หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
เนคเทค สวทช. -พันธมิตร โชว์ผลงาน “ต่อกล้าอาชีวะ” ปี 67 คิดค้นนวัตกรรม IoT จากโจทย์จริง”
         โครงการ “ต่อกล้าอาชีวะ” ประจำปี 2567 (Young Smart IoT Technician) แถลงความสำเร็จ โดยความร่วมมือจากมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) โครงการฯ นี้มุ่งพัฒนาทักษะด้าน IoT ให้แก่นักศึกษาอาชีวะ ฝึกทักษะทางด้าน soft skill ในโรงงานจริง เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีความพร้อมเป็นนวัตกรในอนาคต (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567) ณ โถงนิทรรศการ ชั้น 2 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่ชาติ (เนคเทค สวทช.) จัดพิธีปิดพร้อมรับมอบโล่ เกียรติบัตร และนำเสนอผลการพัฒนาผลงาน โครงการ "ต่อกล้าอาชีวะ" ปี 2567 : พัฒนา Young Smart IoT Technician โดย ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานพิธีปิดโครงการฯ พร้อมด้วย ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ในฐานะผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา คุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เข้าร่วมในพิธีฯ [caption id="attachment_63051" align="aligncenter" width="2560"]          ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังคนสายอาชีพที่มีคุณภาพและความสามารถสูง สอดคล้องกับพันธกิจของกระทรวง ศึกษาธิการในการสนับสนุนและยกระดับการอาชีวศึกษาเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อยกระดับการเรียนรู้และพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับการศึกษาสมัยใหม่และมาตรฐานวิชาชีพระดับสากล[/caption] กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งปรับปรุงหลักสูตร ปวส. ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดและผู้ประกอบการ รวมถึงการจัดทำหลักสูตรระยะสั้นที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรให้มีสมรรถนะสูงขึ้น ขอชื่นชมอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษา 19 ทีมจาก 12 วิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทรงคุณค่า ช่วยเสริมทักษะด้านดิจิทัลและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อและการทำงานในภาคอุตสาหกรรม ฝากถึงผู้บริหารสถาบันอาชีวศึกษา ให้ส่งเสริมและสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้และการใช้ชุดอุปกรณ์จากโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเรียนการสอน [caption id="attachment_63053" align="aligncenter" width="2560"]          ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ในฐานะผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า โครงการ "ต่อกล้าอาชีวะ" มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างกำลังคนในสายอาชีวศึกษาให้มีทักษะสูง สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทันสมัย ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงและพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริงในสถานประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาอาชีวศึกษา พ.ศ. 2560 – 2579 ที่มุ่งเน้นให้การอาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรระดับฝีมือ (ปวช.) ระดับเทคนิค (ปวส.) และระดับเทคโนโลยี (ปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือปฏิบัติการ) รวมถึงการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ยกระดับมาตรฐานกำลังคน และตอบโจทย์ภาคธุรกิจและผู้ประกอบอาชีพอิสระในระดับสากล นอกจากนี้ยังขยายโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย[/caption] สอศ. ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่สนับสนุนและนำเทคโนโลยีนวัตกรรมพร้อมใช้มาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาสมรรถนะของเยาวชนอาชีวศึกษาให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมของประเทศ เราหวังว่าโครงการ "ต่อกล้าอาชีวะ" จะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และสามารถขยายผลไปสู่สถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาความร่วมมือในการนำเทคโนโลยี IoT และนวัตกรรมพร้อมใช้มาเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ          คุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มูลนิธิสยามกัมมาจลฯ ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อให้มีความรู้ มีความสามารถ มีคุณลักษณะที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง และใช้ศักยภาพของตนเองให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม (Active Citizen) มูลนิธิฯ มุ่งเน้นการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนากำลังคน ร่วมกับหน่วยงานหลักที่มีพันธกิจหลักในการดำเนินงาน ทั้ง เนคเทค สวทช. และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย โดยให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาเยาวชนมาอย่างต่อเนื่องจึงได้ร่วมมือกับ เนคเทค สวทช. ยาวนานกว่า 12 ปี เพื่อร่วมกันจัดทำ “โครงการต่อกล้าอาชีวะ” เพื่อการพัฒนาทักษะเยาวชนอาชีวศึกษา เตรียมความพร้อมเยาวชนเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ทั้งการพัฒนาทักษะในสายวิชาชีพ ทักษะทางด้านเทคโนโลยี และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นอกจากการพัฒนาเยาวชนแล้ว โครงการฯ ยังมีเป้าหมายในการสนับสนุนอาจารย์ทุกคน ให้สามารถนำความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ กลับไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนของตนเองได้ โดยมีทีมนักวิจัยและพี่เลี้ยงของเนคเทค เป็นผู้ให้คำปรึกษาและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างประโยชน์และผลกระทบในวงกว้าง ในระดับห้องเรียน และนำไปสู่การปรับปรุงหลักสูตรของวิทยาลัยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้อีกด้วย          ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า โครงการ “ต่อกล้าอาชีวะ” ปี 2567 (Young Smart IoT Technician) เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 มีอาจารย์และน้อง ๆ สมัครเข้าร่วมโครงการ 36 ทีม จากสถาบันอาชีวศึกษา 25 สถาบัน ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ เป้าหมายคัดเลือกเพียง 19 ทีม จาก 12 สถาบัน ใน 10 จังหวัด ที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลงาน จำนวน 30,000 บาท ชุดอุปกรณ์สื่อการสอน Rasbery Pie จำนวน 2 ชุด และชุดการสอน IoT Kits จำนวน 1 ชุด ให้กับอาจารย์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดในการเรียนการสอนวิทยาลัย ในปี 2567 โครงการฯ เน้นการพัฒนานำร่องการสร้างกลุ่ม Young Smart Technician ด้วยเทคโนโลยี IIoT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการยกระดับกระบวนการผลิตสู่ Industry 4.0 และสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกอุตสาหกรรม S-Curve โครงการฯ จัดกิจกรรม forum ร่วมกับสถานประกอบการ เครือข่ายภาคเอกชนของ สวทช. กว่า 50 องค์กร เพื่อรับทราบโจทย์ และความต้องการในการนำเทคโนโลยี IIoT เข้าไปใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังวางแผนพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ ที่เหมาะสม ทั้งกับครูผู้สอนและนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ผ่านการทำโครงงานที่มีโจทย์มาจากสถานประกอบการเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการ เป็นการบูรณาการความรู้จากห้องเรียนไปสู่การประยุกต์ใช้งานจริง นักศึกษาสามารถเลือก IoT Platform ที่เหมาะสมกับสถานการณ์และการแก้ไขปัญหา รวมไปถึงการพัฒนาทักษะทางด้าน soft skill ต่าง ๆ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร และทักษะการทำงานเป็นทีม อาจารย์มีทักษะการเป็นโค้ช สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อการจัดการเรียนการสอนที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาให้พร้อมไปสู่การทำงานจริง ตลอดระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม 2567 นักศึกษาเข้าฝึกงานในสถานประกอบการ โดยพัฒนาผลงาน/สิ่งประดิษฐ์ เพื่อนำไป implement ใช้งานจริง ในระหว่างทางการพัฒนาผลงาน ทีมนักวิจัยพี่เลี้ยง มีการให้บริการคลินิกให้คำปรึกษา online และลงพื้นที่ เยี่ยมชม ให้คำปรึกษาติดตามผลการพัฒนาผลงาน และติดตามการฝึกงานในสถานประกอบการของนักศึกษา “เนคเทค ต้องขอขอบคุณสถานประกอบการทั้ง 15 แห่ง เช่น บริษัทสยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด (STM), บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด (น้ำมันพืชกุ๊ก) และ บริษัท อีสเทิร์น ไทย คอนซัลติ้ง 1992 จำกัด ที่เปิดโอกาสรับน้อง ๆ ในโครงการฯ ได้เข้าไปฝึกงาน และมีโจทย์จริงให้น้อง ๆ ได้ฝึกปฏิบัติ ถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับน้อง ๆ ให้พร้อมสู่การทำงาน” ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าว สำหรับตัวอย่างผลงานนวัตกรรม IoT ที่นักศึกษาอาชีวะสามารถนำทักษะจากโจทย์ปัญหาจริงของบริษัทต่าง ๆ ในภาคอุตสาหกรรมไปออกแบบเป็นนวัตกรรม และเริ่มมีการใช้งานจริงในบริษัท แล้ว เช่น นวัตกรรม การพัฒนาระบบ Data Transmission ในไลน์การผลิตเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี IoT เพื่อแก้ปัญหาข้อมูลสูญหายซึ่งเป็นข้อมูลที่นำมาใช้พัฒนาระบบตรวจเช็คประสิทธิภาพของเครื่องจักร และการแก้ปัญหาข้อมูลซ้ำ รวมถึงเพื่อพัฒนาระบบตรวจเช็คประสิทธิภาพของเครื่องจักรเดิมให้เป็นระบบ OEE ให้กับ บริษัท สยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด จากการเก็บข้อมูลสำหรับทดสอบในโครงการพบว่าระบบใหม่สามารถลดปัญหาข้อมูลซ้ำได้ 99% และลดข้อมูลสูญหายได้สูงถึง 100% นวัตกรรม Smart Water Meter ระบบอ่านค่ามิเตอร์น้ำที่นำระบบเทคโนโลยี AIoT เข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบอ่านค่าเลขมิเตอร์น้ำ โดยมีการนำอุปกรณ์ไปติดตั้งบนหน้ามิเตอร์น้ำ ซึ่งอุปกรณ์มีคุณสมบัติในการถ่ายภาพและส่งไปยัง Server เพื่อทำการประมวลผลและบันทึกข้อมูลลงใน Database สามารถดูค่าผ่านหน้า Web Application เพื่อแก้ปัญหาให้กับ บริษัท อีสเทิร์นไทย คอนซัลติ้ง 1992 จำกัด สถานประกอบการลดการใช้ทรัพยากร ลดจำนวนแรงงาน และลดเวลาที่ใช้ในกระบวนการ พร้อมทั้งสามารถเก็บข้อมูลที่มีความแม่นยำซึ่งนำไปใช้ในการวิเคราะห์ได้ นวัตกรรม ระบบเฝ้าระวังภัยน้ำท่วมด้วย COOK_SPTC_IoT จากการลงพื้นที่และการรับฟังปัญหาของสถานประกอบการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์นํ้ามันพืช จ้ากัด พบว่าอิทธิพลของระดับน้ำในทะเลส่งผลต่อการระบายนํ้าในโรงงาน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม และอาจจะทำให้เครื่องจักรเสียหายเป็นจำนวนมาก โครงการจึงได้เกิดแนวคิดในการสร้างระบบเฝ้าระวังภัยนํ้าท่วมด้วย COOK_SPTC_IoT) มาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับบริษัท เพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลและป้องกันภัยน้ำท่วม ที่สามารถดูค่าระดับนํ้าที่จุดต่างๆ ที่ห่างกันที่จอมอนิเตอร์ และสามารถสั่งการแบบ IoT ได้เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ควบคุม นวัตกรรม ระบบตรวจวัดและแสดงผลข้อมูลสภาพแวดล้อมภายในอาคาร พัฒนาร่วมกับ บริษัท ออโต้เทค โกลบอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท System Integrator (SI) พัฒนาระบบตรวจสอบและควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีการใช้งานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ระบบนี้ใช้เทคโนโลยี IoT ในการวัดค่าต่างโดยเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์และแสดงผลผ่านแดชบอร์ดออนไลน์และ LINE Notify เพื่อติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ ปัจจุบันได้นำไปใช้งานและขยายผลเพิ่มเติม ติดตั้งระบบให้กับโรงพยาลบาลในจังหวัดนครสวรรค์ และโรงพยาบาลยินดีรับนักศึกษาของวิทยาลัยเพื่อเข้าไปฝึกงานในปีต่อ ๆ ไปได้ด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ใช้คลาวด์แบบไม่ต้องกลัวโดนแฮ็กด้วย ‘CYBLION’
  ปัจจุบันเริ่มมีการใช้งานระบบ cloud computing หรือการประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์อย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากจะช่วยลดเวลาทำงานได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่ายในภาพรวมของธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้ยังมีจุดอ่อนหนึ่งที่ค่อนข้างสร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ใช้งาน คือ ‘ความปลอดภัยของข้อมูล’ เพราะหากเกิดข้อมูลรั่วไหลไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเสียหายใหญ่หลวงถึงขั้นเสียเปรียบทางการแข่งขันหรือถูกดำเนินคดีได้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา ‘CYBLION (ไซบีเลียน)’ แพลตฟอร์มคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่ส่งขึ้นไปประมวลผลบนคลาวด์ ด้วยเทคโนโลยี Fully Homomorphic Encryption (FHE) เพื่อให้คลาวด์ประมวลผลข้อมูลได้โดยไม่ต้องถอดรหัส ปิดช่องโหว่ความปลอดภัยของเทคโนโลยีการประมวลผลที่ใช้งานอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งนี้การวิจัยและพัฒนาได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)   CYBLION เพิ่มความปลอดภัย ไม่กลัวโดนแฮ็ก [caption id="attachment_62975" align="aligncenter" width="750"] ดร.กลิกา สุขสมบูรณ์ (กลาง) และทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.กลิกา สุขสมบูรณ์ ทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. อธิบายว่า โดยทั่วไปก่อนจัดส่งข้อมูลไปประมวลผลบนคลาวด์จะมีการเข้ารหัส (encryption) เพื่อป้องกันการดักฟังข้อมูลระหว่างเส้นทางการส่ง เมื่อข้อมูลไปถึงคลาวด์แล้วคลาวด์จะถอดรหัสข้อมูลมาคำนวณ แล้วเข้ารหัสป้องกันอีกครั้งก่อนจัดส่งผลลัพธ์ให้เจ้าของข้อมูล จะเห็นได้ว่าด้วยวิธีการนี้แม้จะมีการรักษาความปลอดภัยข้อมูลขณะจัดส่ง แต่ก็ยังคงมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยขณะคลาวด์กำลังประมวลผล ซึ่งหากคลาวด์เกิดเหตุรั่วไหล โดนโจรกรรม หรือผู้ให้บริการคลาวด์นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าของข้อมูลก็อาจได้รับความเดือดร้อนอย่างมหาศาล ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์กับบริษัทในอุตสาหกรรมการเงิน การแพทย์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ดิจิทัล รวมไปถึงการทหาร “เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว ทีมวิจัยได้พัฒนาแพลตฟอร์ม CYBLION ขึ้นด้วยเทคนิค FHE ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Privacy-Enhancing Computation (PEC) เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการไทย กลไกการทำงานของ CYBLION คือ การเข้ารหัสแบบพิเศษที่ส่งข้อมูลไปประมวลบน PEC-Cloud ได้โดยไม่จำเป็นต้องถอดรหัสเพื่อคำนวณข้อมูล ผู้เดียวที่จะมีกุญแจถอดรหัสข้อมูลทั้งข้อมูลดิบและข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้วคือเจ้าของข้อมูลเท่านั้น ทำให้วิธีการนี้มีความปลอดภัยสูงกว่าเดิมมาก แม้เกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม ผู้ที่ได้รับข้อมูลไปจะไม่สามารถเปิดดูข้อมูลได้” ปัจจุบันทีมวิจัยเปิดให้ใช้งานระบบ CYBLION แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ระบบนี้เหมาะกับ SI (System Integrator) รวมถึงผู้ออกแบบและพัฒนาระบบ IoT (Internet of Things) และ IIoT (Industrial Internet of Things) ที่สนใจใช้งาน PEC-Cloud “ทีมวิจัยออกแบบระบบ CYBLION ให้ใช้งานง่ายทุกขั้นตอน โดยปรับแต่งฟังก์ชันการคำนวณ (โจทย์ที่ต้องการประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์) เป็นแบบการเชื่อมต่อโหนด (node) หรือไม่ต้องเขียนโคด ทำให้ผู้ใช้งานที่ไม่เชี่ยวชาญด้านการเขียนโคดเพื่อการคำนวณผ่านคลาวด์มาก่อนสามารถเรียนรู้เพื่อใช้งานระบบนี้ได้” ดร.กลิกากล่าว     คลาวด์ปลอดภัยเอื้อเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต ดร.กลิกา อธิบายเสริมว่า การที่เทคโนโลยีคลาวด์มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยโดยเฉพาะด้านธนาคารและการแพทย์ เพราะจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการยกระดับการให้บริการ โดยยังคงรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น ในอนาคตสถานพยาบาลแต่ละแห่งอาจเข้าถึงประวัติการรักษาของผู้ป่วยที่เคยเข้ารักษาจากสถานพยาบาลอื่นได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยของระบบคลาวด์ไปใช้สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี AI ด้านการแพทย์ประเภทต่าง ๆ เช่น  AI ช่วยวินิจฉัยโรคเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ระบบแฝดดิจิทัลในการดูแลสุขภาพ (digital twin in healthcare) ส่วนทางด้านอุตสาหกรรมการเงิน ตัวอย่างเด่นเช่นการที่แต่ละธนาคารแลกเปลี่ยนข้อมูลรูปแบบการโดนลอบโจรกรรมแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ธนาคารอื่น ๆ รู้เท่าทันและป้องกันภัยล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที     “อีกหนึ่งภาคส่วนของประเทศไทยที่จะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งจากเทคโนโลยี PEC คือ อุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ เพราะเทคโนโลยีนี้จะเอื้อให้ผู้ประกอบการระดับ SMEs ก้าวกระโดดจากอุตสาหกรรรม 2.0 ไป 4.0 ได้ง่ายขึ้น เพราะที่ผ่านมาแม้ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่จะทราบแล้วว่าการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 หรือการนำระบบ IIoT มาใช้งานจะเป็นประโยชน์ทั้งด้านการลดเวลา ความสิ้นเปลือง และยังช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจจากการมีสายการผลิตที่มีคุณภาพ แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยของระบบคลาวด์ และขาดความพร้อมที่จะลงทุนเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้ประมวลผลข้อมูลจากอุปกรณ์ IIoT ด้วยตัวเอง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงตัดสินใจชะลอการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เพราะมองว่าแทนที่จะเกิดประโยชน์หากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลอาจกลายเป็นภัยร้ายแรงต่อธุรกิจแทนได้ ดังนั้นระบบ PEC ที่ได้มาตรฐานในราคาค่าบริการที่จับต้องได้ จึงถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมการผลิตไทยเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว     “ณ ขณะนี้ นอกจากประเทศไทยที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี PEC เป็นของตัวเองและกำลังอยู่ในช่วงทดสอบการให้บริการแล้ว หลายประเทศที่เป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกก็เริ่มให้บริการเทคโนโลยี PEC อย่างเป็นรูปธรรมแล้วเช่นกัน เช่น Zama บริษัทสัญชาติฝรั่งเศสและ TripleBlind บริษัทสัญชาติอเมริกัน ที่ให้บริการเทคโนโลยี PEC แก่อุตสาหกรรมการแพทย์ การเงิน และอุตสาหกรรมการผลิต อีกหนึ่งตัวอย่างเด่น คือ Tune Insight บริษัทสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่ให้บริการเทคโนโลยี PEC ด้านระบบความมั่นคงไซเบอร์ (cybersecurity) เพิ่มเติมอีกด้านหนึ่งด้วย” แม้เทคโนโลยี PEC จะถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังมีการพัฒนาและใช้งานไม่แพร่หลายนัก แต่ด้วยแนวโน้มการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีความปลอดภัยของระบบคลาวด์และข้อมูลดิจิทัลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังที่หลายประเทศเริ่มมีการออกกฎหมายหรือนโยบายสนับสนุนแล้ว ทำให้คาดการณ์ได้ว่าเทคโนโลยี PEC จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในไม่ช้า ดังนั้นการที่ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาและให้บริการระบบเหล่านี้ด้วยตัวเอง จะเป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุนสำคัญที่ทำให้คนไทยก้าวกระโดดสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้แบบไม่ตกขบวน สำหรับผู้ที่สนใจทดลองใช้งานแพลตฟอร์ม CYBLION ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจิรัฐติกาล ทรัพย์สมบูรณ์ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประมวลผล เนคเทค สวทช. อีเมล business@nectec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. เดินหน้ายกระดับเกษตรกร พร้อม Train the Trainer เทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียว KUML พืชทางเลือกหลังนา พร้อมใช้ ‘ตลาดนำการผลิต’ สร้างรายได้ยั่งยืน
     (วันที่ 12 - 13 พฤศจิกายน 2567) ณ โรงแรมเจพี เอมเมอรัลด์ (JP Emerald Hotel) จังหวัดยโสธร: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) จัดอบรม เชิงปฏิบัติการเทคโนโลยีการผลิตพืชหลังนาแบบครบวงจร: ถั่วเขียวพันธุ์ KUML ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ (1) กลุ่ม Train the trainer ได้แก่ กลุ่มเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร และเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดยโสธร และ (2) กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ จ.ยโสธร เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในการปลูกถั่วเขียว KUML อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมถึงยกระดับเกษตรกรให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์จริง สร้างรายได้เสริม อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการเผาฟางข้าวและเศษวัสดุทางการเกษตร ซึ่งส่งผลดีต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ภายในงานได้มีการมอบปัจจัยการผลิตให้กับเกษตกร โดย สวทช. สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว KUML เบอร์ 4 และปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม และสำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธรสนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเพื่อใช้ในการปลูกหลังฤดูทำนาปีนี้อีกด้วย          นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กล่าวว่า จังหวัดยโสธรมีความพร้อมในการขับเคลื่อนการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรหลังฤดูทำนา โดยการร่วมมือกันของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร และภาคเอกชน ในการเป็นตลาดรับซื้อถั่วเขียวพันธุ์ KUML สำหรับถั่วเขียวพันธุ์ KUML นอกจากจะเป็นพืชที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรหลังฤดูทำนาแล้ว ยังช่วยในการบำรุงดินด้วย พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรลดการเผาฟางข้าวหลังฤดูทำนา หันมาปลูกพืชอายุสั้น สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้การอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการมีองค์ความรู้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถกระจายสู่ทุกอำเภอภายในจังหวัดยโสธร เกิดการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนในชุมชน พร้อมทั้งเป็นการรณรงค์งดการเผาตอซัง หันมาสร้างรายได้หลังการทำนาแก่พี่น้องเกษตรกร          นายนพดล ผุดผ่อง เกษตรจังหวัดยโสธร กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดอบรมครั้งนี้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียว KUML ให้กับนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรระดับอำเภอ, ระดับจังหวัด, เกษตรอำเภอของสำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร และเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวม 100 คน ให้มีองค์ความรู้การปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML ตามหลักวิชาการ สามารถนำความรู้ไปส่งเสริมการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงเกษตรกรที่ผ่านการประเมินคัดเลือกของ สวทช. ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด จำนวน 350 ราย เพื่อให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ทั้งเทคนิคการปลูก การเก็บเกี่ยว และการรักษาเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวพันธุ์ KUML อย่างมีประสิทธิภาพ          นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) กล่าวว่า ถั่วเขียวถือเป็นพืชทางเลือกที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทยในช่วงหน้าแล้งหลังการทำนา เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เก็บเกี่ยวได้เร็ว และยังช่วยบำรุงดิน สวทช. ในฐานะหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML จำนวน 6 สายพันธุ์ ที่ให้ผลผลิตสูงถึง 300 กิโลกรัมต่อไร่ มีเมล็ดขนาดใหญ่ และต้านทานต่อโรคราแป้งและใบจุด เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง โครงการขยายผลการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML ได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. โดยใช้กลไก "ตลาดนำการผลิต" ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนในการรับซื้อผลผลิต ได้แก่ บริษัท กิตติทัต จำกัด รับซื้อถั่วเขียวปลอดภัยในจังหวัดสุพรรณบุรี สุรินทร์ และศรีสะเกษ เพื่อแปรรูปเป็นถั่วกะเทาะซีกปีละ 4,000 ตัน และบริษัท ข้าวดินดี จำกัด รับซื้อถั่วเขียวอินทรีย์ในจังหวัดอำนาจเจริญเพื่อแปรรูปเป็นพาสต้าปีละ 20 ตัน          ในปี พ.ศ. 2566 ได้นำร่องในจังหวัดยโสธร 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทาและไทยเจริญ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์และข้าวอินทรีย์บ้านคำครตา ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร โดยกลุ่มแรกมีรายได้สุทธิ 28,650 บาท และกลุ่มที่สองมีรายได้สุทธิ 31,175 บาท โดยหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตรกรยังสามารถไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินได้ ทำให้ลดการใส่ปุ๋ยในนาข้าวลงได้ ล่าสุดปี พ.ศ. 2567 สวทช. ได้รับทุนสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ในการขยายผลสู่ 17 กลุ่มใน 8 อำเภอของจังหวัดยโสธร แบ่งเป็นกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ 2 กลุ่ม และกลุ่มผลิตเพื่อการค้า 15 กลุ่ม โดย สวทช. สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ 1,750 กิโลกรัม พร้อมปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม และจัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบครบวงจร การดำเนินงานนี้นอกจากจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังช่วยปรับปรุงบำรุงดินสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไปอีกด้วย ภายในการอบรมฯ ผู้เข้าอบรมทุกท่านได้เรียนรู้ตั้งแต่ภาคทฤษฎีการผลิตอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคการปลูกถั่วเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพและปริมาณผลผลิต การเก็บเกี่ยว การบริหารจัดการหลังเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ บรรยายโดย รองศาสตราจารย์ประกิจ สมท่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อีกทั้งยังได้ทราบแนวทางของตลาดรับซื้อถั่วเขียว KUML จากนางสาวเนาวลักษณ์ แสงสุวรรณ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์นกทาและไทยเจริญ จำกัด ไปจนถึงแนวทางการพิจารณาสินเชื่อบุคคลและวิสาหกิจชุมชนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดยโสธร นอกจากนี้นางสาวณิฎฐา คุ้มโต นักวิชาการอาสุโส ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สท. สวทช. ยังได้จัดกิจกรรมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมกลุ่ม Train the trainer ได้ลงมือปฏิบัติจริงในการจัดทำสื่อการสอนและทดลองนำเสนอให้กับกลุ่มเกษตรกรอีกด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กพร. จับมือ เอ็มเทค สวทช. จัดสัมมนาสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการออกแบบสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
(วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567) ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี:กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)  กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการออกแบบสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Creating Business Opportunities through Circular Economy Design)  ย้ำความสำเร็จของโครงการฯ การประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และกระบวนการของสถานประกอบการเพื่อลดใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ดร.ธีรวุธ  ตันนุกิจ ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)  กล่าวว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือที่เรียกว่า BCG Model โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำกัดให้น้อยที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มสัดส่วนการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้มากขึ้น รักษาคุณค่าของทรัพยากรในระบบและหมุนเวียนใช้ให้นานที่สุด และลดการปลดปล่อยของเสียออกจากระบบให้น้อยที่สุด เพื่อก่อให้เกิดรูปแบบการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน กพร. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งวัตถุดิบจากแหล่งแร่ธรรมชาติ และวัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลขยะหรือของเสียเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการไทย โดยคำนึงถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่มสูงสุดตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อีกทั้งได้รับมอบหมายให้เป็น Focal Point ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน Circular Economy ของประเทศ โดยมี เอ็มเทค เป็นที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการในปีที่ 3 ภายหลังจากผลการดำเนินโครงการในช่วงปี 2565 – 2566 ที่ผ่านมานั้นประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานเป็นอย่างมาก ในการส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ (Design for Circular Economy)  ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้งาน การจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งานหรือไม่ใช้แล้ว ซึ่งรวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ง่ายต่อการซ่อมแซม ยืดอายุการใช้งาน หรือรีไซเคิล ซึ่งในปีนี้ผลของการดำเนินโครงการได้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน และมีตัวอย่างผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการและได้รับคำปรึกษาแนะนำเชิงลึกจาก เอ็มเทคจำนวน 3 ราย โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากต้นทุนที่ลดลงหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมไม่ต่ำกว่า 142.45 ล้านบาทต่อปี และหากมีการนำต้นแบบที่ได้พัฒนาตามแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ จะสามารถ ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ไม่ต่ำกว่า 880 ตันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (เทียบเท่า)  ต่อปี ยังไม่นับรวมมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และจากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นประกอบกับยังมีผู้ประกอบการอีกเป็นจำนวนมากให้ความสนใจ กพร. จึงได้พิจารณาขยายผลการดำเนินโครงการไปสู่ปีที่ 4 ในปีงบประมาณ 2568 เพื่อขยายเครือข่ายผู้ประกอบการที่นำหลักการ Circular Economy ไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมคาร์บอนต่ำที่มีการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า การจัดสัมมนา สร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการออกแบบสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Creating Business Opportunities through Circular Economy Design) ในวันนี้ เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้ “โครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy) เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ Circular Economy ที่มีการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายและทิศทาง การพัฒนาประเทศของรัฐบาล ถ่ายทอดประสบการณ์การประยุกต์ใช้แนวทาง Design for Circular Economy ของอุตสาหกรรมไทย  เพื่อพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้มีการประยุกต์หลักคิด Circular Economy ในการออกแบบ โดยเอ็มเทค ได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ของกลุ่มวิจัย ผนวกกับการใช้กลไกเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการของเอ็มเทคที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศ เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ประกอบการโดยถ่ายทอดข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้องในรูปแบบการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกผ่านการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้งาน การจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งานหรือไม่ใช้แล้ว ตามหลักคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน “เอ็มเทค สวทช. เป็นหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนาที่พร้อมสนับสนุนทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีวัสดุและการผลิตด้วยพันธกิจและความเชี่ยวชาญของทีมวิจัยในการพัฒนาและสร้างขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยีวัสดุให้แก่ภาครัฐและภาคเอกชน ต้องขอขอบคุณ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรมที่ได้ให้ความไว้วางใจเอ็มเทค เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินงาน“โครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy)  เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และขอขอบคุณบริษัทผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมของโครงการ รวมทั้งผู้ที่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดผลสำเร็จในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้มีการประยุกต์หลักคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในการออกแบบ และมีตัวอย่างผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน” ดร.อศิรา กล่าว สำหรับตัวอย่างความสำเร็จของผู้ประกอบการที่เข้าร่วม “โครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” ขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในขับเคลื่อน Circular Economy ของประเทศ และมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามนโยบายรัฐบาล โดยมี เอ็มเทค เป็นที่ปรึกษาโครงการ เช่น บริษัท คอทโก้ พลาสติกส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หนังเทียม และแผ่นพลาสติกพีวีซี ชั้นนำ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยบริษัทฯ ได้วิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เหมาะกับการใช้งานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทฯได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการต้นแบบของโครงการฯ เพื่อพัฒนาหนังเทียมพีวีซีคุณภาพสูงที่ปราศจากสารอันตราย เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และมาตรการของประเทศที่บังคับไม่ให้มีสาร Phthalate และ CPs และสามารถเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียนเป็น “วัสดุรอบสอง (Secondary Materials) ได้อย่างปลอดภัย ทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. และบริษัทฯ ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินหาโซลูชันที่เหมาะสม ซึ่งนำมาสู่แนวคิดการพัฒนาหนังเทียมพีวีซีสูตรใหม่ที่ไม่ใช้สารอันตรายอย่าง Phthalate และ Chlorinated Paraffins  พบว่าการผลิตหนังเทียมสูตรใหม่นี้ ผ่านเกณฑ์การทดสอบการลามไฟ มีสมบัติเชิงกลที่ใกล้เคียงกับสูตรเดิม และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์โดยรวมแสดงให้เห็นว่าสูตรการผลิตใหม่สามารถนำมาใช้ทดแทนสูตรเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาการผลิตหนังเทียมที่ปราศจากสารอันตรายนี้ สะท้อนถึงการสร้างคุณค่า (Value Creation) และ การคงคุณค่า (Value Retention)  เพื่อนำทรัพยากรหมุนเวียนมาใช้ให้นานที่สุดตั้งแต่ต้นทาง ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางของการพัฒนาประเทศที่มุ่งสู่ความยั่งยืนโดยทางบริษัทฯ ทั้งนี้ภายในงานยังมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการอีกมากมาย เช่น บริษัท ยูเนี่ยนไพโอเนียร์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท กรีนสปอต จำกัด และบริษัทอื่น ๆ ที่เข้าร่วมโครงการในปีที่ 1 และ 2 เป็นต้น  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เยาวชนไทยทีมแอสโทรนัตเข้าคารวะเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว หลังคว้าแชมป์นานาชาติ The 5th Kibo-RPC
  วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พา 4 เยาวชนไทยทีมแอสโทรนัต เข้าพบ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เพื่อรายงานผลการแข่งขันโครงการ The 5th Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงแชมป์นานาชาติ ซึ่งเยาวชนไทยสามารถคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้กล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีกับเยาวชนทีมแอสโทรนัต โดยเน้นย้ำให้เยาวชนนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุนในทุกมิติของสังคมไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ด้าน นายธรรญธร ไชยกายุต นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า หัวหน้าทีมแอสโทรนัต กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้ทุ่มเทฝึกฝนและใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแข่งขันควบคุมหุ่นยนต์ที่ใช้งานจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งจากการได้เข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีมาก ตั้งใจนำความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่ได้รับกลับไปพัฒนาตนเองและประเทศชาติต่อไป เยาวชนทีมแอสโทรนัตทั้ง 4 คน ประกอบด้วย นายธรรญธร ไชยกายุต ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า นายชิษณุพงศ์ ประทีปพงศ์ ชั้นปีที่ 1 สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล นายชยพล เดชศร ชั้นปีที่ 1 สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล นายสิรวิชญ์ แพร่วิศวกิจ ชั้นปีที่ 1 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผู้สนับสนุนการเดินทางเข้าร่วมแข่งขัน : บริษัท เดลว์ แอโรสเปซ จำกัด และ บริษัท 168 ลัคกี้เทรด จำกัด
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไทยสุข : ThaiSook แอปฯ เพื่อสุขภาพคนไทย
ไทยสุข (ThaiSook) แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพสำหรับคนไทย สร้างแรงบันดาลใจในการดูแลตัวเอง เชื่อมต่อสมาร์ตวอทช์ พร้อม AI ตรวจสอบ แม่นยำ โหลดเลย! ทั้ง Android และ iOS
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
เยาวชนไทยคว้าแชมป์นานาชาติ การแข่งขันเขียนโปรแกรม ควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ผู้ช่วยนักบินอวกาศ ของ NASA
  เยาวชนตัวแทนประเทศไทย ‘ทีมแอสโทรนัต" จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คว้ารางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศแอสโตรบี (Astrobee) ของ NASA ที่ปฏิบัติงานอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ในโครงการคิโบะ โรบอต โปรแกรมมิง ชาเลนจ์ ครั้งที่ 5 (The 5th Kibo Robot Programming Challenge) ซึ่งมีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันจาก 12 ชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ดำเนินการจัดแข่งขันโครงการ The 5th Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงแชมป์ประเทศไทย โดยทีมแอสโทรนัต (Astronut) เป็นทีมชนะเลิศ และเป็นทีมตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในรอบชิงแชมป์นานาชาติ ณ ศูนย์อวกาศสึกุบะ (Tsukuba Space Center) ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณการเดินทางจากบริษัท เดลว์ แอโรสเปซ จำกัด และ บริษัท 168 ลัคกี้เทรด จำกัด   [caption id="attachment_62911" align="aligncenter" width="750"] ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช.[/caption]   ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ทีมแอสโทรนัต ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน ได้แก่ นายธรรญธร ไชยกายุต ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า นายชิษณุพงศ์ ประทีปพงศ์ ชั้นปีที่ 1 สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล นายชยพล เดชศร ชั้นปีที่ 1 สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล และนายสิรวิชญ์ แพร่วิศวกิจ ชั้นปีที่ 1 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เข้าร่วมการแข่งขัน The 5th Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงแชมป์นานาชาติ เมื่อวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือแจ็กซา (JAXA) และถ่ายทอดสดทาง YouTube ช่อง JAXA จากศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนักบินอวกาศนาซา เจเน็ต เอปส์ (Janet Epps) ทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขันอยู่บนห้องทดลองคิโบะโมดูล สถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อค้นหาสุดยอดทีมเยาวชนจากทั่วโลก ที่สามารถทำคะแนนได้สูงสุดในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ให้ปฏิบัติภารกิจซ่อมแซมสถานีอวกาศ ซึ่งมีตัวแทนเยาวชนจาก 12 ชาติ เข้าร่วมการแข่งขัน เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย “ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมแอสโทรนัต จากประเทศไทย คว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ ถือเป็นการแสดงความสามารถในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษา JAVA ควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ผู้ช่วยนักบินอวกาศของ NASA ที่อยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติให้เคลื่อนที่ไปอ่าน QR Code และยิงแสงเลเซอร์เข้าเป้าหมายทำคะแนนได้สูงเป็นอันดับที่ 1 ของการแข่งขัน สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ จากความสำเร็จของเยาวชนไทยในครั้งนี้ สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนทั้งสี่คนจะได้เรียนรู้ และได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า สามารถนำมาแบ่งปัน ต่อยอด รวมทั้งถ่ายทอดให้แก่เพื่อน ๆ เยาวชนไทยรุ่นต่อไป”   ด้าน นายธรรญธร ไชยกายุต นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า หัวหน้าทีมแอสโทรนัต กล่าวถึงความรู้สึกหลังทราบผลการแข่งขันว่า พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่คว้าชัยชนะครั้งนี้มาได้ ต้องขอบคุณความตั้งใจและความพยายามของทุกคนในทีม แม้จะเจออุปสรรคจากสภาพแวดล้อมจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ แต่เราก็เตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้า ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แถมยังทำเวลาได้ยอดเยี่ยมอีกด้วย การได้นำโค้ดที่เราพัฒนาไปใช้จริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่จะนำไปปรับใช้และต่อยอดต่อไปในอนาคตได้อย่างแน่นอน   “นอกจากการแข่งขัน พวกเรายังได้เยี่ยมชมองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่นที่เมืองสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นการทำงานของห้องควบคุมปฏิบัติการ (Mission Control Room) ที่คอยติดต่อสื่อสารกับสถานีอวกาศนานาชาติ ได้เห็นศูนย์ฝึกนักบินอวกาศ (Astronaut Training Center) และได้รับประโยชน์มากมายในด้านองค์ความรู้ที่ใช้ในการปฏิบัติการในอวกาศ ที่สำคัญตลอดการทำกิจกรรมยังได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ต่างชาติมากมาย ทั้งญี่ปุ่น เนปาล ทำให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานซึ่งกันและกัน สุดท้ายต้องขอขอบคุณ สวทช. และ JAXA ที่จัดการแข่งขันนี้ขึ้นมา รวมทั้งขอขอบคุณบริษัทเอกชนและผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ ที่สนับสนุนการเดินทางเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้พวกเราได้สัมผัสใกล้ชิดกับการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ในอวกาศ และมีโอกาสพูดคุยกับนักบินอวกาศ คุณโนริชิเงะ คะไน (Norishige Kanai) ที่มีประสบการณ์ภารกิจที่สถานีอวกาศนานาชาติมาแล้ว” ทั้งนี้ ทีมแอสโทรนัต สามารถคว้ารางวัลอันดับ 1 มาครอง ด้วยคะแนน 253.09 คะแนน ส่วนรางวัลอื่น ๆ ได้แก่ รางวัลอันดับ 2 ฟิลิปปินส์ 250.88 คะแนน และรางวัลอันดับ 3 บังคลาเทศ 153.92 คะแนน สามารถรับชมการแข่งขันย้อนหลังได้ทาง YouTube ของ JAXA ที่ลิงก์ https://www.youtube.com/live/v-ZtCfUONVU ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวความเคลื่อนไหวโครงการกิจกรรมวิทยาศาสตร์อวกาศสำหรับเยาวชนได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation และแฟนเพจ NSTDA SPACE Education  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“ศุภมาส” นำทีมผู้บริหารและบุคลากร อว. ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี 2567 วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา ยอดเงินทำบุญ 3 ล้านบาท โดยมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทำบุญ
(วันที่ 9 พฤศจิกายน 2567) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน กระทรวง อว. ประจำปี 2567 ณ วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดเสนาสน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว., นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง  อว., นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และประชาชน เข้าร่วมพิธี โดยในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย อาจหาญ และ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้เข้าร่วมพิธีด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผู้บริหาร สวทช. ร่วมแสดงความยินดี ผอ. สกสว. คนใหม่
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมคณะผู้บริหาร สวทช. เข้าร่วมแสดงความยินดีแก่ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง มีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เยาวชนไทยเดินทางเข้าร่วมแข่งขันชิงแชมป์เขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศที่ญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 เวลา 23.45 น. ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท เดลว์ แอโรสเปซ จำกัด และ บริษัท 168 ลัคกี้เทรด จำกัด ส่ง 4 เยาวชนไทยทีมแอสโทรนัต (Astronut) บินลัดฟ้าเข้าร่วมแข่งขัน “โครงการ The 5th Kibo Robot Programming Challenge” รอบชิงแชมป์นานาชาติ ซึ่งเป็นการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศแอสโตรบี (Astrobee) โดยมีนักบินอวกาศนาซา เจเน็ต เอปส์ (Janet Epps) ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ เยาวชนไทยทั้ง 4 คน ประกอบด้วย นายธรรญธร ไชยกายุต ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า นายชิษณุพงศ์ ประทีปพงศ์ ชั้นปีที่ 1 สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล นายชยพล เดชศร ชั้นปีที่ 1 สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล และนายสิรวิชญ์ แพร่วิศวกิจ ชั้นปีที่ 1 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยจะเข้าร่วมกิจกรรมที่องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับเยาวชนจาก 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนปาล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา โดยจะเริ่มกิจกรรมการแข่งขันในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 เวลา 08.00-17.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) รับชมการถ่ายทอดสดทางช่อง YouTube ของ JAXA ได้ที่ https://www.youtube.com/live/v-ZtCfUONVU สำหรับผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้จากทางเพจ สวทช. เร็วๆ นี้
ข่าว
 
สผ. – สวทช. ร่วมลงนาม MOU พัฒนาฐานข้อมูลกลางด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567:  สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยกองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจการจัดทำระบบคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย โดยมีนายประเสริฐ ศิรินภาพร เลขาธิการ สผ. และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานการลงนามความร่วมมือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการรวบรวม จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ของ สผ. และ สวทช. เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม จำนวน 70 คน ณ ห้องประชุม 1001 ชั้น 10 อาคารทิปโก้ 2 ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ นายประเสริฐ ศิรินภาพร เลขาธิการ สผ. ได้แสดงความมุ่งมั่นในการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานผ่านความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เพื่อขับเคลื่อนให้ระบบคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยทำหน้าที่ “ศูนย์ข้อมูลกลางด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย” ร่วมกันกับหน่วยงานเครือข่าย และยกระดับการให้บริการข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการให้บริการข้อมูลสถานภาพสิ่งมีชีวิตที่ถูกคุกคาม ข้อมูลทะเบียนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน และข้อมูลภูมิสารสนเทศเชิงพื้นที่ และข้อมูลที่สำคัญอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายภาคส่วนช่วยประกอบการตัดสินใจ วางแผนการดำเนินงานเพื่ออนุรักษ์คุ้มครองชนิดพันธุ์และพื้นที่แหล่งที่อยู่อาศัย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. มีเป้าหมายยกระดับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ให้สามารถสนับสนุนการเติบโตของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มีฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของประเทศ อาทิ ศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย Thailand Bioresource Research Center หรือ TBRC เป็นศูนย์จุลินทรีย์และชีววัสดุชั้นนำในระดับนานาชาติ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน มุ่งเน้นการรับฝากและให้บริการจุลินทรีย์และชีววัสดุ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand หรือ NBT) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการอนุรักษ์และจัดเก็บตัวอย่างชีวภาพระยะยาว ช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียทรัพยากร และทำหน้าที่เป็นแหล่งอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ การลงนามในครั้งนี้ เป็นก้าวแรกที่ทั้งสองหน่วยงานได้ผนึกกำลังต่อยอดฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางที่หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีการดำเนินงานเกี่ยวกับ ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เช็กสถิติ “ที่สุดของ กทม.” บนแพลตฟอร์ม Traffy Fondue
  วัน ๆ พันกว่าเรื่อง ! แล้วเรื่องไหนที่ชาว กทม. ให้ความสนใจมากที่สุด ปัญหาอะไรที่ประชาชนเห็นว่าสำคัญที่สุด และปัญหาใดได้รับการแก้ไขมากที่สุด Traffy Fondue รวบรวมสถิติให้ดูกันจะจะ พร้อมเปิดให้โหวตเรื่องที่คิดว่าสำคัญและอยากให้เจ้าหน้าที่เร่งแก้ไข เว็บไซต์ https://bangkok.traffy.in.th เพิ่มฟีเจอร์ "สถิติ" ฟีเจอร์ที่แสดงเรื่องที่มีสถานะ "ที่สุด" ในด้านต่าง ๆ จากการแก้ปัญหาของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในแพลตฟอร์ม Traffy Fondue โดยล่าสุดเปิดให้บริการดูข้อมูลสถิติได้ 7 ด้าน ประกอบด้วย เขตที่ประชาชนพอใจในการแก้ปัญหามากที่สุด เขตที่แก้ปัญหามากที่สุด (%) เรื่องยอดนิยมที่มียอดเข้าชมสูงสุด เรื่องประชาชนถูกใจสูงสุด เรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด เปิดเรื่องใหม่มากสุด (เรื่องแจ้งเดิมที่ปิดงานแล้วแต่ต้องการแจ้งใหม่อีกครั้ง) ปัญหาที่ได้รับการแก้ไขมากสุด ประชาชนสามารถดูสถิติย้อนหลังในแต่ละเดือนโดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://bangkok.traffy.in.th และกดเลือกไอคอน "สถิติ" จากนั้นกดเลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องการดูสถิติ ระบบจะแสดงผลสถิติของเรื่องที่เลือกดู อยากรู้สถิติของเดือนไหนก็เลือกเดือนที่ต้องการได้ เขตไหนทำงานเร็ว แก้ปัญหาไว ถูกใจประชาชน หรือเรื่องไหนฮอตฮิตเป็นที่สนใจของประชาชน ไม่ต้องเดาอีกต่อไป เข้าไปดูที่ฟีเจอร์ "สถิติ" ได้เลย นอกจากนี้ หัวข้อ “เรื่องสำคัญสุด” ยังเปิดให้ประชาชนกด “โหวต” เพื่อให้ความสำคัญกับปัญหานั้น ปัญหาไหนได้รับคะแนนโหวตสูง กทม. ก็จะยิ่งให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขให้โดยเร็ว ทั้งนี้ ข้อดีของฟีเจอร์ "สถิติ" คือ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ และเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนพัฒนาเมืองให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชน   เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น