรมอาหาร Plant Based”
ผ่านทางระบบ Cisco Webex ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 เวลา 13.00 - 16.30น.
🆓️ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย 🆓️ รับจำนวนจำกัด!!
✍️ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมและนัดหมายเพื่อเจรจาธุรกิจ ได้ที่ https://forms.gle/aTZKh62mRTHidkmK7
👩💻📱สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช.
bcd@nstda.or.th , โทร. 085 289 2669 Line ID : maiys19 (คุณยุภา)
🗓📌ไม่อยากพลาดโอกาสดีดี แล้วพบกันวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 🌱🌱
ปฏิทินกิจกรรม
ทีมวิจัย สวทช. -พันธมิตร คิดวิธีสกัดสารพันธุกรรมของเชื้อโควิด-19จากตัวอย่างแบบง่าย สำเร็จ! ราคาถูกกว่านำเข้า 2 เท่า เตรียมผลิตขายครั้งแรกในไทยพร้อมส่งมอบ ‘ชุดสกัดอาร์เอ็นเอ’ ให้บุคลากรทางการแพทย์
(2 พฤศจิกายน 2564) ที่โถงอาคารสำนักงาน สวทช. (โยธี) ถนนพระรามที่ 6 กทม. : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ลดาวัลย์ กระแสร์ชล รอง ผอ.สวทช. ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง ผอ.ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. และทีมวิจัย รศ.ดร.พรสวรรค์ เหลืองวุฒิวงษ์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล และ ดร.พิไลลักษณ์ อัคคไพบูลย์ โอกาดะ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมแถลงข่าวในพิธีมอบ “ชุดสกัดอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019”
โดยมีศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานมอบชุดสกัดอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้แก่ นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนายธวัชชัย ชัยวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รวมจำนวน 82,000 ชุด มูลค่า 8.2 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ในสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา กระทรวง อว. เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับโรคโควิด-19 ด้วยการระดมสรรพกำลังจากหน่วยงานวิจัย และสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด ที่เป็นแหล่งรวมบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญมาคิดค้น วิจัย และพัฒนานวัตกรรม กระทั่งนำไปสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมแพทย์ด่านหน้าได้เป็นอย่างดี โดยกระทรวงสาธารณสุขเป็นด่านหน้า ขณะที่กระทรวง อว. เป็นกองหนุน ได้ให้การสนับสนุนด้านวิชาการ การจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม รวมทั้งสถานที่ฉีดวัคซีนตามมหาวิทยาลัยเกือบครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งใหญ่ครั้งนี้
การป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด-19 กระทรวง อว. มีการดำเนินการแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า ตลอดจนการสร้างผลประโยชน์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวให้แก่ประเทศ โดยในระยะสั้นมีโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศหรือเรียกสั้นๆ ว่า U2T ที่เกิดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานจากวิกฤตโควิด-19 เป็นการจ้างงานของรัฐบาลที่ทำได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทำให้คน 60,000 คน ที่เป็นลูกหลานของชาวบ้านมีงานทำกระจายไป 3 พันตำบลทั่วประเทศ และเป็นครั้งแรกที่ให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศกว่า 76 แห่ง ลงสู่ตำบลเพื่อทำงานร่วมกับชุมชน ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชนหลายร้อยล้านบาท และกำลังเข้าสู่โครงการ U2T ในระยะที่ 2 ซึ่งจะเป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นและต่อยอดจากระยะที่ 1 ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ 1.การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 2.การดูแลเศรษฐกิจชุมชนแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามบริบทของชุมชน และ 3.การจ้างงานบุคลากรที่มีความรู้ มุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG เป็นประเด็นสำคัญ จะมีการปฏิบัติงาน 7,435 ตำบลทั่วประเทศ จ้างงาน 150,000 คน
นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังโทรศัพท์ไปให้กำลังใจและคำปรึกษาแก่ผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาแบบ Home Isolation ในยามที่โรงพยาบาลสนามไม่เพียงพอ ซึ่งตระหนักว่าผู้ป่วย Home Isolation ต้องการกำลังใจมาก อีกทั้งกระทรวง อว. ยังได้ส่งยาสมุนไพร และอุปกรณ์ของใช้ที่จำเป็น ที่เรียกว่า “อว. พารอด” โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมากที่ช่วยบริจาคสิ่งของ เกิดเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคม สถานการณ์ในวันนี้เริ่มคลี่คลาย มีการเปิดประเทศเป็นวันที่ 2 แล้ว เพื่อที่จะให้ทุกส่วนขับเคลื่อนต่อไปได้ กระทรวง อว. ยังพัฒนายา วัคซีน และเทคโนโลยีต่างๆ ต่อไป เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค ขณะเดียวกันก็พัฒนาประเทศตามนโยบายโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ที่เป็นวาระของชาติ ซึ่งครอบคลุมเรื่องการพัฒนายา วัคซีน และเครื่องมือแพทย์ด้วย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการตอบโจทย์เศรษฐกิจบีซีจีทั้งสิ้น และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปจะเป็นส่วนสำคัญของการประชุม APEC
“สำหรับในวันนี้ ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง สำหรับความสำเร็จล่าสุดของผลงานวิจัยชุดสกัดอาร์เอ็นเอ ของศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. ที่ผมเป็นประธาน กวทช. อยู่ ภูมิใจกับ สวทช. ที่พัฒนาชุดสกัดอาร์เอ็นที่ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพเทียบเท่าชุดสกัดอาร์เอ็นเอที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ราคาถูกกว่ามาก และมีการส่งมอบให้แก่ 3 หน่วยงาน คือ กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมราชทัณฑ์ ที่จะได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ผมขอขอบคุณทีมวิจัยและผู้อยู่เบื้องหลังทุกท่าน ถ้าไม่มีทีมวิจัย และไม่มีผู้สนับสนุน เราก็มาไม่ถึงวันนี้ เราทำงานด้วยความลำบาก เปลี่ยนแปลง แก้ไข วิจัยไป พัฒนาไป ยกระดับไป จนในที่สุดก็สำเร็จ ซึ่งไม่ใช่แค่วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสำเร็จเท่านั้น แต่ยังสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายได้ด้วย”
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีเป้าหมายที่จะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพและการแพทย์ ตามเป้าหมายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบาย BCG Economy Model ในสาขายุทธศาสตร์ สุขภาพและการแพทย์ ซึ่งที่ผ่านมา สวทช. ได้เร่งพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรม สำหรับรองรับการระบาดของโรคโควิด-19 มีการส่งมอบผลงานมากกว่า 20 ผลงาน ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การลดการแพร่กระจายและฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งการตรวจคัดกรองและการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้นให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีหลายผลงานที่พร้อมทางด้านเทคโนโลยีการผลิตจนสามารถนำไปต่อยอดและเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศ
“สวทช. รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบชุดสกัด RNA (Viral RNA Extraction Kit) ของศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัด สวทช. ที่ได้รับเงินกู้ฉุกเฉินภายใต้ “พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563” เพื่อดำเนินการพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยชุดสกัด RNA ให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วเหมาะสมกับการใช้งานจริง รวมถึงการขยายผลในการผลิตเพื่อส่งมอบให้หน่วยงานที่ใช้ประโยชน์โดยตรง อาทิ กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมราชทัณฑ์ รวมจำนวน 82,000 ชุด (มูลค่าแปดล้านบาทเศษ) ได้นำไปใช้สกัดอาร์เอ็นเอ ก่อนส่งตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยใช้ตัวอย่างจากสารคัดหลั่ง หรือ swab ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคนิค Real-time RT-PCR ในราคาที่ถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศอย่างน้อย 2 เท่า (ราคานำเข้าอยู่ที่ 120-200 บาท) ซึ่งการวิจัยและพัฒนานี้ถือเป็นจุดแข็งของประเทศที่จะช่วยสนับสนุนความมั่นคงด้านสุขภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าชุดสกัด ช่วยให้ประเทศมีความพร้อมในการรับมือต่อการระบาดของโรคอุบัติใหม่ และยังเป็นส่วนสำคัญของการวิจัยพัฒนาเพื่อ ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลใช้เป็นนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ”
ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. กล่าวเสริมว่า ตลอดการระบาดของ โควิด-19 ตั้งแต่ระลอกแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คิดค้นและพัฒนา “วิธีสกัดอาร์เอ็นเอ (RNA) ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) จากตัวอย่างแบบง่าย” ขึ้น โดยใช้อนุภาคแม่เหล็ก (Magnetic bead) จับกับสารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอของไวรัส ซึ่งอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสที่สกัดได้มีความบริสุทธิ์สูง สามารถนำไปตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธี RT-PCR ทั้งนี้วิธีในการสกัดสารพันธุกรรม ที่คิดค้นมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การทำให้เซลล์แตกตัวแล้วปล่อยสารพันธุกรรมออกมา 2.การเข้าจับสารพันธุกรรมและทำความสะอาดสารพันธุกรรม และ 3.การละลายสารพันธุกรรมบริสุทธิ์นั้นออกมาจากตัวจับ และทำความสะอาดสารพันธุกรรมที่อยู่ในตัวอย่าง ซึ่งสามารถทำการสกัดได้เร็ว ราคาถูก ที่สำคัญยังปรับวิธีให้ใช้ได้กับเครื่องสกัดอัตโนมัติที่มีอยู่ในท้องตลาดได้ค่อนข้างง่าย ทั้งนี้วิธีสกัดอาร์เอ็นเอดังกล่าว ยังสามารถนำไปใช้ในการสกัดสารพันธุกรรม ในสิ่งมีชีวิตอื่นๆได้ ไม่จำกัดเพียงไวรัสก่อโรคโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงไวรัสก่อโรคในพืช สัตว์และมนุษย์
“วิธีการสกัดที่พัฒนาขึ้น ถือเป็นวิธีที่ง่ายสามารถใช้งานกับสารเคมีและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในห้องปฏิบัติการด้านพันธุกรรม ซึ่งทีมนักวิจัยฯ ได้มีการนำไปทดสอบใช้งานจริงกับตัวอย่างตรวจของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว พบว่าให้ผลไม่แตกต่างจากการใช้ชุดสกัดที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท After Lab และ Bioentist เป็นผู้รับอนุญาตให้สิทธิใช้ประโยชน์เพื่อเตรียมผลิตและจำหน่ายทางการค้าครั้งแรกในไทย ทั้งนี้ภายใต้โครงการดังกล่าว ทีมวิจัย สวทช. ได้ร่วมกับบริษัท After Lab ในการปรับวิธีให้สามารถใช้ได้กับเครื่องสกัดแบบอัตโนมัติ และมีทีมของ รศ. ดร.พรสวรรค์ เหลืองวุฒิวงษ์ จากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล และทีมของ ดร.พิไลลักษณ์ อัคคไพบูลย์ โอกาดะ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมในโครงการเพื่อทำการทดสอบการใช้งานในตัวอย่างจริง ซึ่งได้รับการสนับสนุนการใช้เครื่องสกัดสารพันธุกรรมแบบอัตโนมัติ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากบริษัท After Lab”
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอเปคน่ารู้ APEC 2022 THAILAND
ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคในปี 2565 โดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทย
ร่วมดำเนินการหาคำตอบ...เอเปคคืออะไร เกี่ยวข้องกับคนไทยอย่างไร? ได้จากวีดีทัศน์ "เอเปคน่ารู้" #APEC2022THAILAND
https://www.youtube.com/watch?v=JxBrgF_Hwq8
ข่าวหน่วยงานภายนอก
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 7 ฉบับที่ 7 ประจำเดือนตุลาคม 2564
ข่าว
นาโนเทค สวทช. พัฒนา nSPHERE หมวกแรงดันบวก-ลบ ตอบโจทย์วิกฤตโควิด-19
คพ. ผนึก สวทช. ใช้ ‘ซูเปอร์คอมพิวเตอร์’คาดการณ์ฝุ่น PM 2.5 รู้ล่วงหน้า 3 วัน
3 กระทรวง เผยปัจจัยสู่ความสำเร็จ ‘โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ’
เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ วช. ส่งมอบ‘เปลความดันลบ’ เคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด ช่วยบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มอีก 7 โรงพยาบาล
สวทช. จัดปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการ TGIST ปีการศึกษา 2564 ในรูปแบบออนไลน์ พร้อมประกาศรางวัลนักศึกษาทุนผู้มีผลงานวิชาการดีเด่น (Outstanding Awards) ประจำปี 2564
โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ ส่งผู้ป่วย 3 รายสุดท้ายกลับบ้าน ก่อนปิด 30 ก.ย.นี้
สวทช. ร่วมกับบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ ร่วมลงนามการเชื่อมโยงฐานข้อมูลโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์และโปรแกรม CopyCatch
สวทช.-สพฐ.-สถ. ผนึกพลังบูรณาการข้อมูลภาวะโภชนาการนักเรียนทั่วประเทศพัฒนา Big Data นำเทคโนโลยี AI เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสุขภาวะที่ดีของเด็กไทย
บทความ
สวทช. หนุนวิจัยใช้ประโยชน์ ‘ต้นคลุ้ม’ ให้คุ้มค่า เสริมจุดเด่น ‘ถาดพลาสติกชีวภาพ’
Download เอกสารฉบับเต็ม (16.9MB)
จดหมายข่าว สวทช.
ThaiSC บริการ Supercomputer ผลักดันวิจัยเชิงลึก หนุนแก้ปัญหาวิกฤตประเทศ
ปัจจุบันโลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาล องค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างใช้เทคโนโลยีคำนวณในการวิเคราะห์ข้อมูลและจำลองแบบเพื่อการวิจัยและพัฒนางานที่มีความท้าทายสูง เพื่อทลายขีดจำกัดของกรอบงานเดิม ในบางกรณีสามารถลดเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก 6 เดือนเหลือเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีองค์กรเพียงส่วนน้อยที่สามารถวิจัยโดยใช้แบบจำลองที่แม่นยำสมจริง หรือนำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องด้วยระบบ Supercomputer ที่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคนิคการประมวลผลสมรรถนะสูง (High Performance Computing: HPC) มีราคาเครื่องสูงตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึงหลักหมื่นล้านบาท อีกทั้งต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการดูแลรักษาระบบ จึงเป็นการยากแก่การลงทุนเพื่อใช้งานในเฉพาะองค์กร
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว และได้รับภารกิจในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ (National S&T Infrastructure: NSTI) จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC)” ขึ้นในปี 2562 ภายในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำหรับให้บริการทรัพยากรเพื่อการทำงานด้าน HPC แก่ภาครัฐและเอกชน มุ่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
[caption id="attachment_27281" align="aligncenter" width="1001"] ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ หัวหน้าทีมวิจัยศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) สวทช.[/caption]
ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ หัวหน้าทีมวิจัยศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) สวทช. กล่าวว่า ThaiSC ได้ดำเนินงานให้บริการในเฟสแรกตั้งแต่ปี 2562 โดยให้บริการ Supercomputer ที่มี CPU 4,320 Cores, GPU NVIDIA V100 28 ยูนิต, High performance storage ขนาด 700 TB แก่บุคลากร สวทช. และนำร่องหน่วยงานภายนอกแล้วบางส่วน ที่ผ่านมามีผู้ใช้งานประมาณ 250-300 คนต่อปี ให้บริการไปแล้ว 55 ล้านชั่วโมงคำนวณ (Core-hour) เทียบเท่ากับการใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปประมาณ 680 ปี ในปี 2565 ThaiSC จะเปิดให้บริการเฟสที่สองแก่ภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ โดยระบบ Supercomputer ที่ให้บริการจะมีประสิทธิภาพเทียบเท่าระบบชั้นนำของโลก เป็นเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการใช้พลังงานได้เป็นอย่างมากอีกด้วย
“นอกจากการให้บริการทรัพยากรคอมพิวเตอร์แล้ว ThaiSC ยังมีทีมนักวิจัยและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี HPC (HPC Application Specialist) ที่สามารถให้คำแนะนำเรื่องการใช้งานเทคโนโลยี HPC แก่ผู้ใช้บริการใน 4 ด้านหลัก คือ การคำนวณหรือประมวลผลทางด้านชีวสารสนเทศ (Bioinformatics), วิศวกรรม, เคมี-ฟิสิกส์ และ AI (Artificial Intelligence) ขั้นสูง”
[caption id="attachment_27284" align="aligncenter" width="1001"] Supercomputer[/caption]
[caption id="attachment_27286" align="aligncenter" width="1001"] Supercomputer[/caption]
[caption id="attachment_27285" align="aligncenter" width="1001"] Supercomputer[/caption]
[caption id="attachment_27282" align="aligncenter" width="1001"] หน้าจอแสดงการทำงานของเครื่อง Supercomputer[/caption]
[caption id="attachment_27283" align="aligncenter" width="1001"] หน้าจอแสดงการทำงานของเครื่อง Supercomputer[/caption]
ThaiSC ขับเคลื่อนตอบโจทย์การวิจัย 5 ด้าน
ดร.มนัสชัย อธิบายว่าจากข้อมูลการให้บริการในเฟสแรก ทำให้เห็นถึงแนวโน้มความต้องการใช้งานเทคโนโลยี HPC ของประเทศไทยใน 5 ด้านหลัก 1. ชีวสารสนเทศและการแพทย์ ที่ต้องจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลรหัสพันธุกรรมปริมาณมหาศาลของคน พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ต่อยอดในงานวิจัยหรือการพัฒนา อาทิ การพัฒนาระบบการแพทย์แม่นยำ และการยกระดับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติในปัจจุบัน 2. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่ต้องใช้ระบบ HPC ในขั้นตอนการสอน (Training) AI โมเดลที่มีความซับซ้อนและแม่นยำสูง โดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในการพัฒนา ก้าวข้ามการพัฒนาโมเดลขนาดเล็กสู่เทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ขั้นสูงที่มีประสิทธิภาพ เช่น Digital twin, Smart city, AI ด้านการแพทย์
“ด้านที่ 3. อุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวกับวัสดุศาสตร์ เคมีภัณฑ์ และสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งจะมีการทำแบบจำลองในระดับอะตอมเพื่อคาดการณ์ลักษณะทางเคมีและชีวภาพ เช่น การพัฒนายา วัคซีน อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ แบตเตอรี่ และการพัฒนาวัสดุล้ำยุคต่างๆ 4. การทำแบบจำลอง (Simulation) ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อจำลองการทำงานหรือทดสอบประสิทธิภาพของระบบและผลิตภัณฑ์ เช่น การทดสอบประสิทธิภาพของยานยนต์ในด้านความเร็วและความปลอดภัย เพื่อลดการลงทุนสร้างต้นแบบเทคโนโลยี ช่วยลดระยะเวลาในการทดสอบ และสุดท้ายคือ 5. การใช้ประโยชน์เพื่อสังคม เช่น การคำนวณคาดการณ์สภาพอากาศ การจำลองภัยพิบัติ หรือคาดการณ์ระดับค่ามลพิษของประเทศ เพื่อแจ้งให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า และสามารถรับมือกับเหตุการณ์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
ThaiSC แก้ปัญหาเร่งด่วนระดับชาติ
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญในการให้บริการของ ThaiSC คือ การสนับสนุนการแก้ปัญหาระดับประเทศ ด้วยเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ปัญหาขนาดใหญ่ที่ต้องการการประมวลผลด้วยความรวดเร็วและแม่นยำสูง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที
ดร.มนัสชัย กล่าวว่า ตัวอย่างสำคัญ เช่น ในช่วงภาวะวิกฤติโรคโควิด-19 ระบาดในไทย ThaiSC ได้ให้การสนับสนุนการทำวิจัยแก่หน่วยงานวิจัยต่างๆ เพื่อรับมือกับปัญหา อาทิ การสนับสนุนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการดำเนินโครงการคัดสรรสารออกฤทธิ์ต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ด้วยเทคนิคทางเคมีคำนวณขั้นสูง เพื่อใช้ Supercomputer ในการคัดกรองสารออกฤทธิ์ที่มีอยู่ในยารักษาโรคที่มีการใช้งานอยู่เดิม ว่าสามารถนำมาใช้ในการยับยั้งการทำงานของไวรัส SARS-CoV-2 หรือไวรัสก่อโรคโควิด-19 ได้หรือไม่ เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการผลิตยา (ขณะนั้นยังไม่มียารักษาโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพ) และได้ให้บริการแก่กลุ่มวิจัย COVID-19 Network Investigations (CONI) ในการใช้ Supercomputer เพื่อการดำเนินโครงการถอดรหัสจีโนมไวรัสสายพันธุ์ SARS-CoV-2 ที่ระบาดในประเทศไทย โดยใช้ Supercomputer ในการประมวลผลยืนยันสายพันธุ์ไวรัส SARS-CoV-2 ลดเวลาในการคำนวณจาก 1 สัปดาห์ เหลือเพียง 2 ชั่วโมง ทำให้สามารถส่งมอบข้อมูลสายพันธุ์ไวรัส SARS-CoV-2 ที่กำลังระบาดให้แก่หน่วยงานทางการแพทย์ สำหรับนำไปใช้ในการวางแผนรับมือการระบาดของโรคได้ทันการณ์
“ล่าสุด ThaiSC ยังได้ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษในการดำเนินโครงการระบบการคาดการณ์สถานการณ์มลพิษทางอากาศ เพื่อใช้ Supercomputer ในการคาดการณ์ปริมาณ PM2.5 ซึ่งสามารถประมวลผลได้เร็วขึ้นถึง 15 เท่า จากเดิมใช้เวลาคำนวณ 11.5 ชั่วโมง/วัน ลดลงเหลือเพียง 45 นาที/วัน ทำให้กรมควบคุมมลพิษสามารถคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ 9 จังหวัดในภาคเหนือของประเทศ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ได้ล่วงหน้าถึง 3 วัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนรับมือได้ทันต่อสถานการณ์”
ดร.มนัสชัย ทิ้งท้ายว่า นอกจากการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแก่คนไทยแล้ว ปัจจุบัน ThaiSC ยังเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างนานาชาติกับประเทศไทยในการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้าน Supercomputer ของโลก เช่น การร่วมกับตัวแทนจากชาติในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN HPC Taskforce) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน HPC ในระดับภูมิภาค หรือการพัฒนาบุคลากร HPC ในภูมิภาคร่วมกับสหภาพยุโรป (EU) ผ่านกิจกรรม EU-ASEAN HPC School ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีในด้านการยกระดับการทำวิจัยและพัฒนาของอาเซียนแล้ว ยังก่อให้เกิดความร่วมมือในการทำวิจัย การพัฒนากำลังคนด้าน HPC ของประเทศ และการแบ่งปันข้อมูลการทำวิจัยระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคตอีกด้วย
ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) สวทช. มีแผนจะเปิดให้บริการแก่ผู้ใช้งานทั่วประเทศในปี 2565 ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อขอใช้บริการได้ที่ https://thaisc.io/ หรืออีเมล thaisc@nstda.or.th ศูนย์ ThaiSC มีความคาดหวังว่าจะได้สนับสนุนการก้าวข้ามขีดจำกัดการทำงานของคนไทย และมีส่วนในการช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยสู่ระดับสากล
เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. , ThaiSc สวทช. และ shutterstock
30 ปี สวทช.
BCG
ข่าว
ข่าว 30 ปี สวทช.
บทความ


