หน้าแรก สวทช. เปิดเส้นทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ พา 100 เยาวชน “เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ” จากห้อง Lab สู่พื้นที่ฝึกแพทย์จริง

สวทช. เปิดเส้นทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ พา 100 เยาวชน “เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ” จากห้อง Lab สู่พื้นที่ฝึกแพทย์จริง

11 ส.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

กลุ่มเยาวชนและวิทยากรถ่ายภาพร่วมกัน ณ ศูนย์ simulation center

ถ้าการค้นหาคำตอบว่า “เราเหมาะกับสายการแพทย์และสุขภาพหรือไม่” ไม่ได้เริ่มจากการฟังแนะแนวเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการได้ “ลองทำจริง” จะเป็นอย่างไร?

ฝึกเข้าเฝือกด้วยตนเอง ผ่าศึกษาหัวใจเพื่อทำความเข้าใจระบบไหลเวียนเลือด ทดลองซักประวัติและตรวจร่างกาย เรียนรู้โลกของจิตเวชและทันตแพทย์ ลงมือทำหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ก่อนก้าวเข้าสู่พื้นที่ฝึกนักศึกษาแพทย์ เรียนรู้กับหุ่นจำลองผู้ป่วยเสมือนจริง ฝึก CPR และสัมผัสการเรียนกายวิภาคผ่านอวัยวะจริงและเทคโนโลยี VR ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่เยาวชน 100 คนได้รับตลอด 2 วันของ “ค่ายฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการเปิดเส้นทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ (Health & Medical Science Pathway Camp)”

เยาวชนผู้เข้าร่วมค่าย สวทช. กำลังลงมือผ่าศึกษาโครงสร้างหัวใจในห้องปฏิบัติการ พิธีเปิดกิจกรรมค่ายฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการเปิดเส้นทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน จัดกิจกรรมดังกล่าวระหว่างวันที่ 25–26 กรกฎาคม 2569 สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3–6 จำนวน 100 คน ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. และ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

วิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ "เป็นหมอ ดียังไง" ให้แก่เยาวชนในค่าย สวทช. เยาวชนร่วมกิจกรรมฐานเรียนรู้ทักษะทันตแพทย์และสุขภาพในค่าย สวทช.

หัวใจสำคัญของค่ายครั้งนี้คือการเปลี่ยนคำว่า “สนใจสายการแพทย์” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสด้วยตนเอง” ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Hands-on Learning) ควบคู่กับการถ่ายทอดประสบการณ์จากบุคลากรในสายวิชาชีพ โดยตลอดกิจกรรมนักเรียนมีโอกาสเรียนรู้และแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดกับ แพทย์รวม 13 คน พร้อมด้วยทันตแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และรุ่นพี่สายการแพทย์และสุขภาพ เพื่อให้เยาวชนได้เห็นทั้ง “สิ่งที่ต้องเรียน” “สิ่งที่ต้องทำ” และ “ชีวิตจริงของคนในสายอาชีพ” ก่อนนำประสบการณ์กลับไปตอบคำถามสำคัญว่า เส้นทางนี้เหมาะกับตนเองหรือไม่

จาก “กระดูก” ถึง “หัวใจ” เปลี่ยนความรู้ในตำราให้จับต้องได้

อาจารย์แพทย์สาขาออร์โธปิดิกส์สาธิตขั้นตอนการเข้าเฝือกแขนแก่เยาวชน เยาวชนจับคู่ฝึกปฏิบัติการเข้าเฝือกแขนในกิจกรรม Bone Detective & Ortho Lab

หนึ่งในกิจกรรมเด่นคือ Bone Detective & Ortho Lab ถ่ายทอดโดย ร.ต.อ.หญิง พญ.อติพร เทอดโยธิน อาจารย์แพทย์สาขาเฉพาะทางโรคเมตตาบอลิซึมทางกระดูกและผู้สูงอายุ กลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตำรวจ และ NSTDA Alumni จากโครงการ JSTP และ Lindau

เยาวชนแสดงความภูมิใจหลังทดลองฝึกเข้าเฝือกแขนด้วยตนเองเสร็จสิ้น เยาวชนร่วมมือกันเตรียมอุปกรณ์และฝึกปฏิบัติการเข้าเฝือกในกิจกรรม Bone Detective & Ortho Lab

นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องกระดูกและหลักการดูแลการบาดเจ็บ พร้อมฝึก การเข้าเฝือก ด้วยตนเอง ทำให้เรื่องระบบกระดูกที่เคยพบผ่านภาพและแบบจำลองในห้องเรียนถูกเชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์ทางการแพทย์ และทำให้เห็นว่าเบื้องหลังทักษะทางคลินิกหนึ่ง ๆ ต้องอาศัยทั้งความรู้ทางกายวิภาค หลักการทางวิทยาศาสตร์ ความละเอียดแม่นยำ และความปลอดภัย

จากระบบกระดูก นักเรียนก้าวต่อไปสู่กิจกรรม Heart and Circulatory System เรียนรู้โครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ ตลอดจนความสัมพันธ์กับระบบไหลเวียนเลือดผ่าน การผ่าศึกษาหัวใจ (Heart Dissection)

อาจารย์แพทย์อธิบายโครงสร้างและกลไกการทำงานของลิ้นหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด เยาวชนสวมชุดกาวน์และถุงมือยางขณะลงมือผ่าศึกษาโครงสร้างหัวใจในห้องปฏิบัติการ

การได้สังเกตโครงสร้างของหัวใจด้วยตนเองทำให้สิ่งที่เคยเห็นในภาพหรือแบบจำลองกลายเป็นสิ่งที่สามารถสังเกต เปรียบเทียบ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงโครงสร้างกับหน้าที่ได้จริง เปลี่ยนการเรียนรู้จากการ “จำ” ไปสู่การ “เข้าใจ” ผ่านประสบการณ์ตรง

เยาวชนร่วมกันสังเกตและศึกษาโครงสร้างหัวใจอย่างใกล้ชิดในกิจกรรม Heart Dissection

Health & Medical Career Clinic — “ลองทำ” ก่อนตัดสินใจว่าอยากเป็นอะไร

เพราะการรู้จักอาชีพจากชื่อหรือภาพจำอาจยังไม่เพียงพอ ค่ายจึงเปิดพื้นที่ Health & Medical Career Clinic ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มหมุนเวียนเรียนรู้ผ่าน 4 ฐาน ได้แก่ “แพทย์ 101: ซักให้ชัด จัดให้ครบ” เรียนรู้พื้นฐานการซักประวัติผู้ป่วย “ดู คลำ เคาะ ฟัง” เรียนรู้พื้นฐานการตรวจร่างกาย “จิตแพทย์: เจาะใจ ฮีลใจ” เปิดมุมมองด้านสุขภาพจิตและงานจิตเวช และ “ทันตแพทย์: More Fun (ฟัน)” ทำความรู้จักโลกของทันตแพทยศาสตร์ โดยมีแพทย์ จิตแพทย์ และอาจารย์ทันตแพทย์ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อย่างใกล้ชิด

เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมฐานเรียนรู้ทันตแพทย์ ทดลองใช้โมเดลฟันและไหมขัดฟันใน Health & Medical Career Clinic เยาวชนทดลองใช้หูฟังตรวจแพทย์ (Stethoscope) ฝึกทักษะการตรวจร่างกายเบื้องต้น

สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้จากทั้ง 4 ฐานจึงไม่ได้มีเพียงทักษะเบื้องต้น แต่ยังทำให้เห็นธรรมชาติของวิชาชีพด้านสุขภาพว่า การดูแลผู้ป่วยต้องอาศัยมากกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทั้ง การสังเกต การตั้งคำถาม การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร ความละเอียดรอบคอบ และความเข้าใจมนุษย์

จาก “เสื้อกาวน์” สู่เรื่องจริงของคนบนเส้นทางสายสุขภาพ

อีกมิติสำคัญของค่ายคือการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้จากผู้ที่อยู่บนเส้นทางวิชาชีพจริง เริ่มจาก Inspirational Talk “ค้นหาตัวตนในเสื้อกาวน์ เส้นทางแพทย์ที่ไม่เหมือนใคร” โดย นพ.ภัทรพงศ์ สิงหวีระสมร (หมอโอม) ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองต่อการเลือกเส้นทางชีวิตและวิชาชีพแพทย์

บรรยากาศการซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างวิทยากรและเยาวชนอย่างเป็นกันเอง นพ.ภัทรพงศ์ สิงหวีระสมร บรรยายพิเศษ

ขณะเดียวกัน กิจกรรม “พบพี่ ๆ สายสุขภาพและการแพทย์” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนกับ NSTDA Alumni จากโครงการ Global Young Scientists Summit (GYSS) ซึ่งกำลังศึกษาในหลากหลายเส้นทาง ทั้งแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ วิศวกรรมชีวการแพทย์ และการจัดการธุรกิจสุขภาพ ทำให้นักเรียนได้เห็นว่าโลกของวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพไม่ได้มีเพียงเส้นทาง “เรียนแพทย์” เท่านั้น แต่ยังมีศาสตร์และวิชาชีพอีกหลากหลายที่สามารถเชื่อมโยงและต่อยอดไปสู่การทำงานด้านสุขภาพได้

ตัวแทนรุ่นพี่ NSTDA Alumni ร่วมเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์การศึกษาและการทำงานในสายสุขภาพ ตัวแทนรุ่นพี่ NSTDA Alumni ร่วมเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์การศึกษาและการทำงานในสายสุขภาพ

เมื่อ “การแพทย์” พบกับ “วิศวกรรมและหุ่นยนต์”

โลกการแพทย์ในอนาคตไม่ได้มีเพียงแพทย์และบุคลากรสุขภาพ ค่ายจึงพานักเรียนก้าวออกจากกรอบการเรียนรู้แบบเดิมผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ “หุ่นยนต์ทางการแพทย์” โดย อ.ดร.ปิติวุฒญ์ ธีรกิตติกุล และทีม จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ NSTDA Alumni จากโครงการ JSTP

เยาวชนร่วมกิจกรรมเชิงปฏิบัติการประกอบและบัดกรีอุปกรณ์หุ่นยนต์ทางการแพทย์ เยาวชนสวมใส่อุปกรณ์ต้นแบบเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการแพทย์สำหรับสวมใส่สู้มือ

กิจกรรมดังกล่าวเปิดให้นักเรียนเห็นการบูรณาการระหว่าง วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิศวกรรม และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ พร้อมมองเห็นเส้นทางการศึกษาและอาชีพใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานข้ามศาสตร์ ทำให้เยาวชนที่สนใจวิศวกรรมและเทคโนโลยีเห็นว่า ตนเองก็สามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตของการแพทย์และสุขภาพได้

จากห้อง Lab สู่ “พื้นที่ฝึกแพทย์จริง”

วันที่สองของค่าย ประสบการณ์การเรียนรู้ถูกยกระดับจากกิจกรรมในห้องปฏิบัติการไปสู่พื้นที่การศึกษาทางการแพทย์จริง ณ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ โดยได้รับการต้อนรับจาก อ.นพ.ธนัท โชติจำรุมณีวงศ์ อาจารย์แพทย์ สาขาวิสัญญีวิทยา ก่อนที่นักเรียนจะแบ่งกลุ่มหมุนเวียนเข้าสู่พื้นที่การเรียนรู้สำคัญ

เยาวชนตั้งใจฝึกปฏิบัติการใส่ท่อช่วยหายใจบนหุ่นจำลองผู้ป่วย

ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริงรามาธิบดี (Ramathibodi Academy for Simulation-based Medical Education: RASME) นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการฝึกทักษะทางคลินิกผ่าน หุ่นจำลองผู้ป่วยเสมือนจริงระดับสูง (High-fidelity Simulation) เรียนรู้การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) การทำงานเป็นทีมในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนมาตรฐานความปลอดภัยและจริยธรรมทางการแพทย์ ทำให้ได้เห็นว่า ก่อนที่บุคลากรทางการแพทย์จะดูแลผู้ป่วยจริง การฝึกฝนทักษะ การตัดสินใจ และการทำงานร่วมกันในทีมมีความสำคัญเพียงใด

กลุ่มเยาวชนใช้หูฟังตรวจแพทย์ (Stethoscope) ฝึกฟังเสียงหัวใจและปอดบนหุ่นจำลองทารก

อีกด้านหนึ่ง อาคารกายวิภาคทางคลินิก เปิดโลกของการเรียนกายวิภาคให้นักเรียนได้สัมผัส ทั้งการเรียนรู้เกี่ยวกับอาจารย์ใหญ่ การศึกษา Plastination จากอวัยวะจริง การใช้เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) เพื่อเรียนรู้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสำหรับนักศึกษาแพทย์ ก่อนสลับกลุ่มเพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับประสบการณ์ครบทั้งสองส่วน

เยาวชนสวมแว่น Virtual Reality (VR) เรียนรู้ระบบกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์แบบสามมิติ อาจารย์แพทย์บรรยายและสาธิตการเรียนรู้โครงสร้างกระดูกมนุษย์แก่นักเรียน

เพราะการเลือกอนาคต ควรเริ่มจากการได้รู้จักมันจริง ๆ

ตลอด 2 วันของ Health & Medical Science Pathway Camp เยาวชนทั้ง 100 คนไม่ได้กลับบ้านพร้อมเพียงความรู้เรื่องกระดูก หัวใจ การตรวจร่างกาย หรือหุ่นยนต์ แต่ยังได้เห็นภาพของโลกวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพที่กว้างขึ้น ได้พบกับผู้ที่กำลังเรียนและทำงานอยู่บนเส้นทางเหล่านั้น และที่สำคัญคือ ได้ทดลองด้วยตนเองว่า ตนเองสนใจอะไร ถนัดอะไร และอยากเดินต่อไปในทิศทางใด

เพราะการเปิดเส้นทางอาชีพที่มีความหมาย ไม่ใช่การบอกเยาวชนว่า “ควรเลือกอะไร” แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่มากพอให้เขาได้ค้นพบว่า “อะไรเหมาะกับตัวเอง” และสามารถตัดสินใจเลือกอนาคตบนความเข้าใจที่มากขึ้น

เยาวชนถือไมโครโฟนตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนมุมมองในกิจกรรมเสวนาอย่างกระตือรือร้น เยาวชนถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกันบริเวณฉากฉากหลังกิจกรรมค่าย

Health & Medical Science Pathway Camp จึงเชื่อมโยงตั้งแต่วิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาศาสตร์การแพทย์ วิชาชีพสุขภาพ ไปจนถึงวิศวกรรมและเทคโนโลยี ผ่านเส้นทางการเรียนรู้จาก “ห้อง Lab” สู่ “พื้นที่ฝึกแพทย์จริง” เพื่อเปิดโลก เปิดประสบการณ์ และเปิดทางเลือกให้เยาวชนมองเห็นว่า ในโลกวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพแห่งอนาคต ไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว และอาจมีเส้นทางที่เหมาะกับเขารอให้ค้นพบ

ภาพรวมคณะผู้จัดงาน วิทยากร และเยาวชนผู้เข้าร่วมค่ายถ่ายภาพร่วมกัน

เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพให้กับนักเรียนของคุณ

โรงเรียน สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานที่สนใจสร้างประสบการณ์ให้เยาวชนได้ “เรียนรู้จริง ลงมือจริง” ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ สามารถติดต่อ สวทช. เพื่อสอบถามรายละเอียดการจัด Health & Medical Science Pathway Camp หรือหารือการออกแบบกิจกรรมเชิงปฏิบัติการให้เหมาะสมกับช่วงวัย จำนวนผู้เรียน และเป้าหมายการเรียนรู้ของแต่ละหน่วยงาน โดยสามารถออกแบบกิจกรรมให้เชื่อมโยงทั้ง วิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ การสำรวจเส้นทางการศึกษาและอาชีพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติ และการแลกเปลี่ยนกับบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โทร. 02 564 7000 ต่อ 77206 หรือ อีเมล pankamon@nstda.or.th

Website: https://www.nstda.or.th/ssh/

แชร์หน้านี้: