อว. โดย สวทช. จับมือญี่ปุ่น ลุยเฟส 5 ปั้นนวัตกร ‘AI – การแพทย์’ รับอุตสาหกรรม วช. หนุนงบต่อเนื่อง 5 ปี ดึงจุฬาฯ ร่วมทัพสร้างหัวกะทิ ป้อนตลาดเทคโนโลยีโลก

(วันที่ 24 เมษายน 2569) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ. ปทุมธานี: สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียว Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น และพันธมิตร จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ TAIST–Science Tokyo ระยะที่ 5 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. และ Mr. Hiroki Akasaka เลขานุการเอกประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวแสดงความยินดีในความสำเร็จของโครงการ และ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ TAIST–Science Tokyo ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ สถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียว Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย 6 แห่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT, TU) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU) มหาวิทยาลัยมหิดล (MU) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU) โดยมีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศในระยะยาว


ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “โครงการ TAIST–Science Tokyo ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2549 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สวทช. ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo Institute of Technology: Tokyo Tech) ชื่อเดิม ปัจจุบันได้ควบรวมกับมหาวิทยาลัยการแพทย์และทันตกรรมแห่งโตเกียว (Tokyo Medical and Dental University: TMDU) และเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียว Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา โครงการดำเนินงานมาแล้ว 4 ระยะ และประสบความสำเร็จในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโทคุณภาพสูงกว่า 600 ท่าน โดยตั้งแต่ระยะที่ 4 เป็นต้นมาโครงการได้รับการสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่องจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำหรับการดำเนินงานในระยะที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) ในปีนี้ โครงการได้ขยายความร่วมมือด้วยการเปิดหลักสูตรใหม่ วิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ (Biomedical Engineering and AI) เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก และได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรใหม่ คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจะเข้าร่วมในหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์และระบบขนส่งขั้นสูง อันจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความหลากหลายของเครือข่ายความร่วมมือ และนับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า “กระทรวง อว. มีความเชื่อมั่นว่า การดำเนินงานโครงการ TAIST–Science Tokyo ในระยะที่ 5 นี้
เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากระยะที่ผ่านมา และเป็นการขยายผลไปสู่สาขาวิชาใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการศึกษาและการวิจัยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
ผ่านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานนวัตกรรมของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”

ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ผ่านการทำวิจัยร่วมที่ประยุกต์ใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม และขยายขอบเขตไปยังสาขาแห่งอนาคตอย่างวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ (Biomedical Engineering and AI) เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสอดรับกับกระแสเทคโนโลยีโลกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการ TAIST–Science Tokyo เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มาตั้งแต่ระยะที่ 4 จนเข้าสู่ระยะที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรที่มีทักษะสูงในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการและนวัตกรรม ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ”

ดร.ยุพิน เลิศบุรุษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า “พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือโครงการ TAIST–Science Tokyo Implementation Agreement ระยะที่ 5 ในวันนี้ จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรม จะส่งผลเชิงบวกต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของนักวิจัยและนักศึกษาไทย แต่ยังเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดีเลิศ (Best Practices) จากประเทศญี่ปุ่นและพันธมิตรอื่น ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่มีคุณค่าต่อสังคม เศรษฐกิจและประเทศชาติ สำหรับการดำเนินงานในอนาคต วช. ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนโครงการที่สร้างมูลค่าทางนวัตกรรมและขับเคลื่อนงานวิจัยประยุกต์ที่ตอบสนองความต้องการของประเทศ ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง วิศวกรรมการแพทย์และชีวการแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ และสาขาอื่น ๆ ที่มีศักยภาพสูง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนบนเวทีโลก”

ศ.ดร.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยอธิการบดี กล่าวว่า “ในนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรใหม่ล่าสุดในโครงการ TAIST-Science Tokyo ระยะที่ 5 นี้ ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ทั้งในด้านการจัดการศึกษาหลักสูตรนานาชาติ และการสร้างเครือข่ายงานวิจัยร่วมกันในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เพื่อสร้างบุคลากรทักษะสูงที่เป็นรากฐานสำคัญ และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป”
การลงนามความร่วมมือ TAIST–Science Tokyo ระยะที่ 5 ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียว Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT, TU) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU) มหาวิทยาลัยมหิดล (MU) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU) เพื่อต่อยอดความสำเร็จของโครงการ TAIST–Science Tokyo ในการยกระดับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานความรู้ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |














