หน้าแรก ‘AgriNEXT’ ผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ

‘AgriNEXT’ ผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ

24 ก.พ. 2569
0
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น

ภาพกราฟิกประกอบบทความ เรื่อง ‘AgriNEXT’ ผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ

 

‘พืชผักและสมุนไพร’ เป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงในตลาดโลก โดยการค้าปลีกผลิตภัณฑ์สมุนไพรในตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าค้าปลีกสินค้าสมุนไพรสูงเป็นอันดับ 8 ของโลกและอันดับ 1 ของอาเซียน โดยในปี 2567 ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรโตขึ้นถึง 63,000 ล้านบาท หากแต่ว่าเมื่อเทียบมูลค่าการนำเข้าและส่งออกเฉพาะสารสกัดสมุนไพรในช่วงปี 2562-2566 กลับพบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการนำเข้ามากกว่าส่งออกถึง 10 เท่า

ด้านพืชผักไทยในตลาดโลก พบว่า ประเทศไทยผลิตและส่งออกพืชผักปริมาณมากไปยังหลายประเทศ โดยในปี 2540 มีมูลค่าการส่งออกราว 9,300 ล้านบาท แต่ในปี 2565 กลับมีมูลค่าการส่งออกลดลงมากกว่า 50% โดยเหลือเพียง 3,795 ล้านบาทเท่านั้น ขณะเดียวกันหากเทียบมูลค่าการนำเข้าและส่งออกพืชผักในช่วงปี 2562-2566 พบว่า มีมูลค่าการนำเข้ามากกว่าการส่งออกถึง 7 เท่า

 

ภาพ ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์
ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์

 

ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ หัวน้าทีมวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า หากพิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกพืชผักสมุนไพรจะพบว่ายังมีโอกาสที่ประเทศไทยจะช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดได้อยู่มาก โดยภาพรวม 5 ปี ไทยนำเข้าสารสกัดสมุนไพรถึง 22,782 ล้านบาท แต่มีการส่งออกเพียง 1,938 ล้านบาท ดังนั้นเป็นช่องว่างการตลาดที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตสารสกัดสมุนไพรเพื่อลดการนำเข้าหรือส่งออก ด้านการส่งออกพืชผักที่พบว่ามีมูลค่าลดลงอย่างมาก ซึ่งอุปสรรคสำคัญคือการตรวจพบสารเคมีตกค้าง จุลินทรีย์ปนเปื้อน การขาดแรงงานภาคการเกษตร รวมถึงความรู้และเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพิ่มผลผลิต

“การทำเกษตรแบบดั้งเดิม ที่ต้องเผชิญข้อจำกัด ทั้งต้นทุน แรงงาน โรคระบาด และสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การหันมาทำ ‘เกษตรแม่นยำ’ โดยใช้ ‘เทคโนโลยีสมัยใหม่’ คือทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผักสมุนไพรให้มีมูลค่าสูง อีกทั้งยังเป็นโอกาสทางธุรกิจในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดโลกที่มีมูลค่านับล้านล้านบาท !

 

ภาพนักวิจัยดูพืชผักในโรงงานผลิตพืช
ภาพประกอบจาก Shutterstock

 

ด้วยเหตุนี้ สวทช. จึงเร่งดำเนิน ‘โครงการการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ’ มุ่งวิจัยพัฒนาและสร้างแพลตฟอร์มบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่จากศูนย์วิจัยแห่งชาติที่พร้อมถ่ายทอด ให้บริการและคำปรึกษาแบบ one stop service เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยปลูกพืชผักสมุนไพรแบบแม่นยำที่ให้สารสำคัญสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก

 

ปลายทางยั่งยืนได้ ‘พันธุ์พืชต้องดี’ เทคโนโลยีเสริมแกร่งต้นน้ำ

          ‘แพลตฟอร์มเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ’ เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีที่มุ่งส่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมพืชผักและสมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำถึงกลางน้ำ เพื่อปูทางให้ปลายน้ำเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็ง

 

ภาพนักวิจัยในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อสร้างต้นพันธุ์ปลอดโรค

 

ดร.ประเดิมกล่าวว่า การทำเกษตรแม่นยำ อันดับแรกต้องมี ‘พันธุ์พืชที่ดี โดย สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีการพัฒนาและทดสอบสายพันธุ์พืชผักสมุนไพร ซึ่งมีทั้ง ‘การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ’ เพื่อสร้าง ‘ต้นพันธุ์ปลอดโรค’ เนื่องจากพืชบางชนิดติดเชื้อโรคมาตั้งแต่เกิด เช่น พืชตระกูลขมิ้น ขิง ไพล จะมีเชื้อโรคเน่า เวลานำแง่งไปปลูกต่อก็จะนำเชื้อไปแพร่ทันที ฉะนั้นผลผลิตจะตกต่ำตั้งแต่เริ่มปลูก นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีชุดตรวจโรค และการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศโลกเพื่อให้ทราบถึงปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม

“สำหรับเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลต์ คือ Greenhouse Phenomic หรือเทคโนโลยีการประเมินสรีรวิทยาและรูปลักษณ์ขั้นสูงของพืช ในโรงเรือนจะมีกล้องขนาดใหญ่สำหรับถ่ายภาพพืชได้ทั้งต้น ตั้งแต่ส่วนเหนือดิน รากและหัวใต้ดินของพืช โดยไม่ทำลายต้น ข้อมูลที่ได้จะบอกถึงการเจริญเติบโต เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ขนาดพื้นที่ใบ รวมทั้งยังสามารถบอกปริมาณสารสำคัญ ธาตุอาหาร ซึ่งข้อมูลทางด้านสรีรวิทยาและชีววิทยาเหล่านี้จะช่วยในการคัดเลือกพันธุ์พืชที่มีศักยภาพ เช่น ให้ผลผลิตสูง สารสำคัญสูง ธาตุอาหารสูง หรือทนต่อสภาพแวดล้อมที่จำกัด นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้ยังถูกส่งต่อให้ AI เรียนรู้ เพื่อออกแบบกระบวนการเพาะปลูกที่ได้สารสำคัญตามที่ต้องการ”

 

ภาพดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ ในโรงเรือนขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1
ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ ในโรงเรือนขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1

 

สวทช. ยังมี ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่ครบครันสำหรับการพัฒนาพันธุ์พืช เช่น ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งดำเนินการศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านสรีรวิทยาและพันธุกรรมของพืช เพื่อจัดทำ ‘คลังข้อมูล’ สำหรับวิจัย ‘การขยายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์พืช’ รวมทั้งยังมี ‘เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์หรือต้นพันธุ์’ ที่มีประสิทธิภาพ สำหรับใช้เพาะปลูก

“ที่ผ่านมาทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์พืชสมุนไพรหลายชนิด เช่น ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1, กระชายดำพันธุ์ LE2 และ NA3, บัวบกพันธุ์ไบโอบก 143 และไบโอบก 296, ขมิ้นชันสายพันธุ์ ST และ URT รวมถึงกะเพราพันธุ์เขียวไบโอเทค 1 และ เขียวไบโอเทค 2 ทั้งนี้ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 มีการนำไปปลูกทั้งในโรงเรือนและแปลงเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครพนม ศรีสะเกษ และระยอง เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลในพื้นที่ใช้ผลิตเป็น ‘ยาสมุนไพร’ สำหรับแจกจ่ายให้ประชาชน”

 

ภาพต้นฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1
ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1

 

พัฒนาวิธี ‘การปลูกที่แม่นยำ’ สร้างพืชผักสมุนไพรมูลค่าสูง

เมื่อมีพันธุ์พืชที่ดีแล้ว ถัดมาคือการพัฒนาเทคโนโลยีการพัฒนาระบบการผลิตพืชที่มีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำสูง โดยเน้นในระดับโรงเรือน เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) และโรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse)

ดร.ประเดิมกล่าวว่า Smart Greenhouse เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมการปลูกได้ระดับหนึ่ง เช่น การควบคุมอุณหภูมิ แรงลม แต่ไม่สมบูรณ์เท่ากับ Plant Factory ซึ่งเป็นการปลูกพืชแนวตั้งในระบบปิดที่ควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ช่วงคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุต่าง ๆ รวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

 

ภาพ Smart Greenhouse
Smart Greenhouse (ภาพประกอบจาก Shutterstock)

 

“สวทช. ศึกษาทั้งตัวโครงสร้างและเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ระบบที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้มาตรฐาน และคุ้มค่ากับการลงทุน ขณะเดียวกันยังได้วิจัยพัฒนาองค์ความรู้ถึงพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับการผลิตใน Smart Greenhouse และ Plant Factory รวมถึงวิธีการปลูกและปัจจัยสภาพแวดล้อมที่พืชแต่ละชนิดต้องการในแต่ละช่วงของการเติบโต เพื่อให้ได้พืชผักสมุนไพรแบบพรีเมียมที่ปลอดภัยและมูลค่าสูง”

ทั้งนี้มีผู้ประกอบการสนใจเข้ารับบริการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น Easy Veggie นำระบบการผลิตมะเขือเทศใน Plant Factory ไปขยายผลทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

 

ภาพมะเขือเทศในโรงเรือน
ภาพประกอบจาก Shutterstock

 

ดร.ประเดิมกล่าวว่า Easy Veggie เป็นผู้ประกอบการที่ปลูกผักเคลหรือคะน้าใบหยิกใน Plant Factory อยู่แล้ว แต่สนใจขยายตลาดการผลิตมะเขือเทศรับประทานสด จึงได้ร่วมวิจัยกับ สวทช. เพื่อคัดเลือกพันธุ์มะเขือเทศและวิธีการปลูกที่ได้ผลผลิตมะเขือเทศปริมาณสูง มีรสชาติหวานกรอบ และมีกลิ่นหอมที่สุด โดยปัจจุบันนอกจากผู้ประกอบการจะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ปลูกมะเขือเทศเพื่อจำหน่ายในประเทศแล้ว ยังได้ขยายผลเทคโนโลยีไปสู่ธุรกิจให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบผลิตมะเขือเทศใน Plant Factory แก่ผู้ประกอบการกลุ่มประเทศอาหรับในแถบตะวันออกกลาง

 

ภาพ Plant Factory ไบโอเทค สวทช.
Plant Factory ไบโอเทค สวทช.

 

“ประโยชน์อีกด้านหนึ่งของ Plant Factory คือ ‘การคัดเลือกพันธุ์พืช’ ตามลักษณะที่ต้องการ เช่น มีการนำต้นบัวบกจากพื้นที่เดียวกันมาปลูก ปรากฏว่าได้ผลผลิตสูงต่ำไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการปลอมปนของพันธุ์พืช ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้บริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์สนใจใช้ Plant Factory ในการคัดเลือกพันธุ์ นอกจากนี้ยังใช้คัดเลือกพันธุ์พืชที่ทนในสภาพแวดล้อมจำกัด เช่น ทนร้อน ทนเค็ม โดยกำหนดสภาพแวดล้อมขึ้นมา”

เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ “ยกระดับเกษตรกรไทย” เพิ่มรายได้ แข่งขันเวทีโลก

การใช้เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะจะช่วยให้เกษตรกรมีทั้ง ‘ต้นพันธุ์ที่ดี’ ในการเพาะปลูก และมี ‘ระบบการผลิตที่ควบคุมปัจจัยแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ’ ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี มีสารสำคัญสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้สำเร็จ

 

ภาพ Plant Factory ไบโอเทค สวทช.
Plant Factory ไบโอเทค สวทช.

 

ดร.ประเดิม กล่าวว่า ทุกวันนี้เกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีอายุมากขึ้น ไม่สามารถทำเกษตรโดยใช้แรงงานได้อีกต่อไป ต้องใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาช่วย ขณะเดียวกันก็อยากผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรแบบอัจฉริยะ เพราะจะทำให้สามารถควบคุมผลผลิตให้มีปริมาณสารสำคัญสม่ำเสมอ ลดปัญหาโรค แมลง และการปนเปื้อนโลหะหนัก ทั้งยังลดช่วยต้นทุน การใช้สารเคมี แรงงาน และทรัพยากรที่ไม่จำเป็น ที่สำคัญยังวางแผนการผลิตได้แม่นยำตลอดทั้งปี ไม่ขึ้นกับฤดูกาล สามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม มีมาตรฐาน เป็นการเกษตรที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดโลก

 

ภาพ ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ บรรยายเรื่อง การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1

 

“สวทช. ไม่ได้เน้นเพียงการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ แต่พร้อมให้บริการแบบ one stop service โดยช่วยให้คำปรึกษา แนะนำ เป็นพี่เลี้ยงในการออกแบบและสร้างโรงเรือน รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ที่สำคัญยังสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระบบการผลิตพืชในโรงเรือนทั้งในและนอกประเทศ” ดร.ประเดิม กล่าวทิ้งท้าย

ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนการเกษตรแบบเก่าให้ทันสมัย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยให้ก้าวไกลและแข่งขันได้ในระดับสากล


เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ และ วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock

แชร์หน้านี้: