ผลการค้นหา :
11 องค์กรรัฐ-เอกชน มอบรางวัล “7 Innovation Awards 2023” ปีที่ 10
31 ส.ค. 2566 ณ ไบเทค บางนา : ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานในการมอบรางวัลด้านสังคม พร้อมด้วย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานมอบรางวัลด้านเศรษฐกิจ และ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการตัดสินรางวัล 7 Innovation Awards รวมถึงผู้บริหารองค์กร
และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมแสดงทรรศนะในวาระ “หนึ่งทศวรรษ Thailand Synergy ขับเคลื่อนนวัตกรรมสำหรับประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” โดยภายในงานยังมีบูธแสดงผลงานนวัตกรรมจากผู้ที่เคยได้รับรางวัลในอดีตและปัจจุบันรวม 90 บูธ ทั้งนี้ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) (สวทช.) ร่วมแสดงทรรศนะในโอกาสนี้ด้วยพร้อมทั้งได้เดินชมบูทที่ สวทช. ได้มีร่วมสนันสนุนอีกด้วย
นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นับเป็นเวลาถึงหนึ่งทศวรรษแล้วที่งาน Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทย ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสำหรับประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน เซเว่น อีเลฟเว่นและองค์กรความร่วมมือทั้ง 10 องค์กร ต่างตระหนักร่วมกันว่า การที่ประเทศจะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งทั้งในระบบเศรษฐกิจและสังคม ต้องอาศัยนวัตกรรมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน โดย SMEs และสตาร์ตอัป ถือเป็นฐานรากสำคัญของประเทศ ซึ่งการให้ความสำคัญและใส่ใจพัฒนานวัตกรรมอย่างจริงจังจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างการเติบโตให้กับประเทศได้ในระยะยาว ซึ่งตลอด 9 ปีที่ผ่านมา SMEs และสตาร์ตอัปไทย ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพผ่านผลงานที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ งาน “Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทย ประจำปี 2023” ยังคงถูกจัดภายใต้วัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อเฟ้นหาสินค้านวัตกรรมจาก SMEs และบริษัทสตาร์ตอัปไทยที่มีศักยภาพ ในการพัฒนาและต่อยอดให้เป็นนวัตกรรมสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคจนได้รับการยอมรับในระดับประเทศ และในระดับโลก และเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้ทดสอบศักยภาพของตนเองในการยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมในระดับประเทศในปีนี้มีผู้ประกอบการส่งผลงานเข้าประกวดเพื่อชิงรางวัลสุดยอดนวัตกรรม 7 Innovation Awards ประจำปี 2023 รวม 182 ผลงาน และมีผลงานที่ผ่านการตัดสินให้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 33 รางวัล แบ่งเป็น 2 ประเภทรางวัล ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ครอบคลุมด้านผลิตภัณฑ์ ด้านบริการ หรือด้านกระบวนการ จำนวน 19 รางวัล และรางวัลนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา รวมถึงโครงการเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) จำนวน 14 รางวัล
- รางวัลนวัตกรรมประเภทที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ จำนวน 19 รางวัล
รางวัลชนะเลิศ
นิ่มนิ่ม เส้นไข่ขาวพร้อมทาน บริษัท แข็งแรงทุกวัน จำกัด
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 2 รางวัล
1.CIRA Core Automation and Technology บริษัท ซีร่า ออโตเมชั่น แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด
2.Tasted Better แป้งเสริมอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ บริษัท เทสเต็ด เบ็ตเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 2 รางวัล
1.สเปรย์ดับเพลิง เฟลมเมกซ์ (FLAMEX) บริษัท นาซ่าไฟร์โปรดัคส์แอนด์เซฟตี้ จำกัด
2.Tiger Cash Box ตู้เก็บเงินอัจฉริยะ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยง สมาร์ท บิส
รางวัล Inventor Awards (สุดยอดนักประดิษฐ์) จำนวน 5 รางวัล
1.Jello Boom ขนมเจลลี่บุกสอดไส้น้ำผลไม้ บริษัท วีที สวีท แอนด์ ฟู้ด อินโนเทค จำกัด
2.Orga Organic Pet แชมพูสำหรับสัตว์เลี้ยงจากสารสกัดผลไม้ไทย บริษัท โบทานิคส์ ไลฟ์ จำกัด
3.VFlow ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงหลอดเลือด บริษัท เจดับบลิว เฮอร์เบิล จำกัด
4.MR.Zen เฟรนฟรายส์จากถั่วเขียวทอง บริษัท สไมล์ฟาร์ม ฟู้ด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
5.Vincent's เซรั่มเวชสำอางค์โพรไบโอติก บริษัท พาริช สกิน จำกัด
รางวัล Creator Awards จำนวน 9 รางวัล
1.Durrianar สกินแคร์สารสกัดจากยอดอ่อนและดอกทุเรียน บริษัท ทิพย์สุรัตน์ จำกัด
2.MoveMax Smart Logistics แพลตฟอร์มบริหารงานขนส่งสินค้าแบบครบวงจร บริษัท แฮนด์ดี้วิง จำกัด
3.iCube ระบบการบริหารจัดการข้อมูลสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม บริษัท ไอคิวบ์ จำกัด
4.แผ่นเส้นใยนาโนเซลลูโลสจากข้าว บริษัท ไทยนาโนเซลลูโลส จำกัด
5.SmartTerra สวนตู้ระบบนิเวศอัจฉริยะ บริษัท ฉลาด อินโนเวชั่น จำกัด
6.UVC Matrix หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติฆ่าเชื้อด้วยลำแสงยูวีซี บริษัท อินเตอร์เฟส ซิสเทค จำกัด
7.ถั่วลายเสือพร้อมรับประทาน ตราเคซี บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน)
8.C-Shortz คอลลาเจนพร้อมดื่ม บริษัท ซีโฟร์ เกรท อินโนเวชั่น จำกัด
9.ห่อหมกพุดดิ้ง ตราแม่ประไพ บริษัท เอช.พี.เฮลธี โฟรเซ่น ฟู้ดส์ จำกัด
- รางวัลนวัตกรรมประเภทที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม จำนวน 14 รางวัล
รางวัลชนะเลิศ
Vulcan แพลตฟอร์มยกระดับอาชีพผู้พิการเป็นผู้ฝึกสอน AI บริษัท วัลแคน โคอะลิชั่น จำกัด
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 2 รางวัล
1.Advanced GreenFarm ระบบเพาะเลี้ยงวูฟเฟีย บริษัท แอดวานซ์กรีนฟาร์ม จำกัด
2.ฟางไทย เยื่อฟางข้าวและบรรจุภัณฑ์ขึ้นรูปจากเยื่อฟางข้าวอินทรีย์ บริษัท ฟางไทย แฟคทอรี่ จำกัด
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 2 รางวัล
1.M-zlex นวัตกรรมการผลิตน้ำเชื้อโคแยกเพศ บริษัท สยามโนวาส จำกัด
2.โอวาโด น้ำมันอะโวคาโดซอฟเจล บริษัท บริบูรณ์ฟาร์ม จำกัด
รางวัล Inventor Awards (สุดยอดนักประดิษฐ์) จำนวน 5 รางวัล
1.โมเดลธุรกิจแปรรูปกล้วยน้ำว้าเพื่อชุมชน วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านแคว
2.ผลิตภัณฑ์แปรรูปส้มมะปี๊ด แบรนด์แรบบิทจันท์ บริษัท แรบบิทจันท์ จำกัด
3.ผลิตภัณฑ์แปรรูปมะม่วงเบา แบรนด์แม่ทม บริษัท แม่ทมของอร่อย จำกัด
4.Plastic Value Added เครื่องกำจัดขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน บริษัท ซินฮวดเฮง นวัตกรรม จำกัด
5.Oryzwel ผลิตภัณฑ์นมข้าวข้นหวานจากข้าวและธัญพืช บริษัท อิมฟู้ดครีเอชั่น จำกัด
รางวัล Creator Awards จำนวน 4 รางวัล
1.Recycle Day แพลตฟอร์มระบบจัดการขยะแบบครบวงจร บริษัท รีไซเคิลเดย์ จำกัด
2.Yorice สาเกหวานจากข้าวไทย บริษัท ทีเอชซี (ประเทศไทย) จำกัด
3.Anatani นมถั่วแระญี่ปุ่น บริษัท อะนาตานิ จำกัด
4.Vocoa โกโก้ไทยใส่ใจสุขภาพ บริษัท อมิวสโก้ ไบโอเทค จำกัด
ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ https//www.7innovationawards.com และสามารถรับชมบรรยากาศงานย้อนหลังได้ทางhttps://www.facebook.com/7innovationawards
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไบโอเทค สวทช. ‘เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไผ่เศรษฐกิจ 150,000 ต้น’ มุ่งส่งมอบไผ่พันธุ์ดี ไม่ติดอายุแม่
'ไผ่' เป็นพืชเศรษฐกิจของไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง นำไปใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน อาทิ หน่อและใบใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนของลำและเนื้อไม้ใช้ในงานแปรรูปเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมและเฟอร์นิเจอร์ อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นชีวมวลในการผลิตเชื้อเพลิงเพื่อหล่อเลี้ยงการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตามการจะปรับปรุงพันธุ์และขยายต้นกล้าไผ่ให้ได้คุณภาพสูงตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เนื่องจากไผ่เป็นพืชที่อายุยืนยาว แต่เมื่อถึงช่วงของการออกดอก ไผ่ที่เกิดจากกอแม่เดียวกันจะทยอยตายตามกันไปจนหมดเรียกว่า ‘ตายขุย’ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสูญเสียเป็นวงกว้าง
นอกจากนี้การปลูกไผ่ให้มีลักษณะเด่นตรงตามสายพันธุ์ด้วยวิธีการขยายพันธุ์จากต้นแม่ด้วยวิธีปกติ อาทิ การแยกเหง้า ชำลำ และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากข้อ ยังมีข้อจำกัดในเรื่องอายุเหง้า เพราะต้นลูกจะจดจำอายุของต้นแม่มาด้วย ดังนั้นหากต้นแม่มีอายุใกล้จะออกดอก ต้นที่เกิดใหม่ก็จะออกดอกแล้วตายไปพร้อม ๆ กับต้นพันธุ์ ทำให้ ‘ต้นที่ปลูกใหม่มีอายุสั้น เกษตรกรอาจได้รับผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน’
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดำเนินโครงการขยายต้นพันธุ์ไผ่ เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งมอบต้นพันธุ์ไผ่ปลอดโรคจำนวน 150,000 ต้น ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการภายในปี 2567 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงบประมาณ
[caption id="attachment_46323" align="aligncenter" width="750"] ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่าธรรมชาติของไผ่จะมีอายุ 3 แบบ ได้แก่ อายุเหง้า (ต้นแม่จากการเพาะเมล็ด) อายุปลูก (แยกกอมาปลูก) และอายุลำ (ลำที่พัฒนาใหม่ในกอแต่ละปี) ซึ่งโดยทั่วไปการขยายต้นกล้าไผ่นิยมทำด้วยวิธีชำลำ แยกเหง้าลงดิน หรือตัดข้อของต้นไผ่มาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะจะทำให้ต้นลูกมีลักษณะตรงตามต้นแม่พันธุ์ อย่างไรก็ตามวิธีการเหล่านี้มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ ‘ต้นลูกจะมีอายุเท่ากับอายุเหง้าของต้นแม่’ ส่วนหากเกษตรกรเพาะปลูกด้วยเมล็ดจากต้นพันธุ์ แม้ต้นใหม่ที่ได้จะไม่ติดอายุต้นแม่มาด้วย แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะมีลักษณะไม่เหมือนกับต้นพันธุ์เนื่องจากการแปรปรวนทางพันธุกรรม เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยได้ดำเนินโครงการขยายต้นพันธุ์ไผ่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ 2 รูปแบบคู่ขนานกันไป
[caption id="attachment_46321" align="aligncenter" width="750"] การชักนำให้เกิดต้นอ่อนจากแคลลัส (callus)[/caption]
“รูปแบบแรก คือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นไผ่ด้วยวิธีการโซมาติกเอมบริโอเจเนซิส (somatic embryogenesis) หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากเซลล์ร่างกาย (somatic cells) ผ่านการชักนำให้เกิดต้นอ่อนจากแคลลัส (callus) ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์ที่ยังไม่มีหน้าที่ โดยกลุ่มเซลล์นี้พัฒนาขึ้นจากการกระตุ้นเนื้อเยื่อเจริญ (meristem) ของต้นพันธุ์ด้วยอาหารเพาะเลี้ยงที่เหมาะสมในห้องปฏิบัติการ ซึ่งหากประสบความสำเร็จ ต้นอ่อน (somatic embryo) ของไผ่ที่เจริญเป็นต้นใหม่ (regeneration) จะมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนแม่ทุกประการ (clonal plants) และมีอายุเริ่มต้นจากศูนย์หรือไม่จดจำอายุของต้นแม่มาด้วย ซึ่งขณะนี้การวิจัยอยู่ระหว่างติดตามการเจริญเติบโตเพื่อเปรียบเทียบกับต้นพันธุ์ต้นแม่ คาดว่าจะได้ทราบผลที่แน่ชัดภายในปีหน้า ส่วนรูปแบบที่สอง คือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากข้อของต้นพันธุ์ไผ่ที่รู้อายุ และผ่านการคัดเลือกลักษณะทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์การใช้งานแล้ว เพื่อให้ได้ต้นไผ่ที่ใช้ประโยชน์ได้ยืนยาวคุ้มค่าแก่การลงทุน โดยการทำวิจัยเฟสแรกนี้ทีมวิจัยตั้งเป้าหมายที่จะขยายต้นกล้าไผ่เพื่อการใช้ประโยชน์ด้านงานโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และเฟอร์นิเจอร์ อาทิ ไผ่รวกดำ (รวกใหญ่) ไผ่ซางหม่น และไผ่บงใหญ่ โดยได้รับการอนุเคราะห์พันธุ์ไผ่ที่ผ่านการคัดเลือกลักษณะทางเศรษฐกิจมาแล้วจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ให้การสนับสนุนโครงการ”
[caption id="attachment_46325" align="aligncenter" width="750"] การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากข้อของต้นพันธุ์ไผ่ที่รู้อายุ[/caption]
ปัจจุบันทีมวิจัยพัฒนากระบวนการขยายพันธุ์จนได้ ‘ต้นอ่อนไผ่ปลอดโรค’ ในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการนำความเชี่ยวชาญรวมถึงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของไบโอเทค สวทช. มาพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยอาหารเหลวแบบ ‘Temporary Immersion Bioreactor (TIB)’ หรือ ‘ระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยไบโอรีแอกเตอร์แบบกึ่งจม’ เพื่อเร่งขยายพันธุ์ไผ่ให้ทันต่อการส่งมอบต่อไป
[caption id="attachment_46320" align="aligncenter" width="750"] ระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยไบโอรีแอกเตอร์แบบกึ่งจม (TIB)[/caption]
ดร.ยี่โถ อธิบายว่า โดยทั่วไปการเลี้ยงต้นอ่อนที่เกิดจากกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะใช้การเพาะเลี้ยงต้นอ่อนในห้องปฏิบัติการภายใต้สภาพปลอดเชื้อด้วยอาหารแข็งหรือกึ่งแข็ง (1 ต้น ต่อ 1 ขวดโหล) ซึ่งเป็นวิธีการที่มีค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์และอาหารเพาะเลี้ยงไม่สูงนัก แต่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลปรับสูตรอาหาร สภาพแวดล้อม รวมถึงการย้ายเนื้อเยื่อพืชและเปลี่ยนอาหารใหม่ (subculture) ทุกต้น จนกว่าจะได้ต้นที่แข็งแรงและมีขนาดเหมาะสมแก่การจำหน่าย แต่ในกรณีของการขยายพันธุ์ในระดับเชิงพาณิชย์ (mass scale) ภายในระยะเวลาอันสั้น ทีมวิจัยมีความจำเป็นต้องเลือกใช้กระบวนการเลี้ยงด้วยวิธีการ TIB ซึ่งแม้จะมีต้นทุนด้านวัสดุและเครื่องมือที่สูงกว่า แต่ถือเป็นวิธีการที่คุ้มทุน เพราะช่วยลดต้นทุน แรงงาน และเวลาผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
[caption id="attachment_46318" align="aligncenter" width="750"] ระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยไบโอรีแอกเตอร์แบบกึ่งจม (TIB)[/caption]
“การเลี้ยงต้นอ่อนด้วยวิธี TIB จะใช้ไบโอรีแอกเตอร์ที่มีลักษณะเป็นภาชนะขนาดใหญ่ 2 ภาชนะ วางซ้อนกันบน-ล่าง ภาชนะบนใช้สำหรับเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ภาชนะล่างใช้สำหรับใส่อาหารเพาะเลี้ยง ระบบจะดันอากาศเข้าทางโหลล่างเพื่อดันอาหารเพาะเลี้ยงขึ้นมาท่วมเนื้อเยื่อในภาชนะบนด้วยความถี่และระยะเวลาที่เหมาะสมตามที่ทีมวิจัยตั้งค่าไว้โดยอัตโนมัติ เพื่อควบคุมปริมาณอาหารและสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้ประหยัดต้นทุนและเวลาในการดูแลรวมถึงการย้ายต้นอ่อนได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญต้นอ่อนของพืชที่เลี้ยงด้วยวิธีนี้จะโตเร็วกว่าวิธีเดิม 3-5 เท่า อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการเจริญและพัฒนาเป็นต้นอ่อนสมบูรณ์ได้ครั้งละปริมาณมากด้วย โดยในกรณีของไผ่ที่ลำต้นมีขนาดเล็กหากเลี้ยงด้วยไบโอรีแอกเตอร์ขนาด 5 ลิตร ภายใน 1 เดือนจะได้ไผ่สำหรับแจกจ่ายมากถึง 1,000 ต้นต่อไบโอรีแอกเตอร์ ทั้งนี้ภายหลังจากการผลิตต้นไผ่เพื่อส่งมอบผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในเฟสแรกเรียบร้อยแล้ว ทีมวิจัยมีแผนที่จะวิจัยและพัฒนากระบวนการขยายพันธุ์ต้นไผ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิ ไผ่หม่าจู ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ยักษ์ ไผ่ตง ไผ่เลี้ยงลำ ต่อไปในอนาคตอันใกล้
อย่างไรก็ตามแม้ทีมวิจัยจะมีความเชี่ยวชาญด้านการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการเลี้ยงต้นอ่อนด้วยเทคนิค TIB แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกครั้งที่เริ่มต้นพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชชนิดที่แตกต่างกันออกไป ปัจจัยทางพันธุกรรม (genetic dependent) ที่ส่งผลต่อการตอบสนองการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายในการวางแผนวิจัยรวมถึงแนวทางการตั้งรับเมื่อต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาของเซลล์พืชอยู่เสมอ
ดร.ยี่โถ เล่าว่า การเพาะเลี้ยงพืชต่างชนิดและสายพันธุ์ต้องพัฒนาสูตรอาหารและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแบบจำเพาะต่อพันธุกรรมของพืชเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบโซมาติกเอมบริโอเจเนซิส ที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการทำวิจัยสูง แต่หากผลการทำวิจัยประสบความสำเร็จแล้ว ก็ถือเป็นการดำเนินงานที่คุ้มค่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเกษตรไทย ซึ่งทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. พร้อมส่งเสริมการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเปิดให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงในระดับอุตสาหกรรม
"ทีมวิจัยมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้คนไทยได้เข้าถึงทรัพยากรชีวภาพประสิทธิภาพสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอด value chain โดยนอกจากการผลิตต้นพันธุ์ไผ่คุณภาพสูงปลอดโรคเพื่อส่งมอบให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการดังที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันแล้ว ที่ผ่านมาทีมวิจัยยังได้พัฒนากระบวนการคัดเลือกพันธุ์พืชเศรษฐกิจและการขยายพันธุ์พืชในระดับอุตสาหกรรม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ที่สนใจมาโดยตลอดด้วย ตัวอย่างพันธุ์พืช เช่น พืชตระกูลปาล์มอย่าง ปาล์มน้ำมัน อินทผลัม พืชสมุนไพรอย่าง กระชายดำ ขมิ้นชัน และไม้ดอกมูลค่าสูงอย่างปทุมมา" ดร.ยี่โถ กล่าวทิ้งท้าย
การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตต้นพันธุ์แท้ปลอดโรคของพืชเศรษฐกิจในระดับอุตสาหกรรม เป็นก้าวสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพของไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรชีวภาพและการอนุรักษ์ทรัพยากรให้คงอยู่ในระยะยาว ตามแนวทางของโมเดลเศรษฐกิจ BCG ผู้ที่สนใจติดต่อขอรับองค์ความรู้ รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต หรือร่วมวิจัยการผลิตพืชชนิดพันธุ์ใหม่ ได้ที่ ทีมนวัตกรรมโรงเรือนผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช.
[caption id="attachment_46319" align="aligncenter" width="450"] ทีมวิจัย[/caption]
[caption id="attachment_46322" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัย[/caption]
เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย : ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย : ปฏิวัติ อ่อนพุทธา ฝ่ายจัดการความรู้และสร้างความตระหนัก และไบโอเทค สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ทูลเกล้าฯ ถวายโปรแกรมประเมินภาวะโภชนาการ KidDiary เพื่อใช้ในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริฯ
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2566 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค สวทช. และ ดร.สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ เนคเทค สวทช. เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท
เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายโปรแกรมประเมินภาวะโภชนาการ หรือ KidDiary ซึ่งจัดทำในรูปแบบ offline ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (ปัจจุบันเปิดให้บริการในรูปแบบ online) จำนวนทั้งสิ้น 500 ชุด เพื่อทรงนำไปใช้ในกิจกรรมของโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และพระราชทานแก่สถานศึกษาในโครงการตามพระราชดำริ ฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับใช้ประโยชน์ในการประเมินภาวะโภชนาการของเด็กและเยาวชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านโภชนาการและสุขอนามัยให้เป็นไปตามมาตรฐานการเจริญเติบโตใหม่ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2566 ดร.สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ ยังได้ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อเรื่อง "โปรแกรมประเมินภาวะโภชนาการเด็ก 1 วัน - 19 ปี (KidDiary for Excel)" ในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้จัดฝึกอบรมสำหรับคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาจากประเทศต่าง ๆ อันได้แก่ บังกลาเทศ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ระหว่างวันที่ 22-30 สิงหาคม 2566 โดย KidDiary เป็นคลังข้อมูลสุขภาพเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ที่มีความทันสมัยและเชื่อมโยงกันแบบ Real-time ในหน่วยงาน ช่วยให้เกิดการบูรณาการ การดูแลและส่งเสริมภาวะโภชนาการและพัฒนาการของเด็กไทยให้มีสุขภาพดีสมวัย
ติดตามรายละเอียดโปรแกรมประเมินภาวะโภชนาการ (KidDiary) ได้ที่เว็บไซต์ https://kiddiary.in.th/ และ https://www.nectec.or.th/innovation/innovation-software/kiddiary-platform.html
ข่าวประชาสัมพันธ์
นาโนเทค สวทช. จัดสัมมนา “Shaping the Future of Beauty & Food Innovation” ในงานแถลงข่าวการจัดงาน Vitafoods Asia 2023
อาหารและความสวยความงาม ต่างเป็นอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และแข่งขันสูง การพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบความต้องการของ 2 อุตสาหกรรมใหญ่นี้ เสมือนการติดอาวุธให้ผู้ประกอบการมีจุดแข็ง เพื่อก้าวสู่การแข่งขันในตลาดสากล ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงจัดสัมมนา"Shaping the Future of Beauty & Food Innovation" ขึ้น โดยจะมุ่งเน้นการให้ความรู้ทางด้านงานวิจัย นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมความงามและอาหาร รวมถึงการแชร์ประสบการณ์ในการทำวิจัย/ทำธุรกิจจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเป็นกิจกรรมภายใต้งานแถลงข่าวการจัดงาน Vitafoods Asia 2023 ในวันพุธที่ 6 กันยายน 2566 เวลา 13.00-16.45 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพ
งาน Vitafoods Asia 2023 เป็นงานแสดงสินค้า บริการและนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรม Nutraceutical, Food and beverage โดยเชื่อมต่อซัพพลายเออร์จากต่างประเทศกว่า 600 รายและผู้นำธุรกิจกว่า 21,000 รายในอุตสาหกรรมอาหารเสริมและอาหารและเครื่องดื่ม ที่มองหาแหล่งที่มาของส่วนผสม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และบริการที่เป็นนวัตกรรมและมีคุณภาพสูงสุด ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ
ปฏิทินกิจกรรม
เดินหน้ารุกแผน AI แห่งชาติ เผยผล 1 ปีการดำเนินงาน พร้อมปักธงโปรเจกต์ใหญ่ พัฒนาข้อมูล AI หนุนการแพทย์
For English-version news, please visit : NSTDA unveils one-year progress report on the implementation of National AI Strategy and Action Plan
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ที่สามารถทลายขีดจำกัดของมนุษย์ และพัฒนาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังเช่น ChatGPT และ Midjourney ที่ทำงานได้ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ทุกวันนี้ทั่วโลกไม่อาจปฏิเสธต่อการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับกิจกรรมแทบทุกภาคส่วน เช่น ด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การแพทย์ การศึกษา การท่องเที่ยว หรือแม้แต่ในด้านการตลาด AI ยังมีบทบาทสำคัญในการวางกลยุทธ์ เจาะลึกพฤติกรรมลูกค้า และสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เป็นกระแสความนิยมบนโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างยอดขายให้ธุรกิจ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐเริ่มนำ AI มาใช้เพิ่มคุณภาพการบริหาร การให้บริการ รวมถึงการร้องเรียนต่าง ๆ เพื่อดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง หากแต่ว่าแม้ AI จะมีคุณอนันต์ ในทางกลับกันก็ทำให้เกิดโทษมหันต์ได้ หากรู้ไม่เท่าทัน นำไปใช้ในทางที่ผิด หรือไม่มีหน่วยงานที่พร้อมกำกับดูแลใกล้ชิด
เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนา AI ที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในทุกมิติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำ “แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พ.ศ. 2565–2570” (Thailand National AI Strategy and Action Plan 2022-2027) โดย สวทช. และ สดช. ร่วมเป็นเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนฯ ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานมาครบรอบ 1 ปี จึงจัดแถลงข่าว “1 ปี แผนปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย และก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน Medical AI” (เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2566) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า การจัดทำแผนปฏิบัติการ AI ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานที่สำคัญในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล มีการจัดทำคู่มือจริยธรรม AI เล่มแรกของไทย การจัดหลักสูตรจริยธรรมที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และการเปิดตัวศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ AI อย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางบริการ AI บนคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) รวมทั้งเปิดให้บริการ LANTA ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพการคำนวณอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับที่ 70 ของโลก สำหรับการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐและเอกชน
“ด้านการพัฒนากำลังคน ขณะนี้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนด้าน AI ได้เห็นชอบภาพรวมข้อเสนอการพัฒนากำลังคนด้าน AI เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน AI ในทุกระดับและทุกสาขาตรงตามความต้องการของเอกชน ส่วนผลงานด้านนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้ เช่น มีหน่วยงานภาครัฐใน 76 จังหวัด นำระบบวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาความยากจนแบบชี้เป้า (TPMAP) เข้าไปขับเคลื่อนการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย ทั้งนี้จากการดำเนินงานขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ ส่งผลให้ปัจจุบันมีบุคลากรเข้ารับการอบรมในโครงการและหลักสูตร AI จำนวน 83,721 คน มีโครงการวิจัยและพัฒนาด้าน AI ในกองทุนวิจัยมูลค่า 1,290 ล้านบาท มีสตาร์ตอัปลงทุนเพิ่มจากการส่งเสริมของรัฐมูลค่า 639 ล้านบาท และที่สำคัญคือจากการจัดอันดับดัชนีความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ของรัฐบาล (AI Government Readiness Index) ประเทศไทยเลื่อนอันดับขึ้นจาก 59 เป็น 31 ทันทีที่มีแผนปฏิบัติการ AI ในปีที่ผ่านมา (ทั้งนี้สามารถติดตามรายละเอียดการดำเนินงานเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ai.in.th)”
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวอย่างผลงานการประยุกต์ใช้ AI ที่จะเป็นก้าวสำคัญสู่การขับเคลื่อนวงการแพทย์ คือ การพัฒนาเครือข่ายและแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลเปิดด้านการแพทย์ หรือ Medical AI Data Sharing โดยวันนี้มีการลงนามความร่วมมือ เรื่อง “การวิจัยพัฒนาชุดข้อมูลและนวัตกรรม เพื่อต่อยอดการใช้ประโยชน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์” ระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ สวทช. ภายใต้การสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)
“ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ทางการแพทย์มากขึ้น แต่โจทย์ใหญ่คือการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดด้านการแพทย์ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยด้าน AI เข้าถึง เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ป่วย รวมถึงการขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ดังนั้นความร่วมมือในการพัฒนา Medical AI ของทั้ง 3 หน่วยงานในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้นักวิจัยด้าน AI ได้เข้าถึงคลังข้อมูลทางการแพทย์ เช่น ภาพเอกซเรย์ทรวงอก ภาพ MRI/CT มะเร็ง ภาพจอประสาทตา (โดยข้อมูลมีการจัดการด้านข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ผ่านคณะกรรมการ Medical AI DATA Consortium) เพื่อให้สามารถนำความเชี่ยวชาญด้าน AI เข้าไปส่งเสริม ขยายผล และต่อยอดการใช้ประโยชน์ของข้อมูล ดังเช่น กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “AIChest4All” ซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้แพทย์คัดกรองผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด วัณโรค โรคทรวงอก และความผิดปกติอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำใน 1 นาที เครือข่ายความร่วมมือที่ครบวงจรเช่นนี้จะดึงดูดให้โรงพยาบาลวิจัย และหน่วยงานสาธารณสุข ให้ความสนใจเข้าร่วมอีกไม่น้อย นับเป็นอีกความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้มีความทันสมัย รวมทั้งผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ของเอเชีย”
ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ในนามกระทรวง อว. ยินดีที่มีส่วนสำคัญในการร่วมกันผลักดันการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เป้าหมายของแผนฯ ที่กำหนดไว้ ให้เกิดผลลัพธ์อย่างชัดเจน และเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมการเพื่อให้เท่าทันต่อการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในระดับต่าง ๆ รวมทั้งการสร้างความสามารถทางเทคโนโลยี AI ในประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งแผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าวนี้ได้วางมิติการพัฒนาได้อย่างครบถ้วน ทั้งในเรื่องของกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนากำลังคน การวิจัยพัฒนา และส่งเสริมการประยุกต์ใช้งาน AI ซึ่งในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาของการดำเนินงาน ภายหลังอนุมัติแผนฯ อย่างเป็นทางการ ได้แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือที่ทุกท่านได้เข้ามามีบทบาทร่วมกันผลักดันการดำเนินงาน จนเกิดผลงานตัวชี้วัดที่สำคัญ ที่ส่งผลกระทบทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม
และในวันนี้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่จะแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการความร่วมมือ ระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ได้ประสานพลังเพื่อทำงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเน้นบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานที่จะอาศัยศักยภาพของแต่ละหน่วยงาน ผลักดันให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มการบริหารจัดการข้อมูลเปิดด้านการแพทย์ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาและการต่อยอดการใช้ประโยชน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ รวมไปถึงการพัฒนากำลังคน ตลอดจนส่งเสริมระบบนิเวศการวิจัยและพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ของประเทศไทยให้ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘Winona Probio’ นวัตกรรมเสริมสุขภาพจาก ‘โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย’ คุณภาพมาตรฐานสากล
For English-version news, please visit : Winona Probio: Probiotic supplement based on locally isolated microorganisms
Tech: สุดปัง ! “Winona Probio” นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยรายแรกในประเทศ ผลิตจากจุลินทรีย์มีชีวิตที่ผ่านการคัดแยก วิจัยพัฒนา และทดสอบประสิทธิภาพในคนไทยแล้ว หนึ่งในผลงานนวัตกรรมร่วมจัดแสดงในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. หรือ NAC2023
BIZ: #นวัตกรรมพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์จุลินทรีย์โดยศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางวิจัยด้านโพรไบโอติก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) พัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตเซลล์จุลินทรีย์โพรไบโอติกในระดับกึ่งอุตสาหกรรมโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. และต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์โดยบริษัทวิโนน่า เฟมินิน จำกัด ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ : 0 2821 5501 อีเมล : nopppart.s@winonafeminine.com เฟซบุ๊ก : วิโนน่า คอสเมติกส์ ไลน์ : @winona หรือเว็บไซต์ www.winonafeminine.com
[caption id="attachment_46231" align="aligncenter" width="700"] นพรัตน์ สุขสราญฤดี ผู้ก่อตั้ง บริษัทวิโนน่า เฟมินิน จำกัด[/caption]
นพรัตน์ สุขสราญฤดี ผู้ก่อตั้ง บริษัทวิโนน่า เฟมินิน จำกัด เล่าว่า บริษัทเริ่มต้นทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เฟมินินแคร์จากสมุนไพรไทย โดยเน้นทำตลาดในต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของเราเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอก เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จึงเริ่มมองหานวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ และพบว่าในต่างประเทศมีการนำจุลินทรีย์โพรไบโอติกมาใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพกันเป็นจำนวนมาก แต่ในประเทศไทยยังมีน้อยและส่วนใหญ่ต้องนำเข้า ในขณะที่อุตสาหกรรมโพรไบโอติกมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น จึงเกิดความสนใจที่จะนำโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ โดยเราได้รับอนุญาตใช้สิทธิข้อมูลเทคโนโลยีจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยจำนวน 2 สายพันธุ์ จากศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางวิจัยด้านโพรไบโอติก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ถัดมาได้ร่วมวิจัยกับไบโอเทค สวทช. ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกเพื่อสตรี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณภาพที่ดีตามมาตรฐานระดับสากล และมีความพร้อมในการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ บริษัทวิโนน่า เฟมินิน จำกัด และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
[caption id="attachment_46226" align="aligncenter" width="700"] ผลิตภัณฑ์จากโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย[/caption]
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์วิโนน่าโพรไบโอ คือ ผลิตจากจุลินทรีย์โพรไบโอติก Lactobacillus paracasei และ Bifidobacterium animalis สายพันธุ์ไทย ที่มีเซลล์มีชีวิตจำนวนสูง ผ่านการพิสูจน์คุณสมบัติการเป็นโพรไบโอติกที่ดี และได้รับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ขององค์การอาหารและยา (อย.) จากผลการศึกษาโดยศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางวิจัยด้านโพรไบโอติก มศว. พบว่าเป็นโพรไบโอติกที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบในตับและลำไส้ ลดการสะสมของไขมัน ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากโพรไบโอติกไม่ใช่ยาหรือสารเคมี แต่เป็นจุลินทรีย์ตามธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว
[caption id="attachment_46227" align="aligncenter" width="700"] ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร ไบโอเทค สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์วิโนน่าโพรไบโอ ใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตเซลล์โพรไบโอติกของโรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (BBF) สวทช. ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตอาหาร และได้รับมาตรฐานสากล Codex GHPs และ HACCP รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวทางการปฏิบัติที่ดีในการใช้จุลินทรีย์ในระดับอุตสาหกรรม หรือ Good Industrial Large Scale Practice (GILSP) ในสภาพควบคุมระดับ LS1 โดย BBF มีความพร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ และเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่มวัตถุเจือปนอาหาร สารอาหาร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมชีวภาพ
การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยและผลิตด้วยเทคโนโลยีของคนไทยไม่เพียงตอบโจทย์เทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการนำเข้าโพรไบโอติก ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพิ่มการสร้างงาน และเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารใหม่ของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
เรียบเรียงโดย : วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย : ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
Industry 4.0 Platform ศูนย์รวมบริการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0
สวทช. จัดกิจกรรม NSTDA Meets the Press นำคณะสื่อมวลชนไปพบปะพูดคุยกับนักวิจัยเกี่ยวกับ Industry 4.0 Platform แพลตฟอร์มบริการที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการภาคการผลิตหรือโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้า ให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านต่างๆ เพื่อยกระดับโรงงานสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0
สำหรับ Industry 4.0 Platform เป็นหนึ่งใน Core Business ของ สวทช. โดยการยกระดับภาคการผลิตสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วย Industry 4.0 Platform จะเป็นขุมพลังหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน พร้อมรองรับโลกอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. มอบใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้กับ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ด้วยตนเอง (Self-Declaration)
24 สิงหาคม 2566 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มอบใบรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้แก่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) เพื่อรับรองว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพและมาตรฐานในการบริหารจัดการองค์กรเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม พร้อมสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 200% สำหรับรายจ่ายในการวิจัยได้ด้วยตนเอง
ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานอุตสาหกรรมและชุมชน กล่าวว่า ตามที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ ในการเป็นขุมพลังหลักของประเทศในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ของรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญ นำสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด และ สวทช. ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร 3 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (สพช.) เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ได้มีการประยุกต์ใช้ระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือเรียกอย่างย่อว่า ระบบ RDIMS โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองระบบ RDIMS และขึ้นทะเบียนเป็นผู้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับ สวทช. สามารถรับรองตนเองโดยไม่ต้องขอการรับรองเป็นรายโครงการ แล้วยื่นใช้สิทธิยกเว้นภาษี 200% ในรูปแบบ Self-Declaration ได้อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะสร้างความสะดวกและความมั่นใจให้ผู้ประกอบการในการใช้สิทธิยกเว้นภาษีแล้ว การนำระบบดังกล่าวไปใช้ในกิจการ จะทำให้ผู้ประกอบการมีการบริหารงานวิจัยที่เป็นระบบและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อพัฒนาเป็นสินค้า หรือบริการนวัตกรรม โดยเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตได้
บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ได้ผ่านการตรวจประเมินและรับรองจากคณะกรรมการรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ของ สวทช. แล้ว ซึ่งการที่บริษัทฯ ได้รับการรับรองระบบ RDIMS นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารและความร่วมมือร่วมใจของพนักงานในระดับต่าง ๆ ในการสร้างองค์ความรู้ของการดำเนินการวิจัย ซึ่งนำไปสู่การคิดค้น พัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า (Price) และคุณค่า (Value) ในสินค้าและบริการ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจให้กับองค์กรได้
การมอบใบรับรองฯ ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงศักยภาพของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังถือเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า สวทช. มุ่งสร้างเสริมการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ให้ผู้ประกอบการเอกชนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดย สวทช. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมกับความสำเร็จของ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ และคาดหวังว่าบริษัทฯ จะเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในการลงทุนการวิจัยและพัฒนาด้าน วทน. เพื่อพัฒนาเป็นสินค้าหรือบริการนวัตกรรม โดยเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศในอนาคต
คุณนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) กล่าวขอบคุณ สวทช. ที่เล็งเห็นถึงความตั้งใจในการทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัท ให้ความไว้วางใจ และให้การรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ RDIMS แก่บริษัท บริษัทเชื่อว่าการลงทุนวิจัยและพัฒนาจะทำให้บริษัทสามารถขับเคลื่อนให้องค์กรดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งบริษัทได้กำหนดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ คือ “บริษัทเหล็กชั้นนำด้านนวัตกรรมและโซลูชั่นทางธุรกิจที่คู่ค้าไว้วางใจ” และพันธกิจ คือ “สร้างสรรค์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เหล็กและบริการที่มีคุณค่าเพิ่มพิเศษสำหรับลูกค้าและผู้บริโภค สร้างคุณค่าร่วมและความไว้วางใจอย่างยั่งยืนสำหรับผู้มีส่วนได้เสีย”
การรับมอบใบรับรองในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัท ระบบ RDIMS จะเป็นแนวทางหลักที่จะช่วยให้บริษัทสามารถบริหารโครงการวิจัยต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลเชิงประจักษ์จริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตลาดเหล็กมีแนวโน้มการใช้งานผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีระดับชั้นคุณภาพสูง เหล็กแผ่นชั้นคุณภาพพิเศษ และมีความจำเพาะเจาะจงในด้านการใช้งานเพิ่มขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักเบาและความแข็งแรงสูงขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น ผลิตภัณฑ์เหล็กทนความร้อนสูง ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ชั้นคุณภาพเหล่านี้ล้วนแต่เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมกลุ่มนวัตกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมกลุ่มนวัตกรรมการก่อสร้าง เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนนำไปสู่ความยั่งยืนทางด้านการประกอบการ สิ่งแวดล้อม และสังคม ควบคู่กันไป
----------------------------------
หากผู้ประกอบการรายใด สนใจพัฒนาระบบ RDIMS ให้กับกิจการ
โปรดติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ สวทช.
โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1328 - 1332 และ 1631 – 1634
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปลี่ยนขวดพลาสติกเป็น ‘MOFs’ วัสดุนาโนขั้นสูง ตัวช่วยจับ CO2
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. เพิ่มค่าขวดพลาสติกธรรมดาให้กลายเป็น “วัสดุนาโนขั้นสูง” อย่าง MOFs หรือวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ ตัวช่วยดักจับและกักเก็บ “คาร์บอนไดออกไซด์” ตัวร้ายทำโลกร้อน ชูจุดเด่นด้วยกระบวนการเคมีสีเขียว และชุดระบบปฏิกรณ์การไหลแบบต่อเนื่องด้วยระบบ Continuous flow ปิดคอขวดเรื่องกำลังการผลิต ตอบความต้องการใช้งานในราคาที่แข่งขันได้ พร้อมพัฒนาสูตร MOFs ที่หลากหลาย ประยุกต์ใช้ดักจับและกักเก็บโมเลกุลสารอย่างจำเพาะเจาะจงได้อีกมาก รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมขั้นสูง ลดการนำเข้า ตอบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร จากทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ขวดน้ำพลาสติกที่ทำมาจากพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) นั้น นับเป็นขยะที่พบได้จำนวนมากในทุกๆ วัน ในขณะเดียวกัน ก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การใช้ วทน. ในการเปลี่ยนขยะขวดพลาสติกให้เป็นวัสดุนาโนมูลค่าสูงอย่าง MOFs
MOFs ย่อมาจาก Metal Organic Frameworks หรือ วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ เป็นวัสดุนาโนชนิดหนึ่งที่มีสมบัติน่าสนใจหลายอย่าง อาทิ มีพื้นที่ผิวมาก มีความพรุนสูง มีความหนาแน่นต่ำ และทนอุณหภูมิที่สูงมาก นอกจากนี้ ยังมีความสามารถที่น่าสนใจอย่างการคัดเลือกโมเลกุลที่ต้องการออกจากโมเลกุลอื่น มีการนำไปใช้กับตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีที่จำเพาะกับรูปร่างและโครงสร้างของสารเคมีนั้น ๆ ทำให้สามารถใช้เป็นสารดูดซับ หรือตัวกรองได้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง
“ด้วยความที่ MOFs เป็นวัสดุลูกผสม (hybrid material) ที่ประกอบไปด้วย ส่วนที่เป็นโลหะและสารอินทรีย์ ทีมวิจัยจึงมองเห็นโอกาส พัฒนากระบวนการย่อยพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตจากขวดพลาสติกมาแทนที่ส่วนประกอบที่เป็นสารอินทรีย์ หรือออร์แกนิค ลิแกนด์ (organics ligand) ซึ่งเป็นสารตั้งต้น พร้อมพัฒนาสูตร/กระบวนการในการสังเคราะห์ MOFs นำร่อง ชนิด UiO-66 จากโลหะเซอร์โคเนียม (zirconium) และ MIL-53 จากโลหะอลูมิเนียม (aluminum) ด้วยแนวคิดเคมีสีเขียว (Green Chemistry) โดย MOFs ดังกล่าว มีสมบัติในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์หรือ CO2” ดร. ชลิตากล่าว
ขวดพลาสติกที่ผ่านการย่อย ก่อนจะเป็น MOFs
ขวดพลาสติกที่ผ่านการย่อย ก่อนจะเป็น MOFs
ตรวจเช็คระบบ Continuous flow ในการผลิต MOFs
MOFs ที่ได้จากระบบ Continuous flow
นักวิจัยนาโนเทคมองว่า MOFs มีโอกาสทางการตลาดที่น่าสนใจ ด้วยสมบัติในการดูดซับจากรูพรุนจำนวนมากบนพื้นผิว แต่ปัญหาคอขวดของวัสดุนวัตกรรมนี้คือ กำลังการผลิต แทบทุกที่ในโลกสามารถสังเคราะห์ออกมาได้ในปริมาณน้อยมาก ทำให้มีราคาสูง MOFs บางตัวมีราคาหลักล้านต่อกิโลกรัม ทำให้ความต้องการของตลาดชะงัก แม้อยากได้ ก็หาซื้อยาก หรือราคาแพงจนไม่สามารถใช้ได้ จึงมีแนวคิดในการพัฒนากระบวนการสังเคราะห์ MOFs จากขวดพลาสติก ที่สามารถขยายกำลังการผลิต เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้
ดร. ชลิตากล่าวว่า โครงการวิจัยนี้ ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) แผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียนร่วมกับบริษัท แมกโน-เลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระยะเวลา 2 ปี โดยปีแรก เป็นการวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์ MOFs จากเซอร์โคเนียม (zirconium) หรือ UiO-66(Zr) และอลูมิเนียม (aluminum) หรือ MIL-53(Al) ด้วยต้นทุนต่ำ และในปีที่ 2 จะเป็นการพัฒนาระบบการสังเคราะห์ MOFs ที่สามารถอัพสเกลได้
ทีมวิจัยนาโนเทค ได้พัฒนากระบวนการย่อยพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตจากขวดพลาสติกมาเป็นสารตั้งต้น (monomers) ได้ด้วยกระบวนการที่มีต้นทุนต่ำ พร้อมกันนี้ ยังได้พัฒนาชุดระบบปฏิกรณ์การไหลแบบต่อเนื่อง ที่สังเคราะห์ด้วยระบบ Continuous flow ซึ่งมีข้อดีคือ ใช้แนวคิดเคมีสีเขียว ซึ่งเป็นการออกแบบกระบวนการสังเคราะห์ตั้งแต่ต้นน้ำโดยไม่สร้างภาระให้สิ่งแวดล้อม สามารถควบคุมการเกิดปฏิกิริยาได้ดี ลดการเกิดของเหลือ (waste) จากกระบวนการสังเคราะห์ ช่วยเพิ่มทำให้สามารถสังเคราะห์ MOFs ได้อย่างต่อเนื่อง ทลายคอขวดในด้านการอัพสเกลการผลิตได้
จากขวดพลาสติกเหลือใช้สู่ MOFs ช่วยจับ CO2
ผลจากการคิดค้นและพัฒนาของนักวิจัยนาโนเทค ทำให้สามารถ UiO-66 ได้ถึง 1 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และ MIL-53 ที่ราว 20 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และยังสามารถประยุกต์ใช้กับ MOFs อื่นๆ ได้ทุกแบบ
“วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์หรือ MOFs นั้น มีขาย แต่ส่วนมากใช้ในงานวิจัยและพัฒนา ในขณะที่ในประเทศไทย ไม่ได้มีคนใช้ เพราะหาซื้อไม่ได้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีเพียงไม่กี่บริษัททั่วโลกที่มี MOFs ขาย แม้ปัจจุบัน จะมีผู้จำหน่ายหลายรายมากขึ้น แต่ก็ยังไม่แพร่หลาย ด้วยปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก” ดร. ชลิตากล่าว พร้อมเสริมว่า MOFs ที่นาโนเทคพัฒนาขึ้นนั้น มีต้นทุนที่ถูกกว่า ทำให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพและราคา ปัจจุบัน เริ่มมีเอกชนรายใหญ่ที่แสดงความสนใจ และติดต่อเข้ามาแล้วโดยเฉพาะเรื่องของการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตัว MOFs ที่นาโนเทคทำได้ ก็มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายการใช้งาน เป็นโอกาสที่จะต่อยอดได้ในอนาคต
ปัจจุบัน ดร. ชลิตาเผยว่า ได้จดทรัพย์สินทางปัญญา 2 สิทธิบัตร คือ การสังเคราะห์ UiO-66 และ MIL-53 ซึ่งทีมวิจัยนาโนเทคเอง พร้อมสำหรับความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งการผลิต MOFs, การจ้างวิจัยเพื่อพัฒนาสูตรเฉพาะ รวมถึงการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีอีกด้วย
นอกจากนี้ นักวิจัยนาโนเทคยังแย้มว่า ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนของเหลือจากกระบวนการผลิต (waste) ในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้มาสังเคราะห์เป็น MOFs ที่มีมูลค่าสูงได้อีกด้วย
“จากขวดพลาสติกราคาหลักบาท เมื่อผ่านกระบวนการย่อยเป็นสารตั้งต้น สามารถเพิ่มมูลค่าให้เป็นหลักร้อย และเมื่อใช้ วทน. เปลี่ยนเป็น MOFs สามารถเพิ่มมูลค่าได้เป็นหลักล้าน แม้กระบวนการนี้จะใช้ขวดพลาสติกจำนวนไม่มากนัก ช่วยลดขยะได้บ้าง แต่สร้างวัสดุขั้นสูงที่เพิ่มมูลค่าได้สูงมาก และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ เป็นตลาด Blue Ocean ที่ตอบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) อย่างยั่งยืน” ดร. ชลิตาย้ำ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ครั้งแรก CEA มอบรางวัล CE Awards สวทช. คว้า 2 รางวัล Traffy Fondue และโครงการ Agri-Map ผลงานเด่นด้านการแก้ประเด็นทางสังคม (Creative Social Impact Awards)
วันที่ 24 สิงหาคม 2566 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่าน มิตรทาวน์ กรุงเทพฯ : สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดพิธีมอบรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creative Excellence Awards (CE Awards) ครั้งแรก เพื่อเชิดชูและส่งเสริมบุคคล ชุมชน ผู้ประกอบการ หน่วยงาน องค์กร หรือสถาบัน ต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการ เครื่องมือ หรือกระบวนการ โดยนำความคิดสร้างสรรค์ มาประยุกต์ใช้ในการสร้างให้เกิดคุณค่า (Value Creation) ที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคมหรือสิ่งแวดล้อมเพื่อต่อยอดไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ โดยได้รับเกียรติจากนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานมอบรางวัลให้กับนักสร้างสรรค์จำนวน 28 รางวัล
โอกาสนี้ผลงานวิจัยของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คว้า 2 รางวัล ในหมวดรางวัล Creative Social Impact Awards ซึ่งมอบให้กับผลงาน ที่นำความคิดสร้างสรรค์ไปประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ไขหรือคลี่คลายประเด็นต่าง ๆ ทางสังคม (Social) อีกทั้งช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้นให้น้อยลง และอยู่ในประเภทรางวัล Creative Community Engagement Award ซึ่งหมายถึง ผลงานดังกล่าวได้นำความคิดสร้างสรรค์ไปแก้ไขปัญหาของชุมชน เช่น ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้คนหรือหน่วยงานในชุมชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขประเด็นสังคมนั้น ๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดย 2 ผลงาน สวทช. ที่คว้ารางวัล ได้แก่
ผลงาน Traffy Fondue (ทราฟฟี่ ฟองดูว์) โดย ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม นักวิจัยอาวุโส กลุ่มนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเมือง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะผู้พัฒนาโครงการ Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง พร้อมทีมวิจัยเข้ารับรางวัล
ผลงาน Agri-Map กรมพัฒนาที่ดิน และศูนย์เทคโนโลยีอีเลกทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) โดยมี ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และ ดร.นพดล คีรีเพ็ชร นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยคลังอนุพันธ์ความรู้ (KEA) กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ (DSARG) เป็นตัวแทนรับรางวัล
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เวทีประกาศรางวัล Creative Excellence Awards จะเป็นปฐมบทใหม่ของการเฉลิมฉลองให้แก่ศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ที่ “ความคิดสร้างสรรค์” ไม่ได้อยู่แค่ในบริบทของศิลปะหรือความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น “กระบวนการเชื่อมโยงและตกผลึกองค์ความรู้ใหม่ ๆ” ซึ่งมีพลังในการจุดประกายและขับเคลื่อนผู้คนในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ธุรกิจ ผู้คน ชุมชน สังคม หรือประเทศชาติ นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กล่าวว่า รางวัล Creative Excellence Awards หรือ CE Awards ที่จัดขึ้นเป็นปีแรกนี้ นับว่าเป็นหนึ่งในกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการสร้างสรรค์ โดยเชิดชูเกียรติของนักสร้างสรรค์ไทยให้เป็นที่ยอมรับและรู้จักในวงกว้าง ทั้งยังเป็นการสร้างต้นแบบแห่งความสำเร็จของนักสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการถ่ายทอดผลงานที่สร้างประโยชน์และคุณค่าในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตามสาขาต่าง ๆ รวม 28 รางวัล ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารางวัลนี้ยังจะช่วยกระตุ้นนักสร้างสรรค์ไทยได้พัฒนาผลงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือคุณค่าทางสังคม เพื่อเพิ่มขีดความสามารในการแข่งขันและขับเคลื่อนประเทศได้
“สำหรับรางวัล CE Awards จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อเป็นเครื่องการันตีรับรองความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนสร้างมูลค่าและความแตกต่างให้บุคคล หน่วยงาน และองค์กรที่ได้รับรางวัล รวมถึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์และการแสดงออกซึ่งวิสัยทัศน์แห่งความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก การกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงผลกระทบที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ของความคิดสร้างสรรค์ในทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และสังคม ไปจนถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่คนรุ่นถัดไป เพราะหัวใจของรางวัลนี้อยู่บนความเชื่อที่ว่า “ความคิดสร้างสรรค์คือพลังที่ไร้ขอบเขต” ไม่ว่าจะอยู่ในตัวของบุคคลคนหนึ่ง ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง หรือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ว่านี้ จะทำหน้าที่ในการจุดประกายและสรรค์สร้างเส้นทางอันหลากหลาย เพื่อบ่มเพาะนิเวศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ความคิดสร้างสรรค์ได้เติบโตงอกงาม พร้อมส่งต่อพลังเหล่านั้นสู่สังคมต่อไป” ดร. อรรชกา กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวประชาสัมพันธ์
A-MED Care Pharma แพลตฟอร์มเชื่อมร้านยาดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 16 อาการ
สวทช. จับมือกับ สภาเภสัชกรรม โดยการสนับสนุนจาก สปสช. เปิดตัว A-MED Care Pharma บริการเชื่อมร้านยาดูแล 16 อาการ แพลตฟอร์มดีๆ เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขทั่วไทย ในงาน NSTDA Meets the Press เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้พบปะพูดคุยกับนักวิจัยผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม และผู้บริหารจากสภาเภสัชกรรม ที่มาเล่าถึงการใช้งานแพลตฟอร์มอย่างใกล้ชิด
สำหรับ A-MED Care Pharma เป็นแพลตฟอร์มการบริหารจัดการ การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิบัตรทอง เพื่อสนับสนุนการทำงานของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ สภาเภสัชกรรม นับเป็นหนึ่งในบริการของแพลตฟอร์มบริการทางการแพทย์ดิจิทัล ซึ่งเป็น Core Business ของ สวทช. ที่มุ่งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้แก้ไขปัญหาความแออัดของหน่วยบริการสาธารณสุข และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
ดีเอสไอ ขยายความร่วมมือ สวทช. ด้านการวิจัยพัฒนานวัตกรรม ยกระดับงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ
24 สิงหาคม 2566 ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี
โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมลงนาม และดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ เพ็ญภาค ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมเป็นพยาน โดยความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษและงานความมั่นคง ตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนทรัพยากรร่วมกันให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มุ่งเน้นในการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ และเชื่อมโยงกับพันธมิตรในทุกภาคส่วนในการขยายผลการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ผ่านมา สวทช. มีความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษมาระยะหนึ่ง และในครั้งนี้จะได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อขยายระยะเวลาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่อไปอีก 5 ปี (ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2571) เพื่อวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีและเพิ่มขีดความสามารถการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษและงานความมั่นคง รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกันให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
“การขยายความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงนี้ สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นการนำศักยภาพของบุคลากรและองค์ความรู้ตลอดจนทักษะความเชี่ยวชาญต่าง ๆ ร่วมกันขยายผลการนำผลงานวิจัยพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ ตามที่ได้มีความร่วมมือกันก่อนหน้านี้ เช่น ความร่วมมือในการประกวดผลงานนวัตกรรมเทคโนโลยีสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ " I4C -Innovation for Crime Combating Conference and Contest) การแลกเปลี่ยนและเป็นที่ปรึกษาด้าน Cybersecurity และ Cryptocurrency รวมทั้งขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเป้าหมายและเป็นรูปธรรม ตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศ”
ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย มีภารกิจและอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษ ที่ต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนโดยใช้วิธีการพิเศษ ตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ โดยคดีพิเศษมีลักษณะเป็นคดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน หรือมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติภารกิจประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อให้ได้อุปกรณ์เครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ประสิทธิภาพสูง ทันสมัย และเท่าทันต่อแนวโน้มของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง เนื่องจากจำเป็นต้องประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลากหลายสาขา และยังต้องใช้บุคลากร สถานที่เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง ซึ่ง สวทช. เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญหลักของประเทศในด้านการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษให้ความสนใจและเกิดความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีร่วมกันอย่างต่อเนื่องและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นทางการต่อไปอีก 5 ปี ข้างหน้าเชื่อว่าจะนำไปสู่การขยายผลงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ ช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถด้านการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษรวมถึงงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์


