หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรโครงงานวิทยาศาสตร์ รูปแบบออนไลน์ ให้ครูผู้สอนระดับประถมศึกษา โรงเรียนเครือข่ายมูลนิธิชัยพัฒนา
วันที่ 21 ตุลาคม 2565 ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. จัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย รูปแบบออนไลน์ ผ่านระบบ Zoom ให้แก่ครูระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จากโรงเรียนอนุบาลไผทวิทยา (มูลนิธิชัยพัฒนา) และโรงเรียนชัยพิทยพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา  เพื่อให้เข้าใจแนวทางการจัดการเรียนการสอนโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติตามแนวทางโครงการฯ เริ่มกิจกรรมโดย ดร.ปวริศา บุญรอด ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลไผทวิทยา (มูลนิธิชัยพัฒนา) กล่าวเปิดกิจกรรม และกล่าวถึงความสำคัญในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน  นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. วิทยากรหลักอาวุโส โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย  นำทีมวิทยากรหลักโครงการฯ ในเครือข่าย สวทช.  บรรยายและนำคุณครูเรียนรู้แนวทางการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย โดยเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมให้เด็ก ๆ ทำโครงงานวิทยาศาสตร์  ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และสมรรถนะสำคัญด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็ก ๆ ตลอดจนแนวทางการทำโครงงานวิทยาศาสตร์  เกณฑ์การประเมิน และตัวอย่างโครงงานที่ได้รับรางวัลเพื่อเป็นแนวทางการเลือกหัวข้อโครงงานและแรงบันดาลใจในการทำโครงงาน  นางสาวกรกนก จงสูงเนิน นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. จุดประกายในการทำโครงงาน ด้วยกิจกรรมน้ำและเทคโนโลยี เรื่อง น้ำจืดและน้ำเค็ม เป็นการสร้างอุปกรณ์ ไฮโดรมิเตอร์ อย่างง่ายใช้ในการวัดความหนาแน่นของน้ำเกลือ เพื่อเปรียบเทียบความเค็ม  นางสาวสุปราณี สิทธิไพโรจน์สกุล นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. นำคุณครูเข้าสู่การเรียนรู้การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยการใช้เครื่องมือ Spiral learning  เพื่อช่วยให้เลือกหัวข้อและวางแผนการจัดการเรียนรู้ในเชิงลึกและทำโครงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นให้คุณครูฝึกวางแผนทำโครงงานโดยใช้เครื่องมือ Spiral Learning ร่วมกันผ่านโปรแกรม Padlet  ก่อนจะให้คุณครูคิดแผนงานของตนเองและนำเสนอ โดยมีทีมวิทยากร สวทช. ร่วมให้คำแนะนำเพื่อให้คุณครูนำไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง                            
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติและเชื่อมต่อ (Connected and Autonomous Vehicle Technologies)
  เทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติและเชื่อมต่อ หรือ CAV (connected and autonomous vehicle technologies) เป็นยานยนต์สมัยใหม่ที่ใช้ระบบอัจฉริยะหลายแบบเข้าช่วยงาน ได้แก่ เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ (autonomous driving technology) ที่ใช้เซนเซอร์ประกอบกับระบบการคำนวณ เพื่อวางแผนและควบคุมให้ยานยนต์ตอบสนองกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้คนบังคับ ถัดไปคือ เทคโนโลยีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (driver assistance technology) ช่วยตรวจจับจุดอับสายตา ตรวจจับคนเดินถนน เตือนการออกนอกเลน เบรกฉุกเฉิน รู้จำป้ายจราจร เป็นต้น กลุ่มสุดท้ายได้แก่ เทคโนโลยีสำหรับการเชื่อมต่อ (telematics) ที่ช่วยสื่อสารระหว่างรถเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ประกอบด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย การสื่อสารระยะสั้นแบบเฉพาะ และการสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสิ่งอื่น ๆ (vehicle-to-everything: V2X)     การพัฒนารถอัตโนมัติแบ่งออกได้เป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ 0 ถึง 5 โดยที่ระดับ 0 นั้น คนขับที่เป็นมนุษย์ทำหน้าที่ในการควบคุมทั้งระบบ และลดการควบคุมลงเรื่อย ๆ จนเมื่อถึงระดับ 5 ก็ใช้ระบบอัตโนมัติทั้งหมดในการขับรถ ภายใต้เงื่อนไขเทียบเท่ากับการขับรถโดยมนุษย์     ปัจจุบันเทคโนโลยี CAV มีบทบาทในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle: EV) มากขึ้น แนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ผลิตแข่งขันในการพัฒนาเทคโนโลยี CAV เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการขับขี่ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมีความต้องการ อย่างในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากกว่า 22,000 คนต่อปี สูญเสียหลายแสนล้านบาท นอกจากเทคโนโลยี CAV จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ได้แล้ว ยังก่อให้เกิดการจ้างงานและดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย     ด้านการวิจัยและพัฒนา CAV กำลังจะมีการสร้างสนามทดสอบยานยนต์ CAV ระดับ 3 ที่ EECi โดยจะมีรถยนต์ที่ สวทช.ร่วมกับมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนหลายแห่ง วิจัยและสร้าง EV ที่ใช้เทคโนโลยี CAV ขึ้น และยังมีบริษัทเอกชนรายใหญ่อีกหลายรายที่ลงทุนสร้างโรงงานแบตเตอรี่พลังงานสูงที่ EECi
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ขอเชิญเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรการปลูกพืชสมุนไพรด้วยโรงปลูกพืชแนวตั้ง (Vertical Farming ตอน “กัญชา (Cannabis)” รุ่นที่ 4 (Mastering Indoor Vertical Farming for Cannabis)
  เปิดแล้วค่ะ!!! หลักสูตรการปลูกพืชสมุนไพรด้วยโรงปลูกพืชแนวตั้ง (Vertical Farming ตอน “กัญชา (Cannabis)” รุ่นที่ 4 (Mastering Indoor Vertical Farming for Cannabis) หลักสูตรที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้และเข้าใจการปลูกกัญชาในโรงปลูกพืชแนวตั้ง (Vertical Farming) ทั้งเทคนิคการปลูก และการเพิ่มคุณภาพผลผลิตของกัญชาจากผู้มีประสบการณ์จริง และการศึกษาดูงานการปลูกกัญชาในโรงปลูกพืชแนวตั้ง . อบรมระหว่างวันที่ 22 - 23 ธันวาคม 2565 เวลา 09.00 - 16.00 น. (รวมระยะเวลาอบรมจำนวน 2 วัน) สถานที่จัดฝึกอบรม : โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ สถานที่ศึกษาดูงาน : บริษัท ไดสตาร์ เฟรช จำกัด . ค่าลงทะเบียนท่านละ 7,490 บาท (ราคานี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) สมัครด่วน!!! รับจำนวนจำกัด เพียง 25 ท่าน เท่านั้นค่ะ . สนใจ!! สามารถสมัครเข้าร่วมอบรม โดยลงทะเบียนออนไลน์ ที่เว็บไซต์ https://www.career4future.com/cfa/customer/index.php . รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์หลักสูตรฯ https://www.career4future.com/vfc . สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ คุณเมธภัค (มิ้ม) โทร. 085-211-9709 และคุณสุรีย์ (โบว์) โทร. 097-297-2563
ปฏิทินกิจกรรม
 
หลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาโมเดลธุรกิจนวัตกรรม สำหรับผู้นำธุรกิจบริการ (Business Model Innovation: Strategy for Service Leadership: BMI)
  ขอเชิญเข้าร่วมอบรมหลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาโมเดลธุรกิจนวัตกรรม สำหรับผู้นำธุรกิจบริการ (Business Model Innovation: Strategy for Service Leadership: BMI) . อบรมวันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 สถานที่อบรม : โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ . “ปิดช่องว่างการบริการ ปรับปรุง พัฒนา และยกระดับให้เหนือคู่แข่ง ด้วยการลงมือทำโมเดลธุรกิจนวัตกรรมตั้งแต่วันนี้!!!” . ค่าลงทะเบียนท่านละ 6,420 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สมัครด่วน!!! รับจำนวนจำกัด เพียง 25 ท่าน เท่านั้นค่ะ . สนใจสมัครอบรม!!! ลงทะเบียนออนไลน์ที่ https://www.career4future.com/cfa/customer/index.php . รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.career4future.com/bmi . สอบถามข้อมูลที่ โทรศัพท์ 0 2644 8150 ต่อ 81898 (คุณฉวีวรรณ) อีเมล npd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
ขอเชิญเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลหน่วยงานโดยใช้แพลตฟอร์ม CKAN Open-D (Developing Agency Data Catalog with CKAN Open-D Platform) รุ่นที่ 2
  รับสมัครผู้เข้าอบรม!!! หลักสูตรการพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลหน่วยงานโดยใช้แพลตฟอร์ม CKAN Open-D (Developing Agency Data Catalog with CKAN Open-D Platform) รุ่นที่ 2 . อบรมระหว่างวันที่ 23 - 25 พฤศจิกายน 2565 สถานที่อบรม : โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ . หลักสูตรที่จะช่วยพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลหน่วยงาน (Agency Data Catalog)ด้วยแพลตฟอร์มจัดการข้อมูล พร้อมใช้ ง่ายต่อการใช้งาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้งานตามมาตรฐานและบริบทไทย . ค่าลงทะเบียนท่านละ 18,500 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สมัครด่วน!!! รับจำนวนจำกัด เพียง 25 ท่าน เท่านั้นค่ะ . สนใจสมัครอบรม!!! ลงทะเบียนออนไลน์ที่ https://www.career4future.com/cfa/customer/index.php . รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.career4future.com/cod . สอบถามข้อมูลที่ โทรศัพท์ 0 2644 8150 ต่อ 81898 (คุณฉวีวรรณ) อีเมล npd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
ขอเชิญสัมมนาวิชาการเรื่อง Getting to Net Zero: Case studies from the US and Australia (ลงทะเบียนฟรี)
🔜📣 เปิดลงทะเบียนร่วมงานฟรีแล้ววันนี้! สัมมนาวิชาการเรื่อง Getting to Net Zero: Case studies from the US and Australia ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการเรื่อง Getting to Net Zero: Case studies from the US and Australia บรรยายโดย Dr. Andrew Pascale Senior Research Consultant for Princeton University, Net Zero Thailand Project มาร่วมรับฟังกรณีศึกษาจากโครงการวิจัยที่มีเป้าหมายเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการลดการปลดปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน . วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2565 เวลา 9:30 - 10:30 น. รูปแบบการสัมมนา: ถ่ายทอดสดระบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม WebEx . สำหรับท่านที่สนใจ สามารถคลิกลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ที่ https://bit.ly/3FPHeH6 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Email: pasinee.pan@entec.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 8 ฉบับที่ 6 ประจำเดือนกันยายน 2565
ข่าว สวทช. เพิ่มศักยภาพหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ จัดกิจกรรมอบรมติดอาวุธ Incubator ภายใต้โครงการยกระดับขีดความสามารถหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ประจำปี 2564  หรือ Maturity Model for Business Incubator น้ำมันงาขี้ม้อนเติมนวัตกรรมนาโน ส่งต่อเอกชนบุกตลาดเพื่อสุขภาพ สวทช. – PANUS ผนึกกำลังด้านวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับอุตสาหกรรมขนส่ง-ยานยนต์-แบตเตอรี่ เอ็มเทค สวทช. เปิดตัว ‘ฟิล์มปิดหน้าถาดจากเม็ดพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ’ ‘มูลนิธิโครงการหลวง’ นำร่องใช้จริงบรรจุเมนูผักสลัดพร้อมทาน ‘กินผักสดดีต่อสุขภาพ-หนุนบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อโลก’ สิงห์ เบเวอเรช-สวทช. เปิดโรงงานโชว์ความสำเร็จโครงการ TIME ยกระดับขีดความสามารถ-พัฒนาคนตอบโจทย์อุตสาหกรรม สวทช.- หนุน สร้างองค์ความรู้บน ‘นวนุรักษ์’ แพลตฟอร์ม ชูจุดเด่น ด้านความหลากหลายทางชีวภาพฯ ของ ‘อุทยานธรณีโลกสตูล’ ช่วยชุมชนสร้างอาชีพ-รายได้เสริมจากการท่องเที่ยว ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG สวทช. เจ๋ง!! คว้า 2 รางวัลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ในงาน PRIME MINISTER AWARDS Thailand Cybersecurity Excellence Award 2022 สวทช. จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตร รูปแบบไฮบริดพร้อมร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการศึกษาโครงการ TAIST-Tokyo Tech ประจำปี 2022 ประธาน BCG สาขาเครื่องมือแพทย์ ร่วมบรรยายพิเศษในเวทีการประชุม APEC Health Week สวทช. - องค์การสวนสัตว์ฯ ผนึกความร่วมมือเตรียมสร้างฐานข้อมูลกลาง ด้านทรัพยากรชีวภาพสัตว์ของไทย สวทช. ประกาศผลโครงการประกวดคลิปวิดีโอ BCG เรื่องนี้ดีต่อใจ ผลงาน ‘สามตัวตรง’ จากทีม ‘ทุ่งสง โฮมทาวน์’ คว้ารางวัลชนะเลิศ รัฐมนตรี อว. เปิดตัวผู้อำนวยการ สวทช. คนที่ 6 ปักธง นำวิทย์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เสริมแกร่งระบบนิเวศวิจัย สู่ ภาคอุตสาหกรรม-เกษตร-ประชาสังคม สวทช. จัดเต็มสิทธิประโยชน์ หนุนผู้ผ่านคัดเลือกโครงการ SUCCESS 2022 หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ พร้อมทูตญี่ปุ่น นำทัพเอกชนรายใหญ่กว่า 60 ราย เยี่ยมชมเมืองนวัตกรรม EECi จ.ระยอง   บทความ อร่อยสมจริง! ‘กินใจ (GIN Zhai)’ เนื้อไก่จากโปรตีนพืช   Download เอกสารฉบับเต็ม (18.15 MB)  
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. และพันธมิตรนำนวัตกรรมเพื่อคนรักสุขภาพและผู้สูงอายุ จัดเต็มในงาน InterCare Asia 2022
สวทช. และพันธมิตรจากเอกชนนำนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ โชว์ภายในงานแสดงสินค้านวัตกรรมสำหรับผู้ใส่ใจในสุขภาพและความเป็นอยู่สำหรับผู้สูงอายุและวัยเกษียณ ครั้งที่ 7 InterCare Asia 2022 เมื่อวันที่ 27-29 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งาน Intercare Asia2022 สำหรับผู้ใส่ใจในสุขภาพและความเป็นอยู่สำหรับผู้สูงอายุและวัยเกษียณ เป็นงานแสดงสินค้าเทคโนโลยี นวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เพื่อการวางแผนชีวิตก่อนวัยเกษียณและเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ภายในงานจะเป็นแหล่งรวมธุรกิจเพื่อผู้สูงอายุหรือนักลงทุนที่สนใจสินค้า บริการและนวัตกรรมที่จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้มาพบกับผู้ประกอบการธุรกิจประกอบด้วย โซนเวชศาสตร์ฟื้นฟูและอุปกรณ์ที่ใช้ในบ้าน  โซนบริการของโรงพยาบาลและคลินิกในการดูแลสุขภาพ โซนอาหารและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ โซนผลิตภัณฑ์สุขภาพทั่วไป  นอกจากนี้ยังมีโซนกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมทั้งกิจกรรมงานสัมมนาและการจับคู่ทางธุรกิจ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่บริการสำหรับผู้สูงอายุทั้งสิ้น ภายในงานนี้ สวทช. ได้นำผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพตอบโจทย์คนรักสุขภาพและผู้สูงอายุร่วมจัดแสดง ภายใต้ Theme “ BCG Technology for the Elderly Wellness ”   อาทิ ผลงานของ สวทช. และ Startup ในกลุ่ม Health Care Technology ที่เข้าร่วมโครงการแพลตฟอร์มเร่งการเติบโตธุรกิจที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ NSTDA Accel (NSTDA DeepTech Acceleration Platform) ทั้ง 2 รุ่น ซึ่งได้รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้แก่ Amed Health Kiosk ตู้ตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ (ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ A-MED สวทช.) อุปกรณ์ออกกำลังกายใต้น้ำ (บริษัท อควาเทรค โซลูชั่น จำกัด) อุปกรณ์ช่วยฝึกเดินพร้อมระบบพยุงน้ำหนักบางส่วน / อุปกรณ์ลุก-ยืน เคลื่อนย้าย ของบริษัท / วอล์คเกอร์เดินไม่ล้ม (บริษัท เมดิคิวบ์ จำกัด) อุปกรณ์เครื่องยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย / รถเข็นปรับยืน (บริษัท  ซีเมด เมดิคอล จำกัด) เตียงและที่นอนอัจฉริยะ (บริษัท เบดเดอลี่ จำกัด) หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อด้วยแสง UVC (บริษัท อินเตอร์เฟส ซิสเทค จำกัด) อุปกรณ์ช่วยฝึกเดิน (กึ่งหุ่นยนต์) (บริษัท พีโอนี ดิเวลลอพเมนท์ จำกัด) แปรงสีฟันระบบท่อดูดเพื่อช่องปากผู้สูงอายุ (บริษัท ไออ้อนส์ แลบอราทอรี จำกัด) ระบบติดตามการกินยาของผู้ป่วย (บริษัท สมาร์ท เฮลท์เทค จำกัด ) กลุ่ม NSTDA Startup ที่นำนวัตกรรม สวทช. ออกสู่เชิงพาณิชย์เพื่อจำหน่ายแล้ว 3 ผลงาน ได้แก่ Nasal Spray สเปรย์พ่นจมูก (บจก. ควอนตัม ไบโอเทค) Extra Generating Factor Serum ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าจากโปรตีน EGF (บจก.แคนทรัส) ระบบออกกำลังกายสมอง (บจก. เบนนิฟิต) กลุ่มผู้ประกอบการ SME เครื่องมือแพทย์ที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ แผ่นตาข่ายเคลือบสมุนไพรป้องกันการติดแผล จากบจก. บางกอกโบทานิก้า และผู้ประกอบการ ด้านอาหารพิเศษสำหรับผู้ป่วยและอาหาร Functional ได้แก่ บริษัทเบนส์เวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด              นอกจากนี้ สวทช. ยังร่วมกับ สมาคมการส่งเสริมสุขภาพไทย และสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุ จัดเสวนาแบบ Hybrid บนเวทีกลางของงาน ในหัวข้อ “ชุมชนสูงวัย ไร้รอยความเป็นอยู่ที่ดีด้วยเทคโนโลยี” Wellness for Aging Community by Technology วิทยากร 3 ท่านประกอบด้วย รศ. ทพญ.ดร.พัชราวรรณ ศรีศิลปนันทน์  อุปนายกสมาคพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทย ดร. ศราวุธ เลิศพลังสันติ   หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี (Well-living Design Research Team)  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ คุณ ธนากร พรหมยศ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ยังแฮปปี้ จำกัด ดำเนินรายการโดย ดร. นพัฐกานต์ เกิดแสง  เลขาธิการ สมาคมการส่งเสริมสุขภาพไทย และกรรมการ สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุ     การจัดเสวนาในครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดการสร้างชุมชนสังคมผู้สูงอายุตามบริบทของสังคมไทย  การสร้างเครือข่ายชุมชนการส่งเสริมสุขภาพเพื่อดูแลซึ่งกันและกัน สิ่งสำคัญคือการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยในการดูแลและอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน  และเพื่อนำเสนอต่อสาธารณะในการเตรียมพร้อมรับมือกับการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในอนาคต การจัดงานในครั้งนี้จึงตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเครื่องมือแพทย์และโครงการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการสำหรับสังคมผู้สูงอายุในการสร้างอุตสาหกรรมระบบบริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการดูแลผู้สูงอายุโดยคนไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว ด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-Naga Belt Road)
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/bcg-naga-belt-road-strengthening-glutinous-rice-farmers-with-modern-agriculture-technology.html เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ลงพื้นที่จังหวัดลำปางเพื่อติดตามการสนับสนุนโครงการ “ยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-NAGA Belt Road)” ซึ่งไบโอเทคดำเนินการร่วมกับพันธมิตร โดยในปี 2565 มีเป้าหมายในการพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง จ.ลำปาง จ.เชียงราย จ.อุดรธานี จ.นครพนม จาก “ผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว” เป็น “ผู้ผลิต และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว” พัฒนาชุมชนนวัตกรรมเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าว และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรสมัยใหม่สู่การยกระดับผลผลิตสินค้าเกษตร น.สพ. ยุคล ลิ้มแหลมทอง ประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตร กล่าวว่า การขับเคลื่อนการพัฒนา BCG สาขาเกษตรนั้น มุ่งเน้นปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนในลักษณะของการบูรณาการเชิงพื้นที่ (Area based) ซึ่งในเบื้องต้นได้คัดเลือก 5 จังหวัดพื้นที่นำร่อง ได้แก่ จ.ราชบุรี จ.ลำปาง จ.ขอนแก่น จ.จันทบุรี จ.พัทลุง และการเชื่อมต่ออุปสงค์อุปทานในลักษณะของกลุ่มสินค้า (Community based) ที่มีความสำคัญในจังหวัดนำร่องนั้นๆ โดยให้ความสำคัญในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน โดยใช้ความร่วมมือ 4P (Public-Private-People-Professional partnership) ระหว่างกลุ่มเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่นำร่องลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตสินค้า และของเหลือทิ้งจากการเกษตร ตลอดจนเชื่อมโยงเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต การแปรรูป การบริการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและการท่องเที่ยวของจังหวัดนั้นๆ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า ทางไบโอเทค สวทช. และ เลขานุการคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาอาหาร ได้ ดำเนินการโครงการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-Naga Belt Road)” ซึ่งเป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อน BCG ของกลุ่มสินค้าข้าวเหนียว โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่าง สวทช. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เกษตรอินโน จำกัด หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อผลักดันการใช้ BCG Model ขับเคลื่อนชุมชนที่มีฐานการผลิตข้าวเหนียว ให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มแบบครบวงจร โดยบูรณาการด้านการผลิตพืช การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนในชุมชน โดยเชื่อมโยงวัฒนธรรม ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้ข้าวเหนียวเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบบูรณาการที่อิงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น นำไปสู่การยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา รักษาการรองผู้อำนวยการไบโอเทค ด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตร กล่าวว่า ในปี 2565 โครงการ BCG-Naga Belt Road มีเป้าหมายในการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ลำปาง จ.เชียงราย จ.อุดรธานี และ จ.นครพนม โดยมีแผนการดำเนินงาน 4 แผนงาน ประกอบด้วย 1. การถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตที่เหมาะสมโดยใช้พื้นฐานของความหลากหลายของพันธุ์ข้าวเหนียว และเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเข้มแข็งมั่นคงด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว 2. การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของการผลิตข้าวเหนียวและการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร 3. การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนทางวัฒนธรรมทรัพยากรท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับข้าวเหนียว และ 4. การพัฒนาระบบสนับสนุน Enabler System เพื่อการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจตาม BCG model @วิจัยเข้มแข็ง เสริมแกร่งความหลากหลายพันธุ์ข้าวเหนียว การถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตที่เหมาะสมโดยใช้พื้นฐานความหลากหลายของพันธุ์ข้าวเหนียว  เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเข้มแข็งมั่นคงด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว มี ดร.กัญญณัช ศิริธัญญา เป็นผู้ประสานงานโครงการ ระบบบริหารจัดการติดตาม การพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐานเกษตรเพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยแหนแดงและพลังงานแสงอาทิตย์ โดยในแต่ละจังหวัดนำร่องแบ่งกลุ่มเกษตรกร 16 กลุ่มๆ ละ 50 คน ต่อจังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการรวม 3,200 คน ใน 4 จังหวัด มีการพัฒนานักวิจัยชุมชน 3 ระดับ ได้แก่ นักวิจัยประสาน นักวิจัยชุมชน นักวิจัยเกษตรกรชุมชน มี เป็นขบวนการเพิ่มศักยภาพองค์ความรู้อยู่ในชุมน ในโครงการมีการคัดเลือกพื้นที่เข้าร่วม จ.นครพนม 11 อำเภอ จ.อุดรธานี 7 อำเภอ จ.ลำปาง 9 อำเภอ และ จ.เชียงราย 10 อำเภอ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 4 จังหวัด ผลิตข้าวเหนียวพื้นที่รวม 24,152 ไร่ เกษตรกรมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ตรงตามพันธุ์ จำนวน 724,586 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 63,114,689 บาท “กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์โพนสวรรค์ เป็นตัวอย่าง สามารถยกระดับให้เป็นชุมชนมาตรฐานการผลิตอินทรีย์ที่การผลิตสินค้าเกษตรแบบอินทรีย์แบบมาตรฐานการเกษตรนานาชาติ พื้นที่ผลิตข้าว 4,634.7 ไร่ มีราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด 1-2 บาทต่อกิโลกรัม และมีการผลิตแหนแดงในพื้นที่นำร่องในนาข้าว สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 419.85 ตันคาร์บอน ราคาคาร์บอนเครดิต 398,223 บาท พลังงานสะอาด สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 9.75 ตันคาร์บอน ราคาคาร์บอนเครดิต 9,251 บาท เป็นต้น” @ต่อยอดนวัตกรรม Circular economy สู่ชุมชนคาร์บอนต่ำ ดร.ธีรยุทธ กล่าวต่อว่า สำหรับการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า ของการผลิตข้าวเหนียวและการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร นั้นมี ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปางเป็นผู้ประสานงาน เน้นการเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขันของผู้ประกอบการด้านการแปรรูปจากข้าวเหนียว ร่วมกับ ผู้ประกอบการ นักศึกษา และที่ปรึกษาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เป้าหมาย 173 ราย  และการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยการทำแผ่นไม้ที่ผลิตจากฟางข้าว และ พลาสติก (Particle Board) เป็นชิ้นขนาดเล็กๆ  สู่งานสร้างสรรค์ทางหัตถศิลป์ พัฒนาการผลิตภาชนะจากฟางข้าว (Biomaterial) การพัฒนาการผลิตเห็ดจากฟางข้าว ประยุกต์ใช้ Geopolymer ในงานหัตถกรรมโดยการใช้แกลบดำหรือเถ้าลอยจากโรงงานไฟฟ้าชีวมวล การพัฒนาดินปลูกคุณภาพสูงจากเถ้าลอยจากโรงงานไฟฟ้าชีวมวล  หรือการพัฒนาดินคุณภาพสูงจากแหนแดง รวมทั้งการประยุกต์สีย้อมธรรมชาติจากทุ่งนาสู่งานหัตถกรรมสิ่งทอ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการ Reskill-upskill ทรัพยากรมนุษย์ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตข้าวเหนียวสู่การเรียนรู้ตลอดชีพ ผู้เข้าอบรม มีกลุ่มผู้ประกอบการด้านปัจจัยทางการเกษตร 80 ราย กลุ่มผู้ให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร 131 ราย กลุ่มผู้ให้บริการโดรนทางการเกษตร 115 ราย และ กลุ่มผู้ประกอบการโรงสี 40 ราย โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เกษตรอินโน จำกัด และ ธ.ก.ส. ด้านนวัตกรรมทางอาหารที่แปรรูปจากข้าวเหนียวและพัฒนานวัตกรด้วยการอบรม Creative Design Thinking และ Workshop ร่วมกับผู้ประกอบการ นักศึกษา และนักนวัตกรรมทางอาหาร ออกแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวเหนียว 40 ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ การสร้างความตระหนักด้าน carbon credit และการสร้าง ecosystem ในการพัฒนาชุมชนคาร์บอนต่ำ @ไลน์บอทโรคข้าว ติดตามโรคแบบฉบับเกษตรสมัยใหม่ การพัฒนาระบบสนับสนุน Enabler System เพื่อการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจตาม BCG model มี ดร.สุจินต์ ภัทรภูวดล อาจารย์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ประสานงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การบันทึกข้อมูลการระบาดของโรคในแปลงเกษตรผ่านบริการวินิจฉัยโรคข้าวด้วยปัญญาประดิษฐ์ LineBoT โรคข้าว ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาระบบเว็บแอปสำหรับจัดเก็บและติดตามข้อมูลเพื่อสนับสนุนการยกระดับรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในโครงการ BCG Naga Belt Road โดยระบบดังกล่าวมีฐานข้อมูลของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลสมทบต่างๆ ประกอบด้วย ข้อมูล พาสปอร์ตเกษตรกร ข้อมูลจากแบบสอบถามจากโครงการ ข้อมูลพิกัดแปลงนาของเกษตรกร ข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยง และข้อมูลสภาพอากาศ ทั้งนี้รศ.ดร.เขมรัฐ เถลิงศรี อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ช่วยศึกษาบริบทการทำนาข้าวเหนียวและห่วงโซ่อุปทานในพื้นที่จ.เชียงราย จ.ลำปาง จ.อุดรธานี และจ.นครพนม และศึกษาวิธีการต่างๆ ในการวัดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน เพื่อเข้าใจระดับฐานทุนชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว และปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้ากับฐานทุน และระหว่างฐานทุนกับบริบทแวดล้อม เพื่อใช้ในการสำรวจรายครัวเรือน สู่การพัฒนาเชิงระบบของนโยบายของ BCG ภาคการเกษตร @ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ชูท่องเที่ยวชุมชนบนวัฒนธรรมข้าวเหนียว สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนทางวัฒนธรรม ทรัพยากรท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับข้าวเหนียว มี ดร.อรรจนา ด้วงแพง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เป็นผู้ประสานงาน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและการพัฒนาตลาดวัฒนธรรมข้าวเหนียวสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ของจังหวัดนำร่อง โดยในจ.รายและจ.ลำปาง ดำเนินงานโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.อุดรธานี ดำเนินงานโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จ.นครพนม ดำเนินงานโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร มีการพัฒนาสู่คลังความรู้ของชุมชน ในด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวเหนียว หมู่บ้านแห่งการท่องเที่ยววัฒนธรรมข้าวเหนียว ส่งเสริมตลาดวัฒนธรรมข้าวเหนียวสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก “การดำเนินงานโครงการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทาง สายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-Naga Belt Road)” เป็น Quick Win ของ BCG สาขาเกษตร ที่ถือเป็นแบบอย่างของการทำงานความร่วมมือแบบ 4P (Public-Private-People-Professional partnership) อย่างแท้จริง ขับเคลื่อน BCG แบบบูรณาการเชิงพื้นที่ (Area based) ตามนโยบายของรัฐบาล” ดร.ธีรยุทธ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. รับโล่เกียรติคุณ หน่วยงานผู้สนับสนุนประชาสัมพันธ์การจัดงาน InfoComm Southeast Asia 2022 (IFSEA 2022)
รับโล่เกียรติคุณ : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ (ที่3 จากขวา) รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้ารับมอบโล่เกียรติคุณ หน่วยงานผู้สนับสนุนประชาสัมพันธ์การจัดงาน InfoComm Southeast Asia 2022 (IFSEA 2022) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม (ไบเทค) บางนา สำหรับงาน IFSEA มีเปิดตัวครั้งแรก ในปี ค.ศ. 2019 ที่กรุงเทพมหานคร ในฐานะของงานแสดงสินค้าเทคโนโลยีด้านภาพและเสียงแบบบูรณาการระดับมืออาชีพสำหรับภาคธุรกิจแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีผู้เข้าชมงาน 7,743 ราย จาก 45 ประเทศ อาทิ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. พัฒนาชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลด้วยหลักไฟฟ้าสถิต ลดปัญหาฝุ่น PM2.5
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/electrostatic-precipitation-device-for-removing-pm2-5-from-vehicle-emission.html   สวทช. ต่อยอดนวัตกรรมเครื่องกรองฝุ่นละอองในอากาศ สู่การพัฒนาชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลด้วยหลักการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต ดักจับฝุ่นละออง PM2.5 ในไอเสียรถยนต์ก่อนปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม หวังช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศ ลดปัญหาสุขภาพ พร้อมจับมือเอกชนเตรียมพัฒนาใช้งานเชิงพาณิชย์   [caption id="attachment_37523" align="aligncenter" width="700"] ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช.[/caption]   ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 บ่อยครั้งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 คือไอเสียจากรถยนต์ดีเซล โดยก่อนหน้านี้ทีมวิจัยได้พัฒนาเครื่องกรองฝุ่นละอองและกำจัดเชื้อโรคในอากาศ ทำให้มีองค์ความรู้เรื่องการกรองฝุ่นละออง PM2.5 ด้วยเทคโนโลยีการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตอยู่แล้ว จึงคิดนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้กับการกรองฝุ่นละอองจากเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อช่วยกรองไอเสียจากเครื่องยนต์และลดฝุ่นละอองที่จะถูกปล่อยออกมาสู่อากาศ ไอเสียที่ออกมาจากเครื่องยนต์ดีเซลโดยปกติจะมีความเร็วสูงประมาณ 30 เมตรต่อวินาที ซึ่งหากผ่านเข้าชุดกรองแบบไฟฟ้าสถิต จะทำให้ประสิทธิภาพการกรองค่อนข้างต่ำมาก กรองได้ประมาณร้อยละ 10-20 เท่านั้น เราจึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการกรอง โดยลดความเร็วของไอเสียที่จะเข้าสู่ชุดกรองด้วยการเพิ่มพื้นที่หน้าตัดของลมที่จะผ่านเข้ามา และทำให้สามารถกระจายได้ทั่วทั้งพื้นที่ของชุดกรอง ทีมวิจัยจึงออกแบบและพัฒนาชุดแผ่นกระจายลมซึ่งมีช่องเปิดเพื่อให้ลมหรือไอเสียค่อยๆ ทยอยผ่านช่องเปิดนี้เข้าไปยังส่วนต่างๆ ของชุดกรอง และจากการทดสอบแผ่นกระจายลมที่มีช่องเปิดรูปแบบต่างๆ พบว่าแผ่นกระจายลมที่มีช่องเปิดเป็นรูปวงกลมเหมาะสมมากที่สุด เพราะทำให้ลมกระจายได้ทั่วถึงและให้ประสิทธิภาพการกรองที่ดี       “ชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลด้วยการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นประกอบด้วย ส่วนต่อท่อไอเสีย แผ่นกระจายลม ลวดปล่อยประจุ แผ่นดักจับฝุ่น และชุดควบคุม เมื่อนำไปติดตั้งเข้ากับท่อไอเสียรถยนต์จะสามารถช่วยกรองฝุ่นละอองในไอเสียรถยนต์ได้ โดยไอเสียจะผ่านเข้าสู่ชุดกรองที่มีแผ่นกระจายลมช่วยลดความเร็วของไอเสียที่เข้ามาและกระจายออกให้ทั่วในชุดกรอง ภายในมีลวดปล่อยประจุทำหน้าที่ปล่อยประจุให้ไปจับกับฝุ่นละออง และแผ่นดักจับฝุ่นทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองที่มีประจุเหล่านี้ไว้ด้วยขั้วที่ตรงข้ามกัน จึงช่วยไม่ให้ฝุ่นละออง PM2.5 ผ่านออกมาสู่ภายนอกได้”     ดร.พรอนงค์ กล่าวว่า จากการทดสอบประสิทธิภาพของชุดกรองไอเสียกับรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลเมื่อเร่งเครื่องสูงสุดพบว่าไอเสียที่ออกมาโดยไม่ผ่านชุดกรองมีค่าควันดำสูงถึงร้อยละ 99 ขณะที่ไอเสียที่ผ่านชุดกรองออกมานั้นมีค่าควันดำลดลงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 27 เท่านั้น ซึ่งไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานใหม่ที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดที่ร้อยละ 30 “นอกจากนี้ ชุดกรองไอเสียที่พัฒนาขึ้นยังมีอายุการใช้งานยาวนาน เพราะวัสดุที่ใช้เป็นสแตนเลสทั้งหมด จึงมีความทนทานสูงและไม่เป็นสนิม สามารถฉีดล้างทำความสะอาดได้ง่าย มีชุดควบคุมที่ตรวจสอบความชื้น ไอน้ำ ที่อยู่ภายใน ถ้าล้างแล้วภายในชุดกรองยังมีไอน้ำหรือความชื้นอยู่ ระบบจะยังไม่ทำงาน จนกว่าจะแห้งสนิท” ปัจจุบัน ศูนย์ NSD สวทช. มีความร่วมมือกับ บริษัทพนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด ในการทดสอบชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลด้วยการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตที่พัฒนาขึ้น กับการใช้งานในรถแต่ละรุ่น โดยมุ่งเป้ากรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลของรถขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ เพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ “หากเราลดฝุ่นละออง PM2.5 ได้ตั้งแต่ต้นทางอย่างไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซล ก็จะช่วยลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ในอากาศ ลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ลดอัตราการเจ็บป่วยจากโรคทางเดินหายใจ และช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น” นักวิจัยกล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
Generative AI เอไอแบบรู้สร้าง
  ปัจจุบัน AI หรือปัญญาประดิษฐ์ก้าวหน้ามากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความพร้อมของข้อมูล Big Data ที่มีอยู่มากมาย ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา จึงนำมาใช้ฝึก AI ให้ทำงานในด้านต่างๆ และนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย ในบรรดาเทคโนโลยีที่นำ AI ไปใช้นั้น มีเทคโนโลยีหนึ่งที่น่าสนใจและกำลังมาแรงมาก นั่นคือ Generative AI ที่ใช้ AI สร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง โดยสอน AI ให้เรียนรู้จากแบบจำลองของข้อมูลสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่จริง       หนึ่งในเทคนิคการสร้างแบบจำลองที่นิยมนำมาใช้นั้น คือ แกน (GAN, Generative Adversarial Networks) ใช้สร้างภาพใบหน้าที่สมจริง มีความละเอียดสูง นำไปใช้สร้าง Virtual Influencer ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง เพื่อทำหน้าที่เป็นนักร้อง ผู้ประกาศข่าว หรือไอดอลได้     Generative AI มีประโยชน์และใช้งานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความละเอียดภาพให้อยู่ในระดับ Super–Resolution ช่วยแปลงภาพถ่ายให้คมชัดมากขึ้น แปลงภาพในเวลากลางวันให้กลายเป็นภาพตอนกลางคืน แปลงภาพขาวดำให้เป็นภาพสี หรือแม้แต่แปลงภาพแบบไม่ต้องมีคู่ตัวอย่างให้ AI เรียนรู้ก่อน เช่น การแปลงม้าเป็นม้าลาย     ตัวอย่างการใช้ประโยชน์ Generative AI ที่มาแรงในตอนนี้คือ AI ชื่อ Midjourney ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าไปใช้ AI สร้างภาพ โดยใส่เพียง “คำสำคัญที่ต้องการ” AI จะเชื่อมโยงข้อมูล 2 รูปแบบที่แตกต่างกันคือ “ข้อมูลภาพ” และ “ข้อมูลตัวอักษร” เข้าด้วยกัน ในอนาคต AI อาจช่วยทำหน้าที่เป็น Encoder หรือ Decoder แปลงตัวอักษรให้เป็นภาพ หรือแปลงภาพให้เป็นตัวอักษรได้ ซึ่งน่าจะประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายขึ้นอีก     ในประเทศไทย เนคเทค สวทช. ทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Generative AI มาอย่างต่อเนื่อง เช่น VAJA ที่เป็นระบบการสังเคราะห์เสียงจากข้อความภาษาไทย Automatic Image Caption Generation In Thai เพื่อสร้างคำบรรยายภาพที่เป็นภาษาไทยอย่างอัตโนมัติ Z-Size Ladies ที่เป็นระบบการจำลองรูปร่างแบบ 3 มิติ สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ระยะ 2-40 สัปดาห์   มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มีงานวิจัยด้าน Generative AI กันอย่างกว้างขวาง เช่น VISTEC กำลังศึกษากระบวนการคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ใช้จำลองการขยับใบหน้าของคนอย่างสมจริง SIIT ใช้เทคนิค GAN ในการสร้างภาพที่ปกติต้องทำในห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่เท่านั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใช้ GAN เรียนรู้สไตล์ฟอนต์ภาษาอังกฤษ เพื่อประยุกต์ใช้สร้างฟอนต์ภาษาไทยใหม่ๆ นักศึกษาในบางสถาบันที่ศึกษาการใช้เทคนิค GAN ในการจำลองราคาหุ้น เพื่อทำการซื้อขายหรือตรวจจับการปั่นหุ้น แม้แต่ Chatbot ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน ก็นำ Generative AI มาใช้เพื่อเพิ่มความสมจริงในบทสนทนาเช่นกัน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ