หน้าแรก EECi ผนึก ไบโอเทค นาโนเทค สวทช. ยกระดับสมุนไพรคุณภาพสูงครบวงจร เชื่อมห่วงโซ่คุณค่าจากต้นน้ำสายพันธุ์รับรอง สู่อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง หนุนเกษตรกรไทยสู่ตลาดสากล

EECi ผนึก ไบโอเทค นาโนเทค สวทช. ยกระดับสมุนไพรคุณภาพสูงครบวงจร เชื่อมห่วงโซ่คุณค่าจากต้นน้ำสายพันธุ์รับรอง สู่อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง หนุนเกษตรกรไทยสู่ตลาดสากล

30 ต.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภาพหมู่ผู้ร่วมงานEECi ผนึก ไบโอเทค นาโนเทค สวทช. ยกระดับสมุนไพรคุณภาพสูงครบวงจร เชื่อมห่วงโซ่คุณค่าจากต้นน้ำสายพันธุ์รับรอง สู่อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง หนุนเกษตรกรไทยสู่ตลาดสากลวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อ.วังจันทร์ จ.ระยอง

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ผนึกกำลังเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ผู้ใช้จริงผ่านกิจกรรม “การถ่ายทอดและสาธิตเทคโนโลยีการปลูกสมุนไพรคุณภาพสูงและการอบรมเชิงปฏิบัติการแนวทางการพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรบัวบก” เพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมาตรฐานสม่ำเสมอ ไปจนถึงการพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง
โดยมี ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวเปิดงานต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและผู้ร่วมงาน

ภายในงาน มีทั้งการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อการผลิตพืชสมุนไพรคุณภาพสูง และแนะนำสายพันธุ์สมุนไพรเพื่ออุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง อาทิ บัวบก ฟ้าทะลายโจร กะเพรา ขมิ้นชัน กระชายดำ ตลอดจนการสาธิตการสกัดสารสำคัญจากบัวบกรวมถึงกิจกรรมปฏิบัติการการพัฒนาตํารับผลิตภัณฑ์บํารุงผิวบริเวณมือและเล็บจากสารสกัดบัวบก พร้อมทั้งจัดแสดงผลงานการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพสูง เพื่อยกระดับมาตรฐานผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานจากวิสาหกิจชุมชนที่ร่วมโครงการที่ทีมวิจัยจากไบโอเทคและนาโนเทคร่วมพัฒนา เช่น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอารมณ์ดีไร้สารเคมีระยอง วิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มลุฟฟาลา จังหวัดระยอง วิสาหกิจชุมชนมิตรสัมพันธ์ วิสาหกิจชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพลู จังหวัดฉะเชิงเทรา วิสาหกิจชุมชนบ้านตม จังหวัดชลบุรี

นอกจากนี้ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยให้ครบวงจร เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ได้บูรณาการความร่วมมือกับศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง โดยให้ศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเป็นแหล่งกระจายพันธุ์และขยายผลสมุนไพรคุณภาพสูงที่ผ่านการคัดเลือกจาก สวทช. เช่น บัวบก ฟ้าทะลายโจร กะเพรา ไปสู่เกษตรกรในเครือข่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ ป้อนสู่อุตสาหกรรมสารสำคัญ และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง

ดร.กนกวรรณ รมยานนท์ นักวิจัยจาก ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ได้คัดเลือกบัวบกสายพันธุ์ดี “ไบโอบก-143” และ “ไบโอบก-296” ที่ปลูกในระบบไฮโดรพอนิกส์แนวตั้งภายใต้โรงเรือนอัจฉริยะมาตรฐาน GAP (รหัสรับรอง กษ 03-3502-21-361-000001) ร่วมกับองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชสมุนไพรที่เป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ได้ผลผลิตสดไม่น้อยกว่า 3.5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และมีปริมาณสารสำคัญ Centelloside สูงถึง 75-85 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้งพืช (สูงกว่าสภาพการปลูกแบบดั้งเดิมถึง 1.5 เท่า) โดยสามารถควบคุมคุณภาพให้ปลอดภัยไร้สารเคมีปนเปื้อนเพื่อตอบโจทย์ตลาดโลก พร้อมยกระดับสู่ระบบการผลิตเกรดทางการแพทย์ (Medical grade production system: MGPS) สำหรับรองรับการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรเชิงอุตสาหกรรม

ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ ไบโอเทค สวทช. เปิดเผยว่า ได้พัฒนา “ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1” ซึ่งมีจุดเด่นคือ ให้ผลผลิตสูง ประมาณ 5,000–6,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี สามารถเก็บเกี่ยวได้ 4–5 ครั้งต่อปี และมีสารสำคัญสูง คือ Andrographolide (AP1) มากถึง 34–40 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง และสามารถเก็บเกี่ยวได้เร็วในระยะเวลาเพียง 90–110 วันหลังเพาะเมล็ด นอกจากนี้ ไบโอเทค สวทช. ยังได้ร่วมกับเครือข่ายขยายผลการปลูกด้วยระบบควบคุม เช่น โรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse) ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาตะวันออก EECi อ.วังจันทร์ จ.ระยอง และ Plant Factory ในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่สามารถควบคุมแสง อุณหภูมิ ความชื้น และให้น้ำอัตโนมัติ ตลอดจนให้ผลผลิตสูงถึง 2–3 เท่าจากการปลูกแบบเดิม และยังสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี พร้อมยกระดับด้วย “เทคนิคการปลูกฟ้าทะลายโจรแบบครบวงจร” ตั้งแต่การเพาะเมล็ด การเตรียมแปลง การดูแลรักษา การให้ปุ๋ย ตลอดจนการเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังเก็บเกี่ยวให้ได้คุณภาพสูงสุดพร้อมส่งออก

ดร.พนิตา ชุติมานุกูล นักวิจัย ไบโอเทค สวทช. เปิดเผยว่า ได้คัดเลือกพันธุ์กะเพรา ได้แก่ สายพันธุ์ “เขียวไบโอเทค 1” และ “เขียวไบโอเทค 2” ทั้งสองสายพันธุ์ให้ผลผลิตสูงสามารถเก็บเกี่ยวซ้ำได้ 10 ครั้งต่อรอบการปลูกเดียว นอกจากนี้สารสำคัญทั้งสองสายพันธุ์มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยามีส่วนช่วยในการต้านอักเสบ บรรเทาอาการปวด และช่วยลดความวิตกกังวล โดยเฉพาะสายพันธุ์เขียว ไบโอเทค 1 ที่มีจุดเด่นด้านสารต้านอนุมูลอิสระ เหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นวัตถุดิบสมุนไพรและสารสกัด เพื่อต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ส่วนสายพันธุ์เขียวไบโอเทค 2 มีกลิ่นหอมที่โดดเด่น เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารสดอาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภค

การผลิตวัตถุดิบกะเพรา ในเชิงพาณิชย์ที่ต้องการผลผลิตสูง และคุณภาพสม่ำเสมอตลอดฤดูปลูก นอกจากสายพันธุ์ที่ดีแล้ว ยังต้องอาศัยเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และมาตรฐาน เพื่อเตรียมพร้อมยกระดับการผลิตให้ส่งออกได้ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัย ไบโอเทค สวทช. เผยว่า กลุ่มวิจัยประสบความสำเร็จในการคัดเลือกสายพันธุ์พืชสมุนไพรวงศ์ขิง 2 ชนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน จำนวน 2 สายพันธุ์ ที่โดดเด่นในเรื่องให้ผลผลิตและมีปริมาณสารเคอร์คูมินอยด์สูง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ และ กระชายดำ จำนวน 2 สายพันธุ์ ที่ให้ผลผลิตและปริมาณสารออกฤทธิ์ทางยา (Polymethoxyflovone) ในระดับที่สูงกว่าพันธุ์ทั่วไป ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต เสริมสร้างภูมิต้านทานและมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งสมุนไพรไทยทั้ง 4 สายพันธุ์นี้มีความเหมาะสมสำหรับการนำไปสกัดเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยาและเวชสำอาง โดยขณะนี้สายพันธุ์พืชวงศ์ขิง ดังกล่าว อยู่ในระหว่างการยื่นขอรับรองสายพันธุ์ ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์รายละเอียด พร้อมดำเนินการถ่ายทอด และขยายผลร่วมกับเกษตรกรต่อไป

นอกจากนี้ ดร.ยี่โถ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พืชในวงศ์ขิงทั้งสองชนิดนี้ มักประสบปัญหาข้อจำกัดด้านพื้นที่ปลูกและคุณภาพไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากมีการปะปนของสายพันธุ์และเหง้ามีเชื้อโรคแฝงอยู่ ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถใช้พื้นที่ปลูกได้เกิน 2-3 ปี เพราะเกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค ส่งผลให้คุณภาพและปริมาณผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางออกสำคัญในการแก้ปัญหานี้คือ การใช้เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรค ในพันธุ์ดีเด่นที่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งไม่เพียงช่วยตัดวงจรโรคที่ติดมากับเหง้าพันธุ์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับผลผลิตให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรไทยในระยะยาวอีกด้วย

ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัย นาโนเทค สวทช. ได้พัฒนาโครงการต่อยอดการพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและพืชท้องถิ่นในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและพืชท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพิ่มมูลค่า ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทยมูลค่าสูงอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจและคัดเลือกสมุนไพรสายพันธุ์ดี ร่วมกับไบโอเทคในการเพาะเลี้ยงต้นพันธุ์ปลอดโรค และถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร เพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกและผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพสูง เนื่องด้วยประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องของวัตถุดิบ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยอยู่ในอันดับ 8 ของโลก ซึ่งสามารถนำความพร้อมเข้ามาช่วยในเรื่องของการพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศได้ นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทย การนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาต่อยอดจะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเพิ่มขึ้น

ดร.คุณัช สุขธรรม นักวิจัยจากนาโนเทค สวทช. ได้ร่วมสาธิตกระบวนการ การสกัดสารสำคัญจากบัวบก และการพัฒนาตํารับผลิตภัณฑ์บํารุงผิวบริเวณมือและเล็บจากสารสกัดบัวบก ด้วยเทคนิคทางนาโนเทคโนโลยี ซึ่งได้นำเสนอขั้นตอนการสกัดบัวบกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การเตรียมตัวอย่าง ไปจนถึงกระบวนการสกัดที่เน้นการดึงสารออกฤทธิ์ชีวภาพออกมาให้ได้ปริมาณและความบริสุทธิ์สูงที่สุดสร้างโอกาสใหม่ให้กลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม

กิจกรรมภาคปฏิบัติการ (workshop) “สาธิตการสกัดสารสำคัญจากบัวบกรวมถึงการพัฒนาตํารับผลิตภัณฑ์บํารุงผิวบริเวณมือและเล็บจากสารสกัดบัวบก” มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 116 คน ซึ่งผู้เข้าร่วมงานต่างได้รับความรู้เชิงลึกและทักษะการลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่เทคนิคการสกัดสารสำคัญไปจนถึงแนวทางการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเกรดพรีเมียมที่สามารถนำไปสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ พร้อมกันนี้ยังเปิดพื้นที่เชื่อมโยงบริการสนับสนุนการพัฒนาระดับอุตสาหกรรม อาทิ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม(ITAP) บริการสนับสนุน SMEs อุตสาหกรรมต่าง ๆ จาก Pre-Battle: AgriNext เพื่อเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรได้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และบริการสนับสนุนจาก สวทช. เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

แชร์หน้านี้: