หน้าแรก สวทช. แสดงวิสัยทัศน์เวทีสุดยอดผู้นำวิจัยโลก ณ นครเกียวโต ชูโมเดล ‘Compute – Data – Human’ ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับคลื่น AI Transformation พร้อมเยือนสตาร์ทอัปเซมิคอนดักเตอร์ ม.เกียวโต ศึกษาความร่วมมือเทคโนโลยีขั้นสูง Gallium Oxide ปูทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Siam Silica”

สวทช. แสดงวิสัยทัศน์เวทีสุดยอดผู้นำวิจัยโลก ณ นครเกียวโต ชูโมเดล ‘Compute – Data – Human’ ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับคลื่น AI Transformation พร้อมเยือนสตาร์ทอัปเซมิคอนดักเตอร์ ม.เกียวโต ศึกษาความร่วมมือเทคโนโลยีขั้นสูง Gallium Oxide ปูทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Siam Silica”

3 ต.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ภาพ คณะผู้บริหาร เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสถาบันวิจัยระดับโลก ครั้งที่ 15 (The 15th Global Summit of Research Institute Leaders) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเกียวโต
เกียวโต, ประเทศญี่ปุ่น (3 ตุลาคม 2569) – ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสถาบันวิจัยระดับโลก ครั้งที่ 15 (The 15th Global Summit of Research Institute Leaders) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเกียวโต (Kyoto International Conference Center: ICC Kyoto) นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับผู้นำองค์กรวิจัยและเทคโนโลยีชั้นนำจาก 33 ประเทศทั่วโลก ภายใต้หัวข้อหลักว่าด้วย “ความซื่อตรงและความเปิดกว้างของปัญญาประดิษฐ์เพื่องานวิทยาศาสตร์” (Integrity and Openness in AI)
ภาพ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.
ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในระหว่างการประชุมช่วง Resources for AI for Science ถึงความท้าทายและการปรับตัวของวงการวิจัยในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างผลกระทบต่อทุกภาคส่วน โดยสะท้อนบทเรียนจากภาคธุรกิจว่า องค์กรที่ไม่เร่งปรับตัวสู่การเปลี่ยนผ่านด้วย AI (AI Transformation) ย่อมเผชิญกับความเสี่ยงจนถึงขั้นต้องปิดตัวลง ซึ่งวงการวิจัยและวิทยาศาสตร์เองก็จำเป็นต้องเร่งวางรากฐานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้เช่นเดียวกัน โดยเสนอแนวทางขับเคลื่อนการวิจัยยุคใหม่ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญเพื่อรองรับ AI Transformation ได้แก่ (1) Computational (ระบบและโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล) สำหรับการจัดเตรียมทรัพยากรด้านการคำนวณขั้นสูง ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่พร้อมรองรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI (2) Data (ระบบข้อมูลคุณภาพสูง) การบริหารจัดการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เฉพาะทางที่มีความแม่นยำ ได้มาตรฐาน และมีความพร้อมสำหรับการพัฒนาและฝึกสอนโมเดล AI (AI-ready Data) และ (3) Researcher (บุคลากรวิจัย) ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างนักวิจัยที่เข้าใจ “สองภาษา” ควบคู่กัน ทั้งภาษาของเทคโนโลยี AI และความรู้เชิงลึกในศาสตร์ของตนเอง เพื่อให้สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการสร้างผลงานวิจัยได้อย่างแท้จริง
ภาพ การประชุมสุดยอดผู้นำสถาบันวิจัยระดับโลก ครั้งที่ 15 (The 15th Global Summit of Research Institute Leaders) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเกียวโต
เวทีประชุมดังกล่าวยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นการส่งเสริมวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) การกำกับดูแลด้านจริยธรรม และการสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อให้การใช้ AI ในงานวิจัยมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมโลก และที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบร่วมกันใน แถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ซึ่งตระหนักว่า AI กำลังเขียนระบบปฏิบัติการพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ขึ้นมาใหม่ (Rewriting the fundamental operating system of science) ที่ประชุมจึงเน้นย้ำถึงการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรประมวลผล การปกป้องอธิปไตยของข้อมูลควบคู่กับความเปิดกว้างของโมเดล (Data Sovereignty & Openness of Models) ตลอดจนการคงบทบาทของมนุษย์เพื่อไม่ให้ AI บั่นทอน “ความสุขและศิลปะแห่งการค้นพบ” (Joy and Art of Discovery) โดยมุ่งเน้นแนวทางที่มนุษย์ใช้ AI เป็นเครื่องมือยกระดับวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่มั่นคงของสังคมมนุษยชาติ
 
“เวทีระดับโลกครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มความเร็ว แต่กำลังปฏิวัติวิธีคิดและการทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สวทช. มุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกหลักในการวางรากฐานทั้งระบบคำนวณ ข้อมูล และการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ของไทยให้มีทักษะสองภาษา เพื่อให้วิทยาศาสตร์ไทยก้าวทันสากล รักษาความถูกต้องตามหลักจริยธรรม และสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศและประชาคมโลก” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวสรุป
 
ในโอกาสเดียวกันนี้ คณะผู้บริหาร สวทช. ได้เข้าร่วมกิจกรรมคู่ขนาน “Building a Healthy Longevity Society through AI and Innovation” ในช่วงการประชุม STS Forum 2026 ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย Prof. Hiroshi Komiyama ประธานกรรมการอำนวยการของ Science and Technology in Society forum (STS forum) และผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการประยุกต์ใช้ AI วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการแพทย์แม่นยำ ในการส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เครือข่าย Young Leaders Alumni ถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความร่วมมือกับนักวิจัยรุ่นใหม่จากนานาประเทศ
 
นอกจากนั้น คณะผู้บริหาร สวทช. นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้เข้าเยี่ยมและหารือความร่วมมือทางวิชาการและเทคโนโลยีร่วมกับ FLOSFIA Inc. บริษัทสตาร์ทอัปผู้พัฒนาเทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำชั้นนำ ซึ่งแยกตัวมาจากมหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto University) โดยการหารือได้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ในยุคถัดไป (Next-Generation Semiconductor) ที่ใช้วัสดุ แกลเลียมออกไซด์ ซึ่งจัดเป็นวัสดุกลุ่มที่มีจุดเด่นด้านการทนแรงดันไฟฟ้าสูง สูญเสียพลังงานต่ำ และประหยัดพลังงานได้มากกว่าซิลิกอน (Si) และซิลิกอนคาร์ไบด์ (SiC) ในอุปกรณ์แปลงพลังงานไฟฟ้า โดยทางบริษัทได้นำเสนอนวัตกรรมกระบวนการเคลือบฟิล์มเฉพาะทาง Mist Technology ช่วยลดต้นทุนการผลิตและประหยัดพลังงานในกระบวนการผลิตได้อย่างมหาศาล พร้อมทั้งประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุปกรณ์ Diode และ MOSFET ทั้งชนิด P-type และ N-type บนเวเฟอร์ขนาด 4 นิ้ว ซึ่งมุ่งเป้าการประยุกต์ใช้งานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV/HEV), ศูนย์ข้อมูลและเซิร์ฟเวอร์ AI (AI Data Centers) ตลอดจนระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Siam Silica” เพื่อสร้างบทบาทและความพร้อมของประเทศในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก โดย สวทช. มีศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ที่มีความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ Cleanroom รวมถึงบุคลากรวิจัยที่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบและผลิตไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซนเซอร์ MEMS มาอย่างยาวนาน การหารือร่วมกันครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายขีดความสามารถการวิจัยและพัฒนาของไทยไปสู่วัสดุและอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์กำลังยุคใหม่ โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนารมณ์ในการสานต่อความสัมพันธ์และประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ร่วมกันในอนาคต
แชร์หน้านี้: