หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2566 (ค.ศ. 2023) *** โดยไม่มีภาระผูกพันการชดใช้ทุน ***
มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายทุนการศึกษาแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับปริญญาเอก ปีการศึกษา 2566 (ค.ศ. 2023) หลักสูตรภาษาอังกฤษ จำนวน 3 ทุน ใน 4 สาขาวิชาคือ (1) Engineering Product Development (EPD) (2) Engineering Systems and Design (ESD) (3) Information Systems Technology and Design (ISTD) และ (4) Science, Mathematics and Technology (SMT) โดยไม่มีภาระผูกพันการชดใช้ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 17 กุมภาพันธ์ 2566 ศึกษาข้อมูลและวิธีสมัครได้ที่ https://www.princess-it.org/th/scholarship/sutd/  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทรศัพท์ 089 452 4244 (คุณเยาวลักษณ์) email : yaowalak@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
XJTU ร่วมกับ สวทช. เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง (Xi’an Jiaotong University : XJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำปีการศึกษา 2566 (ค.ศ. 2023) *** โดยไม่มีภาระผูกพันการชดใช้ทุน ***
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง  (Xi'an Jiaotong University : XJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายทุนการศึกษาแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับปริญญาโท ปีการศึกษา 2566 (ค.ศ. 2023) หลักสูตรภาษาอังกฤษ จำนวน 2 ทุน ใน 9 สาขาวิชาคือ (1) Mechanical Engineering (2) Power Engineering and Engineering Thermophysics (3) Electronic Science and Technology (4) Information and Communication Engineering (5) Control Science and Engineering (6) Computer Science and Technology (7) Materials Science and Engineering (8) Electrical Engineering และ (9) Management Science and Engineering โดยไม่มีภาระผูกพันการชดใช้ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 27 มกราคม 2566 ศึกษาข้อมูลและวิธีสมัครได้ที่ https://www.princess-it.org/th/scholarship/xjtu/ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทรศัพท์ 089 452 4244 (คุณเยาวลักษณ์) email : yaowalak@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ชวนคนไทยเลือกใช้ ‘วัสดุและวิธีก่อสร้าง’ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำความเข้าใจได้ง่ายผ่าน ‘แบบจำลองอาคารสามมิติ’
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/3d-simulation-model-for-sustainable-construction.html   ทุกวันนี้ในท้องตลาดมีวัสดุก่อสร้างให้เลือกซื้อหลายรูปแบบ ทั้งวัสดุที่ผลิตจากทรัพยากรธรรมชาติ และวัสดุที่นำของเหลือหรือขยะจากภาคส่วนต่างๆ มาเป็นส่วนผสมในการผลิต แล้วเราในฐานะผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือกใช้วัสดุอย่างไรให้เหมาะสมและคุ้มค่าทั้ง ‘อายุการใช้งาน’ และ ‘ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วิจัยและพัฒนาการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตัวเลขการหมุนเวียนของวัสดุก่อสร้าง ตามแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี โดยนำเสนอข้อมูลผ่านแบบจำลองสามมิติ (3D Simulation) ที่สะดวกและเข้าใจง่าย ภายใต้ทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)   [caption id="attachment_39527" align="aligncenter" width="700"] ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ นักวิจัย TIIS สวทช.[/caption]   ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ นักวิจัย TIIS สวทช. เล่าว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะเป็นรากฐานของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเติบโตของทุกอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ อุตสาหกรรมนี้สามารถสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมสูงหากขาดการจัดการที่เหมาะสมจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงผู้จัดการสิ่งรื้อถอน “TIIS จึงร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมดังกล่าววิจัยและพัฒนา ‘ชุดข้อมูลการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตัวเลขการหมุนเวียนของวัสดุก่อสร้าง’ โดยนำเกณฑ์ Material Circularity Indicator (MCI) ที่มีการคิดค้นและนำเสนอไว้โดย Ellen MacArthur Founder ซึ่งเหมาะแก่การใช้วิเคราะห์วัสดุก่อสร้างมาเป็นดัชนีในการประเมิน ตัวชี้วัดของดัชนีนี้มี 4 ด้าน คือ ปริมาณวัตถุดิบนำเข้าใหม่ วัตถุดิบเหลือทิ้ง วัตถุดิบรีไซเคิล รวมถึงการใช้งานและอายุการใช้งานของวัสดุ ทั้งนี้ค่า MCI จากการคำนวณจะแสดงเป็นตัวเลข 0-1 โดย 1 คือคะแนนเต็มหรือเป็นวัสดุที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสูง”     การทำวิจัยครั้งนี้ TIIS ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้ผลิตรายใหญ่ของประเทศไทย ในการให้ข้อมูลกระบวนการการผลิตวัสดุก่อสร้างที่มีการใช้งานมากในปัจจุบัน โดย TIIS ได้ทำวิจัยวัสดุรวมทั้งสิ้น 13 ชนิด และเปิดเผยข้อมูลให้ทุกภาคส่วนใช้ประโยชน์แล้ว 5 ชนิด ดร.นงนุช เล่าว่า การทำวิจัยในเฟสแรกเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ค่า MCI ของวัสดุหลักที่ใช้ในการก่อสร้าง 5 ชนิด คือ เหล็กเส้น คอนกรีตผสมเสร็จ ปูนซีเมนต์สำเร็จรูป ฉนวนกันความร้อน และแผ่นไม้อัด โดยได้จัดทำชุดข้อมูลเปรียบเทียบค่า MCI ของวัสดุที่ผลิตด้วยวัตถุดิบที่แตกต่างกัน เช่น เหล็กเส้นที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติกับเหล็กเส้นที่ใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบหลัก ก่อนนำข้อมูลมานำเสนอผ่านแบบจำลองอาคารสามมิติ (ไม่รองรับการใช้งานผ่านสมาร์ตโฟน) เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคส่วนต่างๆ เห็นภาพการใช้งานวัสดุก่อสร้างชนิดนั้นๆ ว่ามีการใช้งานที่ส่วนใดของอาคารและมีค่า MCI เท่าไหร่ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจเลือกใช้วัสดุทำได้ง่ายและคุ้มค่ายิ่งขึ้น (ค่า MCI จะนำเสนอเป็นค่ากลาง ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะของแต่ละแบรนด์) ซึ่งปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าชมข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ www.nstda-tiis.or.th/3d-mci-bm (ไม่รองรับการใช้งานผ่านสมาร์ตโฟน) “ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังเร่งดำเนินงานในเฟสที่ 2 และเตรียมนำเสนอข้อมูลการวิเคราะห์ค่า MCI ของวัสดุเพิ่มอีก 8 ชนิด ประกอบด้วยอิฐ กระเบื้องปูพื้น วัสดุปิดผนัง ฝ้าเพดาน ประตูและหน้าต่าง ท่อประปา สุขภัณฑ์ และหลังคา ซึ่งในอนาคตการวิจัยค่า MCI ของวัสดุก่อสร้างจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดย TIIS และผู้ประกอบการจะร่วมกันปรับปรุงข้อมูล MCI ของวัสดุทุกชนิดให้เป็นปัจจุบันตลอดทุกปี (เปิดรับข้อมูลจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แสดงถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของวัสดุก่อสร้างที่มีการใช้งานในประเทศไทย”     นอกจากการพัฒนาค่า MCI ของวัสดุก่อสร้างแล้ว TIIS ยังได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี รวมถึงภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง วิจัยและพัฒนาการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดร.นงนุช เล่าว่า TIIS และหน่วยงานพันธมิตรได้ร่วมกันวิจัย ‘ดัชนีชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม’ เพื่อดูว่าการก่อสร้างในแต่ละรูปแบบของทั้ง ‘อาคารที่ก่อสร้างแบบดั้งเดิม (Conventional construction) ซึ่งเป็นระบบเปียก (Wet process) หรือการก่อสร้างทุกขั้นตอนที่สถานที่ตั้งอาคาร และ ‘อาคารที่ก่อสร้างแบบสำเร็จรูป (Modular construction)’ หรือการก่อสร้างโดยนำชิ้นส่วนสำเร็จรูปมาประกอบ มี ‘ดัชนีชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม’ ที่ประกอบด้วย ค่าการหมุนเวียนของอาคาร (Building circular indicator: BCI) ต้นทุนวัฏจักรชีวิตหรือต้นทุนที่เกิดขึ้นตั้งแต่การก่อสร้างจนถึงสิ้นสุดอายุการใช้งาน (LCC) ปริมาณก๊าซเรือนกระจกของการก่อสร้างอาคาร (GHG) และปริมาณขยะก่อสร้างและรื้อถอน (CDW) เท่าไหร่บ้าง โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกวิธีการก่อสร้างและวัสดุต่างๆ เพื่อให้ระบบคำนวณค่า BCI, LCC, GHG และ CDW โดยอัตโนมัติได้     “ทั้งนี้ค่า BCI จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการตัดสินใจออกแบบก่อสร้าง เพราะแม้การเลือกใช้วัสดุที่ผลิตจากวัตถุดิบรีไซเคิลหรือการก่อสร้างแบบสำเร็จรูปอาจมีราคาค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เป็นผลมาจากการผลิตและก่อสร้างต้องอาศัยเทคโนโลยีเฉพาะทางในการดำเนินงาน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตลอดอายุการใช้งาน รวมถึงค่าความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว จะเห็นได้ถึงความคุ้มค่าในระยะยาวและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมที่มากกว่า ซึ่งการวางแผนก่อสร้างอย่างรอบคอบจะช่วยลดปัญหาเรื่องขยะก่อสร้างและรื้อถอนที่ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางการจัดการให้สามารถหมุนเวียนวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้คาดว่าจะเผยแพร่แบบจำลองอาคารสามมิติเพื่อแสดงค่า BCI รวมถึงค่า MCI ของวัสดุก่อสร้างทั้ง 13 ชนิดได้ภายในไตรมาสแรกของปีนี้” การจัดทำข้อมูลทั้งค่า MCI ของวัสดุก่อสร้าง และค่า BCI นับเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทั้งผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ว่าจ้างในการก่อสร้าง ในการร่วมกันลดการสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี นอกจากนี้ TIIS ยังเปิดให้บริการการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน โดยติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อได้ที่ www.nstda-tiis.or.th     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย  TIIS สวทช.
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 8 ฉบับที่ 9 ประจำเดือนธันวาคม 2565
ข่าว นาโนเทค สวทช. คว้า 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง พร้อมกวาด 3 รางวัลพิเศษจากเวที iENA 2022 สวทช. รับโล่เกียรติคุณหน่วยงานผู้สนับสนุนประชาสัมพันธ์การจัดงาน InfoComm Southeast Asia 2022 (IFSEA 2022) ไบโอเทค สวทช. ยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว ด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-Naga Belt Road) สวทช.ประกาศรางวัล TechBiz Starter Funds มอบทุน 10 ผลงาน ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมจากผู้ประกอบการหน้าใหม่ LANTA ติดอันดับที่ 70 ของโลก และเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียนของการจัดลำดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสุดของโลก สวทช.-APSA และหน่วยงานพันธมิตร จัดงานประชุมเมล็ดพันธุ์พืชแห่งเอเชีย ประจำปี 2022 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สวทช. นำ EECi ผนึก อบจ.ระยอง เสริมแกร่งชุมชนด้วยวิทย์และนวัตกรรม สวทช. จัดงานเสวนา “นวัตกรรมแบตเตอรี่ยุคใหม่เพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next generation battery technologies powering the future industries)” สวทช. เปิดบ้านต้อนรับคณะสมาคมเมล็ดพันธุ์พืชภาคพื้นเอเชีย กพร. จับมือ เอ็มเทค สวทช. โชว์ผลสำเร็จการต่อยอดธุรกิจ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (CE Design Solution in Practice) เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย สร้างสังคมคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืน คณะผู้บริหาร สวทช. ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กทม. ผนึก สวทช. ดึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงฯ สวทช. ร่วม ธ.ก.ส. ปั้น New Gen Smart Farmer และ Young Smart Farmer เสริมแกร่งเกษตรกรไทย สู่โอกาสเติบโตทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สวทช. คว้า รางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance) บทความ ‘ปิกนิก เทเบิล’ เฟอร์นิเจอร์ไม้สักสุดคูล คิด-ออกแบบ ตามแนวคิด Circular Economy    Download เอกสารฉบับเต็ม (20.7MB)  
จดหมายข่าว สวทช.
 
NSTDA Meets the Press ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ปักธง ‘สวทช. ยุค 6.0’ นำพลังวิจัย รับใช้สังคม
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nstda-president-unveils-nstda-6-0-policy.html (วันที่ 18 มกราคม 2566) ณ โถงชั้น 1 สวทช. อาคารโยธี ถ.พระรามที่ 6 กรุงเทพฯ: ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แถลงข่าวเปิดนโยบายทิศทางการบริหาร “สวทช. ยุค 6.0” โดยตั้งเป้าขับเคลื่อน สวทช. เป็นดั่ง “ขุมพลังหลักด้านการวิจัย” ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรพัฒนา “ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม” ให้เข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้งานจริง ตอบโจทย์สำคัญของชาติ สร้างผลกระทบต่อประชาชนและสังคมหมู่มาก นำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน  ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศที่ก่อตั้งมากว่า 30 ปี ตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย นิคมวิจัยที่มีความสำคัญและขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีบุคลากรที่เป็นนักวิจัยระดับปริญญาเอกมากกว่า 700 คน ถือว่ามากที่สุดในประเทศ และมีความเชี่ยวชาญครอบคลุม 5 สาขาวิจัยหลัก ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ได้แก่ 1) วิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยี 2) เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์และวิศวกรรม 3) เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ 4) นาโนศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี และ 5) เทคโนโลยีพลังงาน  “นอกจากในด้านกำลังคน สวทช. ยังมีเครื่องมือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีระดับสูงทั้งในด้านการวิจัยและคุณภาพ รวมถึงเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ที่พร้อมรองรับการขยายผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์และสาธารณประโยชน์ เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นฐานสู่การสร้างงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ที่มีคุณภาพเทียบเท่าระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”  ปรับกระบวนทัพสร้าง ‘ขุมพลังหลักด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ’   สำหรับทิศทางการบริหาร สวทช. ยุค 6.0  ผู้อำนวยการ สวทช. เผยว่า ได้ปรับวิสัยทัศน์องค์กรครั้งใหม่ โดยมุ่งเป้าขับเคลื่อน สวทช. เป็น “ขุมพลังหลักของประเทศ” ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ของรัฐและเอกชน ชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญ นำสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานวิจัยระดับประเทศ ดังนั้นเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร คือ การจัดกระบวนทัพนำความรู้ เครื่องมือ และความเชี่ยวชาญที่บ่มเพาะมานานกว่า 30 ปี มาสร้างกระบวนการวิจัยและกลไกที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นโจทย์สำคัญเร่งด่วนของประเทศ ปัญหาของภาคอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือประชาชนและชุมชนต้องเข้าถึงงานวิจัยที่ใช้ได้จริง ซึ่งหากทำได้สำเร็จอย่างต่อเนื่องจะทำให้ประเทศไทยมีระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ช่วยให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์และเห็นความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจชาติให้ก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง “สวทช. มุ่งมั่นสร้างผลงานด้าน วทน. ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย” คือ 1. เกษตรและอาหาร 2. สุขภาพและการแพทย์ 3. พลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ และ 4. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐานในการพัฒนา เน้นดำเนินงานการพัฒนาภายใต้ โมเดลเศรษฐกิจบีซีจี ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) และแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Strategy)” สร้างกลยุทธ์ NSTDA Core Business นำพลังวิจัย รับใช้สังคม   ด้วยปัญหาคอขวดที่งานวิจัยของประเทศไทยจำนวนมากยังไม่สามารถผลักดันไปสู่การใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ ได้ สวทช. ยุค 6.0 ภายใต้การบริหารของ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ในวาระแรกนี้ ได้กำหนดนโยบายที่เรียกว่า “NSTDA Core Business” โดยในเฟสแรกได้คัดเลือกงานวิจัยที่เป็นความเชี่ยวชาญและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมี 4 เรื่องหลัก คือ Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง Digital Healthcare Platform แพลตฟอร์มแก้ปัญหาการบริการด้านสาธารณสุขของประเทศ  FoodSERP แพลตฟอร์มให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์กลุ่มสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (Functional ingredient) ในรูปแบบ One stop service และ Thailand i4.0 Platform แพลตฟอร์มให้บริการ Digital Transformation สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตแบบครบวงจร   ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า NSTDA Core Business คือการระดมความเชี่ยวชาญของบุคลากรจำนวนมากจากหลายส่วนงานมาขับเคลื่อนและผลักดันสมรรถนะหลักขององค์กร ให้นํามาสู่การใช้ประโยชน์จริงผ่านเครือข่ายพันธมิตร และสร้างผลกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ยกตัวอย่าง เทคโนโลยีในด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมากแต่ประเทศไทยยังไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในภาคส่วนต่างๆ ได้มากเท่าที่ควร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ สวทช. เล็งเห็นความสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายเพื่อให้เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมาใช้งานในสังคมได้มากขึ้น      “Traffy Fondue คือแพลตฟอร์มรับแจ้งและบริหารจัดการปัญหาเมืองในระดับจังหวัด ซึ่งปัจจุบันรับแจ้งปัญหาแล้วมากกว่า 260,000 เรื่อง ช่วยลดเวลารับแจ้งปัญหาถึง 15 ล้านนาที มีการขยายผลการใช้งานไป 8,544 หน่วยงาน ใน 50 จังหวัด โดยมี 8 จังหวัด ที่ใช้งานทุกส่วนราชการ (นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น พะเยา ลำพูน ปราจีนบุรี ภูเก็ต และเพชรบูรณ์) ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนการบริการสาธารณสุข ด้วยแพลตฟอร์ม A-MED Telehealth แพลตฟอร์มหลังบ้าน เพื่อช่วยให้บุคลากรทางแพทย์สามารถทำงานบนข้อมูลเดียวกัน ในการตรวจ รักษา และติดตามผู้ป่วย ในระบบ Home Isolation ในสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 รวมทั้งยังสามารถเชื่อมต่อการเบิกจ่ายผ่านระบบสาธารณสุขหลักของประเทศ ปัจจุบันมีผู้ป่วยใช้งานสะสมมากกว่า 1,360,000 คน สถานพยาบาล 1,400 แห่ง รวมถึงแพทย์ พยาบาลและสหวิชาชีพมากกว่า 16,000 คน นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับ สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมการแพทย์ และสํานักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ ขยายผลสู่ระบบ A-MED Home Ward ระบบบริการดูแลผู้ป่วยใน ที่บ้าน และร่วมมือกับสภาเภสัชกรรม ขยายผลสู่ระบบ A-MED Care ระบบการดูแลโรคทั่วไปหรือการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการ (Common Illness) แก่ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง สามารถรับยาฟรีที่ร้านยาคุณภาพใกล้บ้าน” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวด้วยว่า ด้วยประสบการณ์การศึกษาและทำวิจัยทั้งสถาบันวิจัยของรัฐและเอกชนในต่างประเทศ รวมถึงความสามารถในการบริหารหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในองค์กรสำคัญระดับประเทศ พร้อมนำความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ที่มีมารับใช้ประเทศ โดยจะร่วมกับนักวิจัย สวทช.ขับเคลื่อนองค์กรอย่างเต็มกำลังความสามารถ และเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อเป็นพลังสำคัญใช้งานวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ทุกภาคส่วน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาประเทศให้ฟื้นตัวหลังจากภาวะวิกฤติโควิด-19 ให้เร็วที่สุด  “สวทช. พร้อมส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างผลกระทบให้กับประเทศ โดยนำความรู้ เครื่องมือ และความเชี่ยวชาญของ สวทช. ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญของประเทศ และเกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม โดยจะส่งเสริม ผลักดัน และประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยวิจัย และภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกันยกระดับและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาสาธารณะที่สำคัญ ด้วยการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรม  ในระยะแรกจะมุ่งเน้นภาคเอกชนที่มีความพร้อมจะพัฒนาด้วยการวิจัย และหน่วยงานในพื้นที่ เช่นกรุงเทพมหานคร ตลอดจนขับเคลื่อนให้ภาคเอกชนมาใช้งานอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือ โครงสร้างพื้นฐาน และความเชี่ยวชาญของ สวทช. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งพร้อมสนับสนุนและร่วมมือให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อม สร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ ให้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรใน EECi และสร้างผลงานวิจัยออกสู่ตลาดร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม” ผอ. สวทช. กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
คึกคัก! งานถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ 2566
งาน "ถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566" วันที่ 13-14 มกราคม 2566 ที่ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา จัดโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักสนุกสนาน ตลอดทั้งวันมีน้อง ๆ หนู ๆ มาร่วมสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่หลายหน่วยงานมาจัดกันภายในงาน   โดยในบูทกิจกรรมของ สวทช. ที่ชวนน้อง ๆ มาสร้างสรรค์จินตนาการ แต่งแต้มสีสันผ่านการระบายสีกระเป๋ารักษ์โลกด้วย “แป้งพิมพ์สีธรรมชาติ” ผลงานวิจัยของเอ็มเทคที่พัฒนาวิธีการสกัดสีธรรมชาติให้อยู่ในรูปแบบสารละลายเข้มข้นหรือแบบผงจากวัตถุดิบธรรมชาติ น้อง ๆ ที่ร่วมกิจกรรมจะได้ทั้งความสนุก ความรู้ และได้ของที่ระลึกติดมือกลับบ้านทุกคน.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. ร่วมกับ สรพ.จัดเวิร์คช็อป 2P Safety Tech Hackathon Camp หวัง รพ. ที่เข้าร่วมสามารถสร้างนวัตกรรมมต้นแบบ MVP ได้
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/2p-safety-tech-kicks-off-with-hackathon-camp.html ณ โรงแรมอมารีดอนเมือง : (11 ม.ค. 2566) สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(องค์การมหาชน) หรือ สรพ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “2P Safety Tech Hackathon Camp ประจำปีงบประมาณ 2566 ระหว่างวันที่ 11-13 มกราคม 2566 โดยมีทีมโรงพยาบาลที่สมัครเข้าร่วมโครงการ 3P Safety Hospital รวมทั้งโรงพยาบาลที่เป็น สมาชิก 2P Safety Tech ตั้งแต่เป็นสมาชิกปี 2561 ถึงปัจจุบัน ตลอดจนทีมโรงพยาบาลที่มีแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สอดคล้องกับ (SIMPLE)2 ที่มีความพร้อมในการนำนวัตกรรมไป ใช้งานจริง จากการคัดเลือกมีผลงานผ่านการ คัดเลือกจํานวน 16 ผลงาน จาก 18 สถานพยาบาล และคัดเลือกผลงานที่ดีที่สุดเพื่อไปนำเสนอในงาน World Patient Safety Day วันที่ 17 ก.ย. 2566 อีกครั้ง และหากผลงานใดที่ใช้งานได้ดี จะนำไปต่อยอดขยายผลในเชิงงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาต่อไป ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า โครงการ 2P Safety Tech ปีนี้จัดเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันแล้ว ในระยะเวลาที่ผ่านมามีโรงพยาบาลเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 79 โรงพยาบาล ครอบคลุมทุกภาคของประเทศไทย สามารถพัฒนาต่อยอดเกิดนวัตกรรมต้นแบบแล้ว 56 โครงการ และมี 33 โครงการที่ได้นำไปใช้แก้ปัญหาได้จริงแล้ว มี 1 โครงการที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ และมีอีก 1 โครงการที่ขยายไปยังเครือข่ายโรงพยาบาลอีก 8 โรงพยาบาล ถ้าเทียบสัดส่วนการพัฒนานวัตกรรมแล้ว ถือว่าโครงการนี้มีผลสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องของการช่วยกันพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาภายใต้แนวคิด Open Innovation เป็นความร่วมมือทั้งรัฐ หน่วยงานวิจัยและเอกชน รวมทั้งมีส่วนกระตุ้นให้บุคลากรสาธารณสุขเกิดความตื่นตัวและมีแนวคิดการสร้างนวัตกรรมในองค์กรมากขึ้น” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินงานในปี 2566 นี้ ได้รับความร่วมมือจากนวัตกรที่มาจากภาคเอกชน และที่สำคัญมีนักวิจัยของ สวทช. อาทิเช่น NECTEC ได้ส่งนักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้าน AI และ ระบบค้นหาตำแหน่งอุปกรณ์ในอาคาร (UNAI) ทีม AMED Tele Health และ หน่วยวิจัยที่เกี่ยวข้องมาร่วมสนับสนุนให้งานสมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยหลังจากการเวิร์คช็อปแล้ว จะมีการติดตามให้คำปรึกษาแนะนำ สนับสนุนการทำงานของทุกโครงการตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าปีนี้จะสามารถช่วยกันผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่ใช้งานจริงได้ และสามารถนำไปขยายผลต่อในวงกว้างได้มากขึ้น ด้าน พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการ สรพ. กล่าวว่า โครงการ 2P Safety Tech เกิดจากการทำโครงการ 2P Safety Hospital ซึ่งเมื่อมีอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น มีการทำ root cause analysis จนพบปัญหาแล้ว โรงพยาบาลต้องการนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาแต่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี ดังนั้น สรพ. จึงจัดโครงการนี้ขึ้น โดยร่วมมือกับศูนย์พัฒนาผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดหานวัตกรมาช่วยสนับสนุนโรงพยาบาล ในการพัฒนานวัตกรรมมาแก้ปัญหาความปลอดภัย ภายใต้แนวคิด Human Factor Engineering หรือนำเทคโนโลยีมาช่วยลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงตาม (SIMPLE) 2 สำหรับการจัดงานเวิร์คช็อปในปีนี้ มีโรงพยาบาลต่าง ๆ จำนวนมากที่เขียนถึงแนวคิดความต้องการในการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ แต่ที่ สรพ. คัดเลือกให้เข้าร่วมทำเวิร์คช็อปจะเน้นไปที่แนวคิดการพัฒนานวัตกรรมที่มีความเป็นไปได้และเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย โดยมีทีมนวัตกรจาก สวทช. เป็นพี่เลี้ยง
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
รมว.อว. นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๓ รอบ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พุทธศักราช ๒๕๖๖
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) พร้อมด้วย ศ. ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และคณะผู้บริหารภายใต้สังกัด อว. ร่วมลงนามนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๓ รอบ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พุทธศักราช ๒๕๖๖ ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง โอกาสนี้ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมลงนามถวายพระพรในครั้งนี้ด้วย  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เปิดรับสมัคร นักวิจัย และ/หรือ ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมอาหาร เข้าร่วมโครงการ “FOREFOOD Acceleration Cohort #1”
เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดรับสมัคร นักวิจัย และ/หรือ ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมอาหาร เข้าร่วมโครงการ "FOREFOOD Acceleration Cohort #1" โครงการพัฒนาธุรกิจที่มีฐานจากเทคโนโลยีเชิงลึกออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทย ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ - การจัดตั้งและพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมอาหารจากเทคโนโลยีเชิงลึก - องค์ความรู้เฉพาะด้านจากผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีออกสู่ตลาดในระยะเวลาอันสั้น - เงินสนับสนุนในกระบวนการเร่งรัดพัฒนาธุรกิจ - โอกาสในการระดมทุนและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ - การเชื่อมต่อกับระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของประเทศ กำหนดการโครงการ ∙ เปิดรับสมัครวันนี้ - 30 ม.ค. 66 ∙ ประกาศผลผู้ได้รับคัดเลือกเข้าสัมภาษณ์ : 1 ก.พ. 66 ∙ สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ : 6 ก.พ. 66 ∙ ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ : 9 ก.พ. 66 ∙ Bootcamp squad 1 : 23 - 26 ก.พ. 66 สมัครเข้าร่วมโครงการและดูข้อมูลเพิ่มเติม ผ่าน Link https://forms.gle/tDQH8UYzzLpfcobf9 ปิดรับสมัคร ภายในวันที่ 30 มกราคม 2566 ติดต่อผู้ดูแลโครงการ คุณปณิธาน ปิติไกรศร Tel: 095 519 4539 E-Mail: panithan.pit@nstda.or.th ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook Page: ForeFood Accelerator
ปฏิทินกิจกรรม
 
แปรรูป ‘เปลือกหอย’ ขยะอุตสาหกรรม สู่ ‘สารสำคัญเวชสำอาง พลาสติก กระดาษ’
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/bio-calcium-carbonate-from-mussel-shells.html   เปลือกหอย เป็นปัญหาขยะจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับและอาหาร เพราะการกำจัดต้องใช้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมาก แต่รู้หรือไม่ว่าร้อยละ 95 ของเปลือกหอยมีสารแคลเซียมคาร์บอเนตที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายอุตสาหกรรม ดังนั้นหากมีเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนขยะเปลือกหอยเหล่านี้ให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้ก็นับว่าคุ้มค่าน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการแปรรูป ‘เปลือกหอยมุก’ ขยะในอุตสาหกรรมเครื่องประดับให้เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมเวชสำอาง ด้วยกระบวนการที่ใช้พลังงานต่ำและไม่ก่อให้เกิดของเสีย ภายใต้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)   [caption id="attachment_39293" align="aligncenter" width="700"] ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ นักวิจัย นาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ นักวิจัยทีมวิจัยการวินิจฉัยระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนากระบวนการแปรรูปนี้มาจากการทำวิจัยในระดับปริญญาเอก โดยได้ทำการศึกษาเรื่องปรากฏการณ์เชิงแสงในเปลือกหอยมุก ทำให้ค้นพบกระบวนการแยกสารอินทรีย์ คือไบโอแคลเซียมคาร์บอเนต (Bio-calcium carbonate, CaCO3) ออกจากเปลือกหอยด้วยพลังงานความร้อนต่ำ โดยไม่ก่อให้เกิดการทำลายโครงสร้างที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ไบโอแคลเซียมคาร์บอเนตจะอยู่ในรูป ‘อะราโกไนต์ (Aragonite form)’ มีลักษณะโครงสร้างเป็นรูปทรง 6 เหลี่ยม ขนาด 5-10 ไมครอน ความหนา 200-500 นาโนเมตร และมีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนแคลเซียมคาร์บอเนตทั่วไปที่ผลิตจากภูเขาหินปูน ซึ่งมีโครงสร้างเป็นทรงกลมและขนาดเล็กกว่า   [caption id="attachment_39294" align="aligncenter" width="700"] ไบโอแคลเซียมคาร์บอเนต (Bio-calcium carbonate)[/caption]   [caption id="attachment_39295" align="aligncenter" width="700"] รูปทรงอะราโกไนต์ (Aragonite form)[/caption]   [caption id="attachment_39296" align="aligncenter" width="700"] รูปทรงอะราโกไนต์ (Aragonite form)[/caption]   หลังจากการค้นพบในครั้งนั้น นักวิจัยได้ทำวิจัยต่อเนื่องเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตให้ประหยัดพลังงานยิ่งขึ้นและสามารถขยายขนาดการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญต่อการวิจัยเพื่อสร้างตลาดเฉพาะให้ไบโอแคลเซียมคาร์บอเนตที่มีโครงสร้างแบบอะราโกไนต์ ดร.ชุติพันธ์ เล่าว่า ทีมวิจัยได้ศึกษาหาแนวทางการนำไบโอแคลเซียมคาร์บอเนตที่สกัดได้จากเปลือกหอยมุกไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเวชสำอาง ซึ่งการใช้เปลือกหอยมุกจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้ ตัวอย่างการนำไปใช้ เช่น ใช้ทดแทนไมโครพลาสติกในผลิตภัณฑ์สครับผิว ใช้แปรรูปเป็นสารไฮดรอกซีอะพาไทต์ (Hydroxyapatite) ในยาสีฟันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลือบและซ่อมแซมฟัน เพราะสารโครงสร้างแบบอะราโกไนต์มีรูปทรงและขนาดที่เหมาะสมแก่การใช้งานโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นอนุภาคนาโนเหมือนสารทั่วไป อีกทั้งสารชนิดนี้ยังผ่านการทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้วว่าใช้เป็นสารประกอบในอุตสาหกรรมเวชสำอางได้     ความสำเร็จของงานวิจัยไม่ใช่เพียงการสกัดสารอะราโกไนต์จากเปลือกหอยมุกเหลือทิ้งเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเวชสำอาง แต่นักวิจัยยังต่อยอดใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้เพิ่มมูลค่าขยะเปลือกหอยจากอุตสาหกรรมอาหาร เช่น เปลือกหอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยเป๋าฮื้อ ดร.ชุติพันธ์ เล่าว่า ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้แคลเซียมคาร์บอเนตที่อยู่ในรูปอะราโกไนต์ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการผลิตเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านั้น เช่น อุตสาหกรรมผลิตพลาสติกที่ต้องใช้แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นสารเติมเต็ม (Filler) ทดแทนพอลิเมอร์ เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งสารทั่วไปที่นำไปใช้ในปัจจุบันมีรูปร่างเป็นทรงกลม ส่งผลให้เกิดการกระจายแสงไปทุกทิศทาง หากใส่ปริมาณมากจะทำให้เนื้อพลาสติกมีความขุ่น แต่สารในรูปแบบอะราโกไนต์กระจายแสงได้ดีกว่า หากใส่ปริมาณที่เท่ากันจะไม่ทำให้เกิดความขุ่นมากเท่า จึงใช้ทดแทนพอลิเมอร์ได้มากกว่า       “อีกด้านหนึ่งคืออุตสาหกรรมกระดาษ ที่ตามปกติจะใช้สารเคลือบพื้นผิวเพื่อเพิ่มคุณสมบัติป้องกันน้ำ แต่ปัจจุบัน EU ออกข้อกำหนดว่าสารที่ใช้เคลือบกระดาษจะต้องย่อยสลายได้ 100 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้ต้นทุนการผลิตมีราคาสูงขึ้นมาก เกิดเป็นข้อจำกัดทางการค้า นักวิจัยจึงได้พัฒนาสารเคลือบจากเปลือกหอยแมลงภู่ซึ่งมีสารที่อยู่ในรูปอะราโกไนต์เช่นเดียวกับหอยมุกแต่มีขนาดเล็กกว่า ทำให้ใช้เคลือบกระดาษได้มีประสิทธิภาพเหมาะแก่การใช้ผลิตเป็นสารทดแทน ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตนี้อยู่ในขั้นตอนการวิจัยเพื่อเสริมประสิทธิภาพและขยายขนาดการผลิตแล้ว” การสกัดไบโอแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอย นับเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในการพลิกโฉม ‘เปลือกหอย’ ขยะอุตสาหกรรมสู่ ‘สารมูลค่าสูง’ ช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่หลากหลายอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงเปิดรับการลงทุนเพื่อร่วมวิจัยต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ภายใต้การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีติดต่อได้ที่ ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ อีเมล chutiparn.ler@nanotec.or.th     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และนาโนเทค สวทช.
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
รมว.อว. ต้อนรับศักราชใหม่ นำคณะผู้บริหาร-บุคลากร กระทรวง อว. ร่วมทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2566
(4 มกราคม 2566) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2566 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บุคลากรในองค์กร และสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย นำโดย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) พร้อมด้วย ศ. ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า และบริเวณหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โอกาสนี้ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ได้ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรในครั้งนี้ด้วย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดอบรม “การออกแบบระบบน้ำเพื่อการเกษตรเบื้องต้น รุ่น 2”
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งมีภารกิจในการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านการเกษตร โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางด้านการเกษตร จึงได้กำหนดจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การออกแบบระบบน้ำเพื่อการเกษตรเบื้องต้น รุ่น 2” ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจที่จะออกแบบและวางระบบน้ำในแปลงเปิด เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการเกษตรเป็นตัวช่วยเพื่อลดต้นทุนการผลิตและการเพิ่มผลผลิต และลดความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียผลผลิต รวมถึงสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าแรงงาน ค่าน้ำและไฟฟ้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดอบรม ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ห้องประชุม CC405 ชั้น 4 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ในวันอังคารที่ 31 มกราคม 2566 เวลา 08.30 น. – 16.30 น ค่าลงทะเบียน 500 บาท (รวมเอกสาร อาหารและเครื่องดื่ม) รับจำนวน 30 ท่านเท่านั้น ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/Q4e5gaq9nDVaM7VLA หรือสอบถามเพิ่มเติม 097-1979009 (ณัฐชยา)
ปฏิทินกิจกรรม