หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. ลุยพื้นที่ EECi เสริมสร้างศักยภาพครู รับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน สอดคล้องนโยบาย BCG พร้อมต่อยอดในชั้นเรียน  
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ผนึกกำลังกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ร่วมกันจัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 7 - 9 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์ประชุม บางแสนเฮอริเทจ ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยครูผู้สอนในระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนในพื้นที่ EEC (จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) จำนวน 80 โรงเรียน รวม 160 คน เพื่อพัฒนาศักยภาพ เพิ่มพูนความรู้และเสริมสร้างสมรรถนะด้านต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก (EEC)  ให้แก่ “คุณครู” ผู้ถ่ายทอดความรู้ ให้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสู่หลักสูตรในสถานศึกษาต่อไป การอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวต้อนรับ และ คุณฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย คุณวรพจน์ สิงหราช ผู้อำนวยการสำนักบริหารการมัธยมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวรายงาน จากนั้น ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุญยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวเปิดการอบรม เริ่มการอบรมเชิงปฏิบัติการด้วย การบรรยายพิเศษ แนวทางการจัดการเรียนการสอน ด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development : ESD) โดย คุณฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และการบรรยายและฝึกปฏิบัติการ หัวข้อ การจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดย ผศ.ดร.กฤษฏิพัทธ์ พิชญะเดชอนันต์ และ ดร.กฤตอร จิววะสังข์ สาขาวิชาการจัดการการบริการการท่องเที่ยวและไมซ์ (หลักสูตรนานาชาติ) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมีลักษณะและสอดคล้องกับ BCG Economy ความสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน วิธีการวิเคราะห์การท่องเที่ยวกับผลกระทบต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และนำเสนอกรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน การออกแบบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้ฟังได้เห็นภาพมากขึ้น กิจกรรมในช่วงบ่าย เป็นการบรรยายใน หัวข้อ การประยุกต์ความรู้ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมข้อมูล (Data Science) คือ ศาสตร์การนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ ผ่านวิธีการต่างๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดเก็บ จัดการ และวิเคราะห์ ไปจนถึงการนำเสนอข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ออกมาในรูปแบบของข้อมูลเชิงลึก (Insight) เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านธุรกิจและด้านอื่นๆ พร้อมยกตัวอย่างการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ด้านการศึกษา ธุรกิจอาหาร และ  การท่องเที่ยว โดย ดร.ปัฐมา กระต่ายทอง นักวิจัย ทีมวิจัยการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ต่อด้วย กิจกรรมการแนะนำการทำงานและการต่อยอดการใช้งาน “นวนุรักษ์แพลตฟอร์ม” การจัดเก็บข้อมูลวัฒนธรรมเพื่อการอนุรักษ์และท่องเที่ยวในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งนวนุรักษ์เป็นแพลตฟอร์มสำหรับบริหารจัดการข้อมูล เพื่อให้ชุมชนหรือหน่วยงานสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ด้วยตัวเอง ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ทางด้านการศึกษา การท่องเที่ยว การสร้างนวัตกรรม การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และบริการในท้องถิ่นให้ยังสามารถคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดย คุณวัชชิรา บูรณสิงห์ และทีมวิจัยเทคโนโลยีภาษาธรรมชาติและความหมาย กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมการอบรมได้ลงมือฝึกปฏิบัติการใช้งานแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ เรียนรู้การใช้เครื่องมือต่างๆ บนแพลตฟอร์ม เช่น การใช้งานระบบบริหารจัดการ การสร้างเส้นทางการท่องเที่ยว/ระบบนำชม, การทำอุปกรณ์ Hologram และการทำ content สำหรับงาน Hologram เป็นต้น สำหรับวันที่ 2 ของการอบรม เริ่มด้วย กิจกรรม Design Thinking Workshop การสร้างสตอรี่ข้อมูลท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น ให้สามารถจับต้องได้ มีเรื่องราว และเกิดการพัฒนาเป็น Story of Product ที่สัมผัสได้ รวมถึงเทคนิคต่างๆ สำหรับ Vlogger เพื่อสร้าง Content Creator เตรียมพร้อมก่อนลงพื้นที่จริง กับ กิจกรรม “งานสื่อที่สร้างสรรค์ กับเครื่องมือที่สร้างเสริม” โดย อาจารย์ชัยวุฒิ รื่นเริง รองคณบดีฝ่ายบริหาร และรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์สื่อสารสร้างสรรค์ คณะนิเทศศาสตร์ และทีมวิทยากรจากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ในช่วงบ่ายวันที่ 2 ของการอบรม คณะครูผู้เข้าร่วมการอบรมได้เดินทางลงสถานที่ฝึกปฏิบัติการกรณีศึกษา เพื่อเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์เพื่อสร้างนวัตกรรมท่องเที่ยวในมุมมองใหม่ๆ ณ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล และ ศูนย์เรียนรู้โลกใต้ทะเลบางแสน สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ได้รับเกียรติจาก  ดร.บัลลังก์ เนื่องแสง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล พร้อมด้วย ดร.พัชรี ทองอำไพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและสื่อสารองค์กร และ คุณจิรศักดิ์ แช่มชื่น หัวหน้าฝ่ายบริการวิชาการ ให้การต้อนรับ และแนะนำภาพรวมของพิพิธภัณฑ์ฯ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมการอบรมร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม ลงมือฝึกปฏิบัติการนำข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ มาเชื่อมโยงกับ นวนุรักษ์แพลตฟอร์ม สำหรับบริหารจัดการข้อมูลนวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยวันสุดท้ายของการอบรม เป็นการนำความรู้ที่ได้รับตลอดการอบรมมาออกแบบงานสื่อสร้างสรรค์ และนำเสนอผลงานการนำข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ มาเชื่อมโยงกับ นวนุรักษ์แพลตฟอร์ม สำหรับบริหารจัดการข้อมูลนวัตกรรม การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมรับฟังคำแนะนำจากคณะวิทยากร และช่วงสุดท้ายเป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อยอดไปสู่การเรียนการสอนในสถานศึกษาต่อไป โดย อาจารย์บุญลือ คำถวาย ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง  ตัวอย่างผลงานการนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ ตัวอย่างผลงานแนวทางการออกแบบการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากผู้เข้าร่วมอบรม ครูสิทธิพร ธิมาชัย ครูผู้สอนวิชาสังคม โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า จากการเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการพัฒนาที่ยั่งยืน  สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนและผู้อื่น ด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ว่าสามารถนำไปพัฒนาเพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และยั่งยืนได้ในอนาคต การนำไปต่อยอดในด้าน การสอน จะแนะนำนักเรียน ในการเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยว โดยการสร้างคลิป สื่อ ต่างๆ ที่จะถ่ายทอดแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้ทราบ ผ่านแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น Facebook , TikTok , YouTube เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ แก่ตนเอง ชุมชน ตามการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน นอกจากนี้ครูสิทธิพรฯ ได้กล่าวถึง แพลตฟอร์มนวนุรักษ์ ถือเป็นสื่ออย่างนึงที่คุณครูสามารถสร้างขึ้นมาแล้วให้นักเรียนเข้ามาเรียนรู้ได้ หรือ แนะนำให้นักเรียนสร้างสื่อในการนำเสนอข้อมูลของตัวเอง เช่น อาชีพของพ่อแม่ แหล่งท่องเที่ยวของชุมชนตนเอง เพื่อให้เกิดคลังข้อมูลให้ผู้อื่นเข้ามาเรียนรู้ได้ การใช้งานไม่ยาก สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้ที่เข้ามาชมสามารถใช้งานและเรียนรู้ได้ง่าย ครบจบในที่เดียว ครูประภากร ทองนอก ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนระยองวิทยาคม นิคมอุตสาหกรรม จ.ระยอง กล่าวว่า การได้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ ได้เรียนรู้ในด้านแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับใช้จัดทำ เรียบเรียง และเผยแพร่ข้อมูล และการทำคอนเทนต์รูปแบบต่างๆให้น่าสนใจ วิธีการนำเสนอให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ที่สนใจจะมาศึกษาข้อมูลเหล่านี้ ความรู้ที่ได้รับเหล่านี้ถือเป็นเทคนิคที่นำไปประยุกต์ใช้สอนในชั้นเรียนได้หมด เช่น แพลตฟอร์มนวนุรักษ์ สามารถใช้นำเสนอข้อมูลของนักเรียน หรือการบูรณาการในการเรียนการสอน โดยให้นักเรียนได้ออกแบบ การสร้างคอนเทนต์  นำเสนอข้อมูลตามบริบทของชุมชนที่อยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ข้อมูลของโรงงานอุตสาหกรรม ข้อมูลบริษัทที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกิจกรรมของชุมชนด้าน Zero Waste  นำเสนอผ่านแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ คุณครูอาภาพร ห่วงมาก ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนโพธิสัมพันธ์พิทยา จ.ชลบุรี กล่าวว่า จากการที่ได้มาอบรมหลักสูตรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน ทำให้ได้ทราบประเภทเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เรียนรู้  การสร้างคอนเทนต์ อย่างที่ทราบว่าการสร้างคอนเทนต์ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่ายที่อยู่ ๆ เราจะสามารถสร้างขึ้นมา ได้เรียนรู้กระบวนการ สร้างสตอรี่ การวางแผน การดึงดูดให้น่าสนใจอย่างไรบ้าง รวมถึงการได้สร้างผลงาน สนุกและได้ความรู้ นอกจากนี้สามารถนำไปต่อยอดในการเรียนการสอน ชี้แนะให้กับนักเรียนในการสร้างคอนเทนต์ หรือว่าแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ให้เป็นที่รวบรวมข้อมูล สามารถให้นักเรียนค้นคว้า ข้อมูลและนำมาใส่ไว้ในแฟตฟอร์ม ซึ่งจะเป็นการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล นำไปใช้ในวิชาที่สอนคือวิชาประวัติศาสตร์ ให้นักเรียนค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับภูมิภาคของเราและนำไปใส่ไว้ในแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ เพื่อเป็นคลังข้อมูลของนักเรียนได้  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนา MPE Seminar Series: Energy Efficiency Evaluation for Plastics and Rubber Manufacturing Processes
เชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนา MPE Seminar Series: Energy Efficiency Evaluation for Plastics and Rubber Manufacturing Processes ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 The methodology to evalvale the Energy Efficiency and Energy Saving of plastic and rubber production processes Hosted by STRI KMUTNB https://kmutnb4.webex.com/kmutnb4/j.php?MTID=mc6a8ee05319033f9a9f26a48a154ebac Friday, February 23, 2024 8:00 AM | 5 hours | (UTC+07:00) Bangkok, Hanoi, Jakarta Meeting number: 2514 760 1766 Password: 3d54BJacegK (33542522 from video systems) Join by video system Dial 25147601766@kmutnb4.webex.com You can also dial 210.4.202.4 and enter your meeting number. Join by phone +65-6703-6949 Singapore Toll Access code: 251 476 01766 อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://tggs.kmutnb.ac.th/methodology-energy-saving-2024
ข่าวหน่วยงานภายนอก
 
เชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนา MPE Seminar Series: Battery – Recovery of Critical Metals from a Dynamic Waste Stream
เชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนา MPE Seminar Series: Battery – Recovery of Critical Metals from a Dynamic Waste Stream ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567   Battery - Recovery of critical metals from a dynamic waste stream Hosted by STRI KMUTNB https://kmutnb4.webex.com/kmutnb4/j.php?MTID=m5fe48ade495130e70ca4eb4ccbf3bfc8 Wednesday, February 14, 2024 8:00 AM | 5 hours | (UTC+07:00) Bangkok, Hanoi, Jakarta Meeting number: 2513 056 0414 Password: VkGc6efSy37 (85426337 from video systems) Join by video system Dial 25130560414@kmutnb4.webex.com You can also dial 210.4.202.4 and enter your meeting number. Join by phone +65-6703-6949 Singapore Toll Access code: 251 305 60414 อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://tggs.kmutnb.ac.th/battery-recovery-2024
ข่าวหน่วยงานภายนอก
 
7 เยาวชนตัวแทนประเทศไทยบินลัดฟ้าสู่แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมลุ้นผลการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติจากไอเดียที่ส่งเข้าประกวด
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 23.55 น. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ส่งตัวแทน 7 เยาวชนไทยบินลัดฟ้าเข้าร่วมกิจกรรม “โครงการ Asian Try Zero-G 2023” เพื่อรับชมการถ่ายทอดสดนักบินอวกาศญี่ปุ่นนำแนวคิดการทดลองของเยาวชนไทยจำนวน 3 เรื่อง ที่ได้รับการคัดเลือกขึ้นไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติแบบ ​real-time ผ่านห้องบังคับการที่ศูนย์อวกาศสึคุบะ ขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับเยาวชนจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไต้หวัน  โดยจะเริ่มทำการทดลองในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 08.00-18.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) สำหรับแนวคิดการทดลอง 3 เรื่อง ได้แก่ 1. เรื่อง “ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้า” โดย นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 2. เรื่อง “การศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” โดย นายณัฐภูมิ กูลเรือน, นายจิรทีปต์ มะจันทร์, นางสาวฟ้าใหม่ คงกฤตยานุกุล และนายภูมิพัฒน์ รัตนวัฒน์ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย 3. เรื่อง “การออกกำลังกายท่าดาวทะเลภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” โดย นางสาววรรณวลี จันทร์งาม และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนระยองวิทยาคม
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. โดย เอ็มเทค สวทช. หนุนอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ปลดล็อก CBAM ช่วยไทยคงมูลค่าส่งออก EU กว่า 4 พันล้านบาท
อว. โดย เอ็มเทค สวทช. หนุนอุตสาหกรรมไทย ให้บริการฐานข้อมูลค่ากลางคาร์บอนแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค ช่วยปลดล็อกมาตรการคาร์บอนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM ให้กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการไทย ที่กำลังเผชิญกับมาตรการ CBAM ในระยะเปลี่ยนผ่าน (ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2566 - สิ้นปี 2568) ก่อนสหภาพยุโรปบังคับใช้เต็มรูปแบบ 1 ม.ค. 2569  (วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567) ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวง อว.ชั้น 1 ถนนพระรามที่ 6 : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อมวลชน ในกิจกรรม NSTDA Meets the Press เรื่อง: มาตรการ CBAM ใครพร้อม ได้ไปต่อ ชวนปลดล็อก การปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนสหภาพยุโรป หรือ EU มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรปครั้งแรกที่จะมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง โดยผู้นำเข้าสินค้าเป้าหมาย 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.ซีเมนต์ 2.ไฟฟ้า 3.ปุ๋ย 4.เหล็กและเหล็กกล้า 5.ไฮโดรเจน และ 6.อะลูมิเนียม ไปยังสหภาพยุโรปจะต้องรายงานปริมาณการนำเข้ารวมถึงปริมาณการปล่อยคาร์บอนทางตรงและทางอ้อม (Embedded Emission) ของสินค้า ซึ่งปัจจุบันมาตรการดังกล่าวอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยในวันที่ 1 มกราคม 2569 จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ผู้นำเข้าสินค้าเป้าหมาย 6 กลุ่มจะต้องซื้อ CBAM Certificate ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้านั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอลูมิเนียม กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแรก 1 ใน 6 อุตสาหกรรม ที่สามารถดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการ CBAM ได้สำเร็จ โดยได้ดำเนินการร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในการจัดทำค่ากลางของผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมตามกรอบ CBAM ซึ่งค่ากลางดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมหล่อบิลเล็ต, กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมหน้าตัด และกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมแผ่นม้วนภายในประเทศ เพื่อให้ได้ทราบถึงรายการสารขาเข้า และสารขาออกของแต่ละกระบวนการผลิตย่อยของบริษัทตนเอง หรือกระบวนการผลิตรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ที่สำคัญคือทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามกรอบ CBAM สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมในระดับประเทศ ซึ่งค่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวสามารถนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากทางยุโรป และสามารถนำไปต่อยอดและวิเคราะห์ เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุงในแต่ละกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตได้อีกด้วย “มาตรการ CBAM กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เรามองว่าเป็นประเด็นสำคัญ ถ้าเริ่มทำก็จะรู้ว่าเราต้องปรับอะไร และเราไม่ได้มองเฉพาะกลุ่มอลูมิเนียมเองเท่านั้น แต่มองไปถึง Supply Chain อื่น ๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ปลายทาง เช่น รถยนต์ ที่ใช้อลูมิเนียมเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์ ซึ่งหากต้นน้ำสามารถผ่านมาตรการ CBAM ได้ดี ก็จะช่วยทั้งอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งส่วนประกอบจากอลูมิเนียม ตัวอย่างเช่น การเติบโตของอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า (EV) ที่โตอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าต้องการส่วนประกอบจากอลูมิเนียมมากขึ้น ซึ่งจากเดิมรถยนต์อีวี ใช้อลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ 70 กิโลกรัมต่อคัน จะเพิ่มขึ้นการใช้เป็น 200-300 กิโลกรัมต่อคัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าต่อคัน เป็นต้น” @อุตฯ อะลูมิเนียมพร้อมรับ CBAM คงมูลค่าส่งออก 4 พันล้านบาท-ลุ้นเพิ่มอัตราส่งออกจากคู่แข่งที่ไม่พร้อม  นายธีรพันธุ์ กล่าวต่อว่า การที่กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมปรับตัวได้เร็วก่อน เป็นข้อได้เปรียบ เพราะทางทีมวิจัยสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. ไม่เพียงสนับสนุนเรื่องข้อมูลเท่านั้น ซึ่งขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมมองไปถึงการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ดีขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หลายอุตสาหกรรมยังกังวลและมอง CBAM เป็นอุปสรรค กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมกลับมองเป็นโอกาส เพราะในกรณีที่ประเทศไทยจะส่งออกไปที่สหภาพยุโรปเหมือนประเทศคู่แข่งอื่น ๆ หากประเทศไทยสามารถผ่านมาตรการ CBAM กับผู้ส่งออกในยุโรปได้สำเร็จ จะได้เปรียบกว่าประเทศอื่น ๆ ที่อาจจะสู้ต้นทุนการลดค่าคาร์บอนตามข้อบังคับของ CBAM ไม่ไหว และอาจจะล้มเลิกการส่งออกสินค้าประเภทเดียวกับไทยก็เป็นได้ ซึ่งโอกาสจะกลับมาเป็นของไทยที่จะสามารถขยายอัตราการส่งออกสินค้าอลูมิเนียมได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม “ปี  2566 ไทยมีปริมาณการส่งออกอะลูมิเนียม อยู่ที่ประมาณ 20,000 ตัน มีตลาดส่งออกไปที่ยุโรปประมาณ 4-5 % หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท หากไทยยังปรับตัวไม่ได้กับมาตรการ CBAM นั่นหมายความว่าการส่งออก 5 % หรือมูลค่า 4,000 ล้านบาทจะหายไปในทันที ซึ่งยังไม่รวมกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เข้าสู่สถานการณ์ที่ CBAM เริ่มขยายการบังคับใช้ให้ครบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม” @ แนะ 6 อุตสาหกรรมไทยเข้าข่ายมาตรการ CBAM ปรับตัวด่วน  ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม กล่าวย้ำว่า ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมควรต้องเร่งศึกษามาตรฐานของกลุ่มอุตสาหกรรมของตนเองโดยด่วนตั้งแต่บัดนี้ และต้องเร่งมือหาองค์ความรู้เพื่อรับมือกับมาตรการ CBAM อย่างต่อเนื่องและพร้อมปรับตัวตลอดเวลา เพราะแม้กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมเตรียมตัวมาล่วงหน้าแล้ว ก็เกือบจะตกขบวนการปรับตัวให้เข้ากับมาตรการดังกล่าว โดยในช่วงปี 2567-2568 จะเป็นช่วงที่ CBAM ยังไม่เก็บเงินก็จริง แต่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบต้องเตรียมประเมินผลไว้ ซึ่งทางสหภาพยุโรปเคร่งครัดในเรื่องการกรอกข้อมูลให้พร้อมและถูกต้อง และควรมีข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้จากที่ดำเนินการร่วมกับ เอ็มเทค สวทช. มาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าประเทศไทยตอนนี้ ไม่มีหน่วยงานใดที่มีข้อมูลความพร้อมเท่ากับ เอ็มเทค สวทช. ที่ทำฐานข้อมูลพื้นฐาน (Background data) นี้ไว้รองรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ “ในฐานะผู้ประกอบการที่จะต้องเร่งปรับตัวตอนนี้แบบเร่งด่วน คือ ควรเข้ามาปรึกษาเอ็มเทค สวทช. ซึ่ง หากรัฐบาลสนับสนุน เอ็มเทค สวทช. ให้มีทั้งบุคลากรเพิ่มเติมและงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล จะช่วยให้ทีมวิชาการทีมวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาสนับสนุนการทำงานของกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อการส่งออกของประเทศและช่วยรองรับอุตสาหกรรมจำนวนมากได้ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการส่งออกของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจากนี้ไปภายในระยะเวลา 2 ปี จะมีหลายอุตสาหกรรมเร่งมือปรับตัวก่อนที่จะถูกเก็บเงินตามมาตรการ CBAM ที่จะทยอยประกาศมาตรการบังคับใช้กับอีกหลายกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน (Oil refineries) อุตสาหกรรมการผลิตแก้ว (Glass) และกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ (Acids and bulk organic chemicals) โดยในอนาคตเป็นไปได้ที่ต้องเผชิญมาตรการ CBAM อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” @เอ็มเทค สวทช. หนุนอุตสาหกรรม ให้บริการแหล่งข้อมูลค่ากลางคาร์บอนแห่งเดียวในประเทศไทย ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย เอ็มเทค สวทช. ได้จัดทำโครงการ "ศูนย์ข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" ประเทศไทยจึงเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ได้จัดทำข้อมูลค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวคิด CBAM ซึ่งเป็นค่ากลางของประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมทางการค้ากับสหภาพยุโรป โดยกลุ่มอะลูมิเนียม เป็นกลุ่มแรกที่สามารถทำข้อมูลออกมาได้ทันช่วงเปลี่ยนผ่านของมาตรการ CBAM ทั้งนี้ผลจากการประเมินจะช่วยให้อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมมีค่า CBAM กลางของประเทศ เพื่อใช้ต่อยอดในการเจรจาทางการค้า และพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ดีขึ้น สำหรับมาตรการ CBAM จะส่งผลให้ราคาวัสดุสินค้าเพิ่มขึ้นมา 15% ตัวอย่างเช่น การซื้อแท่งอลูมิเนียมต่างสถานที่กัน ราคาเฉลี่ยอาจไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ไม่เท่ากันคือ ตัวค่าคาร์บอนของอลูมิเนียมของแต่ละประเทศ ดังนั้นอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวเพื่อสู้กับการแข่งขันจากคู่แข่งประเทศอื่นด้วย ประเทศไทยไม่มีโรงถลุงอลูมิเนียมต้นทาง  โดยเป็นการซื้อจากต่างประเทศมาทั้งหมด อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอลูมิเนียมมีกำไรเพียง 10 % ซึ่งทุกวันนี้ประเทศไทยอยู่ได้เพราะว่าผลิตเป็นจำนวนมากหลักแสนตัน หากในอนาคตกำไรน้อยลงจากมาตรการ CBAM ก็อาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้โดยตรงเช่นกัน “สิ่งที่เป็นผลสำเร็จของกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ให้เดินได้ตามมาตรการ CBAM ขณะนี้ คือ ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ให้บริการข้อมูลพื้นฐาน (Background data) ของวัสดุในประเทศไทย ซึ่งมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นค่ากลางของประเทศ นำไปใช้ประโยชน์อ้างอิงข้อมูลสินค้าตามมาตรการ CBAM ที่สหภาพยุโรปกำหนด โดยช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการกลุมอุตสาหกรรมอลูมิเนียม ในเรื่องการกรอกข้อมูลตามระบบของสหภาพยุโรป เพื่อรายงานค่าคาร์บอนกลางของสินค้ากลุ่มอลูมิเนียมของผู้ส่งออกไทยก่อนส่งออกสินค้าเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป” นายธีรพันธุ์ กล่าวเสริมว่า ในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ขอยกตัวอย่างสินค้า ปลายทางที่กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมส่งไปที่ยุโรป เช่น อะลูมิเนียมแผ่น ทั้งแผ่นบางและแผ่นหนา ซึ่งผู้ประกอบการในยุโรปที่ผลิตเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ จะนำเข้าอะลูมิเนียมแผ่นจากประเทศไทยเข้าไปผลิต ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องดำเนินการตามมาตรการ CBAM โดยต้องประเมินตนเองและกรอกข้อมูลเพื่อให้รู้ว่าค่าการปล่อยคาร์บอนของวัสดุอะลูมิเนียมที่ส่งออกเป็นปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งในอนาคตผู้ประกอบการแอร์ที่จะส่งแอร์ไปขายในยุโรปและประเทศต่าง ๆ ต้องทราบว่าจะใช้อะลูมิเนียมกี่กิโลกรัม แล้วจากการคำนวณการใช้กี่กิโลกรัมแล้ว จะใช้วัสดุต้นทางจากที่ใด และแยกออกเป็นเฉพาะวัสดุอะลูมิเนียมจำนวนเท่าใด หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์บริโภคอื่น ๆ เช่น เครื่องดื่มกระป๋อง-น้ำอัดลมกระป๋อง ล้วนเข้าข่ายมาตรการ CBAM ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมศึกษาข้อมูลเพื่อรับกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน EU ทั้งสิ้น
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
งานสัมมนา “การบริหารจัดการภาษีคาร์บอนให้เป็นผลกำไร” : Turning Carbon Tax Management into Profit!
FDI Group ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ภายใต้การดูแลของ สวทช. เพื่อให้ผู้ประกอบการ ได้เห็นความสำคัญของการเตรียมพร้อมและรับมือในการวางแผนภาษีคาร์บอน ในงานสัมมนา “การบริหารจัดการภาษีคาร์บอนให้เป็นผลกำไร” : Turning Carbon Tax Management into Profit! . วันอังคารที่ 5 มีนาคม 2567 08.30 - 17.00 น. ห้องประชุม Auditorium ชั้น 3 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. Ticket Price : 1,800 บาท (ราคานี้รวมอาหารและเครื่องดื่มภายในงาน) พิเศษ! ซื้อ 1 แถม 1 **สำหรับสมาชิกของ NSTDA, TSP , FTI , FDI และเครือข่าย** . ร่วมฟังบรรยายพิเศษกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ อุปสรรคการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และความท้าทายของผู้ประกอบการ Green Technology and Trend สิทธิประโยชน์ในการจัดการก๊าซเรือนกระจกและแนวทางการวางแผนภาษีที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจก การวางแผนภาษีคาร์บอนให้เหมาะสมกับธุรกิจอุตสาหกรรมนำเข้าและส่งออก ข้อกำหนด CBAM และข้อกำหนดอื่นๆในระแวกเพื่อนบ้าน เสวนา 1 Case Study : Success story จากการปรับปรุงการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไทย เสวนา 2 Case Study : Technology Success คาร์บอนฟุตพริ้นท์ในไทย กิจกรรม Special Consulting ( ฟรี สำหรับผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า 10 ท่านแรก ! ) . จำนวนที่นั่งจำกัด! สำรองที่นั่งได้ที่ https://forms.gle/K8oDGJYjUgzDBAc79 . ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sciencepark.or.th/.../fdi-turning-carbon-tax.../ ดูน้อยลง
ปฏิทินกิจกรรม
 
เอ็มเทค สวทช. ผนึกกำลัง ส.อ.ท. จัดทำฐานข้อมูลกลางด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มอุตสาหกรรม เหล็ก รองรับมาตรการ CBAM
(9 กุมภาพันธ์ 2567)  ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย รศ.ดร. เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พร้อมด้วย นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมลงนามความร่วมมือการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เพื่อรองรับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมเป็นสักขีพยาน และกล่าวแสดงความยินดี รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินวัฏจักรชีวิต หรือ Life Cycle Assessment (LCA) ของกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็ก โดยประเมินจากข้อมูลบัญชีรายการสิ่งแวดล้อม หรือ Life Cycle Inventory (LCI) เก็บข้อมูลจริงจากโรงงาน (Field Collection) และใช้แบบจำลองในการศึกษาจากข้อมูลที่เก็บได้ในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เพื่อเป็นตัวแทนของข้อมูลภาคการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยทีมวิจัยสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้การดูแลของ เอ็มเทค สวทช.และบริษัทที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 7 โรงงาน ประกอบด้วยเหล็กแผ่น 4 โรงงาน ท่อเหล็ก 1 โรงงาน ลวดเหล็ก 1 โรงงานและเหล็กรูปพรรณ 1 โรงงาน โดยจะร่วมกันศึกษารายการสารขาเข้าและสารขาออกของแต่ละกระบวนการผลิต เพื่อวิเคราะห์ส่วนที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาในแต่ละกระบวนการ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ตลอดจนสามารถทราบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการผลิตรวมถึงผลพลอยได้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกระบวนการผลิตในอนาคต ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปีค.ศ.2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี ค.ศ. 2065ต่อไป “เอ็มเทค สวทช. มีพันธกิจในการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้สำหรับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคม เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ การดำเนินงานในการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมรองรับมาตรการ CBAM ภายใต้ความร่วมมือนี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะดำเนินการโดยสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับวิเคราะห์ข้อมูล สร้างโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อันนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุงการผลิตที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ปัจจุบันนี้ แนวโน้มและทิศทางของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมมีการแข่งขันกันสูงมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การบริหารจัดการต้นทุนในกระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยอุตสาหกรรมจะเข้าสู่ “Green Steel” ที่จะต้องเน้นความยั่งยืน พลังงานสะอาด และรักษ์โลก หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ มาตรการ CBAM (Carbon Boarder Adjustment Mechanism) ซึ่งทาง EU ได้ประกาศใช้แล้วช่วงต้นเดือนตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นมาตรการที่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเหล็ก เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งมีการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กสำเร็จรูปไปสหภาพยุโรป (27 ประเทศ) ในปี 2566 มีมูลค่า 2,466 ล้านบาท  และมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 4.3% จากมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยผู้ประกอบการจะต้องหาแนวทางเพื่อปรับรูปแบบการผลิต การผลิต เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและสอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมไทยยกระดับภาคอุตสาหกรรมภายใต้นโยบาย ONE FTI จากอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ที่ประกอบด้วย 46 กลุ่มอุตสาหกรรมและ 11 คลัสเตอร์ ครอบคลุม 76 จังหวัด สู่อุตสาหกรรมใหม่หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  โดย ส.อ.ท. มีการจัดตั้งสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Institute: CCI) เพื่อให้องค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับ Carbon Footprint of Product (CFP) และ Carbon Footprint for Organization (CFO) นำเสนอความเห็นต่อภาครัฐเพื่อให้ประเทศไทยเตรียมความพร้อมต่อมาตรการสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ เช่น CBAM มีการจัดทำ FTIX แพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ ส.อ.ท. เห็นว่า หากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ มีการศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตและการพัฒนาต่อยอดเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนา Green Products และฉลากสิ่งแวดล้อมต่อไป” นายเกรียงไกร กล่าว นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. กล่าวว่า “ภาพรวมของการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก และสถานการณ์ของการแข่งขันทางธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล็กตามที่ทุกท่านทราบหรือรับรู้จากข่าวสารต่างๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการผลิตที่มุ่งสู่ Green Steel และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม  ทางกลุ่มเหล็กได้ตระหนักในความสำคัญและมุ่งมั่นในการส่งเสริม สนับสนุนสมาชิกของกลุ่มเหล็กในการเตรียมความพร้อมขององค์กรและกระบวนการผลิตเหล็ก เพื่อรองรับการมุ่งสู่ Green and Circular Economy โดยเริ่มต้นจากการศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์เหล็ก โดยโครงการฯ ได้รับความสนใจจากสมาชิกของกลุ่มฯ เป็นอย่างมาก การจัดทำฐานข้อมูลของอุตสาหกรรมเหล็ก แบบ Gate to Gate และ Cradle to Gate ที่เป็นตัวแทนของข้อมูลภาคการผลิตเหล็กของไทย มีเป้าหมายการจัดทำฐานข้อมูลของผู้ประกอบการทั้งกลุ่มเหล็กทรงยาว (Long products) 2 ฐานข้อมูล และกลุ่มทรงแบน (Flat products) จำนวน 5 ฐานข้อมูล รวมทั้งสิ้น 7 ฐานข้อมูล” ทั้งนี้ พิธีลงนามสัญญาร่วมวิจัยเป็นความร่วมมือในการจัดทำบัญชีรายการสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Inventory: LCI) ที่เป็นฐานข้อมูลแบบ Gate-to-Gate และ Cradle to gate ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก (พิจารณาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ออกจากโรงงาน) ประเมินข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อหน่วยของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ และบริษัทที่เข้าร่วมต้องทำการร่วมเก็บข้อมูลการผลิตย้อนหลังจำนวน 12 เดือน เพื่อให้ได้ข้อมูลเฉลี่ยตามการผลิตจริง ซึ่งจะพิจารณาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ออกจากโรงงาน
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. พร้อมพันธมิตร ร่วมอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยี และแนวทางการใช้ ChatGPT และเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ปี 67
(8 กุมภาพันธ์ 2567) ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ร่วมกับองค์กรพันธมิตร ได้แก่ สถาบันไอเอ็มซี สมาคมอุตสาหกรรมชอฟต์แวร์ไทย วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ บริษัท โค้ดคิท อินโนเวชั่น จำกัด และบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด จัดงานสัมมนาหัวข้อ "Top 10 Technology & Cyber Security Trends and Updates 2024" เพื่ออัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าจับตามองในปี 2567 รวมถึงแนวทางการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ภาคธุรกิจและประชาชนต้องระวังเพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียทั้งต่อตัวบุคคลและองค์กร พร้อมเผยวิธีการประยุกต์ใช้เครื่องมือ Generative AI อย่าง ChatGPT เพื่อเพิมประสิทธิภาพในด้านการทำงานและด้านการศึกษา และเทรนด์ของ Cross Platform Development ที่โปรแกรมเมอร์ควรทราบ โดยภายในกิจกรรมสัมมนาได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานเปิดงาน ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. มีภารกิจในการพัฒนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญในการพัฒนาประเทศ ขับเคลื่อนประเทศผ่านเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนทั่วประเทศ สวทช. มีเครื่องมือ บุคลากร และบริการที่พร้อมให้การสนับสนุนและผลักดันการสร้างผู้ประกอบการ การพัฒนาบุคลากร การจ้างงาน ทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และ Food Innopolis อีกทั้งโปรแกรมต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนและยกระดับสร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งบุคลากร SME สตาร์ตอัป และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ให้สามารถแข่งขันบนเวทีระดับโลกได้ โดยในปีนี้ สวทช. วางแผนผลักดันเรื่อง BCG Implementation เป็นภารกิจสำคัญ เพื่อมุ่งเน้นการตอบสนองต่อเป้า BCG ของประเทศทั้ง 4 มิติ ได้แก่ การเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพึ่งพาตนเอง สำหรับการสัมมนาหัวข้อ Top 10 Technology & Cyber Security Trends and Updates เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปี ร่วมกับองค์กรพันธมิตรเพื่ออัปเดตแนวทาง แบ่งปันและถ่ายทอดความรู้เรื่องแนวโน้มของเทรนด์เทคโนโลยี และภัยคุกคามทางดิจิทัลที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง รวมไปถึงให้ความรู้ด้านอาชีพและทักษะที่ตลาดแรงงานของอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นที่ต้องการในปี 2567 เพื่อให้องค์กรและบุคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล ได้มีแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ วางแผน และเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา ทางซอฟต์แวร์พาร์คจัดกิจกรรมอบรมและสัมมนา เพื่อพัฒนาบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลมากกว่า 2,500 ราย ผ่านหลักสูตรและโปรแกรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารระดับสูง นักพัฒนา หรือกลุ่มผู้ที่ต้องการได้รับประกาศนียบัตรในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมสนับสนุนผู้ประกอบการทางธุรกิจเทคโนโลยี ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและมีศักยภาพเพื่อรองรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลของประเทศ และรวมไปถึงบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการพื้นที่สำนักงาน ห้องอบรม/สัมมนา และ ARI Co-InnoSpace ภายในงานสัมมนาฯ ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี ได้เล่าถึงความน่าสนใจเกี่ยวกับ Top 10 Technology และแนวโน้มเทคโนโลยีดิจิทัลในปี 2024 นายสมหมาย กรังพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี เอ็น พี โซลูชั่น จำกัด และกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมชอฟต์แวร์ไทย (ATSI) อัปเดตถึง Development Platform ที่บุคลากรในสายไอทีและโปรแกรมเมอร์จำเป็นต้องรู้ นายไพบูลย์ พนัสบดี CTO บริษัท โค้ดคิท อินโนเวชั่น จำกัด และ ดร.เด่นเดช รักษ์รัตนตรัย วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือ Generative AI อย่าง ChatGPT เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการทำงานขององค์กรและด้านการศึกษา ปิดท้ายด้วย นายปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด ได้เล่าถึงความน่ากลัวของภัยคุกคามทางไซเบอร์ สำหรับผู้สนใจในบริการทางด้านการพัฒนาบุคลากร หรือพัฒนาผู้ประกอบการ หรือกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงบริการด้านพื้นที่ของทางเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก: Software Park Thailand เว็บไซต์ swpark.or.th  หรือ โทร. 02-583-9992, 02-564-7000
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เกษตรกรเฮ ปลูกถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML สร้างรายได้ไม่ธรรมดา  สวทช.-พันธมิตร หนุนปลูกครบวงจร ใช้กลไก ‘ตลาดนำการผลิต’ เอกชนรับซื้อถึงแปลง
(วันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2567) ณ จังหวัดอำนาจเจริญ และ จังหวัดศรีสะเกษ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จโครงการการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML ด้วยกลไกตลาดนำการผลิต เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ปีงบประมาณ 2566 นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้ ศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ และ รศ. ดร.ประกิจ สมท่า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนาพันธุ์ถั่วเขียวจนได้สายพันธุ์ KUML#1-5 และ 8 ที่มีลักษณะเด่น คือ เมล็ดขนาดใหญ่ สุกแก่เร็ว ให้ผลผลิตได้สูงถึง 300 กิโลกรัม (กก.) /ไร่ ที่สำคัญต้านทานโรคราแป้งและใบจุดได้ดี นอกจากนี้ สวทช. ยังได้ร่วมมือกับ รศ.ดร.ประกิจ สมท่า และ ผศ.ดร.กนกวรรณ เที่ยงธรรม ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน) จ.นครปฐม ขยายผลการผลิตถั่วเขียว KUML ด้วยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อพัฒนากลุ่มผู้ผลิตถั่วเขียวให้มีผลผลิตสูงและมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดถั่วเขียวทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้กลไกตลาดนำการผลิต (Inclusive Innovation) เพื่อแก้ปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียวในประเทศไทย เรื่องการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ (seed) คุณภาพดี เกษตรกรขาดความรู้ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และปัญหาเรื่องตลาดรับซื้อผลผลิต ปัจจุบันเกษตรกรนิยมนำถั่วเขียว KUML ไปปลูกเป็นพืชหลังนาเพื่อปรับปรุงดิน ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่ต้องทำทันที คือ การนำนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน อาทิ การจัดการภัยแล้ง และนวัตกรรมแก้จน เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาเชิงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาค และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) นางสาวณิฎฐา คุ้มโต นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สท. สวทช. กล่าวเสริมว่า ด้วยประเทศไทยประสบภาวะสภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ รัฐบาลส่งเสริมให้ลดการทำนาปรัง โดยให้ปลูกพืชทนแล้งหรือพืชที่ใช้น้ำน้อยทนแทนการทำนาปรัง พืชตระกูลถั่วนับเป็นพืชที่มีความสำคัญ เพราะเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ช่วยตัดวงจนชีวิตโรคแมลงในพื้นที่นาข้าว และช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน นอกจากนี้พืชตระกูลถั่วยังเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศทั้งใช้ในการบริโภคและเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปต่าง ๆ  แต่ผลผลิตพืชตระกูลถั่วในประเทศมีไม่เพียงพอ ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท เนื่องจากพื้นที่การเพาะปลูกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2566 พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิสง จำนวน 81,190 ไร่ 713,437 ไร่ และ 71,088 ไร่ ปริมาณผลผลิต 22,252 ตัน 108,467 ตัน 25,652 ตัน และปริมาณการนำเข้า 2,684 ตัน 33,472 ตัน และ 9,943 ตัน ตามลำดับ ทั้งนี้ในด้านเศรษฐกิจของประเทศ ถั่วเขียวถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งวุ้นเส้น ไส้ขนม ขนมหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร Plant-Based ที่ผู้บริโภคทั่วโลกมีแนวโน้มบริโภคโปรตีนจากพืชมากขึ้น เพราะถั่วเขียวมีโปรตีนสูง จึงเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของอาหารแห่งอนาคตนี้ จากปัญหาและความต้องการข้างต้น ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สท. สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และกรมส่งเสริมการเกษตร ขยายผลถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML โดย ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และใช้กลไก “ตลาดนำการผลิต” ดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชน บริษัท กิตติทัต จำกัด ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันและยกระดับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการ กำหนดมาตรฐานและราคาถั่วเขียว KUML รับซื้อผลผลิตถั่วเขียวปลอดภัย ในจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสุรินทร์  และจังหวัดศรีสะเกษ โดยปริมาณความต้องการผลผลิตถั่วเขียวเพื่อแปรรูปเป็นถั่วกะเทาะซีก ปีละ 4,000 ตัน และบริษัท ข้าวดินดี จำกัด รับซื้อผลผลิตถั่วเขียวอินทรีย์ ในจังหวัดอำนาจเจริญ โดยปริมาณความต้องการผลผลิตถั่วเขียวเพื่อแปรรูปเป็นพาสต้าถั่วเขียวอินทรีย์ ปีละ 20 ตัน ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียว KUML จะดำเนินงานร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด หรือกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ โดยมีการพัฒนาต้นแบบเกษตรกร แปลงเรียนรู้ และพื้นที่ต้นแบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวในระดับชุมชน มุ่งหวังการสร้างกลุ่มผู้ผลิตถั่วเขียวสามารถป้อนถั่วเขียวเข้าโรงงานอุตสาหกรรมที่มีผลผลิตสูง (Grain) ตรงกับความต้องการของตลาด และสร้างกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวระดับชุมชน (Seed) สามารถลดการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินงาน นายอดุลย์ โคลนพันธ์ เกษตรกรแกนนำ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง ต.โพนเมืองน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรปลูกถั่วเขียว KUML ซึ่งเป็นพืชหลังนามีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าตัว จากเดิมปลูกถั่วเขียวพันธุ์ทั่วไป เหลือขายเล็กน้อยมีรายได้เฉลี่ยต่อไร่เพียง 1,500 บาท เมื่อได้เรียนรู้กระบวนการปลูกและองค์ความรู้จาก สวทช. และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเข้ามาถ่ายทอดขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML แบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตที่ได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวมีรายได้เฉลี่ย 3,000 บาทต่อไร่ ซึ่งถือว่ามีรายได้เพิ่มจากการเก็บเกี่ยวข้าวพักแปลงนา โดยตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่เกษตรกรปลูกถั่วเขียวเป็นพืชหลังนา (มกราคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี) นอกจากจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว สภาพดินก็ดีขึ้น ส่งผลให้การปลูกข้าวในรอบฤดูปลูกถัดไป มีผลผลิตเพิ่มขึ้นและคุณภาพดีขึ้นต่อเนื่อง และลดการใส่ปุ๋ยในนาข้าวได้เกินครึ่ง โดยมีภาคเอกชนอย่าง บริษัท ข้าว ดิน ดี จำกัด รับซื้อผลผลิตถั่วเขียวจากเกษตรกรในจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกถั่วเขียวอินทรีย์สายพันธุ์ KUML ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท ไปผลิตและแปรรูปเป็นพาสต้าออร์แกนิกส์ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ และกลุ่มยังสามารถขายเมล็ดถั่วเขียว (grain) ให้กับผู้บริโภคภายใต้บริษัท บ้านต้นข้าว จำกัด ของกลุ่มในราคากิโลกรัมละ 80 บาท และที่สำคัญกลุ่มสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว (seed) ไว้ใช้เอง เพื่อนำต้นทุนการซื้อเมล็ดพันธุ์ในการปลูกฤดูกาลถัดไป และเกิดความยั่งยืน ศรีสะเกษ-สวทช. ปูพรมยกระดับรายได้เกษตรกรพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงการสนับสนุนเกษตรกรและผลักดันหน่วยงานในจังหวัดตามนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG ร่วมกับ สวทช. ว่า จังหวัดศรีสะเกษขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้โครงการการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย BCG Model พื้นที่นำร่องทุ่งกุลาร้องไห้ สร้างเศรษฐกิจใหม่จากฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนและเชื่อมโยงการท่องเที่ยว มาตั้งแต่ปี 2564 โดยมีโจทย์นำร่องในเรื่อง ข้าว พืชหลังนา และสิ่งทอ นอกจากนี้ยังมีเรื่องสมุนไพร ผักอินทรีย์ โคเนื้อ ที่ สวทช. และหน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ขับเคลื่อนในการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และเกษตรกรในจังหวัด โดยใช้กลไกโมเดลเศรษฐกิจ BCG  เข้ามาขับเคลื่อนร่วมกัน อย่างไรก็ดีจังหวัดศรีสะเกษถือเป็นดินแดนมหัศจรรย์ ที่เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ทั้งสิ้น 3,000,799 ไร่ เกษตรกรผู้ผลิตข้าวจำนวน 235,558 ครัวเรือน ผลผลิตเฉลี่ย 405.23 กิโลกรัม/ไร่  โดยตั้งแต่ปี 2564 จังหวัดได้ส่งเสริมปลูกพืชหลังนา ได้แก่ ถั่วเขียวพันธุ์ KUML ซึ่ง สวทช. เป็นแกนหลัก เข้ามาขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานในจังหวัด ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ให้เกษตรกรในพื้นที่ทดลองปลูกถั่วเขียว KUML และพบว่าสามารถปลูกได้ในพื้นที่ศรีสะเกษ มีกลไกที่ชัดเจนในการใช้ตลาดนำการผลิต ซึ่งตลาดยังมีความต้องการถั่วเขียวพันธุ์ KUML จำนวนมากถึง 4,000 ตันต่อปี คิดเป็นพื้นที่ปลูก 20,000 ไร่ มีศักยภาพที่จะส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML นอกจากนี้จังหวัดศรีสะเกษยังมีตลาดรับซื้อในพื้นที่ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิริบูรณ์จงเจริญไพศาล ซึ่งเป็นเครือข่ายของ บริษัท กิตติทัต จำกัด “จังหวัดศรีสะเกษมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุน สวทช. ในการขยายพื้นที่ปลูกถั่วเขียวในจังหวัด โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาต้องขอขอบคุณที่ สวทช. มาช่วยสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี ให้กับเจ้าหน้าที่เกษตรโดยเป็นพี่เลี้ยงในพื้นที่ ติดตามให้คำแนะนำแก่เกษตรกรที่จะปลูกถั่วเขียวเป็นพืชหลังนา และถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีให้กับเกษตรกร จนสามารถผลักดันให้มีแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว KUML คุณภาพดีในจังหวัด ที่ไม่ต้องหาซื้อจากภายนอกซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น เพื่อความยั่งยืนในการขยายพื้นที่ปลูกในจังหวัดศรีสะเกษที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นไป” นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเสริมว่า กลุ่มส่งเสริมพืชน้ำมันและพืชตระกูลถั่ว สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ สวทช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ในการส่งเสริมการขยายผลถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ โดยได้ผลการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี โดยในปี 2567 ได้วางแผนการขยายผลถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML ผ่านกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียว KUML แบบครบวงจร โดยใช้กลไก “ตลาดนำการผลิต” โดยจะดำเนินงานใน 4 จังหวัดนำร่อง คือ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดเพชรบูรณ์ พะเยา และร้อยเอ็ด และจะขยายผลให้ครอบคลุมใน 5 จังหวัดพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น ด้านการเกษตร แผนแม่บทย่อย: เกษตรปลอดภัย โดยโครงการที่ร่วมมือกันนี้ จะมีการพัฒนาต้นแบบเกษตรกร แปลงเรียนรู้ และพื้นที่ต้นแบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวในระดับชุมชน โดยมุ่งหวังการส่งเสริมเกษตรกรให้เป็นผู้ผลิตถั่วเขียวเข้าโรงงานอุตสาหกรรมที่มีผลผลิตสูง (Grain) ตรงกับความต้องการของตลาด และสร้างกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวระดับชุมชน (Seed) ที่สามารถลดการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. โดย ไบโอเทค-เอ็มเทคได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี 2566 จำนวน 3 โครงการ ด้านรถไฟความเร็วสูง มันสำปะหลังและเห็ด
5 กุมภาพันธ์ 2567 – ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ: นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายอู๋ จื้ออยู่ (Mr. Wu Zhiwu) อัครราชทูตและรองหัวหน้าสำนักงาน สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วมกล่าวเปิดงานการประชุมปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี 2566 พร้อมด้วยนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัด อว. น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ประธานคณะทำงาน รมว.อว. และ น.ส.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เข้าร่วมงาน โดย อว. ได้รับงบประมาณจากกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง จำนวนทั้งหมด 13 โครงการ ในวงเงินงบประมาณรวม 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 103 ล้านบาท ทั้งนี้ สวทช. ได้รับทุนสนับสนุน จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมในประเทศและการจัดเตรียมร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ตามข้อกำหนดของโครงการรถไฟความเร็วสูง (Technological Capability Enhancement of Local Industries and Product Standardization Initiative in Accordance with High-speed Railway Project Requirements) โดย กลุ่มวิจัยระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ เอ็มเทค 2) การส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขงผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและการผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรค (Promotion of sustainable cassava production in the Mekong region through dissemination of cassava mosaic disease diagnostic and clean cassava seed production technologies) โดย กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและการค้นหาสารชีวภาพ ไบโอเทค 3) การถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเห็ดบริโภคได้เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเกษตรที่ยั่งยืนระหว่างประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (Technology transfer and knowledge exchange on edible mushrooms for economic and agriculture sustainable development among countries in the Mekong region) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค ทีมวิจัยจากไบโอเทค-เอ็มเทค สวทช. กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 6 ประเทศสมาชิก ประกอบด้วย ไทย จีน กัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม และเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง ในกรอบการพัฒนาด้านความเชื่อมโยง การพัฒนาศักยภาพในการผลิต เศรษฐกิจข้ามพรมแดน ทรัพยากรน้ำ การเกษตรและการขจัดความยากจน
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อเยาวชน เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในงานวันนักประดิษฐ์ 2567
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพสูง และ NSTDA Shop สวทช. ร่วมจัดกิจกรรมเสริมทักษะเยาวชนเพื่อเป็นการส่งเสริมทักษะของเยาวชนไทยให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเข้าถึงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ ในงานวันนักประดิษฐ์ 2567 Thailand Inventors’ Day 2024 ภายใต้แนวคิด “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนำประเทศ” ทั้งนี้กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 กิจกรรมในช่วงเช้าและบ่าย โดยช่วงเช้ากิจกรรม “การสร้างแชตบอตที่มีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจของคุณ” (Creating Effective Chatbot for your business) เป็นการเปิดมุมมองและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชตบอตในการทำงาน ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน และฝึกปฏิบัติออกแบบและพัฒนาระบบแชตบอตที่ใช้งานได้จริงและสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ โดยวิศวกรวิจัย จากกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. สำหรับช่วงบ่ายเป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านเกม “ชื่อและสมบัติของธาตุทางเคมี” (Game-based Learning in Science : Name and Properties of Chemical Elements) เป็นกิจกรรมที่ใช้สื่อเสริมทักษะการใช้ตารางธาตุสำหรับนักเรียน ในรูปแบบของเกมการ์ด 2 รูปแบบ ได้แก่ การเขียนชื่อหรือคำศัพท์ด้วยสัญลักษณ์จากตารางธาตุ (Magna Periodica) และการแข่งขันกันด้วยบัตรคำชื่อธาตุบนแผ่นกระดานตารางธาตุ (Eka Periodica) ซึ่งเป็นสื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาโดย สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยทั้ง 2 กิจกรรมได้รับความสนใจจากเยาวชน ครูอาจารย์ และผู้ปกครอง รวมกว่า 80 คน
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช.-อว. ชี้ “น้ำไม่ใช่เชื้อเพลิง”  ไม่สามารถใช้แทนน้ำมันในรถยนต์เชื้อเพลิงสันดาปได้
จากที่มีข่าวในสื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ต่าง ๆ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ในเรื่อง หนุ่มวิศวกรชาว จ.ระยอง คิดค้นรถยนต์ใช้น้ำเปล่าเป็นเชื้อเพลิงร่วม เติมลงในรถยนต์เครื่องสันดาป  และมีบุคลากรของสำนักงานปลัดฯ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ไปตรวจสอบการใช้งานนั้น สวทช. ขอให้ข้อมูลในประเด็นข่าวดังกล่าวว่า อย่าเข้าใจผิดว่าใช้น้ำเป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมัน หรือใช้ร่วมกับน้ำมันเพื่อประหยัดน้ำมันได้ การใช้ละอองน้ำขนาดเล็กในระบบแยกต่างหากที่ควบคุมอย่างดี เพื่อลดอุณหภูมิอากาศทำให้อากาศที่ส่งเข้าไปจุดระเบิดหนาแน่นขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการจุดระเบิด เพื่อใช้ในเครื่องสันดาปหรือที่เรียกว่า “water injection” นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการใช้กันในกลุ่มแต่งรถมานานแล้ว น้ำจะช่วยลดอุณหภูมิขณะจุดระเบิด โดยเฉพาะเครื่องเทอร์โบชาร์จ หรือ เครื่องซุปเปอร์ชาร์จ เมื่อใช้เหมาะสมอาจจะทำให้จูนเครื่องได้ดีขึ้นและเพิ่มความสมบูรณ์ของการเผาไหม้ได้ แต่ถ้าใช้ไม่เหมาะสมก็ลดประสิทธิภาพให้แย่ลง และเป็นอันตรายกับเครื่องยนต์ได้มาก มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายได้ บริษัทรถยนต์จึงไม่ได้แนะนำให้ใช้ เช่น หากน้ำไม่เป็นละอองเล็กพอจะทำให้เครื่องสะดุดและอาจจะถึงกับเครื่องพังได้ และน้ำที่หลงเหลือจะทำให้เครื่องยนต์เป็นสนิมและอุดตันได้ง่าย เป็นต้น นอกจากนี้รถยนต์บ้านที่ใช้กันอยู่ โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ ๆ ได้ถูกปรับแต่งและพัฒนาด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ จนมีประสิทธิภาพการใช้น้ำมันสูงมาก ๆ แล้ว แทบไม่มีโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันอีก การเติมน้ำสำหรับรถยนต์บ้านจึงมีโอกาสเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์