แผนการดำเนินงาน 2552

แผนการดำเนินงานและงบประมาณ สวทช. ปีงบประมาณ 2552

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ปรับระบบการวางแผน  และบริหารงบประมาณมาตั้งแต่ปี 2549  โดยมุ่งเน้นให้การดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ใน สวทช. บูรณาการร่วมกัน  และใช้ระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณ ซึ่งเรียกว่า Strategic Planning Alliance (SPA) มาเป็นกลไกควบคุม  และติดตามความคืบหน้าและผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่างๆ ในลักษณะโปรแกรมหลักภายใต้คลัสเตอร์ กลุ่มพันธกิจ และเทคโนโลยีฐาน มีการปรับปรุงและพัฒนา ระบบการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2550 สวทช. ได้มีการนำ Balanced Scorecard : BSC มาเป็นเครื่องมือ เพื่อช่วยให้การวางแผน และติดตามผลการดำเนินงานชัดเจน  และสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรมากขึ้น

แผนการดำเนินงานและงบประมาณประจำปี 2552 ฉบับนี้ ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.)   ในการประชุมครั้งที่ 8/2551 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551  โดยมีแผนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนกลยุทธ์ สวทช. ฉบับที่ 4 (2550-2554)  คาดว่าจะใช้กรอบงบประมาณสำหรับดำเนินการ 4,700 ล้านบาท

นอกจากการใช้แผนที่กลยุทธ์ และ Balanced Scorecard เป็นเครื่องมือบริหารระดับองค์กร เพื่อผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามแผนกลยุทธ์ฉบับที่ 4 (2550-2554) แล้ว  สวทช. ยังได้มีการประเมิน ติดตาม และ ทบทวนปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกอย่างสม่ำเสมอและนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ประจำปี  เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มั่นใจว่า สวทช. จะบรรลุเป้าหมายตามแผนในที่สุด สวทช. จึงได้กำหนดกลยุทธ์ที่สำคัญในการดำเนินงานประจำปี 2552 ไว้ 3 ด้าน

  1. แสวงหาทรัพยากร (รายได้) เพื่อให้ สวทช. สามารถดำเนินงานตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นนอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดิน
  2. เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์จากผลงานของ สวทช. ให้ส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ที่ผู้มีส่วนได้เสียมองเห็นและรับรู้ได้ และลูกค้าได้ประโยชน์อย่างชัดเจน
  3. พัฒนาความสามารถของพนักงาน สวทช. โดยการพัฒนาหน่วยผลิต (Production Unit) อันได้แก่ ห้องปฏิบัติ การวิจัยและห้องปฏิบัติการบริการ ให้มีระบบการทำงานที่เอื้ออำนวย และพัฒนาสมรรถนะ (Competency) ของแต่ละคน ให้บรรลุศักยภาพอย่างเต็มที่รวมทั้งควบคุมอัตราการเติบโตของจำนวนบุคลากรและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ สวทช. เอง  เพื่อมุ่งให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ขององค์กร ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มปริมาณและคุณค่าของผลงาน

 

แผนงบประมาณปี 2552

1) แผนรายรับ

–  เงินงบประมาณปี 2552

ในปีงบประมาณ 2552  สวทช. ได้รับจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลจำนวนทั้งสิ้น 3,414 ล้านบาท ลดลงจากปี งบประมาณ 2551 ที่ได้รับจัดสรรจำนวน 3,606 ล้านบาท เป็นจำนวน 192 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 งบประมาณในลักษณะแผนงานที่ได้รับการจัดสรรจากสำนักงบประมาณ
งบประมาณในลักษณะแผนงานที่ได้รับการจัดสรรจากสำนักงบประมาณ

–  เงินกันเหลื่อมปี จากปีงบประมาณ 2551    

ในปีงบประมาณ 2552  สวทช. ได้ขออนุมัติเงินกันเหลื่อมปี และขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับรายการที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันภายในปีงบประมาณ 2551 รวม 80 ล้านบาท ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2 รายละเอียดเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี
รายละเอียดเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี

–  เงินรายได้จากการดำเนินงาน

ในปีงบประมาณ 2552  สวทช. ตั้งเป้าหมายตาม Balanced Scorecard ที่จะมีเงินรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 705 ล้านบาท โดยคาดว่าเงินรายได้ส่วนใหญ่จะได้จากการรับจ้างวิจัย ร่วมวิจัย และเงินอุดหนุนรับ รองลงมาจะเป็นรายได้จากฝึกอบรม สัมมนา โดยมีรายละเอียดดังตารางที่ 3

ตารางที่ 3  ประมาณการรายได้จากการดำเนินงาน
ประมาณการรายได้จากการดำเนินงาน

จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่า ในปีงบประมาณ 2552  สวทช. คาดว่าจะมีรายรับจากเงินงบประมาณแผ่นดินและเงินรายได้ จำนวนทั้งสิ้น 4,360 ล้านบาท โดยมีเงินรายได้จากการดำเนินงานคิดเป็นร้อยละ 16 ของประมาณการรายได้รวม โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตารางที่ 4 ประมาณการรายรับรวมปี 2552
ประมาณการรายรับรวมปี 2552

2) แผนรายจ่าย

– แผนรายจ่ายกลุ่มโปรแกรม (ตามพันธกิจ)

ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549  สวทช. ได้มีการปรับระบบการบริหารแผนงานและงบประมาณ เป็นลักษณะโปรแกรมหลัก และกลุ่มโปรแกรม โดยจำแนกกลุ่มโปรแกรมออกเป็น 4 กลุ่มหลัก โดยมีแผนรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 เป็นไปตามตารางที่ 5

ตารางที่ 5 งบประมาณแยกกลุ่มโปรแกรม(ตามพันธกิจ)
งบประมาณแยกกลุ่มโปรแกรม(ตามพันธกิจ)

สำหรับงบประมาณรายจ่ายจำแนกตามหมวดรายจ่าย รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 6

ตารางที่ 6 งบประมาณจำแนกตามหมวดรายจ่าย
งบประมาณจำแนกตามหมวดรายจ่าย

–  แผนรายจ่ายรวม

นอกจากแผนรายจ่ายเพื่อการดำเนินงานแล้ว ในปีงบประมาณ 2552 สวทช. ยังมีแผนรายจ่ายเพื่อการดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย/ต่อเนื่อง (ตารางที่ 7) แผนรายจ่ายเพื่อการลงทุน (ตารางที่ 8) และเมื่อรวมแผนรายจ่ายทั้งหมด อันได้แก่ การดำเนินงานตามแผนประจำปี 2552 ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย/ต่อเนื่อง เพื่อการลงทุน สวทช. มีแผนรายจ่ายรวม ทั้งสิ้นจำนวน 6,050 ล้านบาท (ตารางที่ 9)

ตารางที่ 7 ประมาณการรายจ่ายเพื่อการดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย/ต่อเนื่อง
ประมาณการรายจ่ายเพื่อการดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย/ต่อเนื่อง

ตารางที่ 8 ประมาณการรายจ่ายทุนประเดิม
ประมาณการรายจ่ายทุนประเดิม

ตารางที่ 9 ประมาณการรายจ่ายรวม ปีงบประมาณ 2552
ประมาณการรายจ่ายรวม ปีงบประมาณ 2552

–   สรุปแผนรายรับ สูง (ต่ำ) กว่าแผนรายจ่าย

จากตารางแผนรายรับและแผนรายจ่ายรวมข้างต้น ทำให้สามารถสรุปแผนรายรับเมื่อเทียบกับแผนรายจ่าย ดังรายละเอียดในตารางที่ 10

ตารางที่ 10 ประมาณการรายรับ สูง (ต่ำ) กว่าแผนรายจ่าย ปีงบประมาณ 2552
ประมาณการรายรับ สูง (ต่ำ) กว่าแผนรายจ่าย ปีงบประมาณ 2552
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2552 แม้ว่าแผนรายจ่ายจะสูงกว่าแผนรายได้ แต่ สวทช. ยังมีเงินสดและเงินฝากธนาคารคงเหลือที่ยกมาจากปีงบประมาณ 2551 ทำให้คาดว่าจะมีเงินคงเหลือสุทธิประมาณ 2,409 ล้านบาท  ซึ่งเป็นเงินคงเหลือที่มีภาระผูกพัน เช่น การสนับสนุนโครงการวิจัยต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก สวทช. เป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาที่มีลักษณะการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  จึงจำเป็นต้องมีเงินคงเหลืออย่างน้อยร้อยละ 80 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ไม่รวมค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง

แผนการดำเนินงาน 2551

แผนการดำเนินงานและงบประมาณ สวทช. ปีงบประมาณ 2551

แผนการดำเนินงานและงบประมาณประจำปี 2551 ฉบับนี้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ใช้บริการ รวมถึงบุคลากรภายใน สวทช. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้เป็นผลสำเร็จโดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด

รายงานประจำปี 2536

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2534 วัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการและให้การสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉพาะทางสามสาขา ได้แก่เทคโนโลยีชีวภาพ วัสดุศาสตร์ และอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ สนับสนุนและดำเนินการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรม และลงทุนในกิจการซึ่งนำไปสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ สวทช. ยังเป็นองค์กรที่พยายามผลักดันให้เกิดการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นในประเทศ ทั้งในภาครัฐ และเอกชน

นับตั้งแต่สถาปนาสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นต้นมา สวทช. ได้ดำเนินงานให้บรรลุผลตามนัยวัตถุประสงค์สามประการ กล่าวคือ ในด้านการสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม สวทช. โดยผ่านสามศูนย์ฯ ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ซึ่งเดิมเป็นโครงการของสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ให้การสนับสนุนแก่สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ และภาคเอกชนเพื่อทำการวิจัย ค้นคว้า และทดสอบ นำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ ให้มีสมรรถภาพและมีประสิทธิภาพดีขึ้น กับให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และความต้องการของประเทศรวมทั้งสิ้นทั้งก่อนและหลังการมีพระราชบัญญัติ จำนวน 791 โครงการซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการในปี พ.ศ. 2536 จำนวน 194 โครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้มีผลงานใหม่และถ่ายทอดไปสู่ขบวนการผลิตเพื่อให้เกิดสาธารณประโยชน์และประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ระบบเศรษฐกิจส่วนรวมของชาติ ผลงานที่ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมแล้ว ได้แก่ ด้านพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ด้านอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเซรามิกส์ และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เป็นต้น รวมผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาออกสู่ตลาดแล้วจำนวน 33 ชิ้น เช่น การบำบัดและผลิตพลังงานจากน้ำทิ้งโรงงานแป้งมันสำประหลังในถังปฏิกรณ์แบบตรึงเซลล์ รถไถเดินตามและพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจานี้ ยังมีผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้เป็นสาธารณประโยชน์จำนวน 44 ชิ้น ต้นแบบที่พร้อมทำการผลิตจำนวน 19 ชิ้น ต้นแบบที่ผ่านการทดสอบระดับภาคสนาม 28 ชิ้น ต้นแบบที่อยู่ระดับห้องปฏิบัติการ 39 ชิ้น บทความทางวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารที่มีการตรวจสอบคุณภาพ 40 เรื่อง บทความทางวิชาการที่เสนอในที่ประชุม 481 เรื่องและสิทธิบัตรและสิทธิประโยชน์ 8 ผลงาน

ในด้านการสนับสนุนแก่ภาคเอกชนเพื่อให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนั้น ได้ให้การสนับสนุนในรูปแบบของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือเงินให้เปล่า รวมทั้งสิ้น 16 โครงการ ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในปี พ.ศ. 2536 จำนวน 8 โครงการและให้บริการปรึกษาอุตสาหกรรม 10 บริษัท ดำเนินการให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับบริษัท 11 บริษัท ซึ่งรวมถึงการจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริการและเยอรมัน ได้ดำเนินการด้านการสนับสนุนด้านมาตรฐานการทดสอบและการควบคุมคุณภาพ 248 รายการ และจัดหลักสูตรอบรมการจัดการทางเทคโนโลยี 6 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการพัฒนากำลังคนในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยการให้ทุนการศึกษาในระดับบัณฑิตปริญญาเอกและโท ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เป็นทรัพยากรบุคคลอันมีค่าของชาติต่อไปในอนาคต รวมทุนการศึกษาต่างประเทศ (ดำเนินการร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ซึ่งให้ไปแล้วจำนวน 583 ทุน และทุนการศึกษาภายในประเทศจำนวน 319 ทุน นอกจากนี้ ได้ดำเนินการให้มี “สมองไหลกลับ” โดยดำเนินการร่วมกับสมาคมนักวิชาชีพ ไทยในสหรัฐอเมริการและแคนาดา และสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำสถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงวอชิงตัน (สหรัฐอเมริกา) กรุงบรัสเซลส์ (ยุโรป) และกรุงโตเกียว (ญี่ปุ่น)

ในด้านการดำเนินการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรมตลดจนการให้บริการทางเทคนิค สวทช. ได้เริ่มดำเนินการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรมด้วยตนเอง ในปัจจุบันมีโครงการจำนวน 22 โครงการ โดยเน้นที่เทคโนโลยีสามสาขาหลัก ขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอาคารวิจัยในบริเวณกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ผลสำเร็จจากการวิจัยและพัฒนาต่างๆ จะได้รับการถ่ายทอดไปสู่หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนผู้ประกอบอาชีพสาขาต่างๆ ซึ่งได้มีการนำผลงานดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในวงการธุรกิจของเอกชน และหน่วยงานของรัฐอย่างกว้างขวาง บริการเทคนิคอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การรวบรวม ถ่ายทอด และเผยแพร่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยโครงการศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี ซึ่งได้ให้บริการข้อมูลไปแล้ว 9,218 ครั้ง (2,839 ครั้ง เฉพาะในปี พ.ศ. 2536)

นอกจากนี้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ยังทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ซึ่งมี ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี นายอำนวน วีรวรรณ เป็นประธาน และได้ดำเนินการต่างๆ รวมทั้งวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เพื่อส่งเสริมการใช้ในหน่วยงานของรัฐ พัฒนาการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) ด้านการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาบุคลากร และกฎหมายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ในด้านการลงทุน และให้การสนับสนุนภาคเอกชนเพื่อการลงทุนในกิจการซึ่งนำไปสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนงานสำคัญที่ สวทช. กำลังเร่งดำเนินการอยู่ขณะนี้ ได้แก่ การจัดตั้งอุทยานวิจัย และพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่บริเวณรังสิต ซึ่งจะมีโรงงานต้นแบบ และหน่วยบ่มเพาะเทคโนโลยี เพื่อเป็นการสนับสนุนการลงทุนโดยภาคเอกชนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง โดยมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ให้บริการ

 

  คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF – 13.2 MB

รายงานประจำปี 2535

ประเทศมีความใฝ่ฝันได้เช่นเดียวกับบุคคล เป็นความปรารถนาโดยรวมของคนในประเทศ รายงานประจำปี 2536ซึ่งแสดงออกมาได้ในรูปต่างๆ เช่น นโยบายของรัฐบาล และแผนพัฒนาประเทศ ประเทศไทยมีความใฝ่ฝันเช่นเกียวกับอีกหลายประเทศที่จะมีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง และจริงจัง เพื่อให้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเป็นมรดกความรู้แก่ชนรุ่นหลังต่อไป แต่การที่จะทำให้ความใฝ่ฝันเป็นความจริงขึ้นมาได้ ต้องการการกระทำมากกว่าการวางนโยบายและแผน ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต้องการการสร้างระบบทั้งระบบทางเทคนิค ซึ่งรวมถึงห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์และวัสดุวิทยาศาสตร์ และ ระบบการจัดการ ซึ่งรวมทั้งการจัดการทางเทคนิค และการจัดการนำเอาผลงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ต้องการการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญและความสามารถสูง ซึ่งต้องใช้เวลานานในการสั่งสม และต้องการการลงทุนที่เพียงพอและต่อเนื่อง ทั้งจากภาครัฐบาลและภาคเอกชน

ประสบการณ์จากประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว และที่กำลังพัฒนาอย่างได้ผลบ่งชัดว่า ในการบรรลุจุดประสงค์ของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ต้องมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอ ซึ่งอาจวัดได้จากตัวบ่งชี้บางตัว เช่น ต้องมีบุคลากรวิจัยและพัฒนามากกว่า 10 คนต่อประชากร 10,000 คน ต้องมีการใช้จ่ายเพื่อการวิจัย และพัฒนาไม่น้อยกว่า 1% ของรายได้ประชาชาติ (ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้จ่าย 2-3% ของรายได้ประชาชาติ) เป็นต้น เหล่านี้เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน ซึ่งยังไม่เคยปรากฏข้อยกเว้น และหากประเทศไทยต้องการทำให้ความใฝ่ฝันเป็นจริง ก็คงจะต้องทำดังเงื่อนไขนี้ก่อน แต่เท่าที่ผ่านมาจนปัจจุบันนั้น ประเทศไทยมีบุคลากรวิจัย และพัฒนาเพียงไม่ถึง 2 คน ต่อประชากร 10,000 คน และงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยยังต่ำกว่า 0.3% ของรายได้ประชาชาติ นอกจากนี้ยังแทบไม่มีมาตรการที่จะกระตุ้นภาคเอกชนให้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันเลย ข้อมูลเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ล้าหลังที่สุด ในด้านการพัฒนาทางวิทยาสาตร์และเทคโนโลยี ทั้งที่ในด้านเศรษฐกิจ แล้วประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่ก้าวหน้า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานนัก เมื่อปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันคือค่าแรงที่ถูก และทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์หมดไป ประเทศไทยก็จะเข้าถึงจุดอับความใฝ่ฝันทั้งสิ้นมอดมลายลง

การจัดตั้งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในปีที่ผ่านมานี้ เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยที่จะทำให้เกิดการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยรัฐเป็นผู้นำทั้งในการจัดตั้งระบบและการลงทุน การวางนโยบายและการดำเนินการใช้หลักการอาศัยความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐบาลและภาคเอกชน และใช้ระบบการทำงานและการจ้างงานที่ไม่เป็นราชการ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการที่จะพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างได้ผล และให้มีความดึงดูดบุคลากรที่หาได้ยากยิ่งให้สามารถเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างมีจำนวนมากเพียงพอที่จะส่งให้เกิดผลจากการพัฒนาได้อย่างจริงจัง

สวทช. มีบทบาทเป็นทั้งผู้สนับสนุนและผู้ดำเนินการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี งานด้านการสนับสนุนประกอบด้วยการให้ทุนอุดหนุน การจัดหาข้อมูล และการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ แก่หน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อให้พัฒนาและนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาที่มีความสำคัญสูงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และการสร้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะในสาขาที่มีความขาดแคลนสูง โดยให้ทุนการศึกษาทั้งภายในและต่างประเทศ งานด้านที่ดำเนินการเองประกอบด้วยการวิจัยและพัฒนา การให้บริการทางเทคนิคการให้บริการปรึกษาอุตสาหกรรม และการจัดการฝึกอบรม เป็นต้น สำนักงานฯ ดำเนินงานเหล่านี้ได้บ้างแล้วในช่วงต้นนี้ แม้ยังต้องรอการสร้างอาคารวิจัยในอนาคตโดยอาศัยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ อันประกอบกันเป็นเครือข่ายร่วมกับสำนักงานฯ สวทช. ให้ความสำคัญสูงกับภาคเอกชน และได้สร้างความร่วมมือแบบไตรภาคี (ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และ สวทช. เอง) ซึ่งนอกจากกจะประกอบด้วยโครงการร่วมกันแล้ว ยังจะมีโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมในรูปของอุทยานวิจัย และพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจะสร้างขึ้นที่รังสิตโดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย ในบริเวณเชื่อมต่อระหว่างสถาบันทั้งสองนี้ อุทยานนี้จะมีหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและเทคโนโลยีให้บริษัทเอกชนเช่ามีห้องปฏิบัติการ และโรงงานทดลอง เพื่อให้บริษัทเอกชนสามารถร่วมงานได้อย่างจริงจังกับ สวทช. และมหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่าย พัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ตลาดอันเป็นจุดหมายได้

รายงานประจำปีนี้เป็นรายงานแรก นับแต่ได้มีการจัดตั้ง สวทช. ตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2534 งานต่างๆ แม้ได้เริ่มทำไปบ้างแล้วยังต้องดำเนินไปอีกมากกว่าจะบรรลุจุดประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ได้ ซึ่งเมื่อเป็นดังนั้นแล้วก็จะนับได้ว่ามีส่วนช่วยให้ความใฝ่ฝันของประเทศ ที่จะมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF – 13.6 MB

รายงานผลการดำเนินงานของ สวทช. ประจำปีงบประมาณ 2563 ไตรมาส 2

รายงานผลการดำเนินงานของ สวทช. ไตรมาส 2

รายงานผลการดำเนินงานของ สวทช. ประจำปีงบประมาณ 2563 ไตรมาส 1

รายงานผลการดำเนินงานของ สวทช. ไตรมาส 1

รายงานผลการดำเนินงานของ สวทช. ประจำปีงบประมาณ 2562 ไตรมาส 4

รายงานผลการดำเนินงานของ สวทช. ไตรมาส 4

รายงานผลการดำเนินงานของ สวทช. ประจำปีงบประมาณ 2562 ไตรมาส 3

รายงานผลการดำเนินงานของ สวทช. ไตรมาส 3

รายงานผลการดำเนินงานของ สวทช. ประจำปีงบประมาณ 2562 ไตรมาส 2

รายงานผลการดำเนินงานของ สวทช. ไตรมาส 2