23 มกราคม 2560 : โครงการสานพลังรัฐ ด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (D5 : New S-Curve) จัดพิธีลงนามความร่วมมือสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) สานพลังร่วมกัน 4 หน่วยงาน ระหว่าง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กระทรวงพลังงาน,  กระทรวงอุตสาหกรรม และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ปตท.  โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน

alt

ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวถึง การขับเคลื่อน Bioeconomy ที่ยั่งยืนด้วยการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนวัตกรรมว่า หลักการของเศรษฐกิจชีวภาพมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืน เศรษฐกิจชีวภาพจึงเป็นรูปแบบการพัฒนาที่สอดคล้องตามกระบวนทัศน์ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs “เศรษฐกิจชีวภาพ” เป็นทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งอนาคตของทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ที่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบชีวภาพและทรัพยากรชีวภาพที่มีอยู่มากของแต่ละประเทศ ด้วยการนำความรู้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตและบริการในด้านต่างๆ เช่น การเกษตรและอาหาร พลังงาน สุขภาพการแพทย์ รวมถึงการวิจัยพัฒนา ผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

 

alt  alt

ทั้งนี้ ประเทศไทย มีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพได้มากเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ  ที่เน้นนโยบายในด้านนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน และมาเลเซีย เนื่องจากมีความพร้อมด้านผลผลิตทางการเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจชีวภาพไทย หน่วยงานภาคใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม วิจัยและพัฒนาต่อยอดสู่การทำการเกษตรสมัยใหม่ได้แก่ การพัฒนาพันธุ์พืชให้มีลักษณะดีเด่นตามความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ พันธุ์อ้อยต้านทานโรคแมลงที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูง หรือพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตแป้งสูง ตลอดจนการพัฒนาใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์และเอนไซม์จากจุลินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและของเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เป็นสารชีวภาพมูลค่าสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพและเคมีชีวภาพ ซึ่งจุดแข็งของประเทศไทยด้านความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศวิทยา ทำให้ไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับประเทศฟินแลนด์ แคนาดา ที่ต่างเห็นโอกาสและกำหนดให้เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ ดังนั้นประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ โดยใช้จุดแข็งที่มีอยู่ได้แก่ ความพร้อมของวัตถุดิบทางการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่พร้อมต่อยอดสู่การนำไปใช้ประโยชน์ สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืนนั้น ต้องประกอบด้วยฐานความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดห่วงโซ่ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือในลักษณะประชารัฐโดยเฉพาะแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชน 

alt  alt

ดร.อรรชกา กล่าวเสริมว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมให้การสนับสนุนในทุกๆ ด้าน ทั้งในส่วนของการร่วมวิจัย พัฒนา และการให้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ซึ่งมีเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ศูนย์นวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food Feed Innovation Center) ที่เป็น one-stop service ส่งเสริมให้ SMEs ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ศูนย์ชีววัสดุแห่งประเทศไทยที่ให้บริการจุลินทรีย์ที่ได้มาตรฐานสากล มีจุลินทรีย์ที่พร้อมให้บริการมากกว่า 70,000 สายพันธุ์ ที่มีส่วนสำคัญกับการผลิตอาหาร นอกจากนั้นแล้วกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้พัฒนาระบบการให้บริการเทคนิคด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบเบ็ดเสร็จ (MOST One Stop Service) ที่เชื่อมโยงและบูรณาการเครื่องมือและปัจจัยเอื้อต่างๆ ที่มีอยู่ภายในกระทรวงฯ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสินค้าของผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

nsd

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป