หน้าแรก สวทช. ร่วมเวทีเสวนาผสานพลังรัฐ-เอกชน ปลดล็อกศักยภาพขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพไทย

สวทช. ร่วมเวทีเสวนาผสานพลังรัฐ-เอกชน ปลดล็อกศักยภาพขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพไทย

10 ก.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ภาพหมู่ ดร.พสุ สิริสาลี ผู้แทน สวทช. และผู้ร่วมเสวนาในหัวข้อ "ผสานพลังรัฐ-เอกชน ปลดล็อกศักยภาพขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพไทย" ภายในงาน ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันที่ 9 ก.ค. 2569 ณ ห้องเพลนารีฮอลล์ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ : บริษัท แบงค็อค เอ็กซ์ซิบิชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด และบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดงานแสดงสินค้าธุรกิจระดับนานาชาติ ภายใต้การดำเนินงานของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ผสานพลังรัฐ-เอกชน ปลดล็อกศักยภาพขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพไทย” โดยมี ดร.พสุ สิริสาลี ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายคุณภาพและปฏิบัติการที่ โรงพยาบาลพระรามเก้า และ ดร.ปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม กำกับดูแลฝ่ายส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นและฝ่ายส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม (NIA) ร่วมเสวนา

ภาพ ดร.พสุ สิริสาลี ผู้แทน สวทช. ร่วมเสวนาในหัวข้อ "ผสานพลังรัฐ-เอกชน ปลดล็อกศักยภาพขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพไทย" ภายในงาน ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.พสุ สิริสาลี ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า ความล้มเหลวในการผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ไทยไปสู่เชิงพาณิชย์เกิดจากอุปสรรคสำคัญ 2 ด่านหลัก (Double Challenges) โดยด่านแรกคือ “พาร์ทเวย์การขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย” ซึ่งพบว่านักวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาข้อกำหนดและมาตรฐานความปลอดภัยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ส่งผลให้เมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นแล้วไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ และต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นกระบวนการวิจัยใหม่ ทำให้สูญเสียทั้งเวลาและทรัพยากร ขณะที่ด่านที่สองคือ “ความเชื่อมั่นและการยอมรับจากตลาด” ซึ่งเป็นความท้าทายที่น่ากังวล เนื่องจากมีนวัตกรรมหลายชิ้นที่สามารถฝ่าด่านแรกจนผ่านการอนุมัติจาก อย. ได้สำเร็จ แต่กลับไม่สามารถสร้างยอดขายได้จริง เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาล ซึ่งเป็นผู้ใช้งานหลัก ยังขาดความเชื่อมั่นในมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศ

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีโอกาสสูงเนื่องจากมีระบบบริการทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมระดับสากล มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนทีมนักวิจัยและวิศวกรที่มีศักยภาพ แต่ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนยังทำงานแยกส่วนกัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งสร้าง “สะพานเชื่อมโยง” หรือการบูรณาการระบบนิเวศนวัตกรรมร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้กลุ่มผู้พัฒนาและกลุ่มผู้ใช้งานได้ร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

“หากประเทศไทยสามารถปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ได้ จะเป็นการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นการสร้างรายได้จากการบริการทางการแพทย์ (Medical Services) แต่ต้องสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลไปกับการนำเข้ายาและอุปกรณ์การแพทย์จากต่างประเทศ ไปสู่การเป็น “อุตสาหกรรมทางการแพทย์” (Medical Industry) ที่ครบวงจร ซึ่งจะช่วยขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศให้ครอบคลุมทั้งระบบการผลิต การค้า และการบริการอย่างยั่งยืน” ดร.พสุ กล่าว

ภาพ ร่วมเสวนาในหัวข้อ "ผสานพลังรัฐ-เอกชน ปลดล็อกศักยภาพขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพไทย" ภายในงาน ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ทั้งนี้สำหรับการจัดงานเสวนาครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ไปใช้ในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และต่อยอดองค์ความรู้ด้านการแพทย์และสุขภาพไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อว. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับยา เภสัชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการต่อยอดนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม.

แชร์หน้านี้: