ผลการค้นหา :
สวทช. ร่วมกับ ม.วลัยลักษณ์ เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานประชุมโต๊ะกลม “เครือข่ายพันธมิตร ภารกิจ Research Integrity” แบบออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำงานด้าน Research Integrity
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดงานประชุมโต๊ะกลม “เครือข่ายพันธมิตร ภารกิจ Research Integrity” เพื่อ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำงานด้าน Research Integrity ในหน่วยงาน หรือผู้รับผิดชอบที่ทำหน้าที่ใกล้เคียงกันของแต่ละสถาบัน เพื่อวางกลไกการป้องกันการประพฤติมิชอบทางการวิจัยของประชาคมวิจัยให้กับประเทศ และทิศทางการดำเนินงานร่วมกันในอนาคต
วันเวลา : วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เวลา 13.00-16.00 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โปรแกรม Cisco Webex
โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิให้เกียรติเข้าร่วมเสวนา ดังนี้
ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นพ.กิตติศักดิ์ กุลวิชิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ.ดร.โสรัจจ์ หงส์ลดารมภ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ.ดร.สุภา หารหนองบัว คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
รศ.พญ.วีระนุช นิสภาธร สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
รศ.ดร.เดวิด เจมส์ ฮาร์ดิง สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ลงทะเบียนเข้าร่วมทาง online ได้ที่ : https://forms.gle/uwp4iEvnuG87ShXf9
สอบถามเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ ฝ่ายส่งเสริมจริยธรรมการวิจัย สวทช.
โทรศัพท์ 02 5647000 ต่อ 71844 (คุณณัฐพัชร์)
E-mail : ori@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
JAXA เลือก 2 ไอเดีย ของเยาวชนไทย เตรียมทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น ประกาศผลการจัดแข่งขันโครงการ “Asian Try Zero-G 2022” โดย JAXA เลือกข้อเสนอแนวคิดการทดลองของเยาวชนไทย จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ การทดลองเรื่อง การศึกษาพฤติกรรมของก้อนน้ำทรงกลมเมื่อถูกแรงกระทำในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Water sphere disturbance in zero gravity) เสนอโดย นางสาวจิณณะ วัยวัฒนะ (พรีม) นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และการทดลองเรื่อง การศึกษาระดับน้ำที่สูงขึ้นจากแรงดึงของผิวภาชนะในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Study of the height of water which is risen up in microgravity) เสนอโดย นางสาวอินทิราภรณ์ เชาว์ดี (ปาย) บัณฑิตจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนำไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยนักบินอวกาศญี่ปุ่น นายโคอิจิ วะกาตะ ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้
[caption id="attachment_32924" align="aligncenter" width="500"] กุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช.[/caption]
นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สวทช. ร่วมกับ JAXA ดำเนินโครงการ Asian Try Zero-G 2022 เชิญชวนเหล่าเยาวชนไทยส่งแนวคิดการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำร่วมกับเยาวชนจากประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชีย โดยเปิดรับสมัครแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี มีผู้ส่งใบสมัคร จำนวน 154 เรื่อง ประกอบด้วยเยาวชน 378 คน และรุ่นอายุไม่เกิน 27 ปี มีผู้ส่งใบสมัคร จำนวน 18 เรื่อง ผู้สมัคร 51 คน รวมจำนวนใบสมัครทั้งสิ้น 172 เรื่อง และมีเยาวชนไทยเข้าร่วมโครงการจำนวน 429 คน ซึ่งเป็นจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
“คณะกรรมการ สวทช. ได้คัดเลือกแนวคิดการทดลองของเยาวชนไทยจำนวน 6 เรื่อง แบ่งเป็นรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 3 เรื่อง และรุ่นอายุไม่เกิน 27 ปี จำนวน 3 เรื่อง เพื่อส่งเข้าแข่งขันกับประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยทาง JAXA ได้เลือกข้อเสนอการทดลองจาก 5 ประเทศ จำนวน 6 เรื่อง ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นการทดลองของเยาวชนไทยถึง 2 เรื่อง เพื่อนำไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยนายโคอิจิ วะกาตะ (Koichi Wakata) นักบินอวกาศญี่ปุ่น ในห้องทดลอง Kibo Module ของ JAXA สำหรับการทดลองอีก 4 เรื่องเป็นของญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไต้หวัน ประเทศละ 1 เรื่อง”
นางกุลประภา กล่าวว่า “สำหรับแนวคิดการทดลองทั้ง 2 เรื่อง ที่ได้รับการคัดเลือกประกอบด้วย ไอเดียการทดลองของ นางสาวจิณณะ วัยวัฒนะ (พรีม) นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เรื่องการศึกษาพฤติกรรมของก้อนน้ำทรงกลมเมื่อถูกแรงกระทำในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Water sphere disturbance in zero gravity) มีไอเดียการทดลองว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าน้ำถูกแรงจากภายนอกกระทำ ซึ่งการทดลองแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการศึกษาพฤติกรรมของน้ำเมื่อได้รับแรงดลจากการชนของลูกบอลที่มีมวลแตกต่างกัน คือบอลไม้และบอลเหล็ก โดยการออกแรงผลักลูกบอลให้เคลื่อนที่มาชนกัน และส่วนที่ 2 เป็นการศึกษาการหมุนของลูกข่างกระดกบนผิวน้ำ ซึ่งลูกข่างกระดกเป็นลูกข่างที่ออกแบบให้จุดศูนย์กลางทางเรขาคณิตอยู่คนละจุดกับจุดศูนย์กลางมวลทำให้เมื่อหมุนไปสักระยะลูกข่างจะสามารถพลิกกลับด้านได้ จึงอยากรู้ว่าในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงผลจะเป็นอย่างไร”
[caption id="attachment_34074" align="aligncenter" width="600"] นางสาวจิณณะ วัยวัฒนะ (พรีม) นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์[/caption]
“ไอเดียการทดลองที่ 2 ของนางสาวอินทิราภรณ์ เชาว์ดี (ปาย) บัณฑิตจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องการศึกษาระดับน้ำที่สูงขึ้นจากแรงดึงของผิวภาชนะในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Study of the height of water which is risen up in microgravity) เป็นการทดลองที่เกิดจากความสนใจเกี่ยวกับการขนส่งของเหลวผ่านท่อในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง โดยตั้งสมมติฐานว่าเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีแรงโน้มถ่วงต่ำ เช่น ในระดับความสูงของสถานีอวกาศนานาชาติ จะส่งผลให้ของเหลวที่อยู่ในท่อสามารถขึ้นไปในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับระดับความสูงของของเหลวที่ทำการทดลองบนพื้นโลกอยู่ 1.11 เท่า นอกจากนี้ยังมีการทดลองเปรียบเทียบขนาดรัศมีของท่อที่แตกต่างกันด้วยว่าจะส่งผลให้ระดับความสูงของของเหลวขึ้นไปตามท่อได้แตกต่างกันหรือไม่”
[caption id="attachment_34077" align="aligncenter" width="450"] นางสาวอินทิราภรณ์ เชาว์ดี (ปาย) บัณฑิตจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์[/caption]
ทั้งนี้เยาวชนเจ้าของการทดลองจะมีโอกาสสื่อสารกับนักบินอวกาศแบบเรียลไทม์และรับชมถ่ายทอดสดการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติจากศูนย์อวกาศสึกุบะ (Tsukuba Space Center) ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนธันวาคมนี้
สามารถติดตามการทดลองโครงการ Asian Try Zero-G 2022 ได้ที่เพจ NSTDA Space Education Facebook: https://www.facebook.com/NSTDASpaceEducation
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
เปิดตัว! 9 Deep-tech Startup ต่อยอดงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่
สวทช. ขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ แถลงเปิดตัว 9 บริษัทดีปเทคสตาร์ตอัป ซึ่งเป็นบุคลากรวิจัยของ สวทช. ที่นำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีเชิงลึกของตนเองไปต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์เป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ ภายใต้กลไกการส่งเสริมและผลักดันของ สวทช. หรือ NSTDA Startup โดยทั้ง 9 บริษัทดีปเทคสตาร์ตอัป ต่างมองว่าเป็นโอกาสและเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่จะได้นำผลงานวิจัยของตนเองไปใช้ประโยชน์และต่อยอดในเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
ชาวไร่อ้อยเฮ! ดีพร้อม นำทีมผลักดันงานวิจัยสมาร์ทฟาร์มสู่ไร่อ้อย ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต อัปเกรดเกษตรอุตสาหกรรม
For English-version news, please visit : Field Practice Solutions unveiled to support precision farming in sugarcane production
(เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565) ที่ห้องประชุมออดิทอเรียม (Auditorium) อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ไร่สาธิตคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และในฐานะประธาน Spearhead ด้านเศรษฐกิจ ในแผนงานวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และแผนงานระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ นำทีมกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ผนึกกำลังทีมนักวิจัยไทยแก้ปัญหาชาวไร่อ้อย ผ่านแพลตฟอร์มบริการ FPS (Field Practice Solutions) ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้กับชาวไร่อ้อยและกลุ่มอุตสาหกรรมไร่อ้อย เพื่อลดปัญหาคุณภาพของอ้อยต่ำกว่าเกณฑ์และมีความหวานไม่คงที่ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อตันน้ำตาลสูงขึ้น ซึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตน้ำตาล หรือพลังงานชีวมวลจากการใช้งานระบบได้มากกว่าร้อยละ 20 คิดเป็น ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปีต่อโรงงาน
ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้ตนเป็นประธาน Spearhead ด้านเศรษฐกิจ ในแผนงานวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และแผนงานระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ รวมถึงนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่เป็นกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงปัจจุบันพบว่าชาวไร่อ้อยกำลังเผชิญกับปัญหาไม่สามารถควบคุมคุณภาพรวมถึงปริมาณการเก็บเกี่ยวได้ ประกอบกับปัญหาคุณภาพของอ้อยต่ำกว่าเกณฑ์และมีความหวานไม่คงที่ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อตันน้ำตาลสูงขึ้น ซึ่งทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลลดลง ดังนั้นการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามามีบทบาท ในการพัฒนาการเกษตรของไทยให้เป็น Smart Farmer รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อใช้ในการกำหนดรูปแบบแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value added) ให้แก่ผลผลิตการเกษตร โดยการนำใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมา ช่วยแก้ปัญหาการทำเกษตรอย่างถูกต้อง ตลอดจนการจัดการแบบเกษตรแม่นยำ ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนทั้งในด้านวัตถุดิบและเวลาให้กับชาวไร่อ้อยได้นั้น
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) จึงได้นำนโยบาย DIPROM CARE มาประยุกต์ใช้ผ่านการพัฒนาและวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมมาเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนทั้งในด้านวัตถุดิบและเวลาให้กับภาคการเกษตร รวมถึงการบูรณาการระหว่างพันธมิตรภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยสามารถวิจัยแพลตฟอร์มบริการ FPS (Field Practice Solutions) ได้สำเร็จ อาทิ ระบบประมวลผลเพื่อสร้างแผนที่ผลผลิตและแผนที่การระบาดของโรคพืชจากภาพถ่ายทางอากาศ ระบบประมวลผลเพื่อสร้างฐานข้อมูลในระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) จากแผนที่ผลผลิต ระบบผสมสารและบรรจุลงถังบรรจุอัตโนมัติสำหรับโดรน ระบบฉีดพ่นสาร แบบแปรผันอัตโนมัติติดตั้งบนโดรนชุด Mobile-KIT และ Mobile Application สำหรับระบุพิกัดแปลงและติดตามกิจกรรมในแปลง และระบบ AI สำหรับเสนอแนะแผนการทำงาน บันทึกและแสดงผลการทำงานของเครื่องจักรเกษตร และแนะนำการให้ปุ๋ยแบบแม่นยำสูงรายแปลงอัตโนมัติซึ่งระบบจะช่วยเรื่องการตัดสินใจในงานบำรุงรักษา เก็บเกี่ยว และเชื่อมโยงกับระบบตรวจวัด รวมทั้งมีระบบที่จะสามารถรองรับคำสั่งเพื่อให้เกิดการปรับการปฏิบัติงานในฟาร์มไปตามแผนงานใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการออกแบบแปลงการปลูก การบำรุงรักษาและอารักขาพืช การเก็บเกี่ยวและการขนส่ง และสามารถปรับรูปแบบตามความต้องการของผู้ใช้บริการแต่ละราย หรือพืชแต่ละชนิด ซึ่งช่วยลดการสูญเสียในด้านคุณภาพของผลผลิต ลดเวลารอคอยที่ไม่เกิดงานและเพิ่มความสามารถของเครื่องจักรได้ เช่น กรณีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย จะช่วยให้สามารถลดต้นทุนการผลิตน้ำตาลหรือพลังงานชีวมวลได้มากกว่าร้อยละ 20 คิดเป็น ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปีต่อโรงงาน ซึ่งสามารถกำหนดตารางการเก็บเกี่ยวอ้อยขณะที่อ้อยแต่ละแปลงมีน้ำหนักและความหวานสูงสุด สามารถใช้งานเครื่องจักรเก็บเกี่ยวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดจำนวนเครื่องจักรและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และจัดการให้มีวัตถุดิบอ้อยเข้าโรงงานที่มีคุณภาพและมีปริมาณเต็มศักยภาพการผลิตของโรงงานในแต่ละวัน ลดการเสื่อมสภาพของวัตถุดิบ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย รวมทั้งสามารถลดจำนวนวันที่เปิดหีบ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตน้ำตาลต่อตันได้
รศ. ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ รองผู้อำนวยการด้านบริหารงานวิจัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวเสริมว่า “โครงการนี้นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จจากความร่วมมือของคณะวิจัยจากสถาบันการศึกษาและบริษัทเอกชนในการต่อยอดงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่ง ภายใต้แผนงาน Spearhead ด้านเศรษฐกิจ โดยมี สวทช.เป็นหน่วยงานบริหารจัดการและส่งมอบผลลัพธ์ หรือ ODU ช่วยกำกับดูแล และสามารถผลักดันผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงต่อภาคเกษตรอุตสาหกรรมของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำการส่งออกระดับโลก การทำงานในพื้นที่เพาะปลูกด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ และการบริหารจัดการไร่อ้อยแบบอัตโนมัติด้วยระบบแนะนำแผนการทำงานเพื่อการตัดสินใจ ผ่านแพลตฟอร์มบริการ FPS (Field Practice Solutions) ของโครงการ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพให้กับกลุ่มเกษตรกรพืชไร่ และเพิ่มระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มโรงงานแปรรูปในห่วงโซ่อุปทานด้านอุตสาหกรรมเกษตรด้วยเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่โครงการได้พัฒนาขึ้น”
รศ.ดร.ขวัญตรี แสงประชาธนารักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า “เกษตรกรที่ปลูกอ้อยนั้นทราบถึงปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตและอยากลดรายจ่ายส่วนนี้ แต่ปัญหาที่ผ่านมายังไม่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใด ๆ ที่เข้ามาช่วยเกษตรกรประเมินความเสี่ยงในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตในไร่อ้อยได้อย่างแม่นยำ ตนเองจึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาร่วมกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาระบบวิเคราะห์และแปลผลภาพถ่ายทางอากาศที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน เพื่อนำข้อมูลที่จำเป็นไปสู่ขั้นตอนของการวิเคราะห์ และวางแผนการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงในการจัดการไร่อ้อยของเกษตรกรหรือผู้ประกอบการ” ทางทีมวิจัยจึงร่วมมือกับบริษัท เอชจี โรโบติกส์ จำกัด ที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบ Artificial Intelligence (AI) และ บริษัท โกลบอล ครอปส์ จำกัด โดยการนำโดรนมาใช้ในการสำรวจ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาให้ตรงจุด ตามหลักการ “เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)”
ด้าน ดร.มหิศร ว่องผาติ บริษัท เอชจี โรโบติกส์ จำกัด กล่าวเสริมว่า จากผลสำเร็จดังกล่าว ส่งผลให้มีการขยายผลไปสู่เชิงพาณิชย์บ้างแล้ว โดยปัจจุบันมีโรงงานน้ำตาลหลายแห่งสนใจจะจ่ายค่า Service ให้ทีมไปทดลองทำตั้งแต่ปีแรกของโครงการ ส่วนในปีที่สอง จะเน้นไปที่การควบคุมต้นทุนในการผลิตและการจัดการแปลง เช่น การให้ปุ๋ยหรือยาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการจัดการเฉพาะจุด ส่วนปีสุดท้ายจะเป็นการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ให้เกิดเป็นข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจวางแผนระยะยาว รวมถึงให้ข้อมูลว่าแต่ละวิธีหรือแต่ละทางออก มีต้นทุน มีความเสี่ยงเท่าไหร่ เพื่อให้เกษตรกรหรือโรงงานตัดสินใจต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. นำทัพนักวิจัยหญิงและผลงานวิจัยร่วมงานประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 2565 (GSW 2022) แสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างความสัมพันธ์และเครือข่าย หนุนการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ
(23 มิถุนายน 2565) ณ กรุงเทพฯ : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทัพนักวิจัยหญิง และผลงานวิจัยของ สวทช. เข้าร่วมงานการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 2565 (Global Summit of Women 2022 : GSW2022) ครั้งที่ 31 จัดขึ้นในวันที่ 23-25 มิถุนายน 2565 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อหลัก “Women: Creating Opportunities in the New Reality”
โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการเปิดงาน ซึ่งงานนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,000 คนจากกว่า 50 ประเทศ การประชุมดังกล่าวจะเป็นการประชุมระดับนานาชาติขนาดใหญ่ครั้งแรกที่จัดขึ้นแบบพบปะ (face-to-face) ในรอบ 2 ปี ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบปะแลกเปลี่ยนและกระทบไหล่กับ CEO จากทุกแวดวงทั่วโลก เป็นโอกาสได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำธุรกิจ การทำงาน การทำวิจัย การแก้ปัญหาเพื่อก้าวข้ามวิกฤต การสร้างทีม การสร้างแรงบันดาลใจ
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “งาน Global Summit of Women 2022 จัดขึ้นในรูปแบบ Carbon Neutrality หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน นั่นคือ ปริมาณการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจากกิจกรรมต่าง ๆ ต้องเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนผ่านป่าหรือวิธีการอื่น ๆ ซึ่งทางผู้จัดงานได้รังสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ ให้เกิดการปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุด และจะได้รับคาร์บอนเครดิตจากสปอนเซอร์ (บริษัท มิตรผล จำกัด) มาใส่กลับคืนให้การจัดงานนี้มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่สอดรับกับวาระแห่งชาติโมเดลเศรษฐกิจ BCG ประกอบด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย ที่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงการนำวัสดุต่าง ๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด รวมไปถึงการพัฒนาควบคู่กับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน สำหรับในงานนี้ สวทช. ได้นำทัพนักวิจัยหญิงมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำธุรกิจ การทำงาน การทำวิจัย การแก้ปัญหาเพื่อก้าวข้ามวิกฤต การสร้างทีม การสร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์และเครือข่าย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืน นอกจากนี้ยังได้นำผลงานวิจัยของ นาโนเทค-สวทช. และบริษัทที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. นำมาร่วมจัดแสดงนิทรรศการ ณ บูท B5
ซึ่งประกอบด้วย อนุภาคนาโนสารสกัดใบหมี่และบัวบก สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม (Litzella: Litzea glutinosa and Centella asiatica nanoparticle for haircare products), เซนเทลล่า มอยซ์เจอร์ไรซิ่ง เฟเชียล เซรั่ม (Centella Moisturizing Facial Serum), เซนเทลล่า แฮนด์ ครีม (Centella Hand cream), เอมบลิก้า เฟเชียล เซรั่ม (EmbLIca Facial serum), เอมบลิก้า แฮนด์ ครีม (EmbLIca Hand cream), เอมบลิก้า ไฮโดร ลิฟติ้ง สลิฟปิ้ง มาร์ก (Emblica Hydro Lifting SLEEPING mask), เซนเทลล่า ไฮโดร ลิฟติ้ง สลิฟปิ้ง มาร์ก (Centella Hydro Lifting Sleeping Mask), เซนเทลล่า ฟุต ครีม (Centella Foot Cream) และเฮิร์บล็อค เอ็มบลิก้า เอ็นแคปซูเลชั่น แอนไท-เอจจิ้ง เฟเชียล เซรั่ม (HERBLOC Emblica Encapsulation Anti-Aging Facial Serum) ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ เพื่อนำเสนอนวัตกรรมจากนักวิจัยหญิงไทยต่อผู้นำสตรีจากทั่วโลก ถึงศักยภาพนักวิจัยหญิงไทย” ดร.จุฬารัตน์ กล่าวเสริม
ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการ สวทช. ยังได้นำต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้าจำนวน 7 คันเข้าร่วมต้อนรับคณะผู้นำสตรีโลก อาทิ ผลงานรถโดยสารไฟฟ้า 12 เมตร จำนวน 4 คันซึ่งพัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือ (Consortium) ภาคีเครือข่ายพัฒนาอุตสาหกรรมรถโดยสารไฟฟ้าไทยที่ดำเนินงานร่วมกันระหว่าง สวทช. หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ รวมถึง ภาคเอกชน ได้แก่ กลุ่มบริษัทโชคนำชัย บริษัท รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท พานทองกลการ จำกัด บริษัท สบายมอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด และ บริษัท เบต้า เอ็นเนอร์ยี้ โซลูชั่น จำกัด และ รถโดยสารไฟฟ้า 7 เมตร จำนวน 3 คันของ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ที่พัฒนาขึ้นจากบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด ร่วมกับ สวทช. ไปใช้ในการรับ-ส่งผู้เข้าร่วมประชุมอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการแสดงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มีความสามารถไม่แพ้ชาติอื่น
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึก มทร.อีสาน พัฒนา-ถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ พลิกทุ่งกุลาให้ “ยิ้มได้”
For English-version news, please visit : Training Hub launched in Roi Et to improve quality of life of villagers in Thung Kula Ronghai
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) - มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) ลงนามบันทึกความร่วมมือ “การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้” ใช้กลไก Training Hub สถานีกระจายความรู้สร้างทักษะให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้นแบบขยายผลการใช้เทคโนโลยีให้ครอบคลุมพื้นที่เขตทุ่งกุลาร้องไห้ สอดคล้องพันธกิจจังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งเป้ายกระดับรายได้เกษตรกรก้าวพ้นขีดความยากจน ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG มุ่งให้ประชาชนอยู่ดีกินดี
นายเชวงศักดิ์ พลเยี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า จังหวัดร้อยเอ็ดมีประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน มุ่งเน้นพัฒนาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมบนพื้นฐานแหล่งผลิต สร้างมูลค่าข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง และเป็นเมืองน่าเที่ยว น่าอยู่ การดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานในบันทึกข้อตกลงนี้สอดคล้องกับพันธกิจของจังหวัดทั้ง 3 ประการ คือ 1) ส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในนวัตกรรมเพิ่มศักยภาพในการบริหารทรัพยากรและสินค้าเกษตรให้เป็นเกษตรที่ปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัย 2) พัฒนาให้จังหวัดเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน เชื่อมโยงการบริการ สินค้าผลิตในชุมชน รวมทั้งวัฒนธรรม ค่านิยมประเพณีอันดีงาม สามารถผสมผสานกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมใหม่ได้อย่างกลมกลืน และ 3) พัฒนาคนให้มีคุณภาพ สร้างโครงสร้าง สร้างอาชีพ รายได้ ให้ภาคประชาสังคม และส่งเสริมให้ดำเนินการชีวิตตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ
"การสร้างสถานีเรียนรู้ หรือ Training Hub เพื่อพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่สู่ชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ โดยนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากทั้ง 2 หน่วยงาน รวมทั้งหน่วยงานเครือข่ายพันธมิตรทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศ เพื่อพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่สู่ชุมชนในพื้นที่ เกษตรกร เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน ตอบโจทย์การพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ดให้ชุมชนได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้และยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ การลงนาม MOU ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นว่าจังหวัดร้อยเอ็ดมีสถานีเรียนรู้ที่จะใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ทั้งเกษตรกร คนในชุมชน เจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้สนใจทั่วไป ได้เข้ามาเรียนรู้หลักสูตรที่ตอบโจทย์การพัฒนาจังหวัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าว พืชหลังนา สมุนไพร โคเนื้อและการบริหารจัดการน้ำ จนสามารถนำเอาองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐาน โดยจังหวัดยินดีที่จะสนับสนุนกิจกรรมและร่วมดำเนินงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและสร้างต้นแบบการพัฒนาท้องถิ่นที่จะขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ของจังหวัด ต่อไป" รองผู้ว่าฯ กล่าว
นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ทุ่งกุลาร้องไห้มีพื้นที่ 2.1 ล้านไร่ ครอบคลุม 13 อำเภอ ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ และยโสธร ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดมีถึง 5 อำเภอที่อยู่ในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาฯ สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจากทั้งสองหน่วยงานเข้าไปแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่ปี 2561 ยกระดับกลุ่มเกษตรกร 2,000 คน ในพื้นที่อำเภอ อ.สุวรรณภูมิ อ.เกษตรวิสัย และอ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด ประยุกต์ใช้ความรู้และเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาและบริบทของพื้นที่ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพ ตั้งแต่การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูปข้าว เพิ่มผลผลิตข้าวได้เป็น 450 กก./ไร่ การปลูกพืชหลังนาบำรุงดิน และการผลิตผักอินทรีย์ในระบบโรงเรือน สร้างรายได้เสริมเฉลี่ย 2,000 บาทต่อปี และสร้างการเรียนรู้สมาร์ทเทคโนโลยีระบบโซล่าร์เซลล์ เพื่อให้เกษตรกรบริหารจัดการน้ำบนดินและน้ำใต้ดินสำหรับใช้ในภาคการเกษตรได้อย่างแม่นยำ เป็นต้น
“ผลจากการร่วมแรงร่วมใจกันระหว่างหน่วยงาน สวทช. ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ มทร. อีสาน ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน” โดยจะร่วมกันพัฒนาแหล่งเรียนรู้ สาธิต และทดสอบเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในมหาวิทยาลัย ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้จากทั้งสองหน่วยงานและเครือข่ายพันธมิตร นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรที่รองรับการเรียนรู้ในระดับภาคสนาม และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ชุมชนโดยเน้นการลงมือปฏิบัติ ตลอดจนสร้างกลไกการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการเรียนรู้ในพื้นที่ให้เกิดการเข้าถึงองค์ความรู้ และสามารถขยายผลองค์ความรู้ให้เครือข่ายกลุ่มเกษตรกร เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้สนใจทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสร้างความร่วมมือด้านวิชาการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ให้เกิดการพัฒนาบุคลากรร่วมกันของทั้งสองหน่วยงาน ความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด และในจังหวัดใกล้เคียง ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 38,000 บาท/คน/ปี ช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG” รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.) กล่าวว่า นอกจากการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตคุณภาพให้ประเทศแล้ว การพัฒนางานวิจัยและการใช้นวัตกรรมบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการบริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่สังคม เป็นอีกภารกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด มทร. มีวิทยาเขตร้อยเอ็ด ที่เข้าถึง เข้าใจและทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกรในพื้นที่ โดยได้บูรณาการความรู้และความร่วมมือกับ สวทช. ตลอดจนภาคีเครือข่ายมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนชีวิตชาวทุ่งกุลาร้องไห้ให้เป็นทุ่งกุลายิ้มได้
“ความร่วมมือกับ สวทช. ในครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาสถานีเรียนรู้ (Training Hub) ที่จะเป็นกลไกสำคัญให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ซึ่งสถานีเรียนรู้จะอยู่ทั้งในพื้นที่มหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน วิทยาเขตร้อยเอ็ด ณ ทุ่งกุลาร้องไห้ และพื้นที่ของเกษตรกร รวม 7 สถานีหลัก ครอบคลุมทั้งเรื่องการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง การบริหารจัดการน้ำและระบบชลประทานเพื่อการเกษตร การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรประณีตเชื่อมโยงการท่องเที่ยว การผลิตโคเนื้อคุณภาพสูง การผลิตพืชหลังนา โคกหนองนา และการผลิตสมุนไพรพื้นบ้าน ซึ่งสถานีเรียนรู้นี้จะเป็นทั้งจุดเรียนรู้ สาธิต และทดสอบเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เป็นสถานีถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรแกนนำ เจ้าหน้าที่ รวมถึงประยุกต์เข้ากับการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ตลอดจนเป็นต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ภายใต้การดำเนินงานสถานีเรียนรู้จะมีหลักสูตรการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่ช่วยพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับการเติมเต็มทั้งความรู้วิชาการและการลงมือปฏิบัติ โดยมีคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. ร่วมให้ความรู้และคำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการยกระดับภาคการเกษตรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ทั้งระบบสู่การทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตร 4.0 ได้อย่างยั่งยืน และที่สำคัญคือเปลี่ยนคุณภาพชีวิตและรายได้ที่ดีขึ้นให้เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกลาร้องไห้ได้มีรอยยิ้มอย่างแท้จริง” อธิการบดี มทร. กล่าว
# # #
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 1732
เกี่ยวกับ สท.
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) เป็นหน่วยงานภายใต้ สวทช. ที่มีภารกิจเร่งรัดให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่า/รายได้ นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรและชุมชน สร้างและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรและชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือจากภาคการผลิตสู่ภาคการตลาด
ข่าวประชาสัมพันธ์
อนุรักษ์ ‘พันธุ์ฟักทองไข่เน่า’ พืชอัตลักษณ์เมืองน่าน
“ไข่เน่า คือ ชื่อฟักทองพันธุ์ท้องถิ่นที่คนน่านปลูกกันรุ่นต่อรุ่นนานกว่า 3 ช่วงอายุคน ชื่อ ‘ไข่เน่า’ มีที่มาจาก ‘สีเขียวขี้ม้าแลคล้ายไข่เน่า’ ของเนื้อฟักทอง แม้สีไม่สวยแต่อร่อยกินได้ไม่มีเบื่อ เพราะเนื้อทั้งเหนียว หนึบ และหวานมันกำลังดี” ...คำบอกเล่าของ ฑิฆัมพร กองสอน ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ที่กล่าวถึงลักษณะเด่นของฟักทองพันธุ์พื้นเมืองน่านที่ได้รับการอนุรักษ์ไม่ให้สูญหาย และกำลังจะเป็นผลผลิตสำคัญที่สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้แก่ชุมชน ในงานเสวนา “ฟักทองพันธุ์ไข่เน่า ความยั่งยืนทางพันธุกรรมของชุมชน” ภายใต้การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC 2022)
[caption id="attachment_33967" align="aligncenter" width="600"] ฑิฆัมพร กองสอน ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน[/caption]
ฑิฆัมพร กองสอน เล่าย้อนว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ชาวตำบลบัวใหญ่ จังหวัดน่าน มีแผนฟื้นฟูป่าน่านที่ขึ้นชื่อว่าเขาหัวโล้นให้กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง เพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำที่ปลอดภัยให้คนในประเทศ รวมถึงปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรจากเคมีสู่อินทรีย์ โดยมีโจทย์สำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ชาวบ้านจะต้องสร้างรายได้มากพอที่จะเลี้ยงปากท้อง สามารถชำระหนี้ธนาคาร และหากเป็นไปได้ควรมีรายได้ทุกวัน ทุกเดือน และทุกปี เพื่อให้ทำเกษตรอินทรีย์ต่อไปได้อย่างยั่งยืน
โจทย์ใหญ่อันแสนท้าทายได้ผลักดันให้พวกเขาเริ่มหันมาทำเกษตรอินทรีย์ และยกระดับการทำงานไปสู่ระดับจังหวัด จนเกิดเป็น “เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน” ในปี 2559 ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวน 39 วิสาหกิจ จาก 27 ตำบล ใน 12 อำเภอของจังหวัดน่าน โดยตั้งธงร่วมกันปลูก “ฟักทองอินทรีย์” ให้เป็นพืชเศรษฐกิจอัตลักษณ์จังหวัดน่าน ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล-ประเทศไทย (WWF ประเทศไทย) และหน่วยงานพันธมิตร
ฑิฆัมพร เล่าว่า พืชเศรษฐกิจของจังหวัดน่านที่ตอบโจทย์การสร้างรายได้มากที่สุดคือ ‘ฟักทอง’ เพราะคนน่านมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการปลูกฟักทองพันธุ์การค้าเป็นทุนเดิม โดยสายพันธุ์ที่เหมาะต่อการนำมายกระดับมากที่สุดคือ ‘พันธุ์ไข่เน่า’ เพราะเป็นพันธุ์ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และคนน่านนิยมรับประทาน รวมถึงผู้ประกอบการอย่างบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ก็ยอมรับในเรื่องรสชาติ พร้อมรับจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต และยังพร้อมช่วยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ฟักทองไข่เน่าด้วย
เตรียมความพร้อมให้ ‘ไข่เน่า’
แม้ฟักทองพันธุ์ไข่เน่าจะขึ้นชื่อเรื่องรสชาติว่าไม่สองเป็นรองพันธุ์ไหน ทำให้มีชัยเรื่องการตลาด แต่ปัญหาสำคัญคือฟักทองไข่เน่าพันธุ์แท้เริ่มสูญหายและกลายพันธุ์มากขึ้น การปลูกให้ได้ผลผลิตที่มีลักษณะและรสชาติที่คงที่จึงเริ่มทำได้ยาก ไม่ต่างจาก ‘การเสี่ยงดวง’ ดังนั้นสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. จึงได้เข้ามาทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อยกระดับการผลิตฟักทองพันธุ์ไข่เน่าให้มีคุณภาพดี ได้ผลผลิตที่สม่ำเสมอ
[caption id="attachment_33968" align="aligncenter" width="600"] ณัฐวุฒิ ดำริห์ นักวิชาการ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช.[/caption]
ณัฐวุฒิ ดำริห์ นักวิชาการจาก สท. ของ สวทช. เล่าว่า ฟักทองเป็นพืชผสมข้ามสายพันธุ์ตามธรรมชาติ การปลูกให้ได้ผลผลิตคงที่ เกษตรกรต้องมีความรู้ความเข้าใจในการควบคุมการผลิตตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ โดย สท. ได้รับการประสานจากบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ให้เข้ามาช่วยเหลือในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ทีมจึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ทำวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีการคัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์ การปลูก บริหารจัดการแปลง และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการแก่เกษตรกรในจังหวัด
[caption id="attachment_33959" align="aligncenter" width="600"] ฟักทองพันธุ์ไข่เน่า[/caption]
[caption id="attachment_33966" align="aligncenter" width="600"] ฟักทองพันธุ์ไข่เน่า[/caption]
ผลผลิตที่ดีต้องเริ่มต้นมาจากสายพันธุ์ที่ดี รศ. ดร.จานุลักษณ์ ขนบดี อาจารย์จากสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้ร่วมกับตัวแทนเกษตรกรจากวิสาหกิจชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 50 คน คัดเลือกสายพันธุ์ฟักทองไข่เน่า โดยนำฟักทองพันธุ์ไข่เน่าที่มีลักษณะแตกต่างกันจำนวน 19 ผล มาผ่าดูลักษณะเนื้อ นึ่ง และชิม พร้อมลงคะแนนคัดเลือกฟักทองที่มีลักษณะและรสชาติตรงตามพันธุ์ที่สุดเพื่อใช้เป็นแม่พันธุ์สำหรับพัฒนาสายพันธุ์ต่อไป
[caption id="attachment_33969" align="aligncenter" width="450"] รศ. ดร.จานุลักษณ์ ขนบดี อาจารย์จากสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา[/caption]
รศ. ดร.จานุลักษณ์ เล่าว่า ปัจจุบันฟักทองพันธุ์ไข่เน่ามีความกลายพันธุ์สูง จึงต้องมีการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะพันธุ์ที่แน่ชัดก่อนนำมาวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ แล้วดำเนินการถ่ายทอดกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้อาสาสมัครของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยถ่ายทอดตั้งแต่วิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ไปจนถึงการบริหารจัดการแปลงเพื่อให้มีผลผลิตตลอดทั้งปี ร่นระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวจาก 150 วัน เหลือ 85-90 วัน ปลูกได้ 3 ฤดูกาลต่อปี ให้ผลผลิตมากว่าพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกอยู่เดิมร้อยละ 20-40 ปัจจุบันมีการทดลองปลูกและเก็บเกี่ยวไปแล้วมากกว่า 4 รอบ
“การทำวิจัยลักษณะของฟักทองพันธุ์ไข่เน่าไม่เพียงสำคัญต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ทางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น เพื่อสงวนสิทธิ์การปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย ผลิตและจำหน่าย รวมถึงการส่งออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสิทธิ์ขาดในการยกระดับกระบวนการพัฒนาผลผลิตและผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เป็นสมบัติของคนในจังหวัดน่านเท่านั้นด้วย ผลของสิทธิ์ขาดนี้จะนำไปสู่การสร้างรายได้และการอนุรักษ์สายพันธุ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนขอยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นแล้ว และจะมีการยื่นจดทะเบียนคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) ต่อไปในอนาคต” รศ. ดร.จานุลักษณ์ เสริม
‘ไข่เน่า’ ลงเขาเข้าห้างแล้ว
ทุกวันนี้ฟักทองพันธุ์ไข่เน่าไม่ได้เป็นของดีที่หารับประทานได้เฉพาะในเมืองน่าน เพราะปัจจุบันมีการขนส่งฟักทองพันธุ์ไข่เน่าคุณภาพกว่า 2.5 ตันต่อไร่ จากเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนฯ มาจำหน่ายในตลาดและห้างสรรพสินค้าชั้นนำของประเทศแล้ว นอกจากนี้เกษตรกรยังได้นำงานวิจัยมาแปรรูปผลผลิตฟักทองที่ไม่ผ่านเกณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์อย่างครบวบงจร
ฑิฆัมพร เล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจังหวัดน่านเริ่มจัดส่งผลฟักทองสดไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่างท็อปซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาดจริงใจแล้ว โดยผลผลิตที่ไม่ตรงตามมาตรฐานการจำหน่ายผลสด เช่น มีรูปทรงที่ไม่สวยงามหรือมีขนาดไม่ตรงตามกำหนดจะนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการแปรรูปจากสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และได้รับการสนับสนุนงบประมาณการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจัดตั้งโรงงานแปรรูปที่ได้มาตรฐานจากบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด
“เนื้อฟักทองจะนำไปแปรรูปเป็นฟักทองผง ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ และต่อยอดเป็นอาหารสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีข้าวเกรียบฟักทอง แยมฟักทอง เส้นขนมจีนฟักทอง และน้ำมันเมล็ดฟักทอง ส่วนเศษที่เหลือจากการแปรรูปเกษตรกรจะนำไปหมักด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์เป็นฟักทองหมักสำหรับผสมในอาหารไก่ เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าอาหารบำรุง และช่วยให้ไก่มีสุขภาพแข็งแรงออกไข่ครบทุกตัว”
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์แปรรูปจากฟักทองพันธุ์ไข่เน่าบางผลิตภัณฑ์ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว และจะนำเข้าจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่อไป ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์แปรรูปจากฟักทองพันธุ์ไข่เน่าสามารถติดตามได้ที่ Facebook ‘มะน้ำแก้ว by แม่ฑิ ผลิตภัณฑ์แปรรูปฟักทองอินทรีย์’
“ผลจากการร่วมศึกษา วิจัย และพัฒนา เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ฟักทองพันธุ์ไข่เน่าตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำอย่างเข้มแข็ง เริ่มส่งผลให้เกษตรกรในเครือข่ายมีรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว และยังส่งผลให้พื้นที่ป่าต้นน้ำของจังหวัดน่านได้รับการเยียวยาฟื้นคืนสู่พื้นที่สีเขียวอีกครั้งด้วย” ฑิฆัมพร กล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจในฐานะผู้นำการยกระดับการทำเกษตรอินทรีย์และผู้แทนเกษตรกรเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนจังหวัดน่าน
จากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วนนำมาซึ่งการอนุรักษ์และสร้างมูลเพิ่มให้ฟักทองพันธุ์ไข่เน่าแบบครบวงจรอย่างยั่งยืน ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาใช้พัฒนาการทำเกษตรตั้งแต่ฐานรากให้เข้มแข็ง เป็น Impact Value Chain ที่เป็นต้นแบบการยกระดับการทำเกษตรแก่ชุมชนในภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยได้
เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย : ฝ่ายจัดการความรู้และสร้างความตระหนัก สวทช.
BCG
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ “9 ดีปเทคสตาร์ตอัป”
For English-version news, please visit : NSTDA startup companies unveiled, bringing innovative solutions to market
‘กระจกตาชีวภาพ’ แบบใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผู้บริจาคออกแบบให้เหมาะกับค่าสายตาคนไข้ ‘เข็มขนาดไมโคร’ ในรูปแบบแผ่นแปะช่วยส่งสารสำคัญผ่านผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างจาก ‘นาสท์ด้า สตาร์ตอัป’ NSTDA Startup เพื่อขยายงานวิจัยจากหิ้ง สู่โมเดลธุรกิจใหม่
22 มิถุนายน 2565 ณ ห้องแถลงข่าว อว. ชั้น 1 ถ.พระรามที่ 6 กทม. : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สวทช. ร่วมงานแถลงข่าว สวทช. ขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ “9 ดีปเทคสตาร์ตอัป” พร้อมเปิดตัว 9 NSTDA Startup : Deep-tech Startup เพื่อขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและยกระดับเศรษฐกิจด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาที่สร้างคุณค่าและต่อยอดให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) และให้ความสำคัญในการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เสริมศักยภาพและยกระดับผู้ประกอบการนักลงทุน รวมถึงสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรในการขับเคลื่อนและต่อยอดผลงาน วทน. จากหิ้งสู่ห้างเพื่อเชื่อมโยงให้เอกชนเข้าถึงได้ง่าย ทั้งนี้การวิจัยและพัฒนาที่รับโจทย์เพื่อทำวิจัยแล้วถ่ายทอดสิทธิ (Licensing) แบบเดิม อาจไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากเทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกลและส่งผลกระทบต่อหลายสาขาอาชีพมากขึ้น
ดังนั้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการส่งผ่านงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ ในรูปแบบธุรกิจใหม่ สวทช. จึง ขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ภายใต้กลไกการส่งเสริมและผลักดันผลงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์อีกรูปแบบหนึ่งของ สวทช. หรือที่เรียกว่า ‘นาสท์ด้า สตาร์ตอัป’ NSTDA Startup ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา เพื่อผลักดันผลงานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยังช่วยตอกย้ำศักยภาพงานวิจัยสู่การตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม โดยการแถลงข่าวครั้งนี้มีสตาร์ตอัป ที่ได้รับการอนุมัติจาก สวทช. จำนวน 9 ผลงาน ซึ่งกลไกของ NSTDA Startup นี้จะช่วยตอบโจทย์การเร่งให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของผลงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม(RDI) ให้เร็วยิ่งขึ้น โดยหลักคือจะมีกลุ่มนักวิจัยเข้าร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนและ/หรือ สวทช. ในการปั้นโมเดลธุรกิจ (Business Model) จากผลงานวิจัยของสวทช. เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นแผนธุรกิจ (Business Plan) อย่างเป็นรูปธรรม แล้วก้าวไปสู่การร่วมจัดตั้งเป็นบริษัทสตาร์ตอัป
ดร.ณรงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับ NSTDA Startup มีนักวิจัยและบุคลากรวิจัยไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ได้ประยุกต์ใช้องค์ความรู้หลายศาสตร์ และพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้ประกอบสตาร์ตอัป ที่ต่อยอดธุรกิจจากงานวิจัยและพัฒนาจากองค์กรวิจัยระดับประเทศมากถึง 9 ราย ซึ่งพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกสู่สาธารณชนแล้ว โดยจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต่างๆ หากมาร่วมผลักดันธุรกิจเทคโนโลยีกับ NSTDA Startup และถือเป็นการเปิดโลกการลงทุนใหม่ เพื่องานวิจัยจากแหล่งการลงทุนใหม่ของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อไป โดยในปัจจุบันจดทะเบียนบริษัทแล้วจำนวน 7 บริษัท และอยู่ระหว่างเตรียมจดทะเบียนอีก 2 ผลงาน (หนึ่งในนั้นจะจดทะเบียนในเร็วๆ นี้) สตาร์ตอัป ของ สวทช. เป็น Deep-tech Startup ที่ครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรม ประกอบด้วยสตาร์ตอัป ด้าน Biotechnology & BIO Service สตาร์ตอัป ด้าน Digital สตาร์ตอัป ด้าน Aging Society/Quality of Life และสตาร์ตอัปด้าน ความงามและอาหารเสริม เป็นต้น
สำหรับ 9 NSTDA Startup : Deep-tech Startup เพื่อขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ประกอบด้วย ด้านอุตสาหกรรม Biotechnology & BIO Service ได้แก่ บริษัท ไบโอเทค โกลเบิ้ล อินโนเวชั่น จำกัด ให้บริการแพลตฟอร์มด้าน Biotechnology และ Life Science ที่ครบวงจรรายแรกของประเทศที่ครอบคลุมครบถ้วนทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเครือข่ายธุรกิจ
ด้านอุตสาหกรรม Digital ได้แก่ บริษัท เอไอไนน์ จำกัด (AI9) เป็นแพลตฟอร์ม AI ของบริษัทไทยรายแรกที่ให้บริการการถอดเสียงการประชุมโดยใช้เทคโนโลยี AI บริษัท ดาร์วินเทค โซลูชันส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการจัดอาหารและดูแลสุขภาพในสถานศึกษาแบบครบวงจร บริษัท บิ๊กโก อนาไลติกส์ จำกัด ให้บริการแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาระบบจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data / Data Analytic) ที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง
ด้านอุตสาหกรรม Aging Society/Quality of Life ได้แก่ โครงการ รีไลฟ์ (อยู่ระหว่างเตรียมจดทะเบียนในนามบริษัท รีไลฟ์ จำกัด) ผลิตกระจกตาชีวภาพที่ไม่ต้องรอบริจาคจากผู้อื่น สามารถใช้ได้เลย สามารถออกแบบค่าสายตาให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคน ไม่มีความเสี่ยงจากการใช้กระจกตาจากผู้อื่นหรือวัสดุเทียม บริษัท เบรนนิฟิต จำกัด ให้บริการแพลตฟอร์ม Game-based neurofeedback system ช่วยฟื้นฟูศักยภาพการเรียนรู้ได้ถึง 5 ด้าน และวัดผลได้อย่างแม่นยำ
และด้านอุตสาหกรรมด้านความงามและอาหารเสริม ได้แก่ บริษัท สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ จำกัด ผลิตเข็มขนาดไมโคร (Microneedle) ในรูปแบบแผ่นแปะเทคโนโลยี Microspike ที่มีลักษณะพิเศษความเฉพาะที่สามารถดีไซน์ได้ตามต้องการของลูกค้าที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้สามารถนำส่งสารสำคัญผ่านผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท ควอนตัม ไบโอเทค จำกัด ใช้ประโยน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ นำเทคโนโลยีด้านไบโอรีไฟเนอรี่และไฮบริดมาผลิตสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และ โครงการ KANTRUS การผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุออกฤทธิ์สำหรับเครื่องสำอางและการแพทย์ เช่น โปรตีนอีจีเอฟ ที่มีความบริสุทธิ์และความสามารถในการออกฤทธิ์สูง ในราคาที่เข้าถึงได้
ข่าวประชาสัมพันธ์
อธิบดี ณัฐพล ดันงานวิจัยไทยขึ้นห้าง ตอบโจทย์ S-Curve ด้าน ‘เวสเทิร์น’ ย้ำเชื่อมั่นโลจิสติกส์ระบบ ASRS ของคนไทย
For English-version news, please visit : Thai-made ASRS offers a cost-effective solution to SMEs
(เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2565) ที่ห้องประชุมอาคารคลังสินค้า 11 ชั้น 2 บริษัท อจิลิตี้ จำกัด ถนนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กทม. ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในฐานะประธาน Spearhead ด้านเศรษฐกิจ ในประเด็นแผนงานวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติและแผนงานระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ เผย Spearhead ดันงานวิจัย “ระบบอาคารคลังสินค้าอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติ Auto Storage and Retrieval System : ASRS” สำเร็จ สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้กับ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มาใช้ระบบ ASRS จากฝีมือคนไทย โดยระบบดังกล่าวช่วยลดต้นทุน ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถบริหารจัดการคลังสินค้าและวัตถุดิบ รวมทั้งลดการนำเข้าระบบ ASRS จากต่างประเทศ ซึ่งคาดการณ์ว่า ภายใน 5 ปี จะมีมูลค่าความต้องการระบบ ASRS เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท ต่อปี
ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับแต่งตั้งจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธาน Spearhead ด้านเศรษฐกิจ ในประเด็นแผนงานวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และแผนงานระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ โดยเน้นดำเนินการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ รวมถึงนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งขับเคลื่อนและผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) รวมถึงแก้ปัญหาด้านต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่ส่งผลแก่ผู้ประกอบการ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) จึงได้นำนโยบาย DIPROM CARE เข้ามาช่วยดำเนินการโดยการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของคนไทยมาปรับใช้กับโลจิสติกส์อุตสาหกรรม สามารถลดข้อผิดพลาดและลดพื้นที่ในการจัดเก็บ เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการคลังสินค้าและวัตถุดิบ ด้วยการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้การนำของ Spearhead ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนางานวิจัย “ระบบอาคารคลังสินค้าอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติ Auto Storage and Retrieval System : ASRS” เพื่อสร้างโอกาสสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถนำระบบ ASRS มาใช้งานได้ ภายใต้งบประมาณและสถานที่ที่จำกัด ซึ่งระบบ ASRS เป็นการนำวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้กับระบบอาคารคลังสินค้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบอุปกรณ์และเครื่องจักรสำหรับระบบอัตโนมัติ ได้แก่ เครนยกสินค้าในแนวสูง ชั้นวางสินค้า (Stacker Crane) ชั้นวางสินค้า (Storage Rack) และโปรแกรมบริหารงานคลังสินค้า (Warehouse Management System) ที่คนไทยพัฒนาขึ้นเองภายในประเทศ ช่วยยกระดับระบบโลจิสติกส์ในประเทศไทย ซึ่งระบบ ASRS เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสในการพัฒนา System Integrator ที่เป็นผู้ประกอบการคนไทยได้ร่วมพลิกอุตสาหกรรม Automated Warehouse ของประเทศ และสามารถพัฒนาก้าวสู่การเป็นผู้นำในการส่งออกเทคโนโลยีระบบ ASRS สู่อาเซียนในอนาคต
นอกจากนี้ ระบบ ASRS ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในด้านการแข่งขัน ทั้งในด้านต้นทุน และประสิทธิภาพ ในการผลิตให้กับผู้ประกอบการ พร้อมเร่งผลักดันให้นวัตกรรมทางด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ประสบความสำเร็จ เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ขึ้นห้าง สามารถขายและทำกำไรได้จริง ใช้งานได้ดีเยี่ยม ทำได้โดยนักวิจัยไทยในประเทศไทย พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดต้นทุนถึงจุดคุ้มทุนเร็ว
โดยที่ผ่านมา ทางคณะวิจัย และ บริษัท แม่น้ำเมคคานิกา จำกัด ได้นำผลงานจากโครงการฯ ไปขยายผลทางธุรกิจกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแล้ว อย่างน้อย 3 ราย และหนึ่งในนั้น คือ บริษัท ดีเอสวี โซลูชั่นส์ จำกัด และยังคงมุ่งมั่นที่จะต่อยอดปรับปรุงระบบจากเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมที่จะขยายผลเปิดให้บริการต่อภาคอุตสาหกรรมไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้านในการลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพในส่วนของห่วงโซ่อุปทานในสถานประกอบการ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในการใช้ระบบ ASRS จากฝีมือคนไทย
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ รองประธาน บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ใช้ระบบASRS จากทีมนักวิจัยคนไทยที่ได้ทุนจาก Spearhead ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี 4.0 ที่จะมาช่วยพัฒนากระบวนการบริหารจัดการคลังสินค้าในทุก ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นการลดความผิดพลาด ลดต้นทุน ลดการใช้แรงงาน ลดการใช้พลังงาน ซึ่งถือเป็นระบบที่ตอบโจทย์แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างลงตัวอีกด้วย
โอกาสนี้ Mr.Sam Loke กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอสวี โซลูชั่นส์ จำกัด รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และคุณรุ่งรัตน์ ศิริรัตนาพานิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม่น้ำเมคคานิกา จำกัด ร่วมด้วยคณะผู้วิจัย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ได้เยี่ยมชมผลงานระบบ ASRSเนื่องจากระบบ ASRS ส่วนใหญ่ที่มีในปัจจุบัน เน้นเฉพาะโครงการที่มีงบลงทุนสูง และยังใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่เป็น SME
โดยระบบ ASRS ที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้โครงการฯ นี้ มีทั้งแบบ Low Rise ความสูงน้อยกว่า 12 เมตร เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ SME ที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก งบลงทุนต่ำ และแบบ High Rise ความสูง 23 เมตร เหมาะกับผู้ประกอบการที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีการเติบโตสูง ซึ่งการพัฒนา “ระบบ ASRS” นี้ จะสามารถช่วยลดการนำเข้าระบบจากต่างประเทศได้ คาดการณ์ว่า ภายใน 5 ปี จะมีมูลค่าความต้องการระบบ ASRS เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี
///////////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์
มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ สวทช. /ม.แม่โจ้ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ด้านการวิจัยและพัฒนา การเก็บรักษาทรัพยากรเชื้อพันธุกรรมพืชระยะยาว”
For English-version news, please visit : NSTDA, the Chaipattana Foundation and Maejo University sign agreement on long-term preservation of plant genetic resources
ณ มูลนิธิชัยพัฒนา : (20 มิ.ย. 2565) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ดร.ลดาวัลย์ กระแสร์ชล รองผู้อำานวยการสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ร.ศ.ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ด้านการวิจัยและพัฒนา การเก็บรักษาทรัพยากรเชื้อพันธุกรรมพืชระยะยาว” เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมถึงการวิจัยและพัฒนาการเก็บรักษาในแบบระยะยาว นำข้อมูลที่มีค่าของทรัพยากรเหล่านี้พัฒนาต่อยอดเป็นระบบสารสนเทศในการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลทรัพยากรชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
และเกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยยังสามารถรักษาสมดุลในการใช้ทรัพยากรตามแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCG “เพิ่มคุณภาพชีวิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ต่อยอดจุดแข็งของประเทศในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ดังนี้ Bioeconomy (ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ) สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากร Circular Economy (ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน) และ Green Economy (ระบบเศรษฐกิจสีเขียว) ด้วยการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา พระราชทานพระราชานุมัติให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดำเนิน “โครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาการเก็บรักษา ทรัพยากรเชื้อพันธุกรรมพืชระยะยาว เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกัน อนุรักษ์ทรัพยากรเชื้อพันธุกรรมพืช รวมถึงการวิจัยและพัฒนาการเก็บรักษาแบบระยะยาว
ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงาน ได้ร่วมลงนามในครั้งนี้ เพื่อนำเมล็ดพันธุ์ของศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มูลนิธิชัยพัฒนา ที่ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาเป็นพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์แล้ว รวมถึงเมล็ดพ่อแม่พันธุ์พืชผักของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ได้รวบรวมไว้เพื่อการรักษาพันธุกรรมพืช เข้าเก็บรักษาในธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) โดยมี แผนที่จะดำเนินงานวิจัยการเก็บรักษาแบบระยะยาวต่อไป โดยเมล็ดพันธุ์ที่จะทำการเก็บรักษาในครั้งนี้มีจำนวน 1,533 สายพันธุ์ แบ่งเป็น 9 ประเภท ประกอบด้วย พันธุ์พืช ใหม่ที่ได้การรับรองพันธุ์ จํานวน 20 สายพันธุ์ พืชตระกูลถั่ว จํานวน 163 สายพันธุ์ ตระกูลพริกและมะเขือ จํานวน 163 สายพันธุ์ ตระกูลแตง จำนวน 841 สายพันธุ์ ตระกูลกะหล่ำปลี จำนวน 41 สายพันธุ์ ตระกูลผักชี จำนวน 7 สายพันธุ์ ตระกูลกระเจี๊ยบเขียว จำนวน 211 สายพันธุ์ ตระกูลผักโขม จำนวน 31 สายพันธุ์ และดอกไม้ จำนวน 56 สายพันธุ์
ดร.ลดาวัลย์ กระแสร์ชล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. พร้อมส่งเสริมด้านการพัฒนากำลังคน และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งภารกิจหนึ่งของ สวทช. คือการพัฒนาและบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านกลุ่มวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของประเทศช่วยเสริมฐานความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศไทย ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biobank of Thailand (NBT) เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของ สวทช. โดยมีบทบาทหลักในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ชั้นนำสนับสนุนกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพอันมีค่าของประเทศ โดย NBT มีคลังจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพแบบระยะยาวที่เป็นฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจ BCG และเตรียมพร้อมรับมือเมื่อเกิดภาวะวิกฤตของการสูญเสียทรัพยากรชีวภาพอย่างถาวรในธรรมชาติ
นอกจากนี้ NBT ยังเป็นแหล่งอ้างอิงของข้อมูลทรัพยากรชีวภาพที่น่าเชื่อถือพร้อมกับการนำเอาข้อมูลระดับจีโนม และสารสนเทศอื่น ๆ ที่เกิดจากการวิจัยบนทรัพยากรชีวภาพเหล่านี้มาพัฒนาต่อยอดให้เกิดเป็นระบบสารสนเทศเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจและสร้างองค์ความรู้ใหม่ในวงการวิจัย กิจกรรมของ NBT สนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน องค์กรในประเทศ และนานาชาติ ผลักดันให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก โดยที่ยังสามารถเก็บรักษาหรืออนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพไว้ได้อย่างยั่งยืน
ด้าน ร.ศ.ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนา จัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์พืช ให้เกษตรกรได้มีพืช สายพันธุ์ที่ดี ทนทานต่อโรคและแมลง ได้ผลผลิตที่ดี ซึ่งศูนย์ฯ ได้รวบรวมและพัฒนาพันธุ์พืชพื้นบ้าน เก็บรักษาพันธุ์พืชผักพื้นบ้าน เพื่อให้เกษตรกรปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน จำหน่าย หรือเก็บไว้ทำพันธุ์ต่อไป นอกจากนี้ ยังเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์พระราชทานแก่ราษฎรและโดยเฉพาะราษฎรที่ประสบภัยพิบัติ
การลงนามร่วมกันในครั้งนี้ เป็นการนำเมล็ดพันธุ์ของศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มูลนิธิชัยพัฒนา ที่ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาเป็นพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์แล้ว รวมถึงเมล็ดพ่อแม่พันธุ์พืชผักของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ได้รวบรวมไว้เพื่อการรักษาพันธุกรรมพืช เข้าเก็บรักษาในธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อดำเนินงานวิจัยการเก็บรักษาแบบระยะยาวต่อไป
การนำเมล็ดพันธุ์พืชที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เข้าเก็บรักษาในธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) ครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวของนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมการเก็บรักษาและการเก็บข้อมูลเมล็ดพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถคงความมีชีวิตของพันธุกรรมพืชไว้ได้ยาวนาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการปกป้องทรัพยากรชีวภาพของประเทศเพื่อที่จะสามารถนำไปพัฒนาในด้านอื่นๆ อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้เกิดความยั่งยืนสืบไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เสริมทักษะ พัฒนา AI เปิดกิจกรรมแข่งขันหุ่นยนต์ ไร้การบังคับอัจฉริยะ RoboInnovator Challenge 2022 By Software Park Thailand 17-19 มิ.ย. นี้
ลานกิจกรรม ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต : (17 มิ.ย. 2565) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand: SWP) ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) เปิดโครงการ “การแข่งขันหุ่นยนต์ ไร้การบังคับอัจฉริยะ RoboInnovator Challenge 2022 By Software Park Thailand เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี”
ระหว่างวันที่ 17- 19 มิถุนายน 2565 ณ ลานกิจกรรม ชั้น2 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต และ Live (สด) ผ่านhttps://www.facebook.com/RoboInnovator ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) และเป็นการสร้างกระแสในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถด้าน AI ครั้งยิ่งใหญ่อีกด้วย
พลโท สมเกียรติ สัมพันธ์ เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา พบว่าการแข่งขันนี้เป็นการท้าทายความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างแท้จริง เพราะการที่จะสร้างหุ่นยนต์ให้มีความสามารถ (Self Driving Car) ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ได้อย่างปลอดภัย ไม่ชนสิ่งกีดขวาง ต้องใช้หลายๆ วิชามาประยุกต์ร่วมกัน และยังต้องมีภารกิจในการส่งพัสดุให้ถูกต้องตามโจทย์อีกด้วย เป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใช้กิจกรรมการแข่งขันเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการค้นคว้าหาความรู้ ทดลองฝึกปฏิบัติเพื่อให้มีความสามารถในการแก้ปัญหาและประยุกต์ทักษะต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ได้นั้น นับเป็นการพัฒนาประเทศได้อีกทางหนึ่ง วท.กห. ยังเน้นกิจกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
พลโท สมเกียรติ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าในความปกติใหม่ หรือ New Normal หุ่นยนต์และเทคโนโลยี คือสิ่งที่จะเข้ามารองรับกับทุกกิจกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตรวจจับอุณหภูมิแบบสแกนใบหน้า ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ หรือจะเป็นการเข้า-ออกสถานที่ต่างๆ ต้อง scan แอปพลิเคชันเป็น e-pass เพื่อให้สามารถนับจำนวนได้อย่างชัดเจน ไม่ให้ประชากรหนาแน่นเกินไปตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม ยังมี หุ่นยนต์ต่าง ๆ ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาด ทั้งภายนอกและภายในตัวอาคาร อาจจะสามารถเดินลาดตระเวนอย่างอัตโนมัติไปตามมุมต่างๆ ของห้างเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยได้อีกด้วย ดังนั้น เราไม่สามารถปฏิเสธความสามารถของหุ่นยนต์ในปัจจุบันนี้ได้เลย จะเห็นได้ว่าหุ่นยนต์แทบจะเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการพัฒนาสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการในปัจจุบัน ดังนั้น หากบุคลากรของเรามีทักษะความสามารถในด้านนี้อย่างกว้างขวาง จะเป็นการต่อยอดในการช่วยพัฒนาประเทศของเราได้อย่างก้าวกระโดดต่อไป
นายณัฐพล นุตคำแหง รองผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวว่า การแข่งขัน “การแข่งขันหุ่นยนต์ ไร้การบังคับอัจฉริยะ RoboInnovator Challenge 2022 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองในการจัดการแข่งขัน โดยมีผู้สนับสนุนการแข่งขันหลักคือ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) เป็นการสร้างกระแสในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถด้าน AI ครั้งยิ่งใหญ่
ซึ่งในปีนี้ มีผู้สนใจสมัครจากผู้แข่งขันทั่วประเทศ ทั้งจากระดับมัธยมศึกษา มหาวิทยลัย และอาชีวศึกษา อีกทั้งหน่วยงานจากภาครัฐ เอกชนรวม กว่า 63 ทีม 238 คน จากทั่วประเทศ และมีกิจกรรม Pitching Online เพื่อนำเสนอเทคนิคการจัดทำหุ่นยนต์นี้ไปเมื่อวันอังคารที่ 14 มิถุนายน 2565 โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คือ ดร.จาตุวัฒน์ ราชเรืองระบิน นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขนส่ง (ITM) ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ (RMT) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) นาวาอากาศเอก กิจเปรม เวศย์ไกรศรี นักวิจัยอาวุโส พันเอก หญิง ณัชชา ไชยศรี นักวิจัยอาวุโส กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) ผศ.ดร.เกรียงไกร ทัศนวิภาส ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และ อาจารย์จิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี
ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. และ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) กล่าวว่า “การแข่งขันหุ่นยนต์ ไร้การบังคับอัจฉริยะ RoboInnovator Challenge 2022 ที่เป็นการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาความสามารถพิเศษ หรือ Talent ที่โดดเด่นด้าน Programming ให้หุ่นยนต์มีความสามารถ Navigate ตัวเองได้อย่างปลอดภัย ไม่ชนสิ่งกีดขวาง อีกทั้ง ยังต้องส่งพัสดุให้ถูกต้องตรงตามที่โจทย์กำหนด ซึ่งเป็นการบูรณการศาสตร์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน นับเป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ โดยผ่านการทดลองปฏิบัติจริง ตลอดจนการประยุกต์ใช้ทักษะทั้งหมดนี้ให้สามารถแก้ปัญหาตามโจทย์ได้ เป็นอีกแขนงงานหนึ่งที่ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน หรือ SMC มุ่งมั่นสนับสนุน
นอกจากนี้ SMC ยังได้ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ การจัดฝึกอบรมสัมมนาให้กับผู้สนใจและผู้ที่เกี่ยวข้องในงานด้านอุตสาหกรรม ได้เข้ามาเติมเต็มความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ อาทิ Machine Learning, IoT, IIoT, Industrial Automation เพื่อการนำไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน ตลอดจนกิจกรรมวิจัยเพื่อการสร้างนวัตกรรม โดย SMC ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เพื่อมุ่งไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และส่งแรงขับเคลื่อนถึงการเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม
จะเห็นได้ว่าประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้เป็นพลังปัจจัยหนึ่ง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบในหลายด้าน ทั้งการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และการสร้างความเชื่อมโยงกับภาคการผลิตและบริการ ภาคสังคม ภาคชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้สังคมไทยได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อก้าวสู่มิติใหม่ของการพัฒนาโดยใช้สติปัญญาและฐานความรู้เป็นปัจจัยนำ เพื่อให้สอดรับกับยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและการปรับตัวเข้าสู่โลกเทคโนโลยี ดร.พนิดา กล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ขอเชิญทุกท่านมาเรียนรู้วิธีการนำเสนอ และเทคนิคการสื่อสารในแบบฉบับมือโปร
เคยไหม? มีไอเดียนวัตกรรมแต่ไม่รู้จะสื่อสารกับคนอื่นให้เข้าใจเราได้อย่างไร
คุณจะไม่กังวลอีกต่อไป
เราขอเชิญทุกท่านมาเรียนรู้วิธีการนำเสนอ และเทคนิคการสื่อสารในแบบฉบับมือโปรในระยะเวลาสั้นๆ แต่ผลลัพธ์ระยะยาวๆกันไปเลย
-- Professional Pitching Techniques --
สอนโดยผู้เชี่ยวชาญในวงการสตาร์ทอัพ คุณพชร ยงจิระนนท์ (Managing Director at SpeakPro) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสตาร์ทอัพในเวทีใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่จะมาร่วมแชร์เทคนิคดีๆ เกี่ยวกับการสื่อสารอย่างมืออาชีพ และการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเทคนิคและทักษะที่ไม่เหมือนใคร เช่น การวางตำแหน่ง ภาษากาย และการใช้โทนเสียง ที่จะทำให้การนำเสนอของเราน่าดึงดูด และน่าจดจำมากยิ่งขึ้น
งานนี้จะจัดขึ้นใน วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน 2565 เวลา 13:30 - 16:00 น. ที่ NEXT Creator Space @ทรู ดิจิตัล พาร์ค (ใกล้กับ BTS ปุณณวิถี)
สมัครเลย งานนี้คือคำตอบของคุณแน่นอน! ที่ https://startupcave.org/events/5
รับจำนวนจำกัด สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 20 มิ.ย. 65 หรือจนกว่าสิทธิ์จะเต็ม
ปฏิทินกิจกรรม


