ผลการค้นหา :
ประกาศรับข้อเสนอโครงการร่วมวิจัย ประจำปี 2566 โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศรับข้อเสนอโครงการร่วมวิจัย ประจำปี 2566 โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมทั้ง สนับสนุนการสร้างเครือข่ายการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ และสร้างผลงานที่มีผลกระทบสูง นำไปสู่การพัฒนาความเข้มแข็งของหน่วยงานทั้งสอง ตั้งแต่วันนี้ – 18 ตุลาคม 2565 ภายในเวลา 17.00 น.
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
กองบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล https://op.mahidol.ac.th/ra/category/research-news/
โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยมหิดล-สวทช. https://www.nstda.or.th/ChairProfessor/mahidol-nstda-excellence.html
ปฏิทินกิจกรรม
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 8 ฉบับที่ 5 ประจำเดือนสิงหาคม 2565
ข่าว
ไอแทป สวทช. สนับสนุนนวัตกรรม ‘DRAG KOOLER’ แผ่นเช็ดตัวสมุนไพร ตัวช่วยลดไข้เด็ก
นักเรียนพิการทำได้ ทีม “ร.ร.โสตศึกษาจังหวัดนครปฐม” คว้าแชมป์ KidBright for All โครงการสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวด้วยบอร์ด KidBright
สวทช. อัปเดตความคืบหน้าของการบังคับใช้กฎหมาย PDPA ใน 1 เดือนแรก พร้อมเวทีเสวนาสร้างความเข้าใจให้ภาคธุรกิจและภาคประชาชน
เปิดตัวแล็บทดสอบ EV Charger กำลังสูง 150 kW โดย กฟผ.-สวทช. รองรับธุรกิจหัวชาร์จไฟฟ้า หนุน EV Ecosystem แบบครบวงจรในไทย
สวทช. - ธ.ไทยพาณิชย์ จัดพิธีมอบทุนโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 24 และ JSTP-SCB รุ่นที่ 4 เดินหน้าหนุนเยาวชนพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นาสท์ด้า โฮลดิ้ง สวทช. ผนึก บ.โมรีน่า รุกตลาดวิจัย ‘ไบโอเบส’ เสริมแกร่งอุตสาหกรรมการเกษตร
เปิดตัวห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมเชิงพาณิชย์แห่งแรกในประเทศไทยจากความร่วมมือระหว่าง ไบโอเทค สวทช. และ บริษัท พี โซลูชั่น จำกัด
สวทช. ปฐมนิเทศ TAIST - Tokyo Tech Orientation Ceremony 2022 ต้อนรับนักเรียนทุน TAIST-Tokyo Tech ในรูปแบบออนไลน์
ศลช. ร่วมกับ สวทช. จัดงาน Seminar on Thai Herbal & Natural Products to Global Market เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมด้านสารสกัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสู่ตลาดสากล
สวทช. ร่วม กทม. จัดงาน "บางกอกวิทยา" เทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดือนสิงหาคม
4 เยาวชน “สุดเจ๋ง” ชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์โครงการ “Chevron Enjoy Science: Young Makers Contest ปี 4” ตะลุยเยอรมนี
บทความ
‘WATER FiT’ simple กล่องควบคุมการให้น้ำสำหรับการเพาะปลูกตอบโจทย์ ‘เกษตรแบบ Unplug’
Download เอกสารฉบับเต็ม (22.2MB)
จดหมายข่าว สวทช.
สวทช. เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมงานสัมมนา หัวข้อ “ การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว ( Green Industry ) เพื่อความยั่งยืน ” (ฟรี..ไม่มีค่าใช่จ่าย)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ขอเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมงานสัมมนา ในหัวข้อ “การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) เพื่อความยั่งยืน” ในวันพุธที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 09.00 – 12.30 น. ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรม zoom เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตและเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนผู้ประกอบการมาถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับผู้สนใจได้เพิ่มศักยภาพและนำประสบการณ์ที่ได้รับไปสู่การปฏิบัติ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวต่อไป สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 23 กันยายน 2565 https://bit.ly/3Rivqjr หรือ แสกน QR code ได้ตั้งแต่บัดนี้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
โปรแกรมการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. โทรศัพท์ 02-564-7000 ต่อ 1371 มือถือ 096-128-8826 (คุณภาวิณี) โทรศัพท์ 02-564-7000 ต่อ 1301 มือถือ 063-915-6656 (คุณพนิตา) ทั้งนี้ทางผู้จัดอบรมจะนำส่ง link การอบรมให้กับท่านที่ลงทะเบียนเท่านั้น
ปฏิทินกิจกรรม
ทัพภาคเอกชนญี่ปุ่นเยี่ยมชมเมืองนวัตกรรม EECi อ.วังจันทร์ จ.ระยอง
เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2565 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ ซึ่งนำภาคเอกชนญี่ปุ่นรายใหญ่กว่า 60 ราย ลงพื้นที่เยี่ยมชมสำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi วังจันทร์วัลเลย์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เพื่อดูความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม และแสวงหาความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาด้านต่างๆ ในอนาคตต่อไป.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
นาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีอนุภาคกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือ ส่งต่อเอกชนสู่นวัตกรรมความงามถึงมือผู้ใช้
For English-version news, please visit : Unlock the potential of reishi mushroom with nano delivery system
นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญจากดอกเห็ดเห็ดหลินจือเพื่อให้ได้สารออกฤทธิ์ทางเครื่องสำอางสูง สร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และพัฒนาระบบห่อหุ้มที่เพิ่มความคงตัวและความปลอดภัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท ฟาร์มคิดดี จำกัด สู่ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าผสมอนุภาคกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือ หวังยกระดับพืชสมุนไพรให้ใช้งานได้หลากหลายมิติ เพิ่มมูลค่า รวมถึงสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ตอบเทรนด์แนวคิดเศรษฐกิจ BCG
ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า พันธกิจหลักของนาโนเทคในการดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีสู่ความเป็นเลิศนั้น เราได้ให้ความสำคัญในการสร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีศักยภาพไปสู่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และสังคม สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยดำเนินการสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่อย่าง BCG (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อขยับต่อยอดสู่นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศสู่ความยั่งยืน ใน 3 ด้านที่นาโนเทคเกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรและอาหาร การแพทย์และสุขภาพ วัสดุและพลังงาน
“สำหรับการวิจัยเรื่อง การพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอาง นั้น จะเป็นการเสริมจุดแข็งของประเทศในด้านของพืชสมุนไพร และสารสกัดธรรมชาติที่หลากหลายให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยอาศัยกลไกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) แบบ ‘ทำน้อยแต่ได้มาก’ ที่มีภาคเอกชนรับถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมความงามที่กำลังเติบโตตามกระแสการรักสุขภาพและดูแลตัวเอง” ดร.วรรณีกล่าว
ดร.ธงชัย กูบโคกกรวด ทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตและเวชสำอาง กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า งานวิจัยเรื่อง การพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอางนั้น เริ่มมาจากการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่ทำให้ตนเองได้รู้จักกับบริษัท ฟาร์มคิดดี จำกัด ก่อนได้พูดคุยและตกผลึกความคิดในการร่วมกันของฝั่งวิจัยที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านสารสกัดธรรมชาติ และการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เวชสำอางด้วยระบบกักเก็บระดับนาโน ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ด้านเครื่องสำอาง และภาคเอกชนอย่างบริษัทที่ให้ความสำคัญด้านวัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิกส์หลายชนิด รวมถึงเห็ดหลินจือออร์แกนิกส์อีกด้วย
“โจทย์จากผู้ประกอบการคือ การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าของสารธรรมชาติออร์กานิค ผสมผสานกับแนวคิดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางนวัตกรรม โดยใช้กระบวนการสกัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้วัตถุดิบและสารสกัดเห็ดหลินจือที่มีคุณภาพ และปลอดภัย และนำมาพัฒนาเป็นระบบกักเก็บที่สามารถนำส่งสารสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ธงชัยกล่าว พร้อมชี้ว่า นักวิจัยและผู้ประกอบการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยร่วมกันและขอทุนวิจัยจากโปรแกรม INNOVATIVE HOUSE* ซึ่งในตอนนั้น (พ.ศ.2560) อยู่ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอาง”
* โปรแกรม INNOVATIVE HOUSE ปัจจุบัน อยู่ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
เมื่อได้รับทุนทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการสกัดดอกเห็ดหลินจือ โดยสารสกัดเห็ดหลินจือที่ได้นั้น พบสารสำคัญหลักคือ Ganoderic acid A และ Ganoderic acid C2 จึงได้ต่อยอดพัฒนาระบบกักเก็บสารสำคัญ พร้อมกับพัฒนาระบบอนุภาคนิโอโซม เพื่อกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือ ซึ่งมีขนาดอนุภาคช่วง 144.6 ถึง 308.3 นาโนเมตร และประสิทธิภาพการห่อหุ้ม 96.67% ทำให้อนุภาคนี้กระจายตัวได้ดี มีความคงตัว มีความปลอดภัยในการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์ และมีความปลอดภัยเมื่อสัมผัสผิวหนังในมนุษย์ ที่สำคัญคือ อนุภาคสามารถนำส่งสารสำคัญเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 4.640 ถึง 97.44 ในเวลา 24 ชั่วโมง
อนุภาคกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือที่ได้ ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของอนุภาคในชื่อ ริชโอโซม (REISHOSOME) และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของริชโอโซมที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และมีการทดสอบในอาสาสมัครทั้งการระคายเคืองผิวหนัง (Irritation test) และประสิทธิศักย์ (Efficacy test) โดยผลการทดสอบประสิทธิศักย์พบว่า ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวสามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส และมีความชุ่มชื่นเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ในอาสาสมัคร และจดแจ้ง อย. ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ริเชอรอล (REISHURAL)
นางวาสนา เชิดเกียรติกำจาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์มคิดดี จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากคุณวรกร เลาหเสรีกุล กรรมการผู้จัดการอีกท่านของฟาร์มคิดดีฯ ที่ทำฟาร์มเห็ดหลินจือไว้กินเอง หากมีเยอะก็แปรรูปเป็นชาเห็ดหลินจือขายที่ตลาดสุขใจ ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จนเมื่อได้คุยกับ ดร.ธงชัย ก็มีแนวคิดที่จะขยายประโยชน์ของเห็ดหลินจือให้มากกว่าแค่ในอุตสาหกรรมอาหาร สู่อุตสาหกรรมกลุ่มสุขภาพและความงามที่มีมูลค่าสูงกว่า ตลาดกว้างกว่า และความท้าทายมากกว่าด้วยเทคโนโลยีนาโน “เรามองเห็นโอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่โหยหาวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและความงามที่เป็นออร์แกนิคส์ ทำให้การวิจัยและพัฒนาที่ได้ผู้เชี่ยวชาญทั้งนักวิจัยจากนาโนเทค อาจารย์ทางด้านวิชาการและการตลาดในโปรแกรม INNOVATIVE HOUSE เข้ามาเสริมในมิติต่างๆ อย่างครบครัน ทำให้เราสามารถต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวในชื่อ ริเชอรอล (REISHURAL) ในที่สุด” กรรมการผู้จัดการฟาร์มคิดดี กล่าว
ปัจจุบัน ริเชอรอลอยู่ระหว่างการผลิต ณ โรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง (Nanoparticles and Cosmetics Production Plant) ภายใต้การดำเนินงานของนาโนเทค ซึ่งคาดว่า จะพร้อมออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกันยายนนี้
นางวาสนาเผยว่า กลุ่มเป้าหมายสำหรับริเชอรอลคือคนวัย 45-60 ปี ที่ต้องการดูแลสุขภาพผิวพรรณให้อ่อนเยาว์ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง และการใส่ใจรูปลักษณ์ ภาพลักษณ์ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีนวัตกรรมรองรับ แม้ปัจจุบัน ในตลาดโลกจะมีผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอางและบำรุงผิวจากสารสกัดเห็ดหลินจืออยู่บ้าง ราว 20 แบรนด์ทั่วโลก โดยมีทั้งเซรั่ม โลชั่น สบู่ รวมถึงครีมกันแดด นางวาสนาชี้ว่า ด้วยจุดเด่นเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชั่น (Nano Encapsulation) จะเพิ่มประสิทธิภาพให้ผลิตภัณฑ์ริเชอรอลโดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่งอื่น ๆ “เราตั้งเป้ายอดขาย 30 ล้านบาทใน 3 ปีแรก ซึ่งปัจจุบัน ก็เริ่มมีคนสั่งจองเข้ามาตั้งแต่ของยังอยู่ระหว่างการผลิตแล้ว และในก้าวต่อไป จะเป็นการต่อยอดใช้อนุภาคสารสกัดเห็ดหลินจือในผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยเริ่มจากกลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดด ที่อยู่ระหว่างการขอทุนวิจัยเพิ่มเติม รวมถึงมีแผนที่จะขายอนุภาคสารสกัดเห็ดหลินจือให้กับบริษัทผู้รับจ้างผลิตเครื่องสำอางในอนาคต” ผู้บริหารฟาร์มคิดดีชี้
ข่าวประชาสัมพันธ์
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำรัสในพิธีเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ i-CREATe 2022 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำรัสในพิธีเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่องวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ครั้งที่ 15 หรือ i-CREATe 2022 ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2565 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีนโดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นางสาววันทนีย์ พันธชาติ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.เคนเนธ ฟอง ประธานจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ i-CREATe 2022 และ นายไซมอน หวอง ประธานจัดงานและประธานกลุ่มความร่วมมือ CREATe Asia พร้อมทั้งคณะกรรมการจัดงาน เข้าร่วมงานประชุมดังกล่าว
การประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่องวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ครั้งที่ 15 (The 15th International Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology : i-CREATe 2022) นับได้ว่าเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอผลงานวิชาการและนิทรรศการระดับนานาชาติด้านวิศวกรรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมทั้งเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและผู้สูงอายุระหว่างผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับผู้ทรงคุณวุฒิในระดับสากล ซึ่งเกิดจากกลุ่มความร่วมมือด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งเอเชีย ภายใต้ชื่อว่า CREATe Asia โดยเป็นการรวมกลุ่มระหว่าง 15 องค์กร จาก 12 เขตเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ i-CREATe ซึ่งหมุนเวียนจัดในเขตเศรษฐกิจของสมาชิก CREATe Asia ตลอดมา พระองค์เสด็จทรงเปิดงานและทอดพระเนตรกิจกรรมด้วยพระองค์เองเป็นประจำทุกปี แม้นระหว่างมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ทรงมีพระราชดำรัสเปิดงานผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ นำความปลาบปลื้มมาสู่ผู้จัดงานและผู้ร่วมงานอย่างเป็นล้นพ้น
ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติ i-CREATe 2022 ประกอบด้วยการแสดงปาฐกถาพิเศษซึ่งมุ่งเน้นให้เป็นเวทีผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ที่ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูงด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก การอบรมเชิงปฏิบัติการและการนำเสนอผลงานวิจัยมุ่งเน้นให้เป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนานาชาติ (Global Student Innovation Challenge: gSIC 2022) เพื่อส่งเสริมนิสิตนักศึกษาให้มีความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ
นางสาววันทนีย์ พันธชาติ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ มีผลงานสิ่งประดิษฐ์จากนิสิตนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกและเข้าร่วมการประกวดรอบชิงชนะเลิศ จาก 5 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และไต้หวัน รวมทั้งสิ้น 40 ผลงาน การประกวดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (Technology Category) และผลงานด้านการออกแบบนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (Design Category) ผลปรากฏว่า ทีมเยาวชนไทยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กวาดรางวัลใหญ่ 2 เหรียญทองทั้งในด้านสิ่งประดิษฐ์และด้านการออกแบบนวัตกรรม รางวัลเหรียญทองแรกเป็นด้านสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ได้แก่ ผลงาน “การออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์กายภาพแขนผ่านกลไกสะท้อนแบบสมมาตร (Design and development of physical therapy upper limb device with symmetrical reflections mechanism)” พัฒนาโดย นายเมธาสิทธิ์ เกียรติ์ชัยภา นางสาวธันยพร วงศ์วัชรานนท์ และ Mr. Abul Kashem Tahmid Shahriar อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ และ ผศ.ดร.พัชรี คุณค้ำชู จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนรางวัลเหรียญทองอีกรางวัลหนึ่งเป็นด้านการออกแบบนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ได้แก่ ผลงาน “รถเข็นไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายผู้พิการทางขา หรือ Movere (New design power wheelchair for easy transfer)” พัฒนาโดย นางสาวธัญรดา วิริยะทรัพย์อุดม นายสุพศิน สมบุญดี และ นายกวิน สิริจันทกุล อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เช่นกัน นอกจากนี้ ทีมเยาวชนไทยยังได้รับรางวัลอื่นอีก 5 รางวัล โดยแบ่งเป็นผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ 2 รางวัล และ ผลงานด้านการออกแบบนวัตกรรม 3 รางวัล ดังนี้
ด้านสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ได้แก่
ผลงาน “เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างอนิเมชันล่ามภาษามือแบบสามมิติ (JustSigns)” พัฒนาโดย นางสาวนาราภัทร โมระกรานต์ นางสาวพลอยปภัส เพียรชูพัฒน์ และ นายชัชพล สุกิจพรอุดม อาจารย์ที่ปรึกษา นายนันทิพัฒน์ นาคทอง จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับรางวัลเหรียญเงิน
ผลงาน “การฝึกโดยใช้การสังเกตร่วมกับการใช้จินตนาการเพื่อฟื้นฟูการทำงานของแขนและมือในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (AOMI-based BCI system for stroke patient’s upper extremity rehabilitation)” พัฒนาโดย นายณัฐวัฒน์ รุ่งศิริศิลป์ นางสาวกัญญา อารีย์รักษา นางสาวเปรมรวี ธีรวิชยางกูร นายฤทธิชัย ไพรบูรณ์ และ นายวิศรุต อนรรฆมงคล อาจารย์ที่ปรึกษา รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับรางวัลชมเชย
ด้านการออกแบบนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ได้แก่
ผลงาน “เครื่องช่วยพยุงการลุกขึ้นยืนหรือนั่งลงของผู้สูงอายุ (The sit-to-stand support device for the elderly)” พัฒนาโดย นายนูรุดดิน ยูโซะ นายอิทธิพันธุ์ เอี่ยมกิจ นายศาสตรพล สมใจ นางสาวชลธิชา พรหมจักร์ และ นางสาวหทัยชนก หนูเรือง อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.จรูญรัตน์ ปริญญาคุปต์ ผศ.ธนกร อยู่โต และ ดร.กิติมา รงค์สวัสดิ์ จากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง
ผลงาน “ไซท์แบนด์ อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการทางการเห็น (SightBand)” พัฒนาโดย นายธัชชัย ศรีมุนินทร์นิมิต นางสาวบุญธิชา แซ่เจี่ย และ Mr. Rodolfo Lian Paderon อาจารย์ที่ปรึกษา รศ. พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลผลงานต้นแบบยอดเยี่ยม (Best Prototype)
ผลงาน “เครื่องช่วยฟังมหัศจรรย์ (The amazing hearing devices (AHDs)” พัฒนาโดย นายวิทวัส สุดทวี นายพลิศ อนามบุตร นางสาวณจรีย์ จันทร์เจิดศักดิ นางสาวลลิดา อภิรมย์เดช และ นายพิจักษณ์ อารยาวิชานนท์ อาจารย์ที่ปรึกษา รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ ผศ.ดร. จำรัส พร้อมมาศ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับรางวัลผลงานตามหลักสรีรศาสตร์ยอดเยี่ยม (Best Ergonomic)
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปิดรับสมัครแล้วในโครงการ “PADTHAI Social Enterprise #2”
เปิดรับสมัครแล้วในโครงการ "PADTHAI Social Enterprise #2
เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โดย FI Accelerator ร่วมกับเมืองนวัตกรรมอาหารส่วนขยาย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
เปิดรับสมัครผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมด้านนวัตกรรมเกษตรอาหารที่ต้องการยกระดับกิจการ เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
>>สิ่งที่ท่านจะได้รับ
∙ การอบรมและเวิร์คช็อปอย่างเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนากิจการเพื่อสังคมด้านนวัตกรรมเกษตรอาหารกว่า 10 ท่าน
∙ การถอดบทเรียนการพัฒนาผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคม
∙ โอกาสเข้าถึงแหล่งสนับสนุนด้านทุน ตลาด และการนำเสนอแผนธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ
∙ การสนับสนุนผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคม ด้านนวัตกรรมเกษตรอาหาร ด้วยบริการแบบครบวงจร โดย One Stop Service จาก FoodInnopolis และหน่วยงานเครือข่าย
∙ เข้าเป็นผู้ประกอบการในเครือข่ายของ FoodInnopolis และโอกาสในการเข้าร่วมโครงการอื่น ๆ ของ FI Accelerator
>> สมัครเลย หากท่านมีคุณสมบัติดังนี้
∙ ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรอาหารที่มีวิธีการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Social Enterprise
∙ ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรอาหารที่กำลังปรับรูปแบบธุรกิจ ให้มีกลไกของ Social Enterprise
∙ ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจที่มีแนวคิด และต้องการสร้างธุรกิจเกษตรอาหารในรูปแบบ Social Enterprise
∙ ผู้ที่อยู่ในระบบนิเวศของการพัฒนาธุรกิจเกษตรอาหารใน รูปแบบ Social Enterprise เช่น ภาคการศึกษา หน่วยงานวิจัยพัฒนา หน่วยงานให้ทุน เป็นต้น
>>กำหนดการโครงการ
∙ เปิดรับสมัครและสัมภาษณ์เพื่อเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2565
∙ ประกาศผลผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ : 7 ตุลาคม 2565
∙ ชำระค่าลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก : 8 - 28 ตุลาคม 2565
∙ ศึกษาดูงานกิจการเพื่อสังคมในจังหวัดเชียงราย 2 วัน : 19 - 20 พฤศจิกายน 2565
∙ อบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเข้มข้น 5 วัน 4 คืน ณ โรงแรม แสน โฮเทล จังหวัดเชียงราย : 21 - 25 พฤศจิกายน 2565
>>ค่าลงทะเบียนฝึกอบรม
∙ 1 ท่าน 18,000 บาท
∙ 2 ท่าน 25,000 บาท
∙ มากกว่า 2 ท่าน ติดต่อผู้ดูแลโครงการ
รวมค่าที่พัก 1 ห้อง ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายตลอดการฝึกอบรม
ไม่รวมค่าเดินทาง
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการตามลิงค์ด้านล่าง
—> https://forms.gle/hJwbYUxtiP3nwLvu9
หรือ Facebook Page: Padthai by FoodInnopolis
ติดต่อผู้ดูแลโครงการ
091-7135433 (กรองจิตร สมใส)
ปฏิทินกิจกรรม
‘WATER FiT’ simple กล่องควบคุมการให้น้ำสำหรับการเพาะปลูก ตอบโจทย์ ‘เกษตรแบบ Unplug’
For English-version news, please visit : WATER FiT Simple: A battery-powered, Bluetooth-enabled irrigation controller
‘น้ำ’ ถือเป็นปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตรที่มีความสำคัญมาก ซึ่งการให้น้ำอย่างเหมาะสมไม่เพียงทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี ยังส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ดีอีกด้วย ทั้งยังช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตจากการใช้น้ำที่เกินความจำเป็น ปัจจุบันศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนาเทคโนโลยีกล่องควบคุมการให้น้ำสำหรับการเพาะปลูก Water Fit Simple ที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค สมาร์ท ไลฟ์ แอนด์ อินโนเวชั่น ผู้ให้บริการระบบงานเกษตรอัจฉริยะ (Agriculture System Integrator: ASI) เพื่อทำหน้าที่ส่งต่อเทคโนโลยีให้เกษตรกรใช้บริหารจัดการน้ำในแปลงปลูก เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตของตนเองได้ไม่เว้นแม้บนดอยสูง
คุณนที มูลแก้ว เจ้าของ แอดสะเมิง ออร์แกนิกฟาร์ม อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เล่าว่า กลุ่มสะเมิงออร์แกนิก เป็นกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ดอยสูง จุดมุ่งหมายแรกคือสร้างงานให้คนพื้นถิ่น มีอาชีพดูแลตัวเองได้ ไม่ทิ้งถิ่นฐาน และมีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการผลิตพืชผักสมุนไพรอินทรีย์ที่มีคุณภาพสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนในชุมชน สู่เป้าหมายการสร้างอาหารปลอดภัยกระจายให้ผู้คนในพื้นที่อื่นๆ กลุ่มฯ จึงพยายามขับเคลื่อนการทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่อำเภอสะเมิงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังพบข้อจำกัดมากมาย เช่น การบริหารทรัพยากรน้ำที่มีอย่างจำกัด การเดินทางเข้าไปบริหารจัดการในพื้นที่แปลงปลูก การขนส่งผลผลิตซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่บนดอยสูงมีสภาพเป็นพื้นที่ในหุบเขาหรือพื้นที่ตามเชิงเขาที่มีความลาดชัน อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดารที่ห่างไกลจากชุมชน รวมถึงกระแสไฟฟ้า/สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เข้าไม่ถึงพื้นที่แปลงปลูก
คุณนที เล่าอีกว่า “เราได้เข้าไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ สวทช.ภาคเหนือ ด้วยโจทย์ที่ต้องการบริหารจัดการน้ำในแปลงปลูก แต่มีข้อจำกัดสำคัญพื้นที่ห่างไกลชุมชน ไม่มีกระแสไฟฟ้าและสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้เจ้าหน้าที่ สวทช. ภาคเหนือ ริเริ่มจัดฝึกอบรมและให้คำแนะนำการใช้เทคโนโลยีกล่องควบคุมการให้น้ำสำหรับการเพาะปลูก Water fit Simple ที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงาน และส่งผู้เชี่ยวชาญอิสระมาช่วยประเมินพื้นที่แปลงปลูกพบว่ามีความเหมาะสมกับการใช้เทคโนโลยี WATER FiT จึงตัดสินใจนำร่องติดตั้งใช้งาน WATER FiT ในแปลงปลูกพืชผักสมุนไพรอินทรีย์”
ด้าน คุณกิตติศักดิ์ นามบุญ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค สมาร์ท ไลฟ์ แอนด์ อินโนเวชั่น กล่าวว่า ตอนนี้เราได้รับอนุญาตใช้สิทธิจากผลงานวิจัย WATER FiT เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กล่องควบคุมการให้น้ำรุ่นพื้นฐาน (WATER FiT Simple) หลังจากที่ก่อนหน้านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญอิสระให้ฝ่าย สวทช. ภาคเหนือ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) และห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (EST) หน่วยวิจัยระบบอัตโนมัติและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) จากการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญให้ สวทช. มากว่า 2 ปี พบว่าเทคโนโลยีนี้ มีคุณสมบัติและจุดเด่นมากมาย เหมาะกับเกษตรกรยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือที่เป็นดอยสูงหรือพื้นที่เกษตรที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกลชุมชน ไม่มีไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตเข้าถึง ติดตั้งและใช้งานง่าย ผมจึงอยากจะผลิตและส่งต่องานวิจัยนี้ให้เกษตรกรที่อยากจะเริ่มต้นปรับตัว เข้ากับยุคเกษตร 4.0 ได้ใช้ประโยชน์เพื่อบริหารจัดการน้ำในการเพาะปลูกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางเข้าไปดูแลให้น้ำพื้นที่ปลูกอีกด้วย”
เทคโนโลยีกล่องควบคุมการให้น้ำสำหรับการเพาะปลูก Water Fit Simple มีระบบใช้ควบคุมการให้น้ำแปลงปลูกแบบอัตโนมัติ ตั้งค่าเปิดปิดวาล์วน้ำหรือปั๊มน้ำตามเวลา โดยผู้ใช้งานตั้งค่าผ่านโทรศัพท์สมาร์ตโฟน คุณสมบัติและจุดเด่นของเทคโนโลยี
ไม่ใช้ไฟฟ้า ใช้เพียงถ่าน 9 โวลต์ 1 ก้อน เป็นแหล่งพลังงาน (โดยถ่านสามารถใช้งานได้สูงสุด 1 ปี)
ไม่ต้องใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต กำหนดและปรับตั้งค่าได้ง่ายบนแอพพลิเคชันของโทรศัพท์สมาร์ตโฟน (ระบบแอนดรอยด์) ผ่านสัญญาณบลูทูท
ต่อควบคุมวาล์วน้ำได้สูงสุด 4 ตัว หรือควบคุมปั๊มน้ำ 1 เครื่องร่วมกับวาล์วน้ำได้สูงสุด 3 ตัว ทำงานอิสระจากกัน
กำหนดรูปแบบการให้น้ำได้ทั้งแบบให้น้ำทุกวัน วันเว้นวัน หรือบางวัน
กำหนดจำนวนครั้งและระยะเวลาให้น้ำได้หลายช่วงในแต่ละวัน เช่น ให้น้ำ 3 ครั้ง เวลา 8.00 น. ให้น้ำ 10 นาที เวลา 13.00 น. ให้น้ำ 8 นาที และเวลา 15.30 น. ให้น้ำ 5 นาที
รองรับเซนเซอร์วัดความชื้นดิน เซนเซอร์วัดปริมาณน้ำฝน เซนเซอร์วัดอุณหภูมิความชื้นสัมพัทธ์
คุณกิตติศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “สำหรับในส่วนของการติดตั้งยังทำได้ง่าย เพียงนำกล่อง WATER FiT Simple ไป ติดตั้งที่หน้าแปลงปลูกและเดินสายจากโซลินอยด์วาล์วไฟฟ้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดอุปกรณ์ จากนั้นทำการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน “Irrigation Valve” ด้วยบลูธูท เพียงเท่านี้ผู้ใช้ก็สามารถบริหารจัดการการให้น้ำและแปลงปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการสั่งการบนแอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟนได้ทันที”
สำหรับประสิทธิภาพการใช้งาน คุณนที เล่าว่า หลังจากนำเทคโนโลยี WATER FiT Simple มาใช้ในแปลงปลูกพืชผักสมุนไพรอินทรีย์ พบว่าพืชเจริญเติบโตไดี เก็บเกี่ยวผลลผลิตได้ปริมาณที่เพิ่มขึ้น คุณภาพดีขึ้นทั้งในเรื่องของกลิ่นสมุนไพรและการแตกใบสวยงาม ต่างจากเดิมที่แม้จะขับรถเข้าดูแลให้น้ำแปลงปลูกทุกวัน ก็ยังพบความเสียหาย ทั้งพืชตาย เหี่ยวเฉา ใบเหลือง ฯลฯ ทั้งนี้อาจจะเกิดช่วงเวลาการให้น้ำไม่เป็นเวลาหรือไม่สม่ำเสมอ บางทีติดธุระเข้าสวนไม่เป็นเวลาบ้าง รวมถึงให้น้ำในปริมาณที่ไม่เหมาะสมบางครั้งเผลอให้น้ำน้อยไปบ้างหรือมากเกินไปบ้าง ซึ่งผมดูแลสวนคนเดียวอาจะมีความผิดพลาดที่เกิดจาก Human Error ได้ นอกจากนี้การนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมบริหารจัดการการให้น้ำอย่างเหมาะสม ยังช่วยผมประหยัดเงินค่าน้ำมันในการเดินทางเข้าสวน มีเวลาเหลือไปหาตลาดเพื่อจัดจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มฯ ได้เพิ่มอีกด้วย”
ปีที่ผ่านมา ทีม สวทช. ภาคเหนือ และผู้เชี่ยวชาญได้เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลในเรื่องของต้นทุนการผลิตเปรียบเทียบก่อนและหลังใช้เทคโนโลยี พบว่าเดิมเกษตรกรมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมันในการขับรถเดินทางขึ้นไปรดน้ำแปลงพืชผักสมุนไพรทุกวันสูงถึง 12,960 บาท/ปี แต่หลังจากติดตั้ง WATER FiT Simple ก็เดินทางขึ้นไปดูแปลงเฉลี่ยอาทิตย์ละครั้ง คิดเป็นค่าน้ำมัน 1,728 บาท/ปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางถึง 11,232 บาท/ปี นอกจากนี้ยังมีเวลาเหลือ ทำให้สามารถไปหาลูกค้าและเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 5,000 บาท/เดือน หรือ 60,000 บาท/ปี นับเป็นเทคโนโลยีดีๆ ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้ในพื้นที่ห่างไกลและไฟฟ้าเข้าไม่ถึง แต่ยังช่วยให้เกษตรกรใช้ทรัพยากรคุ้มค่า เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตได้เป็นอย่างดี”
สำหรับผู้สนใจเทคโนโลยีกล่องควบคุมการให้น้ำสำหรับการเพาะปลูก WATER FiT Simple สามารถขอรับคำปรึกษาและติดต่อสอบถามได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค สมาร์ท ไลฟ์ แอนด์ อินโนเวชั่น ซึ่งได้รับอนุญาตใช้สิทธิจากในผลงานวิจัยอย่างเป็นทางการ โทรศัพท์ 08 8252 6799 อีเมล KSmartLife2022@gmail.com
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ศ. ดร.ชูกิจ เปิดวิสัยทัศน์ นโยบายการบริหาร สวทช. ครั้งแรกกับบุคลากร สวทช. ในเวทีกิจกรรม NSTDA DAY
กิจกรรม NSTDA DAY ตอน “The New Journey Begins” จัดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2565 ในครั้งนี้ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ท่านที่ 6 ได้มาเปิดวิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมาย พร้อมแนะนำทีมผู้บริหารชุด NSTDA 6.0 กำลังสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการทำงาน และขับเคลื่อน สวทช. ให้เป็นขุมพลังหลักของประเทศ โดยกิจกรรมครั้งนี้ มียอดผู้เข้าร่วมกิจกรรมและรับชมกิจกรรมรวม 2,918 คน/views
ศ. ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้ายว่า “จะทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการก้าวข้ามอุปสรรค และขับเคลื่อนให้ สวทช. เป็นขุมพลังหลักของประเทศในการใช้ประโยชน์จาก วทน. เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญ นำสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด” พร้อมกันนี้ เน้นย้ำถึง NSTDA Core Values “Nation First” ทีมบริหาร NSTDA 6.0 พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ และจะมุ่งมั่นปฏิบัติงานเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เริ่มแล้ว! โครงการทดสอบใช้ “ไบโอดีเซล” กับรถใหม่มาตรฐาน EURO 5
เริ่มแล้ว! โครงการศึกษาการใช้น้ำมันไบโอดีเซล กับรถยนต์ดีเซลขนาดเล็กมาตรฐานไอเสีย EURO 5 ดำเนินการโดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
โครงการศึกษาดังกล่าวจะเป็นการนำรถยนต์กระบะรุ่นใหม่มาตรฐานไอเสีย EURO 5 ไปทดสอบการใช้งานบนท้องถนนจริงด้วยการใช้น้ำมันไบโอดีเซล เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบด้านต่างๆ ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์ และการปล่อยมลพิษ หรือฝุ่น PM 2.5 ก่อนสรุปเป็นข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อไป โดยเฉพาะจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้รถ และผู้ประกอบการยานยนต์ ที่ยังมีความกังวลในการใช้น้ำมันไบโอดีเซลกับรถยนต์ดีเซลขนาดเล็กมาตรฐานไอเสีย EURO 5
ทั้งนี้ในปี พ.ศ.2567 จะเริ่มมีการบังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษจากรถยนต์ใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐาน EURO 5 ควบคู่ไปกับน้ำมันดีเซลมาตรฐาน EURO 5 ที่มีปริมาณกำมะถันต่ำ.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ พร้อมทูตญี่ปุ่น นำทัพเอกชนรายใหญ่กว่า 60 ราย เยี่ยมชมเมืองนวัตกรรม EECi จ.ระยอง
วันที่ 30 สิงหาคม 2565 ณ สำนักงานใหญ่ EECi อ.วังจันทร์ จ.ระยอง : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ Mr. Nashida Kazuya (นายนะชิดะ คะสุยะ) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย Mr. Takeo Kato (นายทาเคโอะ คะโต้) )ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (Japanese Chamber of Commerce Bangkok) และ Mr.Shoichi Ogiwara(นายโชอิจิ โอกิวาร่า) Vice President and Chairman of BCG Business Committee, JCC นำภาคเอกชนญี่ปุ่นรายใหญ่กว่า 60 ราย
ลงพื้นที่เยี่ยมชมสำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง เพื่อดูความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมและแสวงหาความร่วมมือวิจัยและพัฒนาในอนาคต อาทิ
ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน หรือ Sustainable Manufacturing Center (SMC) – โครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ (Automation, Robotics and Intelligent Electronics Platform) มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0 เพื่อตอบสนองการปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่
โรงงานแบตเตอรี่ทางเลือกที่มีความปลอดภัยสูง (Alternative Battery Pilot Plant) – พัฒนาแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงที่มีความปลอดภัย มีต้นทุนต่ำ ทั้งยังมีบริการเพื่อสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนา อาทิ บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีใหม่และวัสดุขั้นสูง การวิเคราะห์ประสิทธิภาพและคุณสมบัติแบตเตอรี่เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และ Energy Storage System
โรงเรือนฟีโนมิกส์ (Phenomics Facility) และโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) - มีเป้าหมายเพื่อเป็น Solution Center ด้าน Plant Phenomics ครบวงจร มีบริการครอบคลุมที่หลากหลาย ตั้งแต่บริการศึกษาสรีรวิทยาของพืชต่อสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อการผลิตสารสำคัญสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไปจนถึงการทดลองเพื่อให้ได้ข้อมูลผลผลิต และวิธีการผลิตที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์ รวมถึงสนับสนุนการสร้างบุคลากรด้านเกษตรสมัยใหม่ทั้งการให้คำปรึกษา และเป็นแหล่งฝึกอบรมทางเทคนิคอย่างครบวงจร
โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ (Biorefinery Pilot Plant) – มีเป้าหมายการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรจากการทำเกษตรสมัยใหม่ รวมถึงของเหลือทิ้งจากการเกษตร เช่น ชานอ้อย กากมันสำปะหลัง ทะลายปาล์ม แกลบ โดยสามารถนำไปผ่านกระบวนการทางชีวเคมีด้วยโรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำคณะฯ เยี่ยมชมกลุ่มสำนักงานใหญ่ EECi พร้อมกับกล่าวต้อนรับว่า “สวทช. มุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อมในการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม เข้าร่วมเป็นพันธมิตรใน EECi และร่วมสร้างผลงานวิจัยออกสู่ตลาดร่วมกัน สวทช. ยินดีและภูมิใจอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมอย่าง EECi ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เป็นสะพานเชื่อม เพื่อต่อยอดงานวิจัยไปสู่การใช้งานประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ โดยสามารถขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมเกิดการพัฒนากระบวนการผลิตที่สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้เพิ่มขึ้น ภาคเกษตรสามารถทำการเกษตรและแปรรูปสินค้าเกษตรให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสร้างความเข้มแข็งเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม สวทช. ในฐานะผู้กำกับดูแล EECi ซึ่งร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) วังจันทร์วัลเลย์ จะผนึกกำลังให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ได้อย่างแท้จริง สวทช. พร้อมแล้วที่จะเดินทางร่วมพันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”
เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) เป็นเขตนวัตกรรมแห่งใหม่ชั้นนำระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ตั้งอยู่บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC: Eastern Economic Corridor หรือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมสำคัญและขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการขยายขนาดงานวิจัย (Translational Research) และการปรับแปลงเทคโนโลยีทันสมัยจากต่างประเทศให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย (Technology Localization) สามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานได้อย่างแท้จริง ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบในการนำนวัตกรรมเข้าไปผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และปรับฐานอุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่ให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีฐานนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้น 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดังนี้
1.เกษตรสมัยใหม่ (Modern Agriculture)
2.ไบโอรีไฟเนอรี่ (Biorefinery)
3.แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงและการขนส่งสมัยใหม่ (Battery and Modern Transports)
4.ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ (Automation, Robotics and Intelligent Electronics)
5.การบิน (Aviation)
6.เครื่องมือแพทย์ (Medical Devices)
ทั้งนี้ ผู้สนใจรายละเอียดสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ https://www.eeci.or.th/
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จัดเต็มสิทธิประโยชน์ หนุนผู้ผ่านคัดเลือกโครงการ SUCCESS 2022
(30 สิงหาคม 2565) ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) จัดกิจกรรม SUXCESS at first sight: Opportunities and Networking ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี ปี 2565 หรือโครงการ SUCCESS ที่ให้ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้มีโอกาสทำความรู้จักบริการของโครงการ และ เครือข่ายธุรกิจที่จะมาช่วยสนับสนุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น โดยมี ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธี และแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ
ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี กล่าวว่าศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ที่เป็นหน่วยงานภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สวทช. สนับสนุนผู้ประกอบการที่มีบริการหรือผลิตภัณฑ์ทางด้านเทคโนโลยีเเละนวัตกรรมให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน โดยผ่านกระบวนการบ่มเพาะเเละเร่งสร้างการเติบโตโดยมีการวางแผนวินิจฉัยปัญหาทางธุรกิจตามตามศักยภาพ รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายนักลงทุนเเละพันธมิตร ในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในประเทศเเละต่างประเทศที่เข้มเเข็ง ซึ่งพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยกิจกรรม SUXCESS at first sight: Opportunities and Networking ภายใต้โครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี ปี 2565 หรือโครงการ SUCCESS ผู้ประกอบการจะได้รู้จักบริการของโครงการ และ เครือข่ายธุรกิจที่ศูนย์ฯ ได้เตรียมการสนับสนุน เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้มากขึ้น โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 20 ปี BIC ได้สนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีให้เติบโตได้มากกว่า 800 บริษัท สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจได้มากกว่า 5,500 ล้านบาท
นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. กล่าวว่า โครงการ SUCCESS ได้ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 10 มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 43 ราย จากการคัดเลือกผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีด้านสุขภาพ ด้านท่องเที่ยว ด้านอาหาร และด้านดิจิทัล โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศแบบ BCG Model ซึ่งในปีนี้มีพันธมิตรจากภาครัฐเเละเอกชนมาร่วมนำกลไกสนับสนุนในรูปเเบบที่หลากหลาย ได้แก่ มาตรการสนับสนุนทางด้านการเงินจาก SME D Bank เพื่อเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนเพื่อการส่งออกเเละนำเข้า EXIM BANK และการสนับสนุนจาก Live Platform ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย องค์ความรู้เครื่องมือทางการเงิน เครือข่ายธุรกิจ พร้อมทุนในการพัฒนาองค์กร ทุนละ 50,000 บาท จำนวน 30 ทุน มูลค่ารวม 1,500,000 บาท รวมถึงการเชื่อมโยงโอกาสเข้าถึงบริการจาก สวทช. อาทิ ทุนสนับสนุนการยกระดับผลิตภัณฑ์เเละมาตรฐานจาก ITAP มูลค่าทุนละ 400,000 บาท การสนับสนุนงานวิจัยที่พร้อมใช้ เเละผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ทางเทคนิคเเละการตลาด จาก AI4Thai มูลค่าทุนละ 35,000 บาท การสร้างต้นแบบรวดเร็วจาก TDX การประเมินมูลค่าเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงแหล่งทุนจาก TTRS การขึ้นบัญชีนวัตกรรมเพื่อเข้าถึงการจัดซื้อภาครัฐ เป็นต้น
นอกจากนี้ทุกบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับการประเมินมูลค่าของธุรกิจ เพื่อที่จะเตรียมร่วมทุน หรือ วางแผนกลยุทธ์บริษัทได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีกิจกรรมเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจกับพันธมิตรต่างประเทศที่มีความเข็มเเข็งในการส่งเสริมสตาร์ตอัป ได้แก่ จีน เกาหลี ไต้หวัน ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาด เเละสร้างเครือข่ายความร่วมมือไปประเทศเหล่านี้ได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ผู้สนใจโครงการสามารถติดตามข่าวสารข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page: ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. Business Innovation Center, BIC (https://www.facebook.com/NstdaBIC/) อีเมล success@nstda.or.th โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 5015
………………………………………
ข่าวประชาสัมพันธ์


