นาโนเทค สวทช. ชูเทคโนโลยีขั้นสูง เชื่อมงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์และความร่วมมือไทย–เกาหลี ตอบเทรนด์ R&D อุตสาหกรรมยาและชีวภาพไทย

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมบรรยายในหัวข้อ “R&D Trends in Thailand’s Pharma & Bio Sector” ภายใต้การประชุม Korea-Thailand Pharmaceutical Forum จัดโดยสำนักงานพาณิชย์เกาหลี ประจำกรุงเทพฯ (KOTRA Bangkok) ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตยาและชีวเภสัชภัณฑ์แห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KPBMA) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยนำเสนอภาพทิศทางการวิจัยและพัฒนาด้านเภสัชภัณฑ์และชีวภาพของไทย ตลอดจนศักยภาพของระบบนิเวศวิจัยที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากสังคมสูงวัย การแพทย์แม่นยำ ชีววัตถุ การค้นพบและพัฒนายาด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Nanomedicine ส่งผลให้การพัฒนายาและการรักษามุ่งสู่ความจำเพาะต่อผู้ป่วย การใช้ข้อมูลทางชีวภาพ และเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น

ดร.ภญ.อุรชากล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่เอื้อต่อการยกระดับอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์และชีวภาพสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรทางการเกษตรที่สามารถต่อยอดเป็นสารออกฤทธิ์และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ระบบบริการสุขภาพและโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่มีความพร้อม รวมถึงระบบนิเวศด้านการวิจัยและพัฒนาที่ประกอบด้วยหน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งเชื่อมโยงการสร้างองค์ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่การทดสอบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์จริง โดยมี สวทช. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาควิจัยกับภาคอุตสาหกรรมและเป้าหมายการพัฒนาประเทศ
สำหรับ แนวโน้ม R&D ของประเทศไทย มีทิศทางสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ 1) Advanced Therapies & Biologics การพัฒนาชีววัตถุ วัคซีน Biosimilars และการรักษาขั้นสูง เช่น ATMP เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านสุขภาพและการผลิตภายในประเทศ 2) Precision Medicine & Omics การใช้ข้อมูลจีโนม Biomarkers และเทคโนโลยีโอมิกส์เพื่อสนับสนุนการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย 3) AI & Digital Health การประยุกต์ใช้ AI ในการค้นพบและพัฒนายา การแพทย์ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพ 4) RNA & Advanced Delivery การพัฒนา mRNA และระบบนำส่งขั้นสูง เช่น LNPs ไมโครนีดเดิล และนาโนแคริเออร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความจำเพาะของการนำส่งสารออกฤทธิ์ 5) Natural Products for Health & Wellness การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของไทยผ่านการค้นหาและพัฒนาสารออกฤทธิ์ การทำให้มีมาตรฐาน และนาโนเอนแคปซูเลชัน และ 6) Biomanufacturing & Translation การขยายขนาดการผลิต การพัฒนากระบวนการตามมาตรฐาน GMP, CMC และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การผลิตและการใช้ประโยชน์จริง ทั้งหมดสอดคล้องกับทิศทางกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ สวทช. ให้ความสำคัญ
ในส่วนของนาโนเทค สวทช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเพื่อรองรับทิศทางดังกล่าว โดยเฉพาะระบบนำส่งยาและนาโนเมดิซีน อาทิ เทคโนโลยี Lipid Nanoparticles (LNPs) สำหรับการนำส่ง mRNA วัคซีน และกรดนิวคลีอิก การเพิ่มชีวประสิทธิผลและควบคุมการปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ รวมถึงเทคโนโลยีไมโคร/นาโนนีดเดิลสำหรับการนำส่งผ่านผิวหนังและการวินิจฉัยแบบ minimally invasive ตลอดจนเซนเซอร์ชีวภาพและชุดตรวจแบบรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพัฒนาเทคโนโลยีการสกัดและทำให้บริสุทธิ์ เพื่อให้ได้สารออกฤทธิ์จากธรรมชาติที่ได้มาตรฐาน และเทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชัน สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ ความงาม และเวลเนส

พร้อมยกตัวอย่างการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ N-JOINT แพลตฟอร์มไมโครนีดเดิลสำหรับนำส่งยาผ่านผิวหนัง ซึ่งมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บริษัทสตาร์ทอัปและนำไปใช้ทางคลินิกในเครือข่ายโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล รวมถึงขยายการใช้งานในเครือข่าย BDMS และ DoPoom แผ่นไมโครนีดเดิลสำหรับทดสอบภูมิแพ้ที่มุ่งลดความเจ็บปวดและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย ขณะเดียวกันก็ริเริ่ม โครงการ SME QUP (Quality Upgrade Platform for Health SMEs) สนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่การประเมินความพร้อมของผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสูตรและใช้ประโยชน์เทคโนโลยีนาโน การประเมินความคงตัว คุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล ไปจนถึงการเตรียมข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาด
ดร.ภญ.อุรชากล่าวว่า การยกระดับอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์และชีวภาพจำเป็นต้องเชื่อมโยงการวิจัย เทคโนโลยี การผลิต และตลาด เข้าด้วยกัน โดยนาโนเทค สวทช. มุ่งทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงความเป็นเลิศด้านการวิจัยกับการใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สำหรับความร่วมมือไทย–เกาหลี มีโอกาสต่อยอดร่วมกันในด้าน LNPs ระบบนำส่งยาแบบจำเพาะ การพัฒนาสูตรยานาโนที่ใช้ AI การทดสอบทางคลินิก การขยายกำลังการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์และการผลิตระดับนำร่องตามมาตรฐาน GMP ตลอดจนการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและกลไกทุนวิจัยร่วม เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ และเสริมสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรมเภสัชภัณฑ์และสุขภาพของทั้งสองประเทศ








