สวทช. ชูวิสัยทัศน์ “Research Engine” บนเวที ADB ขานรับนโยบาย อ.เชน ผสานความร่วมมือสากลเร่งการลงทุนใน “คนและนวัตกรรม” ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งอนาคต
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชียประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร – ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ในการประชุมเปิดโครงการ 2026 Country Operations Mission (COM) เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือปี พ.ศ. 2569–2572 ตอกย้ำความพร้อมของ สวทช. ในบทบาทการเป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศไทย” (Thailand’s Research Engine) ในฐานะกลไกหลักที่จะเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นในเวทีโลก ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงกลยุทธ์ด้านการลงทุนในคนและนวัตกรรม โดยมี Mr. Aaron Batten ผู้อำนวยการธนาคารพัฒนาเอเชียประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ


ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตของโลก (Global Polycrisis) ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรมนุษย์ ความสามารถในการแข่งขัน และความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจประเทศในยามที่เจอกับวิกฤต สวทช. ได้ปฏิรูประบบการทำงานผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” สู่การทำงานข้ามศาสตร์ที่มุ่งแก้โจทย์ความต้องการจริงของประเทศเป็นสำคัญให้ส่งผลกระทบสูงและเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง สอดรับกับนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น “คนตัวเล็ก” อย่างเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง ติดอาวุธนวัตกรรมให้กลุ่ม SMEs สู่การเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้านสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลควบคู่ไปกับการทลายกำแพงความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามความถนัดของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศในอนาคต

ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ชูประเด็นความร่วมมือกับ ADB ด้วยกลไกการลงทุนในคนและนวัตกรรม ซึ่ง “คน” คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของระบบนิเวศนวัตกรรม การผนึกกำลังกับ ADB เพื่อเร่งขยายผลการสร้างบุคลากรทักษะสูง (High-skilled Talent) ลดช่องว่างทางทักษะให้สอดรับกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ต้องการในสาขาต่าง ๆ อาทิ AI, Semiconductor, Wellness และพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและยกระดับประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้รับเทคโนโลยี สู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถในการกักเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศได้มากกว่าเดิม รวมถึงพัฒนาเยาวชนให้ “คิดเป็น” โดยใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเพื่อใช้งานจริง
นอกจากนี้ สวทช. ยังพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างความยืดหยุ่นและการเติบโตที่ครอบคลุม ผ่านการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อลดความเสี่ยงให้ภาคเอกชนในการปรับตัวสู่ยุค Industry 4.0 รวมถึงการใช้ผลงานวิจัยและพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะที่จะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร เสริมแกร่ง SMEs ไทยให้แข็งแกร่งพอที่จะแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาในภูมิภาค และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ด้วยการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง เพื่อให้ Research Engine นี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่นำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 และนโยบายของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง

![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
โครงการ Country Operations Mission (COM) เป็นการประชุมเพื่อจัดทำแผนความร่วมมือระหว่างธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กับประเทศไทย ผ่านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการรวบรวมความต้องการเงินกู้และความช่วยเหลือทางวิชาการที่หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องการรับการสนับสนุนจาก ADB โดยโครงการที่บรรจุในแผน COM นี้ ไม่มีข้อผูกพันว่าจะต้องกู้เงินจาก ADB ซึ่งการประชุมนี้ฯ มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมทางหลวง กรมชลประธาน กรมควบคุมมลพิษ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และมหาวิทยาลัย ซึ่งจะฉายภาพให้เห็นตั้งแต่นโยบายของประเทศ ช่องว่าง และความต้องการในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นแนวทางให้ ADB นำเสนอรูปแบบความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยอย่างเหมาะสมและตรงจุดได้ต่อไป












