สวทช. ดำเนินงานภายใต้แผนกลยุทธ์ สวทช. ฉบับที่ 5 (ปี 2555-2559) 
ซึ่งได้รับอนุมัติจาคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2554 และได้รับความเห็นชอบการทบทวนแผนกลยุทธ์ดังกล่าวจาก กวทช. ในการประชุมครั้งที่ 3/2556 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2556 โดยสาระสำคัญของแผนกลยุทธ์ฉบับนี้ คือ การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคเกษตรกรรม และการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น จนเกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่มองเห็นและรับรู้ได้ชัดเจน นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการการวิจัยและนวัตกรรม และยกระดับความสามารถขององค์กรทั้งด้านบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างผลงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุผลตามแผนกลยุทธ์ฯ สวทช. กำหนดให้มีแผนงาน (โปรแกรม) ใน 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ คลัสเตอร์เกษตรและอาหาร คลัสเตอร์สุขภาพและการแพทย์ คลัสเตอร์พลังงานและสิ่งแวดล้อม คลัสเตอร์ทรัพยากรชุมชนชนบทและผู้ด้อยโอกาส คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิตและบริการ รวมทั้งแผนงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญที่สามารถประยุกต์ใช้ได้หลายคลัสเตอร์ (Cross Cutting Technology) และแผนงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฐานที่สำคัญในอนาคต (Platform Technology) นอกจากนี้ ยังมีแผนงานตามพันธกิจอื่นๆ อีก 9 แผนงาน ซึ่งดำเนินการโดยศูนย์แห่งชาติ 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และมีศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (ทีเอ็มซี) ทำงานร่วมกับนักวิจัย หน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน โดยใช้ Balanced Scorecard (BSC) เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมาย
ในปีงบประมาณ 2556 สวทช. มีผลการดำเนินงานที่สำคัญโดยสรุป ดังนี้
- การดำเนินงานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถถ่ายทอดผลงานวิจัยและพัฒนาสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งเชิงพาณิชย์และสาธารณประโยชน์ จำนวน 156 ผลงาน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา/ปรับปรุงกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตัวอย่างผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ รถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่พลังงานแสงอาทิตย์, ซอฟต์แวร์สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, ระบบและวิธีการวิเคราะห์ข้อความแสดงความคิดเห็นโดยอัตโนมัติ, ซิลิโคนเจลเพื่อการรักษาแผลเป็นจากไฟไหม้น้ำร้อนลวก, เทคโนโลยีการตรวจทางพันธุกรรมเพื่อป้องกันการแพ้ยาชนิดรุนแรง, กระบวนการผลิตเชื้อรา Beauveria bassiana BCC2660 ที่ได้มาตรฐานสู่ชุมชน และนาฬิกาเวลาตรง ทั้งนี้ มีสถานประกอบการและชุมชนที่นำผลงานวิจัยและพัฒนาด้าน ว และ ท ไปใช้ประโยชน์ จำนวน 176 แห่ง นอกจากนี้ สวทช. ได้ยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญา 332 คำขอ แบ่งเป็น คำขอสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ความลับทางการค้า การคุ้มครองพันธุ์พืช และผังภูมิวงจรรวม จำนวน 203, 97, 12, 14 และ 6 คำขอ ตามลำดับ
- การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและเอก ผ่าน “โครงการทุนสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Thailand Graduate Institute of Science and Technology: TGIST)” จำนวน 38 ทุน ผ่าน “โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อการวิจัยและพัฒนาสำหรับภาคอุตสาหกรรม (NU-IRC)” จำนวน 11 ทุน และผ่าน “โครงการทุนสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศไทยและสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (TAIST Tokyo Tech)” จำนวน 72 ทุน ให้การฝึกอบรมบุคลากรในภาคการผลิตและบริการจำนวน 16,755 คน นอกจากนี้ ยังได้จัดค่ายวิทยาศาสต์สำหรับเด็กและเยาวชนจำนวน 3,602 คน เพื่อส่งเสริมเยาวชนให้เกิดความสนใจด้านวิทยาศาสตร์
- การสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ประชาชนทั่วไป ได้จัดทำรายการโทรทัศน์ 4 รายการ เพื่อให้สังคมไทยมีความตื่นตัว และให้ความสนใจแสวงหาความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรายการเทคโนโลยีทำเงิน มีผู้ชมเฉลี่ย 0.74 ล้านคนต่อตอน รายการฉลาดล้ำกับงานวิจัยไทยมีจำนวนผู้ชมเฉลี่ย 0.82 ล้านคนต่อตอน
- การสนับสนุน SMEs ในการนำ ว และ ท มาพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (Industrial Technology Assistant Program: iTAP) โดยอยู่ระหว่างดำเนินการสนับสนุน 324 ราย เป็นรายใหม่ 410 ราย
- การสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยี มีการให้บริการเช่าพื้นที่แก่บริษัทเอกชน จำนวน 125 ราย คิดเป็นพื้นที่ 19,578.61 ตารางเมตร และให้การรับรองโครงการวิจัยของภาคเอกชนเพื่อประโยชน์ทางภาษี 374 โครงการ มูลค่าโครงการที่ได้รับการรับรองรวม 1,416.85 ล้านบาท นอกจากนี้ สวทช. ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 ซึ่งดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2557 เป็นต้นไป
- การให้บริการวิเคราะห์ ทดสอบ และสอบเทียบ จำนวน 43,030 รายการ และให้บริการสารสนเทศองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา จำนวน 95,000 ครั้ง
- การให้บริการพื้นที่เช่าและบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี ในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์รวมทั้งสิ้น 125 ราย
ผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ (1) มูลค่าการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในภาคการผลิตภาคบริการ และภาคเกษตรกรรม จำนวน 7,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.70 เท่าของการลงทุน ปี 2554 (2) มูลค่าผลกระทบต่อเศรฐกิจและสังคมของประเทศที่เกิดจากการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เท่ากับ 3.94 เท่าของค่าใช้จ่าย คิดเป็นมูลค่า 16,400 ล้านบาท (3) สัดส่วนบทความวารสารนานาชาติต่อบุคลากรวิจัย คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 32.9 บทความต่อบุคลากรวิจัย 100 คน (จำนวนบทความที่มีการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติตามรายชื่อ Science Citation Index Expanded (SCIE) 401 ฉบับต่อบุคลากรวิจัย 1,217 คน) (4) สัดส่วนทรัพย์สินทางปัญญาต่อบุคลากรวิจัย คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 27.3 คำขอต่อบุคลากรวิจัย 100 คน (จำนวนทรัพย์สินทางปัญญา 332 คำขอต่อบุคลากรวิจัย 1,217 คน) และ (5) การบริการวิเคราะห์ทดสอบ สอบเทียบ และบริการข้อมูลทาง ว และ ท รวม 138,030 รายการ
ผลการใช้จ่ายงบประมาณรวมแล้วทั้งสิ้น 4,747.75 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 90.43 ของแผนรายจ่ายประจำปี 2556 ที่ได้รับอนุมัติจาก กวทช. มีรายได้จากการดำเนินงานทั้งหมด 1,383.81 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 119.29 ของแผนรายได้ประจำปี 2556 (1,160 ล้านบาท)
ภาพรวมผลการดำเนินงานของ สวทช. ปีงบประมาณ 2556 พบว่า ผลการดำเนินงานส่วนใหญ่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ยกเว้น ผลการดำเนินงานด้านบทความตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติของ สวทช. ต่อบุคลากรวิจัย 100 คน ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจำนวนบทความตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติของ สวทช. ปีงบประมาณ 2556 (401 ฉบับ) พบว่า สูงขึ้นกว่าผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2555 (384 ฉบับ) และพบว่าจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติที่มี Impact Factor มากกว่าสอง มีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2556 (บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติที่มี Impact Factor มากกว่าสอง ในปีงบประมาณ 2554, 2555 และ 2556 มีจำนวน 200, 201 และ 219 ตามลำดับ) แสดงให้เห็นว่า สวทช. มุ่งเน้นการผลิตบทความตีพิมพ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น
คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสารฉบับสมบูรณ์
– 18.1 MB


ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2554 สาระสำคัญ ของแผนกลยุทธ์ฉบับนี้ คือ มุ่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ว และ ท) ในภาคการผลิตภาคบริการ และภาคเกษตรกรรม และการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น จนเกิดเป็นผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่มองเห็นและรับรู้ได้ชัดเจน นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการการวิจัยและนวัตกรรม และยกระดับความสามารถขององค์กร ทั้งด้านการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างผลงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ในการวิจัยและพัฒนา โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรเป็นสำคัญ พร้อมกับมุ่งสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมจากการวิจัยและพัฒนา สวทช. ใช้ Balanced Scorecard เป็นเครื่องมือบริหารระดับองค์กรไปสู่เป้าหมาย และได้กำหนด 3 กลยุทธ์หลักที่ใช้เร่งผลักดันให้ สวทช. ก้าวไปสู่ความ สำเร็จพร้อมทั้งส่งมอบผลงานวิจัยและพัฒนาที่สามารถใช้ประโยชน์และสร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ได้แก่
สวทช. เป็นองค์กรหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศ โดยการผลักดันและเสริมสร้างความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยให้เข้มแข็งและมีศักยภาพ ผ่านการทำงานของศูนย์แห่งชาติทั้ง 4 ได้แก่ ไบโอเทค เอ็มเทค เนคเทค และนาโนเทค อีกทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานวิจัยอื่นๆ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดงานวิจัยและพัฒนา ตลอดจนนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อภาคการผลิตอย่างแท้จริง อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและยกระดับขีดความสามารถให้กับประเทศ
ในปี 2549 สวทช. ได้ริเริ่มระบบการบริหารจัดการการวิจัยพัฒนาภายใต้นโยบายคลัสเตอร์ ที่เรียกว่า Strategic Planning Alliance (SPA) ซึ่งมุ่งทำวิจัยและพัฒนาคลัสเตอร์เป้าหมาย 7 คลัสเตอร์ ของประเทศเป็นหลัก สำหรับปี 2551 แม้ สวทช. ยังคงแบ่งกลุ่มโปรแกรมเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ A, B, C, และ D แต่ได้เพิ่มคลัสเตอร์เป้าหมายในการดำเนินงานเป็น 8 คลัสเตอร์ และได้ปรับปรุงคุณสมบัติในแต่ละกลุ่มให้ชัดเจนขึ้น
ที่เรียกว่า Strategic Planning Alliance (SPA) ซึ่งมุ่งทำวิจัยและพัฒนาคลัสเตอร์เป้าหมายของประเทศเป็นหลัก และสอดรับกับแผนงาน Fast Forward ที่มุ่งเน้นเร่งสร้างสรรค์นวัตกรรมในประเทศโดย สวทช. และจากความร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งในปี 2551 สวทช. ได้เพิ่มคลัสเตอร์เป้าหมายในการดำเนินงานเป็น 8 คลัสเตอร์ นอกจากนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินงาน สวทช. ได้นำ Balanced scorecard (BSC) มาเป็นเครื่องมือในการนำแผนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติและสร้างความสมดุลในการบริหารจัดการองค์กร โดยได้กำหนด 9 เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ใน 5 มุมมอง และได้กำหนดตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์ (Key Strategic Indicators, KS) 9 ตัวชี้วัด เพื่อวัดความสำเร็จในการดำเนินการ ในปีงบประมาณ 2551 สวทช. ดำเนินโครงการวิจัย พัฒนา ออกแบบและวิศวกรรม จำนวนทั้งสิ้น 1,550 โครงการ โดยมีมูลค่ารวมของโครงการวิจัยทุกประเภททั้งสิ้น 3,410.86 ล้านบาท
และดำเนินงานตามแนว 7 คลัสเตอร์หลัก โดยสอดรับกับแผนงาน Fast Forward ที่มุ่งเน้นเร่งสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ในประเทศ ทั้งที่สร้างสรรค์โดย สวทช. เอง และจากความร่วมมือกับพันธมิตร นอกจากนี้ในปี 2550 สวทช. ได้นำ Balanced Scorecard (BSC) มาเป็นเครื่องมือบริหารในการนำแผนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ (Strategy-to-Action) ซึ่งช่วยให้เกิดการความสมดุลในการบริหารจัดการองค์กร การดำเนินงานส่วนใหญ่สามารถบรรลุค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ส่วน หนึ่งเป็นเพราะเป็นปีแรกของการกำหนดตัวชี้วัดระดับองค์กรด้วยหลัก การ BSC การตั้งเป้าหมายได้จากการอ้างอิงผลการดำเนินการในปีที่ผ่านมา ตามแผนการดำเนินงานปีงบประมาณ 2550 สวทช. ได้รับอนุมัติแผน รายจ่ายประจำปีจาก กวทช. เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 4,497.57 ล้านบาท แบ่งเป็น
บริหารจัดการงานวิจัย พัฒนาออกแบบและวิศวกรรม โดยมุ่งเน้นที่เทคโนโลยีเฉพาะทางใน 4 สาขา ได้แก่ สาขาพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ สาขานาโนเทคโนโลยีเพื่อให้ สวทช. สามารถตอบสนองนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ในปี 2549 จึงปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการงานวิจัยพัฒนา ออกแบบและวิศวกรรม จากการมุ่งเน้นที่เทคโนโลยีเฉพาะทางทั้ง 4 เป็น เน้นการวิจัยเพื่อตอบสนองคลัสเตอร์แห่งชาติทั้ง 7 ได้แก่อาหารและการเกษตร การแพทย์และสาธารณสุข ยานยนต์และการขนส่ง ซอฟต์แวร์ ไมโครชิปและอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สิ่งทอและเคมีภัณฑ์ ชุมชนชนทบและผู้ด้วยโอกาส

ได้ทุ่มเททรัพยากรบุคคลภายใต้เครือข่าย สวทช. กว่า 1,600 คน ด้วยงบประมาณกว่า 2,600 ล้านบาท ขับเคลื่อนพันธกิจทั้ง 4 ด้านขององค์กร เกิดเป็นผลงาน 9 ด้าน หลักผ่านการดำเนินงานของศูนย์แห่งชาติทั้งสี่ ตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติงานของเป็นรูปธรรมดังนี้
