หน้าแรก กระทรวง อว. ผนึกกระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อน Digital Health และ AI ทางการแพทย์

กระทรวง อว. ผนึกกระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อน Digital Health และ AI ทางการแพทย์

17 ก.ย. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภาพถ่ายรูปหมู่บนเวที โดยผู้บริหารทั้ง 2 หน่วยงาน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นสักขีพยาน

ต่อยอด 3 นวัตกรรมจาก Medical AI Consortium ตรวจจับกระดูกสะโพกหัก คัดกรองมะเร็งตับ และคัดกรองความผิดปกติจากภาพเอกซเรย์ทรวงอก นำร่อง รพ.พระนั่งเกล้า และ รพ.พระปกเกล้า เพื่อทดสอบและประเมินผลก่อนขยายการใช้งานในรพ.อื่นต่อไป

(วันที่ 17 กันยายน 2569) ณ ห้องจูปิเตอร์ 5 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี:  ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงความร่วมมือด้าน Digital Health และปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ เชื่อมศักยภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเข้ากับระบบบริการสุขภาพ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่ได้มาตรฐานสู่การใช้ประโยชน์ ลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนาและการใช้งบประมาณ โดยเตรียมนำ 3 โครงการจากเครือข่าย Medical AI Consortium ไปทดสอบและประเมินผลในโรงพยาบาลนำร่อง ควบคู่กับการวิจัยร่วมด้าน AI เพื่อการรักษารากฟันและการตรวจมะเร็งปอด ภายในงานสัมมนา Thailand HPC & AI Infrastructure: Powering the Future โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจาก 2 กระทรวง พร้อมด้วยผู้แทนมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และหน่วยงานในเครือข่าย Medical AI Consortium เข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสุขภาพดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์สู่การใช้ประโยชน์ในระบบบริการสุขภาพของประเทศ

ภาพศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวบนเวทีถึงความร่วมมือในครั้งนี้

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า “ความร่วมมือมีกรอบระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุมการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การวิจัย พัฒนา และผลักดันเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์สู่การใช้งานจริง และการใช้ประโยชน์ เชื่อมโยง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลและบริการสุขภาพดิจิทัลมีความต่อเนื่อง พร้อมยกระดับข้อมูลสุขภาพให้มีมาตรฐานและรองรับการใช้ AI ภายใต้หลักธรรมาภิบาลข้อมูล”

โดยกระทรวง อว. จะนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัย โรงเรียนแพทย์ และสมาชิกเครือข่าย Medical AI Consortium เข้าสู่กระบวนการประเมิน รับรอง และขยายผล พร้อมสนับสนุนกลไกพัฒนาซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ในฐานะเครื่องมือแพทย์ (AI-SaMD) ห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ และเอกสารแม่แบบตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้พัฒนานำผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานได้อย่างเป็นระบบ

ภาพหมู่บนเวที

นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังจะสนับสนุนงานวิจัย การพัฒนากำลังคนด้าน AI ทรัพยากรประมวลผล GPU และระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (HPC) ตลอดจนเครือข่ายความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยประสานมหาวิทยาลัย โรงเรียนแพทย์ และสถาบันวิจัยเข้าร่วมดำเนินงาน รวมถึงผลักดันกลไกพิจารณาจริยธรรมการวิจัยที่เหมาะกับ Medical AI และพัฒนาความรู้ของกรรมการจริยธรรมการวิจัย ควบคู่กับการกำกับดูแลการใช้ข้อมูลสุขภาพตามวัตถุประสงค์และหลักธรรมาภิบาลข้อมูล

ภาพนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “กระทรวงสาธารณสุขจะเชื่อมโยงโจทย์จากระบบบริการ ข้อมูลสุขภาพ มาตรฐาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บุคลากร และเครือข่ายสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งานจริงและสามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนข้อมูลสุขภาพและระบบบริการระดับประเทศ กำหนดสถานพยาบาลสำหรับการวิจัย ทดสอบ และประเมินการใช้งานจริง รวมทั้งจัดลำดับความสำคัญของโจทย์ทางคลินิกและการบริหารจัดการ เพื่อเชื่อมความต้องการจากระบบบริการเข้าสู่กระบวนการวิจัยและพัฒนา”

พร้อมกันนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะสนับสนุนการเชื่อมโยงและนำผลงาน Digital Health และ AI ที่ผ่านกระบวนการประเมินและรับรองที่เกี่ยวข้อง ไปประยุกต์ใช้ผ่าน MOPH Digital Health Services และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขตามความเหมาะสม โดยกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อ เกณฑ์และรูปแบบการให้บริการ ตลอดจนแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมได้อย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และเหมาะสมกับบริบทของระบบบริการสุขภาพ

ภาพการเสวนาบนเวที

ทั้งนี้ ความร่วมมือด้านสุขภาพและการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน จะก่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

  1. ตรวจพบโรคได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม ตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  2. เปลี่ยนผ่านจากการมุ่งรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังความเสี่ยง และการป้องกันโรคอย่างเป็นระบบ
  3. ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจากองค์ความรู้และข้อมูลสุขภาพของประเทศไทยเอง

นายพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “กระทรวงสาธารณสุขจะร่วมกำหนดแนวทางและกลไกด้านจริยธรรมการวิจัย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ธรรมาภิบาลข้อมูล และความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้สามารถใช้งาน ประเมิน และกำกับดูแลเครื่องมือ AI และเทคโนโลยี Digital Health ได้อย่างเหมาะสม โดยทั้งสองกระทรวงจะสนับสนุนเชิงนโยบายและทรัพยากรตามความเหมาะสม”

ทั้งนี้ การผลักดันความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของคณะทำงานยกระดับทุนมนุษย์ด้านเทคโนโลยี กระทรวง อว. สำนักสุขภาพดิจิทัล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเครือข่าย Medical AI Consortium ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC หรือเนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักดิจิทัลการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยในเครือข่าย เพื่อเชื่อมโจทย์จากระบบบริการเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และเทคโนโลยี

ในระยะแรกจะต่อยอดผลงานจากเครือข่าย Medical AI Consortium ผ่าน 3 โครงการนำร่อง ได้แก่

  1. AI for Hip Fracture Detection ปัญญาประดิษฐ์ตรวจจับกระดูกสะโพกหักจากภาพเอกซเรย์ พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อช่วยแพทย์ตรวจหาตำแหน่งที่สงสัยว่ามีกระดูกสะโพกหัก
  2. LiverSound ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยคัดกรองมะเร็งตับด้วยอัลตราซาวด์ พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเนคเทค สวทช. เพื่อช่วยตรวจหาความผิดปกติจากภาพอัลตราซาวด์ตับ
  3. RAMAAI CXR Solution ระบบช่วยตรวจคัดกรองความผิดปกติจากภาพเอกซเรย์ทรวงอก พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสนับสนุนการอ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอกของบุคลากรทางการแพทย์

ภาพหมู่บนเวที ผู้ร่วมงานทั้งหมด

ทั้ง 3 โครงการมีแผนนำไปใช้ในเชิงวิจัยที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี และโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี เพื่อทดสอบและประเมินผลทางการแพทย์ก่อนขยายการใช้งาน โดยดำเนินการตามกระบวนการประเมินและรับรองที่เกี่ยวข้อง และเตรียมเชื่อมการให้บริการแบบจำลองที่ผ่านการรับรองเข้าสู่ MOPH Digital Health Services และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขตามความเหมาะสม เพื่อให้สถานพยาบาลเข้าถึงเครื่องมือร่วมกันได้

พร้อมกันนี้ ทั้ง 2 กระทรวงจะดำเนินการวิจัยร่วม โดยเริ่มจาก AI เพื่อการรักษารากฟันและ AI เพื่อการตรวจมะเร็งปอด เชื่อมความต้องการของบุคลากรในระบบบริการกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างเครื่องมือที่ตอบโจทย์การใช้งานทางการแพทย์ และนำผลการประเมินมาประกอบการพัฒนาและขยายผลต่อไปการดำเนินงานจะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล โดยกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขต และสิทธิการเข้าถึงข้อมูลให้ชัดเจน แยกการใช้ข้อมูลเพื่อบริการออกจากการวิจัย และให้การใช้ข้อมูลเพื่อการวิจัยผ่านการพิจารณาจริยธรรมและการอนุมัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ภาพบรรยากาศการเยี่ยมชมบูธของทั้ง 2 กระทรวง ภาพบรรยากาศการเยี่ยมชมบูธของทั้ง 2 กระทรวง
ภาพบรรยากาศการเยี่ยมชมบูธของทั้ง 2 กระทรวง ภาพบรรยากาศการเยี่ยมชมบูธของทั้ง 2 กระทรวง

ทั้ง 2 กระทรวงเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการร่วมและคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือ พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีที่ระบุงานระยะเร่งด่วน เพื่อให้การนำผลงานวิจัยไปใช้ในระบบบริการมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และให้ประชาชนเข้าถึงประโยชน์จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน

แชร์หน้านี้: