ผลการค้นหา :
PM2.5 พุ่งสูง ชวนมาสูดอากาศสะอาดที่ ‘MagikFresh’
ฝุ่น PM2.5 เป็นหนึ่งในปัญหามลพิษทางอากาศที่อยู่คู่กับคนไทยมาเกือบทศวรรษแล้ว สาเหตุหลักของการเกิดฝุ่นมาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งกิจกรรมในครัวเรือน การปล่อยไอเสียจากยานพาหนะ การก่อสร้าง การปล่อยควันจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมไปถึงการเผาในที่โล่งแจ้ง ซึ่งการจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนต้องอาศัยทั้งการพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยฝุ่น PM2.5 และความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีรวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตจากทุกภาคส่วน
อย่างไรตามปัญหาฝุ่น PM2.5 อาจไม่สามารถคลี่คลายได้ในเร็ววัน การป้องกันที่ดีที่สุด คือการรู้เท่าทันถึงอันตราย และหลีกเลี่ยงการสูดฝุ่นพิษ PM2.5
PM2.5 อันตราย เล็กทะลุปอดเข้าสู่กระแสเลือด
ฝุ่น PM2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือเล็กมากพอที่มนุษย์จะหายใจเข้าสู่ปอดและซึมผ่านผนังปอดเข้าสู่กระแสเลือดได้ ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นกับร่างกายจึงมีทั้งแบบ ‘เฉียบพลัน’ เห็นผลใน 1-2 วัน และแบบ ‘เรื้อรัง’ ค่อย ๆ สะสม แล้วแสดงผลในระยะยาว
[caption id="attachment_53003" align="aligncenter" width="1000"] ที่มาภาพจากบทความเรื่อง ‘ฝุ่น PM 2.5 : เล็กทะลุปอดเข้ากระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อร่างกายหลายจุดทั่วร่าง’ โดย Research Café สกสว.[/caption]
ศ.ดร.นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพไว้ในบทความเรื่อง ‘ฝุ่น PM 2.5 : เล็กทะลุปอดเข้ากระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อร่างกายหลายจุดทั่วร่าง’ ว่า อาการแบบเฉียบพลันที่พบเห็นได้ทั่วไปมักเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจแล้วมีเสียงฟืดฟาด เลือดกำเดาไหล ซึ่งหากเลือดไหลลงคอก็จะทำให้เสมหะมีเลือดเจือปนได้ ส่วนหากเข้าตาก็จะทำให้เคืองตา ตาแดง และหากโดนผิวหนังก็จะทำให้เกิดผื่นคันและเป็นตุ่ม ส่วนผลที่เกิดขึ้นจากการสั่งสมฝุ่น PM2.5 ไว้ในร่างกายเป็นระยะเวลานาน เช่น ‘เส้นเลือดหัวใจตีบตัน’ ทำให้หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดปกติ ‘เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ’ ทำให้เกิดภาวะอัมพาตหรือเสียชีวิต ‘เป็นมะเร็งปอด’ เพราะฝุ่นขนาดเล็กจะมีสารก่อมะเร็ง Polycyclic Aromatic Hydrocarbon (PAH) นอกจากนี้ฝุ่น PM2.5 ยัง ‘เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์’ ได้ โดยฝุ่นจะไหลเข้าไปทางรกส่งผลให้เด็กคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อย ติดเชื้อง่าย ทุพโภชนาการ และอาจเป็นโรคออทิสซึม ซึ่งผลกระทบทั้งหมดนี้มีการยืนยันที่ตรงกันจากงานวิจัยทั่วโลกแล้ว
นอกจากอาการเจ็บป่วยข้างต้นยังมีอีกหนึ่งความอันตรายต่อสุขภาพที่ควรตระหนักเป็นอย่างยิ่ง คือ ปริมาณฝุ่น PM2.5 ที่มหาศาลนี้ทำให้คนที่ต้องสูดฝุ่นเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำเสี่ยงต่อการเป็น ‘โรคถุงลมโป่งพอง’ ได้เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ โดยจากข้อมูลสถิติของ Rocket Media Lab ระบุว่าการสูดฝุ่นของผู้คนในกรุงเทพฯ ช่วงปี 2564-2565 มีความอันตรายเท่ากับการสูบบุหรี่ 1,200 มวน
MagikFresh พื้นที่อากาศสะอาดกลางเมืองกรุง
ด้วยแต่ละวันในกรุงเทพฯ มีปริมาณฝุ่น PM2.5 มากน้อยไม่เท่ากันแปรผันไปตามการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของคนเมืองและสภาพอากาศ ดังนั้นทุกคนจึงควรเช็คค่าฝุ่นเป็นประจำ และสวมใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ โดยเฉพาะในวันที่มีปริมาณฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ 37.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป เพราะเป็นปริมาณฝุ่นที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย
ทั้งนี้หากวันไหนมีโอกาสได้เดินทางมายังละแวกสวนจตุจักรและอยากหาที่นั่งพักผ่อนหย่อนในใจบรรยากาศสวนอันร่มรื่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ขอนำเสนอ 'ต้นแบบสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่’ หรือ ‘MagikFresh (เมจิกเฟรช)’ ที่เปิดให้บริการแก่ผู้ใช้บริการสวนจตุจักรตลอดหน้าร้อนนี้ (ถึงพฤษภาคม 2567) โดย MagikFresh ตั้งอยู่ภายในสวนฝั่งติดถนนพหลโยธิน บริเวณใกล้ประตูทางเข้าออกสวนที่ตรงกับ MRT สถานีสวนจตุจักร (MRT ทางออกประตู 3)
MagikFresh เป็นอาคารลักษณะกึ่งปิดกึ่งเปิดขนาด 100 ตารางเมตร ที่มีเครื่องกรองอากาศทำหน้าที่ดึงอากาศจากภายนอกมากรองฝุ่น PM2.5 ก่อนปล่อยให้อากาศไหลเวียนเข้ามาภายในอาคาร แล้วระบายออกสู่ภายนอกผ่านช่องช่องระบายด้านบนหลังคา ทำให้ MagikFresh สร้างอากาศสะอาดที่มีค่า PM2.5 ต่ำกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ระดับที่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ) ได้มากถึง 60,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ช่วยให้ผู้ใช้บริการหายใจได้สะดวกและรู้สึกสบายตัว โดยเมื่อผู้ใช้บริการเดินเข้ามาภายในอาคารจะได้พบกับสวนขนาดย่อมเป็นพื้นที่สีเขียวสดชื่น บริเวณผนังทั้ง 4 ด้านมีนิทรรศการแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ PM2.5 และ MagikFresh และที่ทั้ง 4 มุมของอาคารมีเก้าอี้ให้ผู้ใช้บริการได้นั่งพักผ่อนหรือทำกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ด้วยลักษณะอาคารที่เป็นแบบโปร่งใสผู้ใช้บริการจึงสามารถมองออกไปชมวิวภายนอกซึ่งเป็นบรรยากาศอันงดงามของสวนจตุจักรได้ด้วย
ปลูกต้นไม้ช่วยกรองฝุ่น PM2.5
นอกจากเทคโนโลยีเครื่องกรองอากาศฝีมือนักวิจัยไทยที่ช่วยสร้างอากาศสะอาดให้เราสูดเข้าปอดได้อย่างสบายใจแล้ว การปลูก ‘ต้นไม้’ ยังเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มเครื่องกรองอากาศตามธรรมชาติ เพราะต้นไม้มีส่วนช่วยกรองฝุ่น PM2.5 ได้ 10-50%
สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ว่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลว่า ต้นไม้สามารถดูดซับกลิ่น มลพิษ และฝุ่นละออง ผ่านทางใบและเปลือก โดยฝุ่น PM2.5 จะเกาะแน่นกับผิวของใบไม้ที่เป็นชั้นคิวติเคิล (cuticle) หรือเยื่อบุผิวนอก เนื่องจากมีสารคล้ายขี้ผึ้งและมีเส้นขนปกคลุมอยู่บนผิวใบ ฝุ่น PM2.5 ที่เกาะค้างอยู่บนใบและเปลือกจะถูกชะล้างด้วยน้ำหรือน้ำฝนลงสู่พื้นดิน
สำหรับตัวอย่างต้นไม้ที่ช่วยดักจับฝุ่นได้ดี ผลการศึกษาวิจัยเรื่อง การใช้พืชยืนต้นบำบัดฝุ่นละอองอย่างยั่งยืน ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่า ต้นไม้ที่มีขนาดใบเล็ก มีใบจำนวนมาก ลักษณะใบขรุขระ และมีเส้นขนบนใบมากจะช่วยดักจับฝุ่นได้ดี เช่น ต้นโมก กัลปพฤกษ์ พะยูง นีออน จามจุรี หมากเหลือง ทรงบาดาล แก้ว และอินทนิล
อย่างไรก็ดี การปลูกต้นไม้ไม่ได้มีประโยชน์เพียงดักจับฝุ่นอนุภาคจิ๋วที่ลอยฟุ้งสร้างมลพิษในอากาศ แต่ยังมีส่วนช่วยลดอุณหภูมิได้ 0.4-3 องศาเซลเซียส สร้างความร่มรื่นและเย็นสบายให้กับเมืองของเรา
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และวัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. รับรางวัลทุนหมุนเวียน ประเภทประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการดีเด่น ปี 2566
(21 กุมภาพันธ์ 2567) ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-7 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้ารับรางวัลประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการดีเด่น ในงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2566 จากนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลและประเมินผลการดำเนินงานของทุนหมุนเวียน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่รวม 114 กองทุน ได้จัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2566 ขึ้น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ภายใต้ชื่องาน “ทุนหมุนเวียน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาประเทศไทยไปด้วยกัน” ที่เมืองทองธานี โดยได้รับเกียรติจาก นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานมอบรางวัล ในปีนี้ สวทช. ได้รับรางวัลประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการดีเด่น ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับทุนหมุนเวียนที่มีการบริหารจัดการและปรับปรุงองค์กรที่ครอบคลุมตามกรอบการประเมินด้านการบริหารจัดการทุนหมุนเวียน และด้านการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหาร
งานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2566 มีคณะอนุกรรมการตัดสินรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ ได้กำหนดกรอบหลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินรางวัลและประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนประจำปีบัญชี 2565 จำนวน 5 ประเภทรางวัล รวม 14 รางวัล จาก 9 หน่วยงาน ตามประเภทรางวัล ดังนี้
รางวัลผลการดำเนินงานดีเด่น เป็นรางวัลสำหรับทุนหมุนเวียนที่มีผลการดำเนินงานโดยรวมดีเด่น ซึ่งสามารถดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล บรรลุเป้าหมายตามภารกิจ และพิจารณาจากเกณฑ์การประเมินผลคะแนนในภาพรวมที่มีคะแนนมากกว่า 4.5 คะแนน จำนวน 3 ทุนหมุนเวียน ได้แก่ 1. กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2. กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3. กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข
รางวัลการพัฒนาดีเด่น เป็นรางวัลสำหรับทุนหมุนเวียนที่มีการพัฒนา และปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงานตามเป้าหมายหรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพิจารณาจากเกณฑ์การประเมินผลคะแนนในภาพรวมที่มีคะแนนมากกว่า 4 คะแนน และมีผลต่างคะแนนย้อนหลัง 2 ปีเป็นบวก จำนวน 4 ทุนหมุนเวียน ได้แก่ 1. กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ 2. เงินทุนหมุนเวียนในการผลิตพันธุ์ปลา พันธุ์กุ้ง และพันธุ์สัตว์น้ำอื่น ๆ 3. กองทุนประกันสังคม 4.ประเภทชมเชย กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน
รางวัลประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการดีเด่น เป็นรางวัลสำหรับทุนหมุนเวียนที่มีการบริหารจัดการและปรับปรุงองค์กรที่ครอบคลุมตามกรอบการประเมินด้านการบริหารจัดการทุนหมุนเวียน และด้านการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหาร ซึ่งพิจารณาจากเกณฑ์การประเมินผลคะแนนรวมด้านการบริหารจัดการทุนหมุนเวียนที่มีผลคะแนนมากกว่า 4 คะแนน จำนวน 5 ทุนหมุนเวียน ได้แก่ ประเภทของการตรวจสอบภายในทุนหมุนเวียนที่ได้รับรางวัลทุนหมุนเวียนที่ใช้หน่วยงานตรวจสอบ ได้แก่ 1. กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) 2. กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 3. กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข และประเภทของการตรวจสอบภายในทุนหมุนเวียนที่ใช้หน่วยงานตรวจสอบภายในจากหน่วยงานต้นสังกัด ได้แก่ 1. กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 2. เงินทุนหมุนเวียนค่าเครื่องจักรกลของกรมทางหลวง
รางวัลผู้บริหารทุนหมุนเวียนดีเด่น เป็นรางวัลที่ยกย่องผู้บริหารทุนหมุนเวียนที่บริหารจัดการทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล บรรลุตามเป้าหมาย หรือตามมาตรฐานที่กำหนดได้ในระดับดีขึ้นไป ซึ่งเกณฑ์การประเมินผู้บริหารทุนหมุนเวียนพิจารณาจากการได้รับรางวัลผลการดำเนินงานดีเด่นหรือพัฒนาการดำเนินงานดีเด่น โดยอยู่ในตำแหน่งอย่างน้อย 2 ปี จำนวน 2 ทุนหมุนเวียน ได้แก่ 1. นางสาวกรรณิกา เจริญลักษณ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ 2. นายสุธัญญ์ ฤทธิขาบ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน
และ 5. รางวัลเกียรติยศ เป็นรางวัลสำหรับทุนหมุนเวียนที่ได้รับรางวัลผลการดำเนินงานดีเด่นต่อเนื่อง 3 ปี ไม่มีทุนหมุนเวียนใดได้รับรางวัลในปีนี้
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “ชื่นชมยินดีกับทุกกองทุนหมุนเวียนที่ได้รับรางวัล และขอบคุณท่านทั้งหลายรวมถึงผู้บริหารกองทุนได้สละเวลา ความรู้ ความสามารถ ผลักดันกองทุนหมุนเวียนตามนโยบายของรัฐ สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหมุนเวียนที่แตกต่างกันไป เพื่อสนับสนุนช่วยเติมเต็มช่องว่างที่งบประมาณภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้จากการดำเนินงานของหน่วยงานทุนหมุนเวียน และขอฝากให้ท่านผู้บริหารทุนหมุนเวียนทุกท่านกำกับติดตาม ประเมินผล และบริหารงานด้วยความโปร่งใส เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้มีส่วนได้เสียทุกส่วน และขอบคุณกรมบัญชีกลางที่ช่วยกำกับดูแล ผลักดันกองทุนหมุนเวียนสามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว และสนับสนุนนโยบายของรัฐได้อย่างสม่ำเสมอ สุดท้ายนี้ก็ขอแสดงความยินดีกับกองทุนหมุนเวียนที่ได้รับรางวัล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสร้างความภูมิใจตลอดจนเป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานของทุนหมุนเวียนที่ได้รับรางวัล และจูงใจให้มีการพัฒนาการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง วิสัยทัศน์ และภารกิจ อย่างมีประสิทธิภาพ ”
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า “การมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นเป็นการสร้างความตระหนักรู้และขวัญกำลังใจให้แก่ทุนหมุนเวียนที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในด้านต่าง ๆ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทุนหมุนเวียนในฐานะเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนและยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมของประเทศ เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น และพัฒนาประเทศไทยไปด้วยกัน”
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการ Pharma ConneX 2024 วันนี้ – 12 เม.ย. 2567
Pharma ConneX 2024
เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ถึง 12 เมษายน 2567
.
กลับมาอีกครั้งกับโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านยาเคมี สมุนไพร สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม วัคซีนและชุดตรวจทางการแพทย์ ที่จะได้จับคู่โจทย์วิจัยและทำงานร่วมกับนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมกับได้รับเงินสนับสนุนโครงการจาก สวทช.
.
งบประมาณสนับสนุน
50% ไม่เกิน 400,000 บาท สำหรับการพัฒนางานวิจัย
50% ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับการวิเคราะห์ทดสอบ
.
สมัครโดยสแกน QR code ในโปสเตอร์ หรือ กด link
https://docs.google.com/.../1FAIpQLScfYb6W2wlqKq.../viewform
.
ติดต่อสอบถาม :
ศศิวรรณ เลาหสินณรงค์
sasiwan.lao@nstda.or.th
im.health@nstda.or.th
094-9380770
ปฏิทินกิจกรรม
ถั่วเขียว KUML เพิ่มรายได้เกษตรกร จาก “พืชหลังนา” สู่ “พาสต้าออร์แกนิก”
สวทช. นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ และ จ.ศรีสะเกษ ไปเยี่ยมชมตัวอย่างความสำเร็จโครงการ “การขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพ สายพันธุ์ KUML ด้วยกลไกตลาดนำการผลิต”
โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สวทช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และ กรมส่งเสริมการเกษตร ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้การผลิตถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML ให้แก่เกษตรกรนำไปเพาะปลูกเป็นพืชหลังนา ซึ่งให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพ พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรกับภาคเอกชนในการรับซื้อผลผลิตถั่วเขียวไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเส้นพาสต้าเพื่อสุขภาพ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการอุดหนุนผลผลิตภาคการเกษตรของไทย และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
TAIST-Tokyo Tech รับสมัครคัดเลือกบุคคล เพื่อรับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท ด้านวิศวกรรมขั้นสูง หลักสูตรนานาชาติ รอบที่ 2
Thailand Advanced Institute of Science and Technology
and Tokyo Institute of Technology (TAIST-Tokyo Tech)
สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศไทยและสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว
ตามที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo Institute of Technology : Tokyo Tech) ประเทศญี่ปุ่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโท หลักสูตรนานาชาติ รวมถึงหลักสูตรประกาศนียบัตรระบบขนส่งทางราง ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้ “โครงการ TAIST-Tokyo Tech” ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยในปีการศึกษา 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้การสนับสนุนทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรวิจัยและวิศวกรรมทักษะสูงตามความต้องการของประเทศจนถึงขณะนี้ จากการศึกษา 3 หลักสูตร ดังนี้
สาขาวิชาที่เปิดรับสมัคร : International Program
🏎1. หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมยานยนต์และระบบขนส่งขั้นสูง (Automotive and Advanced Transportation Engineering: A2TE Program)
🌐2. หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Artificial Intelligence and Internet of Things : AIoT Program)
♻️3. หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมพลังงานและทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Energy and Resources Engineering program : SERE Program)
จำนวนรับ : (รวมทุกหลักสูตร) 70 ทุน 💸
กำหนดการรับสมัคร : ตั้งแต่วันนี้ - 10 เมษายน 2567 📆
คุณสมบัติผู้สมัคร :
ผู้สมัครต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ในสาขาวิชาที่เหมาะสม(ยานยนต์, เครื่องกล, ไฟฟ้า, โลหะวิทยา, การควบคุม, อิเล็กทรอนิกส์, เคมี, ฟิสิกส์, คณิตศาสตร์, วัสดุ, ธรณีวิทยา, สิ่งแวดล้อม, อุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมเกษตร, ป่าไม้, การผลิต,ป่าไม้,คอมพิวเตอร์ ฯลฯ) 👩💻
ผู้สมัครจะต้องมีเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.75/4.00 หรือเทียบเท่า (ณ วันที่ยื่นใบสมัคร) หรือ มีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับหลักสูตรที่จะเข้าศึกษา อย่างน้อย 2 ปี (นับจากวันที่ยื่นใบสมัคร) หรือ มีประสบการณ์การทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่ จะเข้าศึกษาเพียงพอ หรือ ได้รับรางวัลดีเด่นในระดับปริญญาตรี 👩🎓
ผู้สมัครจะต้องส่งผลคะแนนวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
วิธีการสมัคร : ผู้สมัครจะต้องสมัครและส่งใบสมัครที่นี้เท่านั้น https://zebra.nstda.or.th/nstdascholarship_v2/index.php/site/login?scholartype=taist
👉การสนับสนุนทุนการศึกษา (ระยะเวลา 2 ปี ต่อคน)
การสนับสนุนทุนการศึกษา ไม่เกิน 240,000 บาท
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เดือนละ 8,000 บาท
ค่าลงทะเบียนประชุมวิชาการหรือค่าตีพิมพ์วารสาร ไม่เกิน 15,000 บาท (เบิกจ่ายตามจริงจากมหาวิทยาลัยที่ลงทะเบียน)
โอกาสที่จะได้รับ: ✈️
ได้เข้าศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรระบบขนส่งทางราง หลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล (Rail Transportation Certificate : RT) สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่1 ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาเรียนในโครงการแล้ว *เท่านั้น*
มีโอกาสได้ร่วมทำงานวิจัยกับนักวิจัย สวทช. คณาจารย์จาก Tokyo Institute of Technology และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย/สถาบัน ของไทยที่ร่วมโครงการ
โอกาสในการเข้าเยี่ยมชมบริษัทชั้นนำในประเทศไทย
โอกาสในการศึกษาแลกเปลี่ยน ระยะสั้น ณ Tokyo Institute of Technology ประเทศญี่ปุ่น
โอกาสในการรับทุนศึกษาต่อ ระดับปริญญาเอก ณ Tokyo Tech ประเทศญี่ปุ่น
การเรียนการสอน: 📖
ศึกษาเต็มเวลา วันจันทร์ – วันศุกร์
การศึกษาจะจัดการเรียนการสอน รูปแบบ online และ onsite ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. และมหาวิทยาลัย/สถาบัน ตามหลักสูตรที่เลือกเรียน
คณาจารย์ผู้สอน จาก Tokyo Institute of Technology และมหาวิทยาลัย/สถาบัน ไทยเป็นผู้สอน
จัดการสอนแบบ Module เป็นระยะเวลา 1 ปี และทำวิจัยในหัวข้อที่เป็นงานวิจัยร่วมกันระหว่างสวทช.และมหาวิทยาลัย 👨🔬
เงื่อนไขการชดใช้ทุนการศึกษา:
ผู้ได้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาไม่มีข้อผูกมัดในการทำงานชดใช้ทุน
ผู้ได้รับทุนที่ไม่สำเร็จการศึกษาต้องชดใช้ทุนคืนให้สวทช. เป็นเงินเท่ากับจำนวนเงินทุนที่ได้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอีเมล์ : taist@nstda.or.th
โทร. 0 2564 7000 ต่อ 77229, 77230 (ไพลิน)
ปฏิทินกิจกรรม
ศุภมาส ร่วมผลักดันไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า เร่งขับเคลื่อนงานวิจัยพัฒนาด้าน EV ด้วยขุมพลังด้านกำลังคน เครื่องมือและเทคโนโลยีของ สวทช.
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี : นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ได้ประชุมบอร์ด กวทช. พร้อมมอบหมายให้ สวทช. ดำเนินงานเชิงรุกในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านการใช้รถ ICE มาสู่รถไฟฟ้า หรือ EV-Transformation เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย อว. FOR EV ตอบโจทย์บอร์ดอีวี ซึ่งมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 และผลักดันไทยขึ้นแท่นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอันดับหนึ่งของภูมิภาค และ 10 อันดับแรกของโลก
ด้านศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กล่าวว่า สวทช. พร้อมเดินหน้าทำงานทันทีหากรัฐบาลให้การสนับสนุน เพราะเรามีขุมพลังทั้งในด้านกำลังคน การวิจัยพัฒนา และเทคโนโลยีที่สมัย สามารถสนับสนุนการดำเนินงานด้านยานยนต์ไฟฟ้าตาม 4 พันธกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการบริการทดสอบตามมาตรฐาน การส่งเสริมเพื่อขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และการเพิ่มบุคลากรวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม
“สวทช. ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาแพลตฟอร์มยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV Platform) ระบบขับขี่อัตโนมัติ การพัฒนาแพลตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาในกลุ่มมอเตอร์ ระบบขับเคลื่อน และโครงสร้างน้ำหนักเบา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สมรรถนะ และลดต้นทุนของยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลวัสดุในแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหนทางช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจเป็นปัญหาขยะมลพิษในอนาคต ไม่เพียงเฉพาะยานยนต์ สวทช. ยังศึกษาวิจัยถึงการเชื่อมต่อในระบบ IoT ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และสื่อสาร ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในหลากหลายมิติมากยิ่งขึ้น
ในด้านความปลอดภัย สวทช. มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการบริการทดสอบ สอบเทียบ วิจัย พัฒนา ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากล อาทิ การทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าและความปลอดภัยสำหรับระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ทั้งคัน การทดสอบอุปกรณ์อัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ทดสอบชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียม โมดูลแบตเตอรี่ของจักรยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แพ็กของยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการยกระดับอุตสาหกรรมการดัดแปลงรถยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงหรือ EV Conversion เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอีกด้วย
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า ในด้านการส่งเสริมเพื่อขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยกลไก EV Transformation หรือการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. รวมถึงการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน และคาร์บอนเครดิต สวทช. ได้พัฒนากลไกสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงของการลงทุน มีการดำเนินงานทั้งกลไกด้านการเงิน ภาษี และมาตรการส่งเสริมภาคธุรกิจ และให้คำปรึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมบ่มเพาะและพัฒนาผู้ประกอบการในกระบวนการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
“สิ่งสำคัญในการเตรียมรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า คือ การเพิ่มบุคลากรวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม สวทช. มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมพัฒนาและแลกเปลี่ยนบัณฑิตวิจัยคุณภาพสูง อีกทั้งยังได้พัฒนาส่งเสริมเพิ่มทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมด้วยการจัดหลักสูตรการอบรมและการสอบมาตรฐาน เพื่อสร้างกำลังคนที่ช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ
ข่าวประชาสัมพันธ์
กรมโรงงานฯ ผนึก สวทช. หนุน 500 โรงงาน ประเมินความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 ผ่านระบบออนไลน์ Thailand i4.0 Checkup
(วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567) ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวง อว.ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า ถ.พระรามที่ 6 : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโรงงานไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 ระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยมี ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. และผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานร่วมแถลงข่าว
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นขุมพลังหลักของประเทศในการวิจัยพัฒนาและใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม ให้ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ โดยในส่วนของภาคอุตสาหกรรม สวทช. ต้องทำงานร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งถือว่าเป็นพันธมิตรที่สำคัญยิ่ง ที่จะร่วมกันสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมไทยให้เกิดการประยุกต์ใช้ วทน. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น ร่วมกันขับเคลื่อนและผลักดันงานต่างๆ ให้เกิดการถ่ายทอดและขยายผลงานวิจัยที่สร้างผลกระทบกับคนในวงกว้างระดับล้านคน
“ในปีที่ผ่านมา สวทช. มีความมุ่งมั่นตอบโจทย์การสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ตามนโยบายที่ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มอบไว้คือ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” จึงได้จัดตั้ง NSTDA Core Business - Industry 4.0 ขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาใช้บริการด้านต่างๆ ยกระดับสถานประกอบการสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยในปี 2566 มีการประเมิน Thailand i4.0 Index แล้วกว่า 200 โรงงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ภาคอุตสาหกรรม 140 โรงงาน และฝึกอบรมบุคคลากร 600 คน และในปีนี้ได้มีการพัฒนารูปแบบการประเมินแบบออนไลน์และทำได้ด้วยตนเอง (Online Self-Assessment) ซึ่งจะทำให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และสามารถรู้ผลได้ทันทีเพื่อนำไปปรับปรุงยกระดับสถานประกอบการ อีกทั้งเชื่อมกลไกสนับสนุน และสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม”
ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรอ. รับมอบนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรมดีอยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน มุ่งเน้น 4 มิติ ได้แก่ ความสำเร็จทางธุรกิจ ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม ความลงตัวกับกติกาสากล และการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry (GI) ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ เพื่อส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนที่ตอบโจทย์ประเทศไทยและประชาคมโลก นอกจากนี้ กรอ. ยังสนับสนุนให้มีการนำกากของเสียอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ ผ่านการวิจัยและพัฒนาสู่การเพิ่มมูลค่ากากของเสียอุตสาหกรรมเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือเป็นวัตถุดิบในอีกอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสิ้นสุดของการเป็นของเสีย (End of Waste) รวมถึงการพัฒนามาตรฐานสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิเพื่อให้เกิดการเลือกใช้วัสดุทดแทน (Circular Supplies) เพื่อรักษาต้นทุนของธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และลดการเกิดของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ในมิติของความสำเร็จทางธุรกิจ กรอ. ผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรมมีการปรับธุรกิจให้เหมาะสมกับโลกอนาคต โดยมีการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ให้สามารถแข่งขันด้านประสิทธิภาพและต้นทุน รวมถึงการใช้นวัตกรรมแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและค่าแรงที่สูงขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ทาง กรอ. มองว่า Thailand i4.0 Index สามารถเข้ามาตอบโจทย์ได้ ซึ่งปี 2567 นี้ กรอ.จะสนับสนุนให้โรงงานในกำกับเข้ามาใช้ Thailand i4.0 Checkup ซึ่งเป็นแบบประเมินออนไลน์ด้วยตนเอง เพื่อทำให้ผู้ประกอบการทราบระดับอุตสาหกรรมของตนและสามารถรับคำแนะนำเบื้องต้นเพื่อพัฒนาโรงงานของตนให้ไปสู่ระดับอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น โดยในปีนี้ตั้งเป้าการประเมินอุตสาหกรรม 4.0 ไว้ไม่น้อยกว่า 500 โรงงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองหน่วยงาน และสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และนำไปถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆระหว่างกัน เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ อีกทั้ง ความร่วมมือนี้ยังนำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์มที่เก็บรวมรวมข้อมูลเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. กล่าวเสริมว่า การประเมินระดับความพร้อมด้วย Thailand i4.0 Checkup ถือเป็นบันไดขั้นแรกในการก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 หลังจากประเมินแล้ว ยังสามารถเข้าใช้บริการด้านอื่นๆ จาก สวทช. ได้ เช่น การให้คำปรึกษา การฝึกอบรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา ที่จะสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมในการปรับตัวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างยั่งยืน
ปัจจุบันระบบ “Thailand i4.0 Checkup” ได้เปิดให้ใช้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว สามารถเข้าถึงได้ง่ายบนเว็บไซต์ www.nstda.or.th/i4platform ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสามารถประเมินสายการผลิตได้ด้วยตนเอง โดยระบบดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับผลการประเมินเบื้องต้น พร้อมทั้งมีการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อวางแผนการขอรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พร้อมสนับสนุนการยกระดับองค์กรไปสู่อุตสาหกรรม 4.0
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ศุภมาส” ประกาศเดินหน้าแผนพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศทันที หลังนายกฯ มีคำสั่งแต่งตั้ง รมว.อว. เป็น ‘บอร์ดอีวี’ เร่งดำเนินการ 3 แผนงาน ‘พัฒนากำลังคน เพิ่มสัดส่วนการใช้รถ EV และหนุนงบวิจัย EV ทั้งระบบ’ มั่นใจนำไทยสู่ EV HUB ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมุ่งสู่เป้าหมายการผลิตยานยนต์ไม่ปล่อยมลพิษร้อยละ 30 ภายใน 5 ปี ตามนโยบายรัฐบาล
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวนโยบาย อว. For EV โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ รอง ผอ.สวทช. ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รอง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ รอง ผอ.สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. หน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมออดิทอเรียมชั้น 3 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ตามที่ รมว.อว. ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น เนื่องจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และประธานบอร์ดอีวี เล็งเห็นว่ากระทรวง อว. เป็นกระทรวงสำคัญที่จะมาร่วมขับเคลื่อนโยบาย ในการผลักดันให้ประเทศเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญอันดับหนึ่งของภูมิภาค และ 10 อันดับแรกของโลก โดยมีเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 คิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แก้ไขความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รมว.อว.กล่าวต่อว่า ในวันนี้ อว.พร้อมเดินหน้าทำงานทันที โดยการประกาศนโยบาย “อว. For EV” เพื่อผลักดันแผนงานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้กระทรวง อว. 3 แผนงาน คือ
EV-HRD การพัฒนาทักษะกำลังคน เพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ การออกแบบ การผลิต การพัฒนาซอฟแวร์ และการซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้า สถานีบรรจุไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน มีเป้าหมายในการผลิตกำลังคน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 150,000 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยปี 2567 จะผลิตกำลังคนให้ได้ 5,000 คน มอบหมายให้ สภานโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เป็นหน่วยงานขับเคลื่อน
EV-Transformation การส่งเสริมให้หน่วยงานภายใต้ อว. ปรับเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ สถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยมีเป้าหมายให้หน่วยงานในสังกัด อว. เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย ร้อยละ 30 ของยานยนต์ที่ใช้งานของหน่วยงานภายในระยะเวลา 5 ปี และจัดทำระบบต้นแบบการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของกระทรวง อว. เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของ Green campus โดยมอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่นของกระทรวง อว.
EV-Innovation การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยปรับปรุงแผนด้าน ววน. ให้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ให้เป็น Flagships ที่สำคัญของกองทุนส่งเสริม ววน. และเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ โดยมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มาร่วมดำเนินการขับเคลื่อนงานวิจัย
“อว. For EV ถือเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในกระทรวง อว. เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม EV ยกระดับคุณภาพชีวิตในหลายมิติ และเรามั่นใจว่าแผนงานทั้ง 3 นี้ จะเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็น EV HUB ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และก้าวไปสู่เป้าหมายการผลิตยานยนต์ไม่ปล่อยมลพิษร้อยละ 30 ภายใน 5 ปี ตามที่รัฐบาลต้องการได้อย่างแน่นอน” นางสาวศุภมาส กล่าว
ดาวน์โหลดไฟล์ "นโยบาย อว. for EV" โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. พัฒนา ‘Nano Cool Paint’ สีลดอุณหภูมิภายในอาคาร ลดค่าไฟได้มาก 10-15%
โลกเดือด ร้อนระอุ จนคนเริ่มทนไม่ไหว ลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสก็เปลืองไฟ แถมยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหนักกว่าเดิม จากปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้คนเริ่มมองหาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หนึ่งในนั้นคือ ‘สีทาบ้านที่มีคุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้’ อย่างไรก็ตามแม้ผลิตภัณฑ์สีเหล่านี้จะช่วยลดอุณหภูมิได้ดี แต่ก็ยังลดได้ไม่เต็มที่นักเนื่องด้วยคุณสมบัติบางประการของสารประกอบที่เป็นข้อจำกัด นักวิจัยไทยที่เล็งเห็นถึงปัญหานี้จึงเร่งนำความเชี่ยวชาญเฉพาะทางพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนานวัตกรรม ‘Nano Cool Paint’ สีทาภายนอกอาคารที่ช่วยลดอุณหภูมิได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป 3-4 องศาเซลเซียส และ ‘สารออกฤทธิ์ (active ingredient)’ สำหรับประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์สีทาวัสดุต่าง ๆ ที่ต้องการลดอุณหภูมิ เช่น สีสำหรับพ่นตู้บรรจุสินค้ารถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ สีสำหรับทาตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทางเรือ
[caption id="attachment_52810" align="aligncenter" width="750"] ดร.ศรัณย์ อธิการยานันท์ นักวิจัย นาโนเทค สวทช.[/caption]
ดร.ศรัณย์ อธิการยานันท์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน (INC) นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า โดยทั่วไปส่วนประกอบหลักในสีทาภายนอกที่ทำหน้าที่ลดอุณหภูมิ คือ สาร TiO2 (ไทเทเนียมไดออกไซด์) ที่มีลักษณะอนุภาคสะท้อนแสงได้ดี แต่มีจุดอ่อนด้านการดูดแสง UV และแผ่รังสีความร้อนได้ไม่ดีนัก ส่วนสารประกอบอีกอย่างหนึ่งที่มีการใช้งานมาก คือ อนุภาคเซรามิกส์ขนาดประมาณ 10 ไมครอน ที่มีจุดเด่นด้านการแผ่รังสีความร้อนได้ดี แต่มีจุดอ่อนด้านการสะท้อนแสง ทำให้ในภาพรวมสารทั้งสองชนิดนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิได้ไม่มากเท่าที่ควร
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอนุภาคนาโนมาใช้ในการออกแบบกระบวนการผลิตสารประกอบเพื่อลดข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้
ดร.ศรัณย์ อธิบายว่า สารประกอบที่ทีมวิจัยเลือกใช้แก้ปัญหามี 2 ชนิด คือ BaSO4 (แบเรียมซัลเฟต) และ SiO2 (ซิลิกอนไดออกไซด์) ที่มีคุณสมบัติเด่นตามธรรมชาติ คือ ‘ไม่ดูดแสง UV’ จึงช่วยลดอุณหภูมิให้แก่อาคารได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามในภาพรวมสารทั้งสองชนิดนี้ยังมีจุดอ่อนด้านการสะท้อนแสงและแผ่รังสีความร้อนได้ไม่ดีเท่าสารอีก 2 ชนิดที่ใช้งานอยู่ทั่วไป ทีมวิจัยจึงได้ปรับลักษณะทางกายภาพของ BaSO4 และ SiO2 ด้วยเทคโนโลยีนาโนจนมีจุดแข็งที่เทียบเท่า ทำให้ในภาพรวมสารประกอบ BaSO4 และ SiO2 ที่พัฒนาขึ้น มีคุณสมบัติด้านการช่วยลดอุณหภูมิที่เหนือกว่า โดยภายหลังการพัฒนาสารประกอบเสร็จสิ้น ทีมวิจัยได้เดินหน้าวิจัย ‘สูตรการผลิตสีสำหรับทาภายนอกอาคารในชื่อ Nano Cool Paint’ ต่อทันที ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาจนสำเร็จแล้วเช่นกัน จากการทดสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ Nano Cool Paint ช่วยลดอุณหภูมิในช่วงร้อนสุดของวันได้มากกว่าสีประเภทเดียวกันที่จำหน่ายทั่วไป 3-4 องศาเซลเซียส โดยหากเปรียบเทียบกับอาคารที่ไม่ได้ใช้สีทาภายนอกประเภทลดอุณหภูมิ ผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ร้อยละ 10-15 (กรณีที่เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส)
[caption id="attachment_52809" align="aligncenter" width="750"] ภาพเปรียบเทียบความสามารถในการลดอุณหภูมิเมื่อเทียบกับสีทั่วไป[/caption]
ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้วทั้ง ‘ผลิตภัณฑ์ Nano Cool Paint’ และ ‘เทคโนโลยีการผลิต BaSO4 และ SiO2 ชนิดปรับอนุภาคในระดับนาโน’
ดร.ศรัณย์ อธิบายเสริมว่า ผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต BaSO4 และ SiO2 ชนิดปรับอนุภาคเพื่อนำไปใช้กับสูตรการผลิตเดิมไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องการใช้งานยาก เพราะผลิตภัณฑ์ที่ทีมพัฒนาขึ้นมีลักษณะเป็นสารสีขาวซึ่งเป็นสีพื้นฐานของผลิตภัณฑ์สีทาบ้านอยู่แล้วจึงใช้ทดแทนสารชนิดเดิมได้เลย ส่วนด้านการปรับสูตรให้ลงตัว คงคุณสมบัติเด่นต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ หากผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือทีมก็พร้อมให้บริการด้านการวิจัย
“ทั้งนี้นอกจากการพัฒนาสูตรการผลิตผลิตภัณฑ์สีทาภายนอกอาคารแล้ว ปัจจุบันทีมวิจัยยังสนใจที่จะร่วมงานกับภาคเอกชนพัฒนาสีสำหรับใช้งานกับวัสดุชนิดอื่น ๆ เช่น สีพ่นตู้บรรจุสินค้ารถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ สีทาตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทางเรือ หรือหากผู้ประกอบการท่านใดสนใจพัฒนาสีเพื่อการใช้งานในวัตถุประสงค์อื่น ๆ ทีมวิจัยก็พร้อมให้บริการเช่นกัน”
ผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมทำวิจัยกับทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ติดต่อได้ที่ ดร.ศรัณย์ อธิการยานันท์ เบอร์โทรศัพท์ 06 2540 8047 หรืออีเมล sarun.ati@nanotec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, นาโนเทค สวทช. และ shutterstock
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
7 เยาวชนไทยเข้าเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ตัวแทนเยาวชนไทย 7 คน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมใน “โครงการ Asian Try Zero-G 2023” ขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น ได้เข้าเยี่ยมชม มหาวิทยาลัยสึกุบะ (University of Tsukuba) มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นด้านการวิจัยพัฒนา
โดยมี Dr.Nakao P. Nomura เป็นผู้บรรยายและนำชม นับเป็นโอกาสดีของเยาวชนไทย ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF สำหรับภารกิจที่นักบินอวกาศได้นำไอเดียของน้อง ๆ ขึ้นไปทำการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แต่เนื่องจากไม่สามารถถ่ายภาพระหว่างการทดลองได้ ดังนั้นผลการทดลองจะเป็นอย่างไร มีอะไรน่าสนใจบ้างนั้น ทางน้อง ๆ จะมาถ่ายทอดการเปิดประสบการณ์ที่ได้รับให้ทุกท่านได้ทราบต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. รับรางวัลคลิปแอนิเมชันรักษ์โลก ประเภทองค์กร จากคณะอนุกรรมาธิการด้านคุณธรรมและจริยธรรมฯ วุฒิสภา
(13 กุมภาพันธ์ 2567 ) ที่อาคารรัฐสภา : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) ) ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ และทีมงาน
เข้ารับโล่รางวัลเชิดชูเกียรติจากนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา จากการประกวดคลิปวิดีโอ ประเภทองค์กร ในโครงการนวัตกรรมรักษ์โลก ปี 2567 จัดโดย คณะอนุกรรมาธิการด้านคุณธรรมและจริยธรรม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ร่วมกับ สมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย และ การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ผลงานที่ได้รับรางวัล คือ คลิปวิดีโอแอนิเมชัน เรื่อง “มุ่งสู่ Net Zero ด้วยแพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ผลงานวิจัยของ ดร. พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สวทช. ซึ่งผลิตโดยฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาแพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย
นอกจากนี้คณะกรรมการคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ได้เชิญ สวทช. เข้าร่วมจัดนิทรรศการแสดงผลงานรักษ์โลกในกิจกรรม คนดี รักษ์โลก ซึ่งเป็น 1 ใน 16 ผลงาน จาก 19 องค์กรที่เข้าร่วมจัดแสดง ทั้งนี้ สวทช. นำผลงานวิจัย “Magik Color แป้งพิมพ์สีธรรมชาติ” ที่ได้จากการพัฒนาเทคโนโลยีการเตรียมสูตรแป้งพิมพ์ผ้าจากสีธรรมชาติ ของทีมวิจัยสิ่งทอกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ประกอบด้วย 6 เฉดสี ได้แก่ สีแดงและสีชมพูจากคลั่ง สีเหลืองและสีน้ำตาลแดงจากดอกดาวเรือง เฉดสีน้ำตาลเหลืองจากเปลือกต้นโกงกาง และเฉดสีเทาดำจากเปลือกผลชาน้ำมัน ร่วมจัดกิจกรรมเวิร์กชอปเพ้นท์กระเป๋าผ้าจากสีธรรมชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานทุกเพศทุกวัย หมุนเวียนกันเข้าร่วมกิจกรรมในบูธนิทรรศการ สวทช. ตลอดทั้งวัน
ข่าวประชาสัมพันธ์
เยาวชนไทยร่วมลุ้นผลการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติจากไอเดียที่ส่งเข้าประกวด
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ณ องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น ตัวแทนเยาวชนไทย 7 คน เข้าร่วมกิจกรรมใน “โครงการ Asian Try Zero-G 2023” กับเยาวชนจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไต้หวัน รวม 39 คน ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF
ในช่วงเช้าเยาวชนไทยได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อวกาศ JAXA Tsukuba Space Center เพื่อติดตามเทคโนโลยีและความก้าวหน้าการพัฒนาด้านอวกาศของประเทศญี่ปุ่น จากนั้นในช่วงบ่ายจะเริ่มกิจกรรมการถ่ายทอดสด โดยนายซาโตชิ ฟุรุคาวะ (Satoshi Furukawa) นักบินอวกาศญี่ปุ่น นำแนวคิดการทดลองของเยาวชนไทยจำนวน 3 เรื่อง ที่ได้รับการคัดเลือกขึ้นไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติแบบ real-time ผ่านห้องบังคับการที่ศูนย์อวกาศสึคุบะ แจ็กซา ซึ่งเด็กๆ จะได้รับชมผลการทดลองที่เกิดขึ้นในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีโอกาสได้พูดคุยสื่อสารกับนักบินอวกาศญี่ปุ่นโดยตรง
สำหรับแนวคิดการทดลอง 3 เรื่อง ได้แก่
1. เรื่อง “ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้า” โดย นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
2. เรื่อง “การศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” โดย นายณัฐภูมิ กูลเรือน, นายจิรทีปต์ มะจันทร์, นางสาวฟ้าใหม่ คงกฤตยานุกุล และนายภูมิพัฒน์ รัตนวัฒน์ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
3. เรื่อง “การออกกำลังกายท่าดาวทะเลภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ” โดย นางสาววรรณวลี จันทร์งาม และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนระยองวิทยาคม
ข่าวประชาสัมพันธ์


