หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
แนวคิดและผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่ สวทช. มีต่อประเทศไทย
แนวคิดและผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่ สวทช. มีต่อประเทศไทย (Concept and Economic and Social Impact NSTDA to Thailand) เป็นหัวข้อหนึ่งในการจัดงาน NSTDA Knowledge Sharing ครั้งที่ ๕๓ ของ สวทช.  เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ สวทช. มีภารกิจในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวหน้า โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการสนับสนุนและขับเคลื่อนทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และชุมชน ให้สามารถดำเนินงานได้ดี มีประสิทธิภาพสูงขึ้น อีกทั้งช่วยหาวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ส่งผลให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ซึ่งผู้บริหารได้ให้ความสำคัญและกำหนดให้เรื่องผลกระทบนั้นเป็นตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์ขององค์กร (Balanced Scorecard) มาตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๐ เป็นต้นมา โดยหน่วยงานภายในองค์กรมีการเก็บรวบรวมผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งหลักฐานอ้างอิงต่าง ๆ สรุปเป็นมูลค่าผลกระทบในแต่ละปีนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารงานทั้งภายใน สวทช. และนำไปประกอบกับการจัดทำคำของบประมาณเสนอต่อหน่วยงานภายนอกในงานดังกล่าว  วิทยากรได้บรรยายถึงความสำคัญของคำว่าข้อมูลผลลัพธ์ ผลกระทบ Logic Model คือ  ทรัพยากร - กิจรรม - ผลผลิต - กลุ่มเป้าหมาย - ผลลัพธ์ระยะสั้น - ผลลัพธ์ระยะยาว - ผลกระทบ และรวบรวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลผลลัพธ์และผลกระทบของ สวทช. เช่น๑. ทำไมต้องจัดเก็บ จัดทำข้อมูลผลลัพธ์ ผลกระทบ มีประโยชน์อย่างไร เอาไปใช้อะไร ข้อมูลผลลัพธ์ ผลกระทบเหล่านั้นถือเป็นผลงาน หรือความสำเร็จขององค์กร ที่แสดงถึงความมีคุณค่า มีประโยชน์ ขององค์กร และที่สำคัญ คือ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการของบประมาณในแต่ละปี ๒. ใครควรเป็นผู้จัดเก็บข้อมูลผลลัพธ์และผลกระทบของ สวทช.ฝ่ายประเมินผล สำนักงานกลาง๓. ผลลัพธ์และผลกระทบ ควรจัดเก็บข้อมูลเมื่อไหร่ ควรทำไปพร้อมกัน หรือว่า ควรเริ่มติดตามเมื่องานเสร็จแล้วควรทำไปพร้อมกัน๔. ผลกระทบจะเกิดขึ้นได้กี่ปี หลังจากโครงการเสร็จสิ้นแล้วไม่ควรเกิน ๕ ปี หากหลังจากนั้น จะไม่นับเป็นผลกระทบแล้ว๕. ทำไมปี ๒๕๕๔ นี้ จึงเปลี่ยนมาเป็นการนับที่มูลค่า (บาท) ของผลลัพธ์และผลกระทบ จากเดิมที่นับที่จำนวนโครงการเป็นนโยบายของผู้บริหารท่านใหม่ รวมทั้งให้เพิ่มมูลค่าในหมวดการลงทุนด้าน ว และ ท กับภาคเอกชนให้มากขึ้น โดยให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมวิจัยกับ สวทช. มากขึ้น  (R&D กับภาคเอกชนมากขึ้น)๖. ข้อมูลผลลัพธ์และผลกระทบแบบไหนที่รายงานไม่ได้คือ แบบที่ยังไม่เกิด๗. หน่วยงานอื่นเขามีการรายงานผลลัพธ์และผลกระทบอย่างไรแล้วแต่นโยบายของแต่ละหน่วยงาน ว่าจะกำหนดการ  claim หรือ รายงานผลงานอย่างไร๘. ผลลัพธ์และผลกระทบเชิงสังคมจะรายงานอย่างไรขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก เนื่องจากการประเมินผลลัพธ์และผลกระทบเชิงสังคมของ สวทช. ยังอยู่ในช่วงการเริ่มต้นศึกษาเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น เช่น สกว. และ สสส.๙. รู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่รายงานไปนั้นตรงหรือไม่ตรง จริงหรือไม่จริงสวทช. มีข้อบังคับกำกับอยู่ในเรื่องของวินัย ซึ่งถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง หากมีการรายงานเท็จ ไม่ถูกต้อง และยังขัดต่อค่านิยมหลัก (Core value) ของ สวทช. ในข้อความซื่อสัตย์ ความซื่อตรง และโปร่งใสอีกด้วยดังนั้นนอกจากการตระหนักถึงเรื่องข้อมูลผลลัพธ์และผลกระทบที่ สวทช. มีต่อประเทศไทยแล้ว การรายงานผลงานที่ถูกต้องเป็นจริง ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน
การจัดการความรู้ (KM)
 
What makes P&G the no.1 consumer products company in the world?
บริษัท P&G นับเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของกิจการสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ก่อตั้งมานานกว่า 170 ปี  จากจุดเริ่มต้นเพียงการเป็นเจ้าของกิจการที่ผลิตและจำหน่ายเทียนไข และสบู่ สู่ปัจจุบันกับการเป็นเจ้าของสินค้ากว่า 300 แบรนด์ จำหน่ายใน 160 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยทีมงานกว่า 135,000 คน และนักวิจัย 10,000 คน นอกจากนี้ P&G ยังได้ลงทุนจัดตั้งสายการผลิตและศูนย์วิจัยในพื้นที่กว่า 80 ประเทศทั่วโลกเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยความสำเร็จส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากผลประกอบการปีล่าสุด โดยมีสินค้าถึง 22 แบรนด์ ที่มียอดจำหน่ายกว่าพันล้าน เช่นแชมพูสระผมแพนทีน 3.6 พันล้านถ่านดูลาเซล 2.5 พันล้านมันผรั่งพริงเกิลส์ 1.9 พันล้านผลิตภัณฑ์ยิลเลตต์ 1.3 พันล้านเคล็ดลับสำคัญของการก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของ บริษัท P&G ดร.ดวงเพ็ญ ฟูคาดะ Project Manager Procter & Gamble Company เผยให้ทราบว่าส่วนสำคัญ คือ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน การทำให้ทีมงานในองค์กรทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีผลงานยอดเยี่ยม รวมถึง Consumer researchบริษัท P&G มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการดำเนินกิจการที่พนักงานทุกคนยึดถือร่วมกัน คือ การสัญญาที่จะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแก่ลูกค้า โดยตั้งมั่นว่าเพื่อ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นวันละนิดแต่ดีขึ้นในทุกๆ วัน”ในประเด็นของการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนนั้น ตัวอย่าง A.G. Lafly ซีอีโอของบริษัท P&G เมื่อปี 2005 ได้ให้แนวคิดว่า "การพัฒนาทีมงานเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการพัฒนาผู้นำที่จะมารับและสานงานต่อ โดยผู้นำที่ประสบความสำเร็จ คือ ผู้นำที่มีหรือไม่มีเค้าอยู่ในองค์กร แต่องค์กรก็สามารถอยู่ได้ และการเข้าใจว่าพนักงานทุกคนต้องการประสบความสำเร็จ"การพัฒนากำลังคนและการทำให้พนักงานในองค์กรทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับผู้นำ คือการสร้างความไว้วางใจ (Trusting relationship)Feedback & CreditTranining & Developmentการสร้างความไว้วางใจ (Trusting relationship)  ประกอบด้วยการรู้จักและเข้าใจในความต้องการขั้นพื้นฐานการชมและการบอกกล่าวอย่าตำหนิต่อหน้าเคลียร์ให้ชัดว่าอยากได้อะไรทำตามที่พูดเปิดเผย ซื่อสัตย์และจริงใจปกป้องลูกน้อง ทั้งต่อหน้าและลับหลังเข้าใจความช่วยเหลือสนใจทุกคนในองค์กร รวมถึงติดตามและดูแลเห็นปัญหาแล้วจะต้องคุยกับทีมงานทันที และทำทุกอย่างให้ชัดเจนตรงกันข้ามสิ่งที่ผู้นำไม่ควรกระทำ คือข้อมูลไม่พอในการวิเคราะห์ พิจารณาหรือที่เกีี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมกระบวนการทำงานที่ไม่ชัดเจนไม่มี Feedbackไม่มีรางวัล คำชมเวลาทำดีไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่นอกจากการสร้างความไว้วางใจ ประเด็นที่ 2 คือ Feedback & Credit บริษัท P&G มีแนวคิดว่าการให้รางวัลเพื่อให้เราโตขึ้นและเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ส่วนการให้ Feedback ก็เพื่อบอกถึงสิ่งที่ทำไม่ดีเพราะอะไร และจะแก้ไขยังไงโดยเมื่อเห็นว่าไม่ดีก็จะต้องให้ Feedback ในทันที เช่นเดียวกับการชมเมื่อทำดี ก็ควรชมบ่อยๆ อย่างจริงใจ และชมในที่สาธารณะ นอกจากนี้ ดร.ดวงเพ็ญ ยังบอกถึง trick ของการชมว่า "เมื่อมีการชมก็ต้องบอกให้ทราบว่าชมเพราะอะไร ย้ำและเน้น เพื่อเป็นแนวทางแก่พนักงานคนอื่นๆ  หากชมผ่านอีเมลก็จะต้อง CC ถึงหัวหน้างานเพื่อร่วมรับรู้"ขณะที่ Training & Development ควรพิจารณา คือ ความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และแผนการทำงานเพิ่มเติมจากการพัฒนากำลังคนแล้ว สิ่งที่บริษัท P&G ทุ่มทุน คือ การค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองความ ต้องการของลูกค้า ซึ่งส่งผลถึงปริมาณยอดขายที่เกิดขึ้นในแต่ละปี โดยมีหน่วยที่เรียกว่า Consumer research ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จาก Consumer research คือการรู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า จากการศึกษาพฤติกรรม และความต้องการของลูกค้า (บางครั้งมีการเคาะประตูบ้านเพื่อสอบถามข้อมูลความต้องการ)การเลือกสรรเทคโนโลยีเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการการสื่อสารแก่ลูกค้าหลังจากได้ผลิตภัณฑ์โดยเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาพื้นที่เพื่อจัดตั้ง Consumer research จะพิจารณาจากข้อมูลความต้องการของลูกค้า และฐานลูกค้าที่จะบริโภคดร.ดวงเพ็ญ ยังฝากถึงข้อคิดอื่นๆ ที่น่าสนใจในการเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ คือ การค้นหาและรู้จักจุดอ่อนพร้อมทั้งการเรียนรู้จากคนที่เก่งกว่า รวมถึงการสอบถามความต้องการของพนักงานว่าเค้าอยากได้อะไรเมื่อตัดสินใจจะมา อยู่กับเรา ซึ่งเมื่อเลือกเค้าเข้าทำงาน เราก็จะต้องเก็บข้อมูลความต้องการที่เค้าพูดถึงและคาดหวัง เพื่อนำมาทำเป็นแผนในการพัฒนาบุคลากรและหน่วยงานท่านใดสนใจอ่านข้อมูลเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรและทีมงานของ P&G ห้องสมุดกลาง สวทช. ขอแนะนำหนังสือเรื่อง "165 ปี P&G เรียนรู้การสร้างแบรนด์จากยักษ์ใหญ่คอนซูเมอร์ พีแอนด์จี" และ "The game-changer" ซึ่งเจาะลึกเคล็ดลับที่ทำให้บริษัท P&G ครองอันดับ 1 เจ้าของกิจการ consumer products รวมถึงการก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 2 ของ “Top Companies for Leaders” จากการสำรวจของนิตยสาร Fortuneที่มาข้อมูล :“What makes P&G the no.1 consumer products company in the world?” Knowledge sharing NSTDA ครั้งที่ 37 โดย ดร.ดวงเพ็ญ ฟูคาดะ. Project Manager Procter & Gamble Company. วันที่ 8 มีนาคม 2553 ณ ห้องบุษกร อาคารเนคเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
การจัดการความรู้ (KM)
 
เครื่องมือพื้นฐานการจัดการความรู้
“Classification is at the basis of all intelligence work, and is resorted to unconsciously by     intelligent people. It is a thousand times more effective of consciously used as a tool.” -     Bernard Palmer & Derek Austinเครื่องมือสำคัญ สำหรับการจัดการสารสนเทศ คือ การจัดหมวดหมู่และการทำดัชนีการจัดหมวดหมู่เป็นพื้นฐานในการจัดเนื้อหาให้เป็นระบบ  การทำดัชนีช่วยในการจัดเอกสารและลงรายการเอกสาร  ด้วยการรวมทั้งหัวเรื่องและแหล่งที่อยู่ของเอกสารเข้าด้วยกัน ถ้าการทำดัชนีมีประสิทธิภาพ จะต้องทำให้ผู้ใช้รู้ว่าต้องใช้คำสำคัญคำใดเพื่อที่จะหาสารสนเทศที่เกี่ยว ข้องกันได้ ด้วยการใช้คำศัพท์ควบคุม โดยทั่วไปแล้วมักจะใช้ taxonomy หรือศัพท์สัมพันธ์เข้ามาช่วย“Besides the investment in technology, taxonomies take a great deal of intellectual effort. Most require a fair amount of manual effort at some point, too, no matter what sales people tell you.” - Susan Feldmanหน้าที่ของ Taxonomy ในการจัดการความรู้ก็คือ ทำให้สารสนเทศสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการใช้คำศัพท์ที่ควบคุมและอย่างมีโครงสร้างการสร้าง Taxonomyกำหนดขอบเขตของ Taxonomyมีทีมทำงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านสารสนเทศรวบรวมคำศัพท์กว้าง ๆ ที่อธิบายตัวเนื้อหากำหนดคำที่ใช้และกำหนดคำจำกัดความโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่ใช้คำศัพท์ใช้หลักเกณฑ์ที่มีอยู่เพื่อให้ครอบคลุมด้านอื่น ๆ ด้วยเลือกคำสำคัญจากชื่อเรื่อง สาระสังเขป เนื้อหา หรือคำที่แนะนำโดยผู้จัดทำดรรชนีสนับสนุนให้มีการใช้อย่างแพร่หลายฝึกอบรมการใช้ฯลฯตัวอย่าง Taxonomy ของสาขาวิชาที่ สวทช. ใช้เป็นตัวกำหนดการกำกับผลงานหรือความรู้แต่ละสาขาวิชา โดยมีการแบ่งเป็น ๓ ระดับ (ขอยกตัวอย่างเพียง ๑ สาขาวิชา)Biological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant biotechnology ฺBiological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant breedingBiological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant pathologyBiological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant physiologyBiological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant geneticsBiological sciences Plant biotechnology and related agricultural science Plant biochemistry
การจัดการความรู้ (KM)
 
แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556
แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ ๒) ของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๒ - ๒๕๕๖ ฉบับเสนอผ่านความเห็นชอบ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมือวันที ๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ โดย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 ได้สานความต่อเนื่องทางนโยบายจาก IT2010 และ “แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2545-2549” ควบคู่ไปกับการกำหนดนโยบายใหม่และการปรับให้มีจุดเน้นในบางเรื่องที่เด่นชัดขึ้นจากแผนฯ ฉบับแรก เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศไทย และในขณะเดียวกัน เพื่อมุ่งแก้ไขส่วนที่ยังเป็นจุดอ่อน และต่อยอดส่วนที่เป็นจุดแข็งของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื$อสารในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด อันจะช่วยนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาประเทศตามที่กำหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ในที่สุด เอกสารฉบับภาษาไทย เอกสารฉบับภาษาอังกฤษ
เอกสารเผยแพร่
 
กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะ พ.ศ. 2544 – 2553 ของประเทศไทย
คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และความสำคัญที่จะต้องมีนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและต่างประเทศ จึงได้จัดทำกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศในระยะที่สอง ที่ครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 - 2553 หรือ IT-2010 นี้ขึ้น  ดาวน์โหลดเอกสาร
เอกสารเผยแพร่
 
ยุทธศาสตร์การผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
จากสถานการณ์การระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไปทั่วโลก ในช่วงปี 2552 จนถึงปัจจุบัน และเนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงที่จะมีวัคซีนไม่เพียงพอครอบคลุมประชากรของประเทศ หากเกิดภาวะฉุกเฉินขึ้น ดังนั้น งานนโยบายและจัดการความรู้ สวทช. เพื่อนำเสนอในเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อเสนอแผนสำรองของประเทศในการผลิตวัคซีนให้ได้มากที่สุด ในระยะเวลาสั้นที่สุด ทั้งนี้รายละเอียดของยุทธศาสตร์ปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวนี้  ดาวน์โหลดเอกสาร
เอกสารเผยแพร่
 
นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ.2551-2554)
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดทำ “นโยบายและยุทธศาสตร์ การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551-2554)” ขึ้น โดยเป็นการปรับและขยายเวลามาจากนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551-2553) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้งให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นให้เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยของหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ ของประเทศและใช้เป็นกรอบทิศทางในการประเมินผลข้อเสนอการวิจัยของหน่วยงานภาครัฐที่เสนอของบประมาณประจำปี ตามมติคณะรัฐมนตรีระหว่างปีงบประมาณ 2551-2554 โดยสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยุทธศาสตร์การวิจัยระดับภูมิภาค รวมทั้งความต้องการของพื้นที่ โดยคำนึงถึงศักยภาพของประเทศ ในขณะเดียวกันได้คำนึงถึงความสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)   ดาวน์โหลดเอกสาร  
เอกสารเผยแพร่
 
ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมด้านวัคซีนไข้หวัดใหญ่ กรณีเกิดการระบาดใหญ่ของประเทศไทย
                                                เมื่อปี พ.ศ. 2548 ประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ปีก (ไข้หวัดนก) ที่ติดต่อมาสู่คนได้ และมีอัตราการเสียชีวิตสูงมากกว่า 50% ซึ่งวัคซีนนับเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการรับมือกับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น งานนโยบายและจัดการความรู้ สวทช. เล็งเห็นถึงความจำเป็นดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าว เพื่อเสนอยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจในการเตรียมความพร้อมต่อการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ในด้านวัคซีน ทั้งนี้รายละเอียดของยุทธศาสตร์ปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวนี้   Download here
เอกสารเผยแพร่
 
Blog & Wiki เครื่องมือจัดการความรู้อย่างง่าย
กิจกรรมการจัดการความรู้ของ สวทช. นอกจากการรณรงค์เพื่อสนับสนุนระบบ myPerformance ยังจะต้องเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมการจัดการความรู้เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม ต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเฉพาะองค์ประกอบที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรในองค์กร ผ่านช่องทางที่เหมาะสม และสอดรับกับพฤติกรรมบุคลากรส่วนใหญ่ รวมทั้งวัฒนธรรมองค์กร การแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้รับการยอมรับก็คือการสร้างชุมชนนักปฏิบัติหรือ CoP นั่นเองBlog และ Wiki นับเป็นเครื่องมือทางไอซีทีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิด CoP ได้ง่าย และสอดรับกับพฤติกรรมของบุคลากร สวทช. รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยไอซีที สวทช. ได้เลือกใช้ Wordpress เป็นซอฟต์แวร์หลักในการพัฒนา blog และ Dokuwiki / MediaWiki ในการพัฒนา Wiki ให้บริการสำหรับกลุ่มบุคคลที่สนใจร่วมกันสร้างสรรค์เครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทเรียนออนไลน์การใช้งาน Blog ด้วย Wordpressบทเรียนออนไลน์การใช้งาน Dokuwikiบทเรียนออนไลน์การใช้งาน MediaWiki
การจัดการความรู้ (KM)
 
กรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย พ.ศ. 2547 – 2554
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบทางด้านแหล่งทรัพยากรชีวภาพ และมีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพระดับหนึ่ง สมควรอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันเร่งพัฒนาศักยภาพนี้อย่างรวดเร็ว ภายใต้ทิศทางที่เหมาะสม กรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย พ.ศ. 2547 - 2554 จะเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนานี้ต่อไป  ดาวน์โหลดเอกสาร
เอกสารเผยแพร่
 
แผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีวัสดุแห่งชาติ พ.ศ. 2550 – 2559
แผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีวัสดุแห่งชาติ  พ.ศ. 2550 - 2559 เป็นแผนที่บ่งบอกถึงนโยบาย ทิศทาง ตลอดจนแนวทางการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุของประเทศ ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศมีโอกาสและศักยภาพสูง รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทราบและใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการโครงการ/กิจกรรม รวมทั้งจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดาวน์โหลดเอกสาร
เอกสารเผยแพร่
 
นโยบายการจัดการความรู้ที่ดีกว่า
การจัดการความรู้ (KM)