หน้าแรก สวทช. ร่วมกับพันธมิตร จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรโครงการ TAIST – Science Tokyo ประจำปี 2569

สวทช. ร่วมกับพันธมิตร จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรโครงการ TAIST – Science Tokyo ประจำปี 2569

25 ส.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

(21 สิงหาคม 2569) ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารศูนย์ประชุม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมขั้นสูง โครงการ TAIST-Science Tokyo ประจำปีการศึกษา 2569 (TAIST – Science Tokyo Graduation Ceremony 2026)

พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา โดยเน้นย้ำว่า ความสำเร็จของโครงการ TAIST – Science Tokyo เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ สวทช. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) Institute of Science Tokyo และมหาวิทยาลัยพันธมิตรในประเทศไทย ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวขอบคุณ วช. ที่ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาและมีบทบาทสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ ทั้งนี้ ได้ฝากความหวังให้ผู้สำเร็จการศึกษานำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและประเทศต่อไป

พร้อมด้วย Prof. Dr.Hidetoshi Sekiguchi Executive Vice President for Education and SERE Program Director, Institute of Science Tokyo กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นของนักศึกษาที่สามารถก้าวผ่านความท้าทายจากการเรียนและการทำวิจัยจนสำเร็จการศึกษา โดยมองว่าประสบการณ์ตลอดช่วงเวลาของการศึกษา ทั้งการทำงานอย่างหนัก การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น และมิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมรุ่น ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่นักศึกษาจะสามารถนำไปต่อยอดในอนาคต นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้สำเร็จการศึกษาพิจารณาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก เพื่อร่วมสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมทั้งก้าวไปสู่การเป็น “ตัวเร่งนวัตกรรม” ที่สามารถสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและโลก และหวังว่าจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้สำเร็จการศึกษาในเส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต

 นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) วช. กล่าวให้โอวาทและร่วมแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา โดยกล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่าเป็นผลจากความตั้งใจและความพยายามของนักศึกษาตลอดระยะเวลาของการศึกษา ซึ่งนอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจของตัวนักศึกษาและครอบครัวแล้ว ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของสถาบันการศึกษาที่มีส่วนสนับสนุนการพัฒนานักศึกษาให้เติบโตทางวิชาการ พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทของ วช. ในการสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนากำลังคนที่มีความรู้และทักษะขั้นสูงด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในอนาคต

ภายในงานได้รับเกียรติจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ได้แก่ Mr. Mochizuki Toshiharu เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนอธิการบดีและผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยพันธมิตร ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชชา ประสิทธิ์มีบุญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ภานุวัฒน์วนิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.ทวิช พูลเงิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) รองศาสตราจารย์ ดร.ชไมภัค ไม้กลัด รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรดล ศิริธร หัวหน้ากลุ่มสาขาวิศวกรรมระบบราง มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึง ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ สิงหถนัดกิจ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเข้าร่วมเป็นพันธมิตรใหม่ของโครงการในปีการศึกษา 2569

นอกจากนี้ ดร. พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการ TAIST–Science Tokyo พร้อมด้วยผู้บริหารหลักสูตรทั้ง 4 หลักสูตร ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา การินทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตร A2TE และ อาจารย์ ดร. พัชรวัฒน์ เจริญอมรกิตติ์ ผู้อำนวยการร่วมหลักสูตร A2TE รองศาสตราจารย์ ดร.วารี กงประเวชนนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตร AIoT รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ โอภาประกาสิต ผู้อำนวยการหลักสูตร SERE และรองศาสตราจารย์ ดร.ปวีนา ประไพนัยนา ผู้อำนวยการร่วมหลักสูตร SERE  รวมถึง ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.อัจฉรา พิเชฐ และ ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.อภิชน ไวท์ยางกูร ผู้อำนวยการร่วมหลักสูตร BIOMED&AI (หลักสูตรใหม่ที่เริ่มดำเนินการในปี 2569) ได้ร่วมแสดงความยินดีและส่งมอบคำอวยพรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในโอกาสสำคัญของการก้าวสู่เส้นทางการทำงานและการศึกษาต่อในอนาคต

ในปีการศึกษา 2569 มีผู้สำเร็จการศึกษาจากโครงการ TAIST – Science Tokyo รวมทั้งสิ้น 39 คน แบ่งเป็น 3 หลักสูตร ได้แก่

  1. หลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต ยานยนต์และการขนส่งขั้นสูง (Automotive and Advanced Transportation Engineering: A2TE Program) จำนวน 12 คน
  2. หลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต สาขาปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Artificial Intelligence and Internet of Things: AIoT Program) จำนวน 16 คน
  3. หลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต สาขาพลังงานและทรัพยากรอย่างยั่งยืน (Sustainable Energy and Resources Engineering: SERE Program) จำนวน 11 คน

โดยบัณฑิตทั้ง 3 หลักสูตรได้รับใบประกาศนียบัตรจากหลักสูตรประกาศนียบัตรระบบขนส่งทางราง (Rail Transport Program: RT Program) จำนวน 5 คน

 โอกาสนี้ นายณยศ ศิริสูตร ตัวแทนผู้สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตร A2TE ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานผู้สนับสนุนทุนการศึกษา มหาวิทยาลัยพันธมิตร คณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนสนับสนุนตลอดระยะเวลาการศึกษา พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และความรู้สึกในโอกาสสำเร็จการศึกษา

โครงการ TAIST – Science Tokyo เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ Institute of Science Tokyo ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยเครือข่ายในประเทศไทย 6 แห่ง และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการพัฒนากำลังคนระดับบัณฑิตศึกษาผ่านหลักสูตรนานาชาติด้านวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้และทักษะสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยโครงการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551

สำหรับปีการศึกษา 2569 โครงการได้ขยายความร่วมมือไปสู่หลักสูตร วิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ (Biomedical Engineering and Artificial Intelligence: BIOMED & AI) โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเตรียมกำลังคนรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพในอนาคต พร้อมมุ่งหวังให้ผู้สำเร็จการศึกษานำองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมนานาชาติไปต่อยอดสู่การวิจัย การสร้างนวัตกรรม และการแก้ไขโจทย์ที่ท้าทาย ตลอดจนสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและประเทศในระดับสากล

แชร์หน้านี้: