หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
‘City Nature Challenge 2022’ สวทช. และพันธมิตรร่วมสำรวจสิ่งมีชีวิตในเมือง
  City Nature Challenge คือ กิจกรรมตะลุยสำรวจธรรมชาติในเมืองใหญ่ทั่วโลก ที่จัดขึ้นโดย California Academy of Sciences, National Geographic Society และหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งในปีนี้มีการจัดงานอย่างพร้อมเพรียงใน 445 เมือง 47 ประเทศ 6 ทวีปทั่วโลก เมื่อวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2565 โดยมีแอปพลิเคชัน iNaturalist เครื่องมือบันทึกการค้นพบความหลากหลายทางชีวภาพที่ผู้จัดงานหลักเป็นผู้พัฒนาขึ้นเพื่อให้คนทั่วโลกได้ใช้ทำกิจกรรมร่วมกันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย   [caption id="attachment_32960" align="aligncenter" width="600"] กุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช.[/caption]   กุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ด้วย สวทช. ตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ และการสนับสนุนการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่ประชาชน จึงได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงาน “ปฏิบัติการสำรวจธรรมชาติในเมือง (City Nature Challenge 2022 : CNC2022)” ขึ้นในประเทศไทย ซึ่งในปีนี้ได้มีการจัดงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมืองระยอง เมืองขอนแก่น เมืองเชียงใหม่ และเมืองหาดใหญ่ โดยในงานนี้ สวทช. ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านพืชและจุลินทรีย์จากธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) ไปร่วมเป็นวิทยากรนำสำรวจธรรมชาติในพื้นที่สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา “นอกจากนี้ สวทช. ยังได้สนับสนุนให้ประชาชนไทยเข้าถึงการใช้งานแอปพลิเคชัน iNaturalist ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยร่วมมือกับพันธมิตรพัฒนาคู่มือการใช้งานแอปพลิเคชันฉบับภาษาไทยขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และได้นำมาใช้เป็นคู่มืออำนวยความสะดวกในการทำกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งในอนาคตจะใช้สนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อไป”   [caption id="attachment_32895" align="aligncenter" width="450"] iNaturalist[/caption]   สำหรับองค์กรร่วมจัดกิจกรรม CNC2022 ในประเทศไทย ได้แก่ Decathlon Thailand ดีแคทลอน ประเทศไทย, กลุ่มบริษัทดาว และโครงการ Dow Thailand Mangrove Alliance, องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.), Nature Plearn Club, มูลนิธิโลกสีเขียว, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), SOS EARTH, กลุ่มนก หนู งูเห่า, GYBN Thailand, โครงการป่าชายเลนเพื่ออนาคต และเถื่อน Channel ฯลฯ   CNC 2022 เปิดประตูสำรวจเมือง ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) มักใช้กล่าวถึงป่าเขาที่มีพรรณไม้ให้พบได้หลากหลาย หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่ยังคงมีสัตว์อุดมสมบูรณ์ แล้วเมืองใหญ่อย่างบางกอกความหลายทางชีวภาพยังสำคัญอยู่หรือไม่   [caption id="attachment_32905" align="aligncenter" width="600"] สมนึก ซันประสิทธิ์ หรือ ‘ไม้เอก’ ผู้อำนวยการมูลนิธิโลกสีเขียว[/caption]     สมนึก ซันประสิทธิ์ หรือ ‘ไม้เอก’ ผู้อำนวยการมูลนิธิโลกสีเขียว หนึ่งในผู้จัดงานหลักเล่าว่า คำว่าความหลากหลายทางชีวภาพอาจเป็นคำไกลตัวคนเมือง แต่ความจริงแล้วความหมายของคำนี้สะท้อนผ่านความอุดมสมบูรณ์ในจานอาหาร คุณภาพอากาศ และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกัน พึ่งพากันเป็นระบบนิเวศ การสำรวจความเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพจึงสำคัญมาก เพราะหากเราไม่ตระหนักรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงก็อาจอยู่ในสภาวะ ‘กบต้ม (Boiled Frog Theory)’ หนาวก็ใส่เสื้อ ร้อนก็เปิดแอร์ เหมือนกบที่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนผิวหนังให้เหมาะกับอุณหภูมิน้ำ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่จุดเกิดเหตุ…รู้ตัวอีกทีก็สุกตายแล้ว อยากให้ลองเปิดประตูบานใหม่ในใจ มองสิ่งต่างๆ รอบตัวให้ละเอียดมากขึ้น และหยุดเพื่อจะคิดถึงเหตุผลของการมีอยู่ของสิ่งเหล่านั้น ว่ามีความสัมพันธ์และสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างไร ก่อนจะทำลายให้หายไปจากระบบ ถือเป็นความท้าทายในการค้นหาวิธีอยู่อาศัยร่วมกัน การเริ่มต้นสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในวันนี้ง่ายกว่าที่เคย ใครๆ ก็ทำได้ ด้วยความสะดวกสบายของเทคโนโลยี อุเทน ภุมรินทร์ หรือ ‘ทอม’ นักสื่อสารธรรมชาติและนักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ กลุ่มเนเจอร์ เพลิน อีกหนึ่งในผู้จัดงานหลักเล่าว่า การจัดงานในวันนี้ทีมผู้จัดได้ออกแบบกิจกรรมให้คนเมืองได้มารวมตัวทำกิจกรรมสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์หน้าดิน นก ปลา แมลง พืช จุลินทรีย์ ไลเคน ฯลฯ มาร่วมเปิดประสบการณ์การสำรวจให้แก่ผู้เข้าร่วม โดยวิทยากรหลายท่านนอกจากจะพกพาความรู้และประสบการณ์มาอย่างเต็มที่แล้ว ยังพกเอาอุปกรณ์การเรียนรู้ และหนังสือคู่มือต่างๆ มาให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นหาข้อมูลอีกด้วย ทั้งนี้ในการบันทึกข้อมูลสิ่งมีชีวิตลงใน iNaturalist แอปพลิเคชันจะช่วยระบุพิกัด วันที่ และเวลาที่ถ่ายภาพสิ่งที่พบ รวมถึงช่วยแนะนำชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับภาพที่ผู้เข้าร่วมบันทึกให้ โดยผู้สำรวจไม่จำเป็นต้องระบุชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหากไม่ทราบข้อมูลหรือไม่แน่ใจ เพราะระบบ iNaturalist จะมีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกรอกข้อมูลของสิ่งมีชีวิตและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล “บรรยากาศในการสำรวจ CNC 2022 ที่กรุงเทพฯ เป็นไปด้วยความสนุกและเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันดังคำว่า ‘เล่นเป็นเรียน’ ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ทีมผู้จัดอยากให้เป็น ในปีนี้ผู้เข้าร่วมพบสิ่งมีชีวิตมากมาย หนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญคือไลเคน (Lichen) ในปีนี้ผู้เข้าร่วมพบ 12 ชนิด หากในปีหน้ามาสำรวจซ้ำ ข้อมูลใหม่ที่พบก็จะสะท้อนถึงคุณภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป…ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต่อให้เมืองพัฒนาก้าวล้ำเพียงใด เราก็ยังต้องการอากาศบริสุทธิ์ในการหายใจ”   [caption id="attachment_32923" align="aligncenter" width="600"] อุเทน ภุมรินทร์ หรือ ‘ทอม’ นักสื่อสารธรรมชาติและนักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ กลุ่มเนเจอร์ เพลิน[/caption]                           ทุกข้อมูลการร่วมสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพและการร่วมสร้างฐานข้อมูล จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ วิจัย และพัฒนา รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ ดร.คมสิทธิ์ วิศิษฐ์รัศมีวงศ์ หรือ ‘ตั้ม’ นักวิจัย ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) สวทช. หนึ่งในวิทยากรสะท้อนว่า การที่ภาคประชาชนช่วยสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพจะเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยอย่างมาก เพราะการมีฐานข้อมูลที่มากพอจะช่วยให้นักวิจัยสามารถอนุมานการกระจายตัวของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นและต่างถิ่น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่การกำหนดนโยบายด้านการอนุรักษ์ได้ ทาง NBT เองก็กำลังวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนได้นำข้อมูลทรัพยากรชีวภาพภายในประเทศไปใช้ประโยชน์เช่นกัน   [caption id="attachment_32898" align="aligncenter" width="600"] ดร.คมสิทธิ์ วิศิษฐ์รัศมีวงศ์ หรือ ‘ตั้ม’ นักวิจัย ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) สวทช.[/caption]   พลังประชาชนร่วมขับเคลื่อน หนึ่งในเป้าหมายของการจัดกิจกรรมนี้คือการกระตุ้นให้เกิดพลังประชาชนที่จะร่วมสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่รอบตัว เพื่อขับเคลื่อนการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพบนโลกใบนี้   [caption id="attachment_32926" align="aligncenter" width="600"] ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ หรือ ‘อาจารย์เจษฎ์’ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และครอบครัว[/caption]   ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ หรือ ‘อาจารย์เจษฎ์’ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของเพจ ‘อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์’  หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมสะท้อนว่า ที่ผ่านมาการส่งเสริมให้คนในสังคมเห็นถึงความสำคัญของระบบนิเวศมักเล่าด้วยภาพของป่าเขาหรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติซึ่งไกลตัวจากคนเมือง การมีกิจกรรมให้คนเมืองได้สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะช่วยให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสัมพันธ์ต่างๆ ภายในระบบนิเวศมากขึ้น แม้ในสวนเล็กๆ แห่งนี้เราก็สามารถเห็นถึงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตได้เช่นกัน ทางด้าน ภริษฐ์ชา เด่นดวงบริพันธ์ หรือ ‘พรีส’ ลูกสาว ดร.เจษฎา เล่าถึงกิจกรรมว่า วันนี้ได้พบสิ่งมีชีวิตหลายชนิด ทั้งลูกอ๊อดที่อยู่ในร่างที่กำลังจะกลายเป็นกบ ผีเสื้อกลางวัน หนอนผีเสื้อกลางคืน คราบของจักจั่นและแมลงปอ สนุกมาก หลังจากวันนี้ก็จะยังใช้แอป iNaturalist สำรวจสิ่งมีชีวิตต่างๆ ต่อไปถ้าเจอปูที่ทะเลก็จะไปส่องดูว่าเป็นปูสายพันธุ์อะไรด้วย สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต่างต้องการคือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถสูดอากาศหายใจได้เต็มปอดในทุกวัน กับข้าวในจานอาหารมีความอุดมสมบูรณ์ หญิงสาวคนนี้ที่เดินทางจากต่างจังหวัดมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงแห่งนี้ก็มีความต้องการนั้นเช่นกัน   [caption id="attachment_32904" align="aligncenter" width="600"] สาธิตา ธาราทิศ หรือ ‘มาย’ ช่างภาพอิสระ[/caption]   สาธิตา ธาราทิศ หรือ ‘มาย’ ช่างภาพอิสระ หนึ่งในผู้เข้าร่วมงานเล่าว่า สาเหตุที่มาเข้าร่วมงานนี้เพราะแม้จะมีความสนใจเรื่องประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นทุนเดิม แต่ก็ยังไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ด้านนี้อย่างจริงจังมาก่อน จึงอยากลองเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ส่วนตัวรู้สึกว่าหากคุณภาพของสิ่งแวดล้อมดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตามไปด้วย จึงอยากร่วมเป็นอีกแรงหนึ่งในการพัฒนากรุงเทพฯ เมืองที่เราเข้ามาอยู่อาศัยให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ‘คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อยู่ร่วมกันได้ด้วยดี’ หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ก็จะสำรวจธรรมชาติรอบตัวต่อไป เพื่อสนับสนุนการสำรวจและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และไม่แน่วันหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่เราพบอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยมีการค้นพบมาก่อนก็เป็นได้ แม้กิจกรรม “ปฏิบัติการสำรวจธรรมชาติในเมือง (City Nature Challenge 2022)” ในปีนี้จะจบลงไปแล้ว แต่ทุกคนยังมีสามารถส่วนร่วมในการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของไทยและของโลกได้ผ่านการบันทึกข้อมูลลงแอปพลิเคชัน iNaturalist ดาวน์โหลดคู่มือการใช้งานฉบับภาษาไทยได้ที่ https://bit.ly/3ky1Qrx         ผลการสำรวจธรรมชาติในเมืองปี 2565 (2022) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วโลกรวม 67,220 คน โดยมีการบันทึกการสำรวจไว้ 1,694,877 ครั้ง จำนวนสิ่งมีชีวิตที่บันทึกได้ 50,176 ชนิด ในจำนวนนี้มี 2,244 ชนิดที่เป็นชนิดหายาก ใกล้สูญพันธุ์ หรือถูกคุกคาม (ตามการจัดสถานภาพของ IUCN Red List)   เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
บทความ
 
กระทรวง อว. ปลื้ม นักวิทย์ฯ-ทีมเยาวชนไทย กวาด 10 รางวัลเวทีโลก โครงงานวิทย์ฯ ‘ISEF2022’ จากสหรัฐอเมริกา
ดังกระหึ่มเวทีโลก ความสำเร็จเยาวชนไทยคว้า 10 รางวัล โครงงานวิทย์ฯ ระดับโลกกวาดเงิน รางวัลรวม 66,000 เหรียญสหรัฐ ตอกย้ำความสำเร็จการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกระทรวง อว. เผย 2 ใน 10 คว้ารางวัลสุดปัง โดย 1 รางวัล Grand Awards เป็นรางวัลสร้างสรรค์ที่มีผลกระทบสูงในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป และอีก 1 รางวัลพิเศษ ได้รับจากสมาคมการวิจัยวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (18 พฤษภาคม 2565 ) เวลา 10.00 น. ที่ สวทช. อาคารโยธี : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. รศ. ดร.บุญโชติ เผ่าสวัสดิ์ยรรยง อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นางสาวอารยา  ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยตัวแทนนักวิทยาศาสตร์และเยาวชนไทย ร่วมแถลงข่าว “ความสำเร็จนักวิทยาศาสตร์ทีมเยาวชนประเทศไทย กวาด 10 รางวัลโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ” Regeneron International Science and Engineering Fair (Regeneron ISEF) 2022 ซึ่งเยาวชนไทยกวาดรางวัลระดับโลกมาถึง 10 รางวัล มูลค่ารวม 66,000 เหรียญสหรัฐ จากการแข่งขันในรายการ Regeneron ISEF 2022 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โดยปีนี้มีโครงงานเข้าร่วมประกวด 1,410 ผลงานจากนักเรียน 1,750 คน จาก 63 ประเทศและมลรัฐต่างๆ ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ตระหนักและให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้มีความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่งเสริมและกระตุ้นให้เยาวชนหันมาสนใจและเพิ่มพูนทักษะทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ในระดับนักเรียน เพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามนโยบายของกระทรวง อว. โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ ผ่านการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition, YSC) ที่ สวทช. สนับสนุนตั้งแต่ปี 2542 โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 6 มหาวิทยาลัยเครือข่ายที่ร่วมเป็นศูนย์ประสานงานภูมิภาคของโครงการฯ จัดประกวดโครงงานในสาขาวิชาต่างๆ ทั่วประเทศรวม 9 สาขา ให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 – 6 ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นนวัตกรรม ให้สังคมไทยเป็นสังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยในครั้งล่าสุดโครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ หรือ  YSC ครั้งที่ 24 มีจำนวนข้อเสนอโครงงาน 1,269 โครงงาน นักเรียน 3,094 คน จาก 160 โรงเรียน และผ่านการเฟ้นหาจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในส่วนภูมิภาค จนได้ผลงานรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคและผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ จำนวน 67 โครงงาน นักเรียน 164 คน จาก 47 โรงเรียน “ในปีนี้ สวทช. และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ คัดเลือก 16 ทีม 35 คน จากการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 24 (Young Scientist Competition, YSC 2022) ดำเนินการโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และพันธมิตร ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และจากค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์แห่งชาติ ประจำปี 2564 (Thai Young Scientist Festival, TYSF 2022) ดำเนินการโดย สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนจาก องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ได้ร่วมกันส่งคณะเยาวชนไทยเข้าร่วมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติ หรือ Regeneron ISEF 2022 ซึ่งถือเป็นเวทีที่มีความสำคัญด้านการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก เพื่อส่งเสริมความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีการจัดแข่งขันต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีมาถึง 72 ครั้ง ผลปรากฏว่าทีมเยาวชนไทยคว้ารางวัลใหญ่ คือ Grand Awards อันดับ 1 สาขาเวชศาสตร์ปริวรรต (Translational Medical Science) จากโครงงาน “เครื่องมือช่วยวินิจฉัยความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีจากการตรวจหาไข่พยาธิใบไม้ตับจากภาพถ่ายอุจาระและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบประเมินความเสี่ยงด้วยเทคโนโลยี AI” (BiDEx - A Bile Duct Cancer Analyzing Tool) จากทีม BiDEx จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ผู้พัฒนา นางสาวนภัสสร หลิดชิววงศ์ นายกฤษ ฐิติจำเริญพร และนายวัฒนพงษ์ อุทธโยธา โดยมี นายกัมพล กันทะแก้ว และ นางรุ่งกานต์ วังบุญ อาจารย์ที่ปรึกษา อีกทั้งยังได้รับรางวัลสำคัญอีก 1 รางวัลที่ยกย่องให้กับโครงงานสร้างสรรค์ที่มีผลกระทบสูงในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1.7 ล้านบาท (The Gordon E. Moore Award for Positive Outcomes for Future Generations of $50,000) โดยผลงานดังกล่าวเป็นผลงานที่เคยได้รับรางวัลจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับประเทศจากค่ายเวทีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ครั้งที่ 17 ประจำปี 2564” ดร.ณรงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีรางวัล Grand Awards อันดับที่ 1 อีกหนึ่งผลงาน ใน  สาขาชีววิทยาเชิงคำนวณและชีวสารสนเทศศาสตร์ (Computational Biology and Bioinformatics) ได้แก่ โครงงาน “การทำนายความไวต่อยาด้วยเทคนิคผสมผสาน Graph Attention Networks เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์แบบแม่นยำ โดยใช้โครงสร้างโมเลกุลยาร่วมกับข้อมูลทางเภสัชพันธุศาสตร์” ผู้พัฒนาได้แก่ นายภาวิต แก้วนุรัชดาสร นายณัฐวินทร์ แย้มประเสริฐ นายวุฒิพงศ์ จงเจริญสันติ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม ซึ่งมี ดร.สาโรจน์ บุญเส็ง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และนายบัณฑิต บุญยฤทธิ์ จากสถาบันวิทยสิริเมธี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และยังมีทีมเยาวชนไทยคว้ารางวัล Grand Awards อันดับต่างๆ อีก 5 รางวัล ประกอบด้วย อันดับที่ 2 สาขาวิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม (Earth and Environmental Sciences) จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โครงงานการพัฒนานวัตกรรมซ่อมแซมแนวป่าชายเลนด้านในด้วยวัสดุปลูกลอยน้ำเลียนแบบลักษณะโครงสร้างของผลจิกทะเล ผู้พัฒนาได้แก่ นายจิรพนธ์ เส็งหนองเเบน และนายฐิติพงศ์ หลานเดช จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี โดยมีนายขุนทอง คล้ายทอง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา อันดับที่ 3 สาขาสัตวศาสตร์ (Animal Sciences) จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โครงงานการเพิ่มศักยภาพในการเลี้ยงจิ้งหรีดด้วยแสงสีเพื่อลดอัตราการตายจากพฤติกรรมการสลัดขาทิ้ง ผู้พัฒนาได้แก่ นางสาวจรัสณัฐ วงษ์กำปั่น และนางสาวมาริสา อรรจนานนท์ จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี โดยมีนายขุนทอง คล้ายทอง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา อันดับที่ 4 จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ โครงงานการพัฒนาต้นแบบชุดทดสอบเชิงสีชนิดใหม่สำหรับไวรัสทั้งชนิด DNA และ RNA เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอย่างครอบคลุม (Sawasdee-AMP) สาขาชีวการแพทย์และสุขภาพ (Biomedical and Health Sciences) ผู้พัฒนาได้แก่ นายกุลพัชร ชนานำ นางสาวปกิตตา เกรียงเกษม และนายคุณัชญ์ คงทอง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม โดยมี ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และ ดร.วันเสด็จ เจริญรัมย์ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โครงงานการแกว่งของลูกตุ้มที่มีกระแสลมรบกวน สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ (Physics and Astronomy) ผู้พัฒนาได้แก่ นายวิชยุตม์ นาคะศูนย์ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช โดยมี นางซัลวาณีย์ เจ๊ะมะหมัด จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และ รศ. ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และ 3. โครงงานการพัฒนาเข็มระดับไมโครเพื่อการตรวจวัดแบบ non-invasive ของสารครีเอตินินในของเหลวระหว่างเซลล์สู่นวัตกรรมการประเมินโรคไตแบบพกพา” สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) ผู้พัฒนาได้แก่ นายพีรทัตต์ ลาภณรงค์ชัย และ นายธนพัฒน์ รีชีวะ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม โดยมี ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และ ดร.ธิติกร บุญคุ้ม นักวิจัยนาโนเทค สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ‘จิกทะเล’ ซิวสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จากสมาคมวิทย์ฯ เก่าแก่ที่สุดในโลก ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ (Special Award)  2 รางวัลประกอบด้วย โครงงานการพัฒนาต้นแบบชุดทดสอบเชิงสีชนิดใหม่สำหรับไวรัสทั้งชนิด DNA และ RNA เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอย่างครอบคลุม (Sawasdee-AMP) ผู้พัฒนาได้แก่ นายกุลพัชร ชนานำ นางสาวปกิตตา เกรียงเกษม และนายคุณัชญ์ คงทอง โดยมี ดุร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม และ ดร.วันเสด็จ เจริญรัมย์ จากไบโอเทค สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โครงงานดังกล่าวได้รับรางวัลที่ 1 สาขาการพัฒนาสุขภาพระดับโลก จาก USAID หรือ องค์การพัฒนาเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และ โครงงานการพัฒนานวัตกรรมซ่อมแซมแนวป่าชายเลนด้านในด้วยวัสดุปลูกลอยน้ำเลียนแบบลักษณะโครงสร้างของผลจิกทะเล” ได้รางวัลจาก Sigma Xi, The Scientific Research Honor Society สมาคมการวิจัยวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ผู้พัฒนาได้แก่ นายจิรพนธ์ เส็งหนองเเบน และนายฐิติพงศ์ หลานเดช จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี โดยมีนายขุนทอง คล้ายทอง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้รับรางวัลชนะเลิศในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดยเป็นผลงานการวิจัยที่มีการบูรณาการวิทยาการจากหลากหลายสาขายอดเยี่ยม AI นับไข่พยาธิใบไม้ในตับ เพิ่มโอกาสพบมะเร็งระยะแรก ด้าน รศ. ดร.บุญโชติ เผ่าสวัสดิ์ยรรยง อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการเครื่องมือช่วยวินิจฉัยความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีจากการหาตรวจหาไข่พยาธิใบไม้ในตับด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (BiDEx - A Bile Duct Cancer Analyzing Tool) ซึ่งได้รางวัลใหญ่ 1 รางวัลมอบให้กับโครงงานสร้างสรรค์ที่มีผลกระทบสูงในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป จากทีม BiDEx เยาวชนโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่นั้น ผลงานดังกล่าวใช้เว็บแอปพลิเคชัน BiDEx และเทคโนโลยี AI ในการตรวจหาไข่พยาธิใบไม้ตับแทนการใช้สายตามนุษย์ในภาพถ่ายอุจจาระจากกล้องจุลทรรศน์ และวิเคราะห์ความเสี่ยงการมีพยาธิใบไม้ตับซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเป็นมะเร็งท่อน้ำดี ทำให้สามารถรู้ผลการตรวจได้เร็วขึ้น 83.33% ช่วยให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อพยาธิเข้ารับการรักษาในระบบได้รวดเร็วและทันเวลา นำไปสู่การป้องกันและลดโอกาสการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งท่อน้ำดี “ทั้งนี้ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนไทยทั้ง 16 ทีม ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในการแข่งขันโครงงานวิทย์ฯ ระดับโลกในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์อันมีค่าที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ในการแข่งขันในเวทีระดับโลก และขอแสดงความยินดีกับเยาวชนไทยทุกทีมที่ได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ หวังว่าเยาวชนทุกคนจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้จากการประกวดในครั้งนี้ ซึ่งหวังว่าโครงงานที่เยาวชนได้พัฒนาขึ้นจะถูกต่อยอดและถูกนำมาใช้งานจริงเพื่อพัฒนาประเทศของเราต่อไปในอนาคต ซึ่งการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมสำหรับเยาวชนระดับโลก Regeneron ISEF 2022 ถือเป็นเวทีการประกวดโครงงานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก การผนึกกำลังของสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวง อว. โดย สวทช. วช. และ อพวช. และภาคเอกชนโดยธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ร่วมกันสนับสนุนผลงานของเด็กไทยให้ออกไปสู่สายตาระดับโลก และยังสามารถได้รับรางวัลมากกว่า 10 รางวัลในครั้งนี้นั้น ก่อให้เกิดกระแสการตื่นตัวทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในสังคมไทย” นักวิทย์ฯ-เยาวชนไทย กวาด10 รางวัล รวมมูลค่า 66,000 เหรียญสหรัฐ           ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า สำหรับ โครงงาน “การทำนายความไวต่อยาด้วยเทคนิคผสมผสาน Graph Attention Networks เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์แบบแม่นยำ ซึ่งได้รับรางวัล Grand Awards อันดับที่ 1 สาขาชีววิทยาเชิงคำนวณและชีวสารสนเทศศาสตร์ นั้น ผลงานดังกล่าว ใช้โครงสร้างโมเลกุลยาร่วมกับข้อมูลทางเภสัชพันธุศาสตร์” เป็นโมเดลการเรียนรู้เชิงลึก CANDraGAT ซึ่งเป็นโมเดลสำหรับทำนายค่าการตอบสนองต่อยารักษาโรคมะเร็ง โดยอาศัยข้อมูลโครงสร้างยาและข้อมูลทางพันธุกรรมของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถเลือกยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยได้แม่นยำมากขึ้น “ขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคน ซึ่งรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ นอกจากทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดีแล้ว ยังภาคภูมิใจในการได้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและมีคุณค่าสำหรับน้องๆ เยาวชน โดยหวังว่าทุกผลงานจะนำไปต่อยอดในการพัฒนาและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต” นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานให้ทุนสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพและกำลังคนด้านการประดิษฐ์คิดค้น วิจัยและนวัตกรรม รู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสให้กับเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยการสนับสนุนทุนในการพัฒนาผลงานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านการดำเนินงานของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. จนประสบความสำเร็จในการเข้าร่วมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับน า น า ช า ต ิ Regeneron ISEF 2022 ซึ่งถือเป็นเวทีระดับนานาชาติสำหรับนักประดิษฐ์ไทยรุ่นใหม่ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายที่จะได้มีโอกาสแสดงความสามารถ ฝึกฝนทักษะ ให้มีความพร้อมกับการเป็นนักประดิษฐ์ที่มีคุณภาพ และมีศักยภาพเพื่อเติบโตเป็นนวัตกรที่สำคัญของประเทศต่อไป “ขอแสดงความชื่นชมกับความตั้งใจของน้องๆ เยาวชน และขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับรางวัลในวันนี้หวังว่าจะเป็นการสร้างแรงจูงใจและเป็นกำลังใจที่ดีให้กับเยาวชนทุกคน ที่จะเป็นฐานกำลังปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต และขอขอบคุณผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ให้การสนับสนุนในการเข้าร่วมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ Regeneron ISEF 2022 ให้สามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี” นางสาวอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีความยินดีให้การสนับสนุนเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักทางด้านกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคารฯ มาอย่างต่อเนื่อง เป็นการบ่มเพาะ พัฒนาเยาวชนให้มีโอกาสเรียนรู้ พัฒนาทักษะและสมรรถนะ รวมถึงความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม เพื่อสร้างผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอยาคตอย่างยั่งยืน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและประเทศต่อไปในอนาคต “ขอแสดงความยินดีกับตัวแทนเยาวชน คณาจารย์ และคณะทำงานทุกท่านที่ประสบความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย ในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับนานาชาติ Regeneron ISEF 2022 แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ศักยภาพและความสามารถของเยาวชนไทยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และประสบการณ์จากการเข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ทำให้น้องๆ ได้พัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของตนเอง ในการสร้างสร้างสรรค์ผลงานหรือประกอบวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่น้องๆ และเยาวชนรุ่นต่อๆ ไป” อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมเยาวชนเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ของหน่วยงานต่างๆ ทั้ง สวทช. สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ อพวช. วช. และภาคเอกชนโดยธนาคารไทยพาณิชย์ นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เมื่อรวมผลงานคณะเยาวชนไทยที่กวาดรางวัลจากการแข่งขันในรายการ Regeneron ISEF 2022 จำนวนทั้งสิ้น 10 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้น 66,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,300,000 บาท   ////////////////////  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ขนทัพสุดยอดงานวิจัยช่วยยกระดับผลไม้ไทย สู่งาน Sooksiam Amazing Fruit Paradise 2022
(17 พ.ค. 65) ณ ไอคอนสยาม: คุณกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมพิธีเปิดงานมหัศจรรย์ผลไม้ไทย Sooksiam Amazing Fruit Paradise 2022 พร้อมนำ 7 ผลงานวิจัยที่ช่วยยกระดับผลไม้ไทย ได้แก่ 1.Magik growth นวัตกรรมถุงห่อผลไม้แบบนอนวูฟเวน 2.Active PAK “ถุงหายใจได้” เพื่อเก็บรักษา ผัก ผลไม้ ให้มีอายุยืนยาวขึ้น 3.ฟิล์มย่อยสลายได้ปิดผนึกหน้าถาด ที่ช่วยรักษาความสด พร้อมช่วยป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าและไอน้ำเกาะที่ฟิล์ม ซึ่งเป็นผลงานวิจัยโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. 4.HandySense ระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ ผลงานวิจัยโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. 5.ปุ๋ยคีเลต” นวัตกรรมปุ๋ยธาตุอาหารรองเสริมทางใบสำหรับพืช 6.มะนีมะนาว นวัตกรรมน้ำมะนาวแช่แข็ง ผลงานวิจัยโดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. 7.ผลงานวิจัยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นอินผลัม โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. เข้าร่วมแสดงภายในงาน ซึ่งจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 17 – 29 พฤษภาคม 2565 ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม โดยความร่วมมือของ สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เมืองสุขสยาม ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรสำนักงานพัฒนาวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) พร้อมด้วย สวทช. สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจน สถาบันและเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนผลไม้ไทย เพื่อส่งเสริมและยกระดับเกษตรกรไทย พร้อมทั้งนำเสนอความมหัศจรรย์ของผลไม้ไทยให้ทั้งคนไทยและต่างชาติได้ลิ้มลอง
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับทีมเยาวชนไทยจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 24 (Young Scientist Competition, YSC 2022)
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ (สวทช.) และ นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ (สวทช.) เป็นผู้แทนร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับทีมเยาวชนไทยจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 24 (Young Scientist Competition, YSC 2022) ที่เดินทางกลับจากการเข้าร่วมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ Regeneron International Science and Engineering Fair (Regeneron ISEF) 2022 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 13 พฤษภาคม 2565 ณ เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โดยในปีนี้มีโครงงานเข้าร่วมประกวด 1,410 ผลงาน จำนวนนักเรียน 1,750 คน จาก 63 ประเทศ และมลรัฐต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และพันธมิตร ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณโดย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันส่งคณะเยาวชนไทยจากโครงการ YSC เข้าร่วมการประกวด ISEF 2022 และเยาวชนไทยจำนวน 15 คน จาก 7 ทีม ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย โดยสามารถคว้ารางวัลสำคัญคือรางวัล Grand Awards จำนวน 5 รางวัล และรางวัลพิเศษ (Special Award) จำนวน 2 รางวัล
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เยาวชนไทยจากโครงการ YSC สุดปัง! กวาด 7 รางวัลโครงงานวิทย์ฯ บนเวทีโลก  5 รางวัล Grand Awards และ 2 รางวัลพิเศษ ‘ISEF2022’ สหรัฐอเมริกา
For English-version news, please visit : Congratulations to Thai students winning awards at Regeneron ISEF 2022 13 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ แอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผนึกกำลังคัดเลือกเยาวชนไทย 16 ทีม 35 คน จากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 24 (Young Scientist Competition, YSC 2022) และจากค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์แห่งชาติ ประจำปี 2564 (Thai Young Scientist Festival, TYSF 2022) ร่วมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ Regeneron International Science and Engineering Fair (Regeneron ISEF) 2022 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 13 พฤษภาคม 2565 ณ เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โดยในปีนี้มีโครงงานเข้าร่วมประกวด 1,410 ผลงาน จำนวนนักเรียน 1,750 คน จาก 63 ประเทศ และมลรัฐต่างๆ ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับปีนี้เยาวชนไทย 15 คน จาก 7 ทีม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และพันธมิตร ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณโดย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันส่งคณะเยาวชนไทยเข้าร่วมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์นานาชาติ หรือ ISEF 2022 โดยเมื่อเวลา 20.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) คณะเยาวชนไทยได้เข้าร่วมฟังการประกาศผลโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน เพื่อฟังการประกาศผลรางวัลสำคัญของเวที ISEF2022 คือ รางวัล Grand Awards Ceremony โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านช่องยูทูปและเฟซบุ๊กให้ชมพร้อมกันทั่วโลกผ่านเพจการศึกษาของ“Society for Science” ผลปรากฏว่ามีทีมเยาวชนไทยจากโครงการ YSC สวทช. คว้า 5 รางวัล Grand Awards ประกอบด้วย อันดับที่ 1  (Computational Biology and Bioinformatics) จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โครงงานเรื่อง “การทำนายความไวต่อยาด้วยเทคนิคผสมผสาน Graph Attention Networks เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์แบบแม่นยำ โดยใช้โครงสร้างโมเลกุลยาร่วมกับข้อมูลทางเภสัชพันธุศาสตร์” สาขา Computational Biology and Bioinformatics ผู้พัฒนาได้แก่ นายภาวิต แก้วนุรัชดาสร (น้องพีค) นายณัฐวินทร์ แย้มประเสริฐ (น้องนัท) และนายวุฒิพงศ์ จงเจริญสันติ (น้องสุกี้) และอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ดร.สาโรจน์ บุญเส็ง โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และนายบัณฑิต บุญยฤทธิ์ สถาบันวิทยสิริเมธี อันดับที่ 2 (Earth and Environmental Sciences) จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ “โครงงานการพัฒนานวัตกรรมซ่อมแซมแนวป่าชายเลนด้านในด้วยวัสดุปลูกลอยน้ำเลียนแบบลักษณะโครงสร้างของผลจิกทะเล” ผู้พัฒนาได้แก่ นายจิรพนธ์ เส็งหนองเเบน และนายฐิติพงศ์ หลานเดช จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี โดยมีนายขุนทอง คล้ายทอง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน และอันดับที่ 4 จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ “โครงงานการพัฒนาต้นแบบชุดทดสอบเชิงสีชนิดใหม่สำหรับไวรัสทั้งชนิด DNA และ RNA เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอย่างครอบคลุม (Sawasdee-AMP)” สาขา Biomedical Engineering ผู้พัฒนาได้แก่ นายกุลพัชร ชนานำ นางสาวปกิตตา เกรียงเกษม และนายคุณัชญ์ คงทอง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยมี ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ ครูสาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม และ ดร.วันเสด็จ เจริญรัมย์ จากไบโอเทค สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา “โครงงานการแกว่งของลูกตุ้มที่มีกระแสลมรบกวน” สาขา Physics and Astronomy ผู้พัฒนาได้แก่ นายวิชยุตม์ นาคะศูนย์ และอาจารย์ที่ปรึกษา นางซัลวาณีย์ เจ๊ะมะหมัด จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และรศ. ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ โครงงานการพัฒนาเข็มระดับไมโครเพื่อการตรวจวัดแบบ non-invasive ของสารครีเอตินินในของเหลวระหว่างเซลล์สู่นวัตกรรมการประเมินโรคไตแบบพกพา” สาขา Biomedical and Health Sciences ผู้พัฒนาได้แก่ นายพีรทัตต์ ลาภณรงค์ชัย และ นายธนพัฒน์ รีชีวะ และอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  จังหวัดนครปฐม และ ดร.ธิติกร บุญคุ้ม นาโนเทค สวทช. ‘จิกทะเล’ และ ‘ชุดตรวจโควิดไทย’ 2 รางวัลพิเศษ ดังไกลในเวทีโลก ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 พ.ค. เวลา 19.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ในรอบการประกวดรางวัลพิเศษ (Special Award) มีทีมเยาวชนไทยคว้า 2 รางวัลพิเศษ (Special Award) ได้แก่ “โครงงานการพัฒนาต้นแบบชุดทดสอบเชิงสีชนิดใหม่สำหรับไวรัสทั้งชนิด DNA และ RNA เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอย่างครอบคลุม (Sawasdee-AMP)” ผู้พัฒนาได้แก่ นายกุลพัชร ชนานำ นางสาวปกิตตา เกรียงเกษม และนายคุณัชญ์ คงทอง โดยมี ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ ครูสาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม และ ดร.วันเสด็จ เจริญรัมย์ จากไบโอเทค สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานดังกล่าวได้รับรางวัลที่ 1 สาขาการพัฒนาสุขภาพระดับโลก จาก USAID หรือ องค์การพัฒนาเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และอีกหนึ่งผลงาน รางวัลพิเศษ (Special Award) ได้แก่ “โครงงานการพัฒนานวัตกรรมซ่อมแซมแนวป่าชายเลนด้านในด้วยวัสดุปลูกลอยน้ำเลียนแบบลักษณะโครงสร้างของผลจิกทะเล” ได้รางวัลจาก Sigma Xi, The Scientific Research Honor Society สมาคมการวิจัยวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ผู้พัฒนาได้แก่ นายจิรพนธ์ เส็งหนองเเบน และนายฐิติพงศ์ หลานเดช จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี โดยมีนายขุนทอง คล้ายทอง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้รับรางวัลชนะเลิศในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดยเป็นผลงานการวิจัยที่มีการบูรณาการวิทยาการจากหลากหลายสาขายอดเยี่ยม รวมผลงานคณะเยาวชนไทยที่กวาดรางวัลจากเวที ISEF 2022 จำนวนทั้งสิ้น 7 ผลงาน เงินรางวัลราว 10,000 เหรียญสหรัฐ โดยคณะเยาวชนไทยจะเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ในช่วงเช้าของวันที่ 17 พ.ค.นี้ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เปิดรับสมัครนักศึกษารับทุน ป.โท วิศวะ TAIST-Tokyo Tech รอบ 2
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  สถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo Tech) ประเทศญี่ปุ่น และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดรับสมัครนักศึกษาที่จบปริญญาตรีหรือกำลังศึกษาอยู่ปีสุดท้ายที่มีพื้นฐานความรู้ด้านเครื่องกล ยานยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม เกรดเฉลี่ยปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า 2.75 หรือมีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 2 ปีหรือมีผลงานวิชาการโดดเด่น สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี รับทุนการศึกษาระดับปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต (นานาชาติ) ในหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์และระบบขนส่งขั้นสูง (Automotive and Advanced Transportation Engineering: A2TE), ปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Artificial Intelligence and Internet of Things: AIoT), วิศวกรรมพลังงานและทรัพยากรที่ยั่งยืน (Sustainable Energy and Resources Engineering: SERE) เปิดรับสมัครผ่านเว็บไซต์ www.nstda.or.th/taist_tokyo_tech/ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤษภาคม 2565 สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 2564 8016-8 หรือ e-mail: taist@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช.-สวรส. เดินหน้าพัฒนาเต็นท์ความดันลบ “HI PETE” ส่งมอบ รพ. รองรับผู้ป่วยโควิด-19
นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. เดินหน้าพัฒนาเต็นท์ความดันลบ HI PETE เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์สำหรับแยกกักผู้ป่วยติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ หรือการทำ Home Isolation หรือ Community Isolation โดยเฉพาะการรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ตามแนวทางเวชปฏิบัติฯ ใหม่   โดยทีมนักวิจัยได้รับทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในการต่อยอดพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนได้รับการสนับสนุนการผลิตเต็นท์ความดันลบจากกลไกการผลิตในประเทศ เพื่อส่งมอบให้กับหน่วยงานสถานพยาบาลต่าง ๆ นำไปใช้งานจริง ปัจจุบันเต็นท์ความดันลบ HI PETE ได้ถูกออกแบบและพัฒนาจากข้อมูลของบุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งานจริง จนได้เต็นท์ความดันลบ 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น COMPACT, รุ่น BALLOON และรุ่น GRANDE แต่ละรุ่นได้รับการออกแบบให้มีขนาดที่เหมาะกับการใช้งานในบริบทหรือพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ทุกรุ่นผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้านเครื่องมือแพทย์ และผ่านมาตรฐาน ISO 14644 ที่มีประสิทธิภาพการกรองเชื้อได้ถึง 99.995%   สำหรับหน่วยงานสถานพยาบาลที่มีความประสงค์ต้องการนำเต็นท์ความดันลบ HI PETE ไปใช้ และมีความพร้อมที่จะทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการใช้งานร่วมกับทีมวิจัย สามารถแจ้งความจำนงมาได้ที่ PETE@mtec.or.th หรือ โทร. 02-564-6500.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ร่วมส่งกำลังใจ 15 คณะตัวแทนเยาวชนทีมชาติไทยประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับโลกRegeneron ISEF 2022 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
6 พฤษภาคม 2565 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ : โครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รับมอบเงินสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนการนำคณะตัวแทนเยาวชนทีมชาติไทยทั้ง 15 คน จากโครงการ "การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 24: YSC 2022" เข้าร่วมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ นานาชาติ Regeneron International Science and Engineering Fair 2022: Regeneron ISEF 2022 ระหว่างวันที่ 7 - 13 พฤษภาคม 2565 ณ เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โดยในปีนี้ มีโครงงานเข้าร่วมประกวด 1,410 ผลงาน จากนักเรียน 1,750 คน จาก 63 ประเทศ และรัฐต่างๆทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา โดยน้องๆ ทั้ง 15 คน ได้นำผลงานเข้าร่วมนำเสนอ 7 ผลงาน ดังนี้ โครงงานการวิเคราะห์สัญญาณชีวภาพด้วยข้อมูลเชิงเวลาโดยอาศัยโครงข่ายประสาทเทียมคอนโวลูชันไล่ระดับความละเอียด ผู้พัฒนานายปุณณวิช ธุวจิตต์ และนายธีร์ เมธีพิทักษ์ธรรม โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยมี ดร.ธีรวิทย์ วิไลประสิทธิ์พร และนายบัญชาพร อรุณเลิศอารีย์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้รับรางวัลที่ 1 สาขาคอมพิวเตอร์ และรางวัลชนะเลิศ YSC 2022 . โครงงานการพัฒนาเข็มระดับไมโครเพื่อการตรวจวัดแบบ non-invasive ของสารครีเอตินินในของเหลวระหว่างเซลล์สู่นวัตกรรมการประเมินโรคไตแบบพกพา ผู้พัฒนานายพีรทัตต์ ลาภณรงค์ชัย และนายธนพัฒน์ รีชีวะ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยมี ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ และ ดร.ธิติกร บุญคุ้ม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้รับรางวัลที่ 1 สาขาวัสดุศาสตร์ และรางวัลชนะเลิศ YSC 2022 . โครงงานการทำนายความไวต่อยาด้วยเทคนิคผสมผสาน Graph Attention Networks เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์แบบแม่นยำ โดยใช้โครงสร้างโมเลกุลยาร่วมกับข้อมูลทางเภสัชพันธุศาสตร์ ผู้พัฒนา นายภาวิต แก้วนุรัชดาสร นายณัฐวินทร์ แย้มประเสริฐ และนายวุฒิพงศ์ จงเจริญสันติ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยมี ดร.สาโรจน์ บุญเส็ง และนายบัณฑิต บุญยฤทธิ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้รับรางวัลที่ 1 สาขาสหสาขา และรางวัลชนะเลิศ YSC 2022 . โครงงานการพัฒนาต้นแบบชุดทดสอบเชิงสีชนิดใหม่สำหรับไวรัสทั้งชนิด DNA และ RNA เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอย่างครอบคลุม ผู้พัฒนา นายกุลพัชร ชนานำ นางสาวปกิตตา เกรียงเกษม และนายคุณัชญ์ คงทอง โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยมี ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ และ ดร.วันเสด็จ เจริญรัมย์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้รับรางวัลที่ 1 สาขาเคมี YSC 2022 . โครงงานระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำนายและอธิบายความสามารถในการจับตัวระหว่างสารและโปรตีน ผู้พัฒนา นายกรวิชญ์ ปอยสูงเนิน และนายพงค์ภักดิ์ มะโนเรศ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยมี นายพิษณุ จันทรเสวต และ ดร.กอบชัย ดวงรัตนเลิศ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้รับรางวัลที่ 1 สาขาชีววิทยา YSC 2022 . โครงงานการแกว่งของลูกตุ้มที่มีกระแสลมรบกวน ผู้พัฒนา นายวิชยุตม์ นาคะศูนย์ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ โดยมี นางซัลวาณีย์ เจ๊ะมะหมัด และ รศ.ดร. กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้รับรางวัลที่ 1 สาขาฟิสิกส์ พลังงาน และดาราศาสตร์ YSC 2022 . โครงการการพัฒนานวัตกรรมซ่อมแซมแนวป่าชายเลนด้านในด้วยวัสดุปลูกลอยน้ำเลียนแบบลักษณะโครงสร้างของผลจิกทะเล ผู้พัฒนา นายจิรพนธ์ เส็งหนองเเบน และนายฐิติพงศ์ หลานเดช โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย โดยมี นายขุนทอง คล้ายทอง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้รับรางวัลที่ 1 สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็นเทค สวทช. กฟผ. เอกชนไทย-จีน ผนึกกำลังเดินหน้าโครงการนำร่องวินมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า 50 คันภายใต้บันทึกข้อตกลงการส่งเสริมการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ และการเริ่มโครงการความร่วมมือด้านงานวิจัย
For English-version news, please visit : Public-private partnership to promote electric motorcycles as motorcycle taxi วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) ได้จัดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงการส่งเสริมการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ และการเริ่มโครงการความร่วมมือด้านงานวิจัย โดยได้รับเกียรติจาก ดร. สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ คุณ สุทธิพงษ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คุณอารีรัตน์ ศรีประทาย กรรมการผู้จัดการบริษัท Stallions และ Mr. Li Yao ประธานบริษัท Dongguan Tailing Electric Vehicle Co., Ltd. (TAILG) โดยมี Dr. Mushtaq Memon, Regional Coordinator for Chemicals and Pollution Action และ Mr. Bert Fabian จาก United Nations Environment Programme (UNEP) ร่วมเป็นสักขีพยาน จากการสนับสนุนของ International Climate Initiative (IKI) โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ ความปลอดภัยทางปรมาณู และการปกป้องผู้บริโภค แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Federal Ministry for the Environment, Nature Conservation, Nuclear Safety and Consumer Protections: BMUV) โครงการ “Integrating Electric 2&3 Wheelers into Existing Urban Transport Modes in Developing and Transitional Countries” แก่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment Programme: UNEP) เพื่อพัฒนาโปรแกรมใน 6 ประเทศ จาก 2 ภูมิภาค ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม เอธิโอเปีย เคนยา และยูกันดา เพื่อผนวกยานยนต์ไฟฟ้า 2-3 ล้อเข้ากับขนส่งสาธารณะ โดยกรอบนโยบายที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อเป็นแบบอย่างในการขยายผลไปสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ภายใต้ Global Electric Mobility Program ของ UNEP บริษัท Shenzhen Shenling Car Company Limited (หรือที่รู้จักในนาม TAILG) ได้เข้าร่วมเป็นภาคี โดยได้บริจาครถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในหลายประเทศ ได้แก่ เคนยา ยูกันดา และ ฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างความตระหนักด้านการขนส่งไฟฟ้า และเก็บข้อมูลที่สำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการร่างนโยบาย สำหรับประเทศไทย UNEP ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้โครงการ “Mainstreaming Electric 2 and 3 Wheelers in Thailand” ซึ่งในเฟสแรก ได้มีการโฟกัสกับการพัฒนานโยบายเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนถ่ายไปสู่ขนส่งไฟฟ้าด้วยยานยนต์ไฟฟ้า 2-3 ล้อ ในไทย โดยการประเมินภาพขนส่งพื้นฐานของประเทศและภาพฉายในอนาคตที่จะมีการเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้า 2-3 ล้อในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศเพื่อมุ่งสู่เป้าคาร์บอนเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 สำหรับโครงการเฟส 2 นี้ จะโฟกัสการนำร่องการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ โดยได้รับความร่วมมือจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท The Stallions ที่ประสบความสำเร็จในการนำร่องใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อ “ENGY” ภายในพื้นที่ กฟผ และวินมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า กว่าร้อยคัน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงประกอบการร่างนโยบายที่เหมาะสม ซึ่งในโครงการเฟส 2 นี้จะมีคณะกรรมการโครงการคัดเลือกวินมอเตอร์ไซด์ 50 คนเข้าร่วมอบรมในโครงการ เพื่อให้สามารถใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อประกอบอาชีพประจำวัน โดยจะมีการติดตามเก็บข้อมูลด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เป็นระยะเวลา 1 ปี ข้อมูลด้านรูปแบบการขับขี่ การสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ การใช้พลังงาน ปริมาณมลพิษที่ลดลง ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ลดลง จะถูกวิเคราะห์ เพื่อสร้างโมเดลที่เหมาะสมในการขยายผลวินมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวหนึ่งเพื่อนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 จากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) Dr. Mushtaq Memon กล่าวถึงบทบาท UNEP ที่ช่วยขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 2-3 ล้อ ภายใต้ Global Electric Mobility Program โดยได้มีการนำร่องการใช้งานใน 6 ประเทศ จาก 2 ภูมิภาค ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ ไทยเวียดนาม เอธิโอเปีย เคนยา และยูกันดา โดยในประเทศไทยจะมีความร่วมมือกับทาง เอ็นเทค เพื่อขับเคลื่อนการนำร่องใช้งานจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ คุณ สุทธิพงษ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)กล่าวถึงบทบาท กฟผ. ในการสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยได้มีการกำหนดฉลากประหยัดไฟฟ้า เบอร์ 5 กว่า 31 รุ่น รวมถึงยี่ห้อ ENGY ของ กฟผ ที่ได้มีการใช้งานกว่า 51 คันในพื้นที่ กฟผ ทั่วประเทศไทย และอีก 51 คันสำหรับวินมอเตอร์ไซด์ในบริเวณ อ. บางกรวย จ. นนทบุรี Mr. Li Yao ประธานบริษัท TAILG กล่าวถึงบทบาทที่ TAILG ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันการใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมกับทาง UNEP ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยได้มีความร่วมมือกับ China Quality Certification Center (CQC) ในการก่อตั้ง Low Carbon Mobility Research Institute เพื่อสนับสนุนเชิงเทคนิคด้านการทดสอบตามมาตรฐาน คุณอารีรัตน์ ศรีประทาย กรรมการผู้จัดการบริษัท Stallions กล่าวถึงบทบาทที่ Stallions ได้ช่วย กฟผ ดำเนินการนำร่องโครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งในด้านการฝึกอบรมการใช้งาน การบำรุงรักษา และการติดตามประเมินผลการใช้ร่วมกับวินมอเตอร์ไซด์ในพื้นที่บางกรวย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สวทช. กล่าวถึงบทบาทเอ็นเทค สวทช. ที่ร่วมงานกับทาง UNEP ในการส่งเสริมการใช้งานจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ตั้งแต่เฟส 1 ที่มีการสร้างโมเดลภาคขนส่งพื้นฐานของประเทศและภาพฉายในอนาคตที่จะมีการส่งเสริมให้ใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อประกอบแนวทางนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งในเฟส 2 จะได้มีการขยายผลการใช้งานวินมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าให้เป็นรูปธรรมในลำดับต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สนับสนุนการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน
  ช่วงปีที่ผ่านมามีข่าวที่น่าตื่นเต้นในวงการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ เช่น นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันสามารถโคลนนิงเฟอร์เรตตีนดำ (Black-footed Ferret) สัตว์ใกล้สูญพันธุ์จากตัวอย่างเนื้อเยื่อที่เก็บรักษาไว้นานกว่า 30 ปี และนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียสามารถคืนชีวิตให้ต้น ไซลีน สเต็นโอฟิลลา (Silene stenophylla) ที่สูญพันธุ์ไปแล้วจากเมล็ดที่ผ่านการแช่แข็งตามธรรมชาติมานานนับหมื่นปี ทรัพยากรธรรมชาติในโลกนี้ต่างมีแนวโน้มที่จะเสียงต่อการสูญพันธุ์สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะดีหรือไม่หากประเทศไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพของประเทศในระยะยาวได้เช่นกัน   [caption id="attachment_32162" align="aligncenter" width="500"] ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) สวทช.[/caption]   ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล่าว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางทรัพยากรชีวภาพสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ทำให้ไทยมีความมั่นคงด้านอาหาร สามารถนำทรัพยากรชีวภาพมาใช้ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้หลากหลาย แต่การคงอยู่ของทรัพยากรชีวภาพอาจไม่ยั่งยืน เนื่องด้วยพฤติกรรมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของมนุษย์ และการต้องเผชิญเหตุภัยธรรมชาติหลายครั้งที่ผ่านมา ทำให้ทรัพยากรหลายชนิดกำลังจะสูญพันธุ์ ส่งผลให้ระบบนิเวศขาดความสมดุล ประเทศไทยอาจสูญเสียความมั่นคงด้านอาหาร และต้องเผชิญกับภัยพิบัติร้ายแรงต่างๆ ในอนาคต “เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ สวทช. ได้ก่อตั้งธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand: NBT) ขึ้นในปี 2562 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในการสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพแบบระยะยาว (Long-term Conservation) และเป็นคลังทรัพยากรชีวภาพสำรองให้แก่ประเทศ (Long-term Biobanking Facility) สำหรับรับมือกับวิกฤติการณ์ต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรชีวภาพไปอย่างถาวร ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานนี้จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (BCG Economy Model) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ รวมถึงการรักษาฐานทรัพยากรชีวภาพและความหลากหลายทางชีวภาพให้สมดุล โดย NBT ได้พัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องและใช้เทคโนโลยีมาตรฐานเพื่อยกระดับการอนุรักษ์ในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลทรัพยากรชีวภาพที่จัดเก็บไปใช้ประโยชน์ต่อยอดในภาคส่วนต่างๆ อย่างยั่งยืน”     การทำงานเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพแบบระยะยาว ทรัพยากรชีวภาพในไทยมีทั้งที่เป็นทรัพยากรท้องถิ่นและทรัพยากรที่เคลื่อนย้ายมาจากพื้นที่อื่น ทรัพยากรแต่ละชนิดมีความเสี่ยงในการสูญพันธุ์ไม่เท่ากัน NBT จึงมีเกณฑ์ในการจัดเก็บตัวอย่างทรัพยากรชีวภาพรวมถึงข้อมูลต่างๆ ของตัวอย่างเหล่านี้ เพื่อการอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ     ดร.ศิษเฎศ อธิบายว่า NBT ดำเนินการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพของประเทศโดยการทำงานร่วมกันของนักวิจัยจาก 3 ธนาคารหลัก คือ ธนาคารพืช (Plant Bank) ธนาคารจุลินทรีย์ (Microbe Bank) และธนาคารข้อมูล (Data Bank)  โดยธนาคารพืชจะให้ความสำคัญต่อการจัดเก็บพืชถิ่นเดียว พืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์​ และพืชที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยจัดเก็บส่วนขยายของพืช เมล็ดพันธุ์ (Seed) และเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) และมีการจัดเก็บตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (Herbarium Specimen) เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการ ธนาคารจุลินทรีย์จะให้ความสำคัญกับการเก็บสำรองจุลินทรีย์ที่ค้นพบในไทย ที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์และเป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีของประเทศ โดยจัดเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์ในรูปแบบและอุณหภูมิที่เหมาะสม เป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการ และมีแนวโน้มที่จะนำไปใช้เป็นมาตรฐานสากลในอนาคต ซึ่ง NBT มีความพร้อมด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยีสำหรับจัดเก็บตัวอย่างทรัพยากรชีวภาพในรูปแบบคงสภาพหรือคงความมีชีวิตที่อุณหภูมิเยือกแข็ง 2 ระดับ ระดับ -20 องศาเซลเซียส จัดเก็บเมล็ดพืชได้ 100,000 หลอดที่ขนาด 25 มิลลิลิตร และระดับ -80 องศาเซลเซียส จัดเก็บจุลินทรีย์และตัวอย่างชีววัสดุอื่นๆ ได้ 300,000 หลอดที่ขนาด 2.5 มิลลิลิตร และมีความสามารถในการจัดเก็บตัวอย่างเซลล์ในถังไนโตรเจนเหลว (Liquid Nitrogen) ขนาด 1,770 ลิตร”   ร่วมวิจัยและพัฒนาเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน นอกจากการให้บริการการจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพแบบระยะยาวแล้ว อีกหนึ่งการทำงานที่ NBT ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การวิจัยและพัฒนาด้านข้อมูลทรัพยากรชีวภาพ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นบทบาทของธนาคารข้อมูลชีวภาพ (Data Bank) เป็นโครงสร้างที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีค่าของทรัพยากรชีวภาพของประเทศ ดร.ศิษเฎศ อธิบายว่าในการจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพแต่ละชนิด นักวิจัยของ NBT จะรวบรวมข้อมูลหลากหลายมิติของตัวอย่าง อาทิ สารสำคัญของทรัพยากรชนิดนั้นๆ รูปแบบและวิธีการจัดเก็บทรัพยากรที่มีความเสี่ยงในการสูญพันธุ์และข้อมูลรหัสพันธุกรรรม เพื่อทำให้การจัดเก็บเป็นระบบและถูกต้อง NBT ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลตัวอย่าง Specimen Management System หรือ SMS ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกำกับให้การจัดเก็บเป็นระบบ สามารถตรวจสอบคุณภาพการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ตั้งเป้าหมายที่จะเปิดให้หน่วยงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันใช้งานเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการทรัพยากร โดยฐานข้อมูลเหล่านี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงเพื่อประโยชน์ในการศึกษา วิจัย และต่อยอดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในภาคการอนุรักษ์และการต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมเกษตร อาหาร การแพทย์     ดร.ศิษเฎศ เสริมว่า ตัวอย่างงานวิจัยสำคัญที่ NBT มีส่วนร่วมในการพัฒนาฐานข้อมูลอ้างอิง คือ การร่วมมือกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ในการพัฒนาฐานข้อมูลสารออกฤทธิ์ที่สำคัญของสมุนไพรเพื่อใช้ในการผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอก และการดำเนินงานโครงการ Genomics Thailand ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ทางด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย ในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงเพื่อการประมวลผลข้อมูลจีโนมมนุษย์ และการพัฒนาเครื่องมือชีวสารสนเทศเพื่อการสนับสนุนกิจกรรมเวชพันธุศาสตร์ (Genomic Medicine) เพื่อช่วยเหลือแพทย์ในการพยากรณ์โรค (Prognosis) การวินิจฉัย (Diagnosis) และการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม (Treatment Selection) ให้แก่ผู้ป่วย     “NBT มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนประเทศให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างเจ้าของทรัพยากร นักวิจัย และองค์กรทั้งภายในและต่างประเทศ ด้วยการพัฒนาระบบนิเวศที่เข้มแข็งในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรชีวภาพ โดยปัจจุบันนอกจากที่ NBT ได้ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐแล้ว NBT ยังได้ร่วมงานกับผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศอีกหลายรายในการสนับสนุนการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการแพทย์ เวชสำอาง และอาหารทางเลือก เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมและอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงก่อให้เกิดรายได้กลับเข้าสู่องค์กรสำหรับวิจัยและอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ ตามนโยบายของภาครัฐในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ” ดร.ศิษเฎศ กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ NBT พร้อมแล้วที่จะสนับสนุนการยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ และยกระดับเศรษฐกิจฐานชีวภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ NBT ได้ที่ www.nbt.or.th หรือติดต่อสอบถามได้ที่อีเมล biobank@biobank.in.th   เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ความสำเร็จในการขยายผลการผลิตต้นกล้าอินทผลัมในเชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสู่เกษตรกรไทย
อินทผลัม เป็นไม้ยืนต้นตระกูลเดียวกับปาล์ม ผลมีเนื้อสีเหลือง เนื้อฉ่ำน้ำ มีรสชาติหวานฉ่ำ มีเมล็ดแข็งทรงยาวรีอยู่ข้างในเนื้อ และเนื่องจากผลสุกมีราคาสูง ปัจจุบันจึงได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยเฉพาะพันธุ์บาฮี ที่เป็นพันธุ์รับประทานผลสดและเป็นพันธุ์การค้ายอดนิยม ให้ผลผลิตสูง สามารถปลูกได้ดีในประเทศไทย ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้อินทผลัมขึ้นแท่นเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่มาแรงที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ สอดคล้องแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG .ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน และสามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยการใช้ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการขยายพันธุ์ต้นอินทผลัม เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชแยกต้นเพศผู้และเพศเมีย เกษตรกรจะปลูกให้ได้ผลผลิตจะต้องปลูกต้นเพศเมียเท่านั้น แต่การเพาะเมล็ดอินทผลัมนั้นนอกจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดการกลายพันธุ์แล้วยังมีความเสี่ยงสูงที่จะได้ต้นเพศผู้มากกว่าต้นเพศเมีย และจะทราบก็ต่อเมื่อปลูกไปแล้ว 2-3 ปี จนกระทั่งพืชออกดอก ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะสามารถส่งตรวจทดสอบเพศของต้นอินทผลัมได้แล้ว แต่ก็ไม่การันตีถึงคุณภาพของผลผลิตที่ได้รับ ทำให้เกษตรกรเกิดความเสียหายอย่างมาก เกษตรกรรายใหญ่จึงมักเลือกซื้อต้นกล้าอินทผลัมที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต่างประเทศมาปลูกทำให้มีการนำเข้าต้นพันธุ์เพาะเลี้ยงมาจากต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งจะมีลักษณะดีเหมือนแม่พันธุ์ทุกประการ ตลอดจนให้ผลผลิตที่สม่ำเสมออีกด้วย แต่มีราคาสูง ทำให้เกษตรกรต้องเจอกับต้นทุนที่สูงขึ้น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับบริษัท  พี โซลูชัน จำกัด  พัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์อินทผลัมพันธุ์บาฮีในเชิงการค้า โดยใช้เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้สามารถขยายต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์บาฮีในระดับห้องปฏิบัติการ และต่อยอดสู่ในระดับเชิงพาณิชย์ เพื่อแก้ปัญหาการขยายต้นกล้าพันธุ์ดีของพืชมูลค่าสูง และยังช่วยให้ผลิตจำนวนต้นกล้าพันธุ์ดีเพียงพอต่อความต้องการของภาคเกษตรกรผู้ผลิต โดยได้รับการสนับสนุนจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวทช. เป็นหน่วยงานวิจัยที่มุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างขีดความสามารถและความมั่นคงในการผลิตพืชเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านมา ไบโอเทค มีการนำเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่มีอายุยาว เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ซึ่งความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาใช้ในการการขยายพันธุ์อินทผลัมพันธุ์บาฮีในเชิงการค้าครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของงานวิจัยที่ไบโอเทค นำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย ที่ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาสให้ทั่วถึง สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ BCG (BCG Economy Model) ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยจากทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค ให้ข้อมูลว่า “อินทผลัมเป็นพืชตระกูลปาล์ม ซึ่งการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชตระกูลปาล์มนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นพืชที่โตช้า ดังนั้นการพัฒนาเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการจึงใช้ระยะเวลานานไปด้วย ทางทีมวิจัยก็ได้รับโจทย์นี้มาจากผู้ประกอบการและเกษตรกรที่สนใจการขยายพันธุ์อินทผลัมพันธุ์บาฮีด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จึงได้เริ่มทำวิจัยโดยคัดเลือกต้นอินทผลัมเพศเมียสายพันธุ์บาฮีที่มีลักษณะดีเพื่อใช้เป็นต้นแม่ แล้วนำเนื้อเยื่อเจริญส่วนยอดและใบอ่อนของต้นแม่มาเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเป็นเวลากว่า 1-2 ปี จนสามารถชักนำให้เกิดการพัฒนาเป็นกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่าแคลลัส และแคลลัสสามารถเจริญไปเป็นต้นอ่อนสมบูรณ์ได้” “ที่ผ่านมาทำวิจัยในปาล์มน้ำมัน พบว่ากว่าจะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันให้เกิดเป็นต้นอ่อนในห้องปฏิบัติการได้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี แต่ในอินทผลัมเราสามารถทำได้เร็วกว่าปาล์มน้ำมัน โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี เท่านั้น ก็เริ่มเห็นเป็นยอดอ่อนสีเขียวพัฒนาจากแคลลัสแล้ว ยอดอ่อนสีเขียวที่เห็นนี้ถือว่าสำเร็จไปแล้ว 80% และจากประสบการณ์ของทีมวิจัย เราเห็นแนวโน้มว่าจะพัฒนาไปเป็นต้นและพร้อมนำลงปลูกในดินได้ต่อไป ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการใช้ระบบไบโอรีแอคเตอร์เข้ามาช่วยเร่งกระบวนการในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของอินทผลัมบาฮี เพื่อเพิ่มจำนวนให้ได้เป็นจำนวนมาก” คุณประพัฒน์ วนาพิทักษ์ ประธานบริษัท พี โซลูชัน จำกัด กล่าวว่า “อินทผลัมเป็นพืชมูลค่าสูง ผลสดเป็นที่ต้องการสูงในตลาด มีราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 500-800 บาท ทั้งบริโภคในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะประเทศแถบตะวันออกกลาง ในขณะที่ต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงถึงต้นละ 1,500-2,000 บาท ส่วนใหญ่นำเข้าจากอิรัก อียิปต์ รวมถึงอังกฤษ จึงมีแต่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่ลงทุนปลูกได้ แต่หากเราสามารถผลิตต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เองในประเทศและทำให้มีราคาถูกกว่าของต่างประเทศ จะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้มาก ส่วนเกษตรกรรายย่อยก็มีโอกาสปลูกได้มากขึ้นด้วย หรือปลูกเสริมจากการทำไร่ทำนาเพียงไม่กี่ต้น ก็จะช่วยให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย จึงได้เข้ามาติดต่อกับทาง ไบโอเทค สวทช. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และจัดทำเป็นโครงการเพาะเลี้ยงเนื้อเนื้อเยื่ออินทผลัมพันธุ์บาฮีขึ้นมา และจากการทำงานร่วมกับทาง ไบโอเทค สวทช. มา ก็คาดว่าในอนาคตจะมีการจัดทำโครงการร่วมกันในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการสำหรับผลิตต้นกล้าอินทผลัมโดยเฉพาะ หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนด้านห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อผลิตต้นกล้าอินทผลัมในเชิงพาณิชย์ต่อไปด้วย สิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกรผู้ผลิตอินทผลัม คือ การคัดเลือกสายพันธุ์ของอินทผาลัม เพื่อนำมาเป็นต้นแม่สำหรับการขยายพันธุ์ เนื่องจากอินทผลัมมีระยะเวลาในการเจริญเติบโต 2 - 3 ปีกว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งหากไม่ได้มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีก็พบความเสี่ยงที่ต้นกล้านั้นจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อาจจะเกิดการเน่าเสียหรือได้ผลผลิตไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ทำให้เกษตรกรเสียหายเนื่องจากนำเข้ามาในราคาแพง ซึ่งต้นแม่พันธุ์อินทผลัมบาฮีในโครงการนี้ได้รับความอนุเคราะห์จาก คุณรณชัย วงษ์ศรีทา เกษตรกร เจ้าของอินทผลัมสวนลุงขุน อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนเมษายน 2565
ข่าว สวทช. รับมอบโล่รางวัล “องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สวทช. จัดใหญ่ งาน NAC2022 ‘พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยงานวิจัย-นวัตกรรม BCG’บนแพลตฟอร์มออนไลน์ สวทช. จับมือ จุฬาฯ มจธ. ผนึกกำลังแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เพื่อตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรม ชาวไร่มันสำปะหลังเฮ นักวิจัยไบโอเทค สวทช.  คิดค้น ‘Strip test’ ชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างรวดเร็ว รู้ผลใน 15 นาที สวทช. ร่วมกับ ธนาคารยูโอบี และหน่วยงานพันธมิตร ดึง HUBBA เสริมแกร่งโครงการ Smart Business Transformation ปี 2565 สพฉ. ผนึก A-MED สวทช. และองค์กรพันธมิตร ใช้ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ขับเคลื่อนการแพทย์ฉุกเฉิน สวทช. ร่วมกับ กรมการแพทย์ และ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลังขับเคลื่อนและพัฒนานวัตกรรมตอบโจทย์ BCG ด้านสุขภาพและการแพทย์ ‘เอนก’ ขนทัพนักวิจัย สวทช. มหาวิทยาลัย จับมือภาคเอกชน ปูพรมพัฒนาณภาพชีวิต 5 จังหวัด พื้นที่ ‘ทุ่งกุลาร้องไห้’ ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สวทช.จับมือ GPSC ดันงานวิจัย-นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน นำร่องน่าน-ระยอง ใช้สมาร์ทฟาร์มมิ่งหนุนเกษตรวิถีใหม่ตอบ BCG รัฐบาลจีนประกาศมอบรางวัลแห่งมิตรภาพ "The 2021 Chinese Government Friendship Award" ให้กับ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ.สวทช. สวทช. - พันธมิตร เยี่ยมชมผลสำเร็จ ผลงานการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียนโรงเรียน ตชด. บ้านหม่องกั๊วะ สวทช. โดย STKS และ มธ. โดย หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ การจัดการสารสนเทศและองค์ความรู้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2565 (NAC2022) สวทช. และ ไบโอเบส ยุโรป ไพล็อท แพลนท์  เปิดตัวบริษัทร่วมทุน ไบโอเบส เอเชีย ไพล็อท แพลนท์ บทความ ทุเรียนห่อถุง Magik Growth ลดสารเคมี สู่ต้นแบบ “ทุเรียนพรีเมียม” เพื่อส่งออก  Download เอกสารฉบับเต็ม (24.4MB)
จดหมายข่าว สวทช.