จัดยิ่งใหญ่ “SME ต้องรอด 2026” สวทช. – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกพันธมิตร เสริมแกร่งธุรกิจนวัตกรรมไทย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. และผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. นำผู้ประกอบการ 11 ราย ภายใต้การสนับสนุนจากฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (Business Innovation Division: BID) สวทช. เข้าร่วมงานสัมมนา “SME ต้องรอด 2026: Unlock New Possibilities” จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สวทช. และพันธมิตรภาครัฐและเอกชนรวม 22 หน่วยงาน มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงานในหัวข้อ “โอกาสและทางรอดของเศรษฐกิจ และ SME ไทย”

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันมี SME กว่า 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจไทยทั้งหมด แต่สัดส่วนมูลค่าการส่งออกของ SME ยังมีเพียง 14% สะท้อนโอกาสในการเติบโตอีกมาก หากได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี มาตรฐาน เงินทุน ตลาด และเครือข่ายธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยรัฐบาลมีนโยบายมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ SME ผ่านการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างตลาดและรายได้ เพิ่มมูลค่าสินค้าและเศรษฐกิจชุมชน พร้อมสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม อีกทั้งปัจจุบันมีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจและ SME พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการตลอดเส้นทางตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ Scale Up ไปจนถึงการสร้างพันธมิตรและการลงทุนในอาเซียน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับตัวตามแนวคิด “5 เปลี่ยน” เพื่อให้อยู่รอดและเติบโต ได้แก่ เปลี่ยนการแข่งขันด้านราคา เป็นการแข่งขันด้านคุณค่า , เปลี่ยนการขายสินค้า เป็นการสร้างแบรนด์และประสบการณ์ , เปลี่ยนการตัดสินใจด้วยประสบการณ์ เป็นการใช้ข้อมูลและ AI , เปลี่ยนการขายช่องทางเดียว เป็นการเชื่อมทุกช่องทาง และเปลี่ยนการทำคนเดียว เป็นการสร้างเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส และผลักดันจาก “SME ต้องรอด” สู่ “SME ไทยต้องโต” อย่างมั่นคงและทั่วถึง

สำหรับกิจกรรมภายในงาน “SME ต้องรอด 2026” สวทช. โดยฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (Business Innovation Division: BID) ถือเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมจัดงานดังกล่าว ได้นำผู้ประกอบการ 11 ราย ที่ผ่านกิจกรรมภายใต้การบ่มเพาะ การเร่งกระตุ้นการเติบโตธุรกิจ หรือมีการใช้ผลงานวิจัย สวทช. ไปขับเคลื่อนบริษัทฯ มาร่วมออกบูธแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม พร้อมร่วมกิจกรรม Pitching Stage ที่เปิดให้ผู้ประกอบการมานำเสนอโมเดลธุรกิจ และรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการทั้ง 11 ราย ประกอบด้วย บริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด , บริษัท เอไอไนน์ จำกัด , บริษัท เฮลท์ไซแอนซ์ อินโนเวชั่น จำกัด , บริษัท บี ไอ จี เนเชอรัล อินโนเทค จำกัด , บริษัท เมดไบโอซิน จำกัด , บริษัท เซนเซชั่น ซีเอส จำกัด , บริษัท คอสเม่เน็ต จำกัด , บริษัท ซีนเนอร์ยี่ เทคโนโลยี จำกัด , บริษัท โครโนไลฟ์ จำกัด , บริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด และ บริษัท ซินโนวิ จำกัด อีกทั้ง สวทช. ยังร่วมออกบูธนำเสนอบริการสำคัญของ สวทช. ในงานนี้ด้วย ความร่วมมือจัดงานในครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสที่สำคัญให้ผู้ประกอบการ SME ได้เผยแพร่ความสำเร็จในการก้าวข้ามสู่การเป็น SME มูลค่าสูงด้วยการนำผลงานวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมไปดำเนินธุรกิจ สร้างความสามารถในการแข่งขัน และนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. และผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. ยังร่วมกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “From Ideas to Impact: ปั้นธุรกิจให้เป็น เห็นโอกาสด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” กล่าวถึงบทบาทของ สวทช. ในการเป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้ง SME และ Startup ผ่านกลไกต่าง ๆ พร้อมเชื่อมโยงแหล่งทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ โดย สวทช. มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ และแพลตฟอร์มบริการเฉพาะทางรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น FoodSERP มีทีมสนับสนุนครบวงจรทั้งด้านการตลาด การจดสิทธิบัตร และการร่วมมือกับ อย. นอกจากนี้ยังเน้นระบบ “ส่งไม้ต่อ” ให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างรวดเร็ว เพื่อลดระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ตลาดจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.กอบกุล ยังเผยถึงการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต การแข่งขันด้วยความเร็วเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยความแม่นยำ และการมีอัตลักษณ์หรืออาวุธที่แตกต่างเฉพาะตัว พร้อมแนะผู้ประกอบการยึดแนวคิด “3 อย่า” คือ 1.อย่ารอความสมบูรณ์แบบจนเสียโอกาสในการเริ่มต้น 2.อย่ากลัว Red Ocean เพราะตลาดที่มีการแข่งขันสูงสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค และ 3.อย่าเดินคนเดียว ให้เน้นสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและความร่วมมือ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างมั่นคง
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
ทั้งนี้ “SME ต้องรอด 2026” มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเหมาะสม ยกระดับความรู้และความพร้อมด้านการเงิน พร้อมส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีกลยุทธ์และยั่งยืน ตลอดจนเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน นักลงทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน












