KM Experiences in Government Agencies in Malaysia

ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่เริ่มดำเนินการจัดการความรู้ในปี ค.ศ. 1991 ซึ่งเกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศที่มองเห็นว่า ถ้ามีการจัดการความรู้จะทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติในการเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ  การเพิ่มผลผลิตให้กับประเทศ การลดช่องว่างของทรัพยากรในเรื่องคน เป็นต้น มาเลเซียวางรากฐานด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร การกำหนดแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ การกำหนดการทำเศรษฐกิจฐานความรู้

จากการดำเนินการจัดการความรู้ของมาเลเซีย พบว่า

  1. มาเลเซียเป็นสังคมที่มีความหลากหลาย (Diversity society) ของคนในประเทศ แตกต่างทั้งพื้นฐานทางสังคม วัฒนธรรมและความเชื่อ
  2. ลักษณะและขนบธรรมเนียม มีอิทธิพลต่อการปฏิสัมพันธ์ในองค์กร
  3. ต้องมีความเข้าใจในเรื่องความแตกต่างพื้นฐานทางวัฒนธรรมว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับคนในองค์กร
  4. ความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของแต่ละบุคคล และในทางกลับกันมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการจัดการความรู้
  5. การจัดการความรู้จะดำเนินไปด้วยดี ถ้าได้รับการสนับสนุนด้วยกลยุทธ์ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม
  6. สิ่งสำคัญประการหนึ่งของการจัดการความรู้ในองค์กร คือ การพัฒนากลยุทธ์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
  7. การเกี่ยวข้องกับพนักงานเป็นสิ่งที่ต้องทำ และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การจัดการความรู้ประสบผลสำเร็จ

ความล้มเหลวในการทำ KM

เก็บตกจากการฟังบรรยายของ Professor Hong Lee แห่ง Kwangwoon University ที่มาพูดให้ฟังเรื่อง KM of Public Organization in Korea ใน Study Meeitng of Knowledge Management in Public Sector ระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2553 ที่เมืองชุนชอน ประเทศเกาหลีใต้ นั้น  Prof. Lee พูดทิ้งท้ายหลังจากที่ได้ยกกรณีศึกษาการใช้ KM เข้ามาช่วยแก้ปัญหาทางด่วน (หาอ่านได้จาก KM กับการแก้ปัญหาทางด่วน) ว่า ปัจจัยที่ทำให้ล้มเหลวในการจัดการความรู้ เกิดจาก

  1. การดำเนินการที่ไม่มีการเชื่อมโยงสู่เป้าหมายทางยุทธศาตร์
  2. การดำเนินการที่เน้นที่ระบบจัดเก็บ ซึ่งเป็นเพียงเทคโนโลยีเท่านั้น
  3. การไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความผูกพันกับผู้บริหารระดับสูง
  4. การไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างทีม KM ที่เข้มแข็ง

KM Experiences in IE Singapore

IE Singapore หรือ International Enterprise Singapore มีสาขาอยู่หลายประเทศทั่วโลกด้วยการที่ต้องทำหน้าที่สนับสนุนให้มีการลงทุน ของต่างประเทศเพือให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ IE Singapore เองก็มีการจัดการความรู้ หรือ KM ด้วยเช่นกัน  ด้วยเหตุผล:

  • เห็นว่า KM จะเป็นตัวขับเคลื่อนในการพัฒนา IE
  • มีความต้องการในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการตลาดและอุตสาหกรรมใหม่
  • สารสนเทศทะลักทะลายในองค์กร  จากอินเทอร์เน็ต ฟอรัม การแสดงนิทรรศการสินค้า และสื่อต่างๆ
  • การลาออกของพนักงาน

IE Singapore นำ KM มาใช้ในองค์กร ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 และมีพัฒนาการเรื่อยมา ดังนี้

ค.ศ. 2003 ชี้ให้เห็นว่า KM เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของ IE
ค.ศ. 2005 มีการจัดตั้งคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมี CEO ของ IE เป็นประธาน
ค.ศ. 2006 มีการสร้างความตระหนักในเรื่อง KM และให้การศึกษาแก่พนักงานในการจัดการ “ความรู้”
ค.ศ. 2007 เริ่ม Information Management Blueprint Study
ค.ศ. 2008 มีอินทราเน็ต เป็นเว็บ 2.0
ค.ศ. 2009

 

มีระบบ e-mail filing system โดยบังคับให้พนักงานทุกคนเก็บ e-mail ไว้ในองค์กรจัดใส่เข้าโฟล์เดอร์ แบ่งเป็น Personal folder ซึ่งเมลจะถูกภายใน 90 วัน โดยที่คนอื่นๆ ไม่เห็น และ Company folder คนอื่นๆ สามารถอ่านได้ ซึ่งระบบ e-mail filing system นี้ เมลทุกฉบับ ไม่สามารถส่งออกได้ ถ้าไม่จัดเก็บก่อน ทั้งนี้ระบบจะกัน ไม่ให้มีการ forward Gov-email ไปที่ Freemail เช่น Yahoo เนื่องจากไม่ให้มีการใช้ Free mail ในสำนักงาน
มีการกระจายหรือแจกจ่ายความรู้
ค.ศ. 2010 มี Knowledge Center
มี Teams@IE Page เชื่อมระหว่างแต่ละ department ของ IE
มี Story Telling
มี Knowledge & Info. Audit

Best practices ของ IE

  • ทำให้เห็นว่า KM เป็นเรื่องธรรมดาในการทำงาน
  • จัดหาการเข้าถึงความรู้ที่มีความสัมพันธ์กัน
  • ได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้า จากบนลงล่าง
  • ทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมเปลี่ยนเกิดจาก KM
  • ทำให้เกิด KM กับกลุ่มโครงการเล็กๆ ก่อน
  • ติดตามความสามารถและวิเคราะห์ผลสำหรับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ก้าวต่อไปของ IE

ค.ศ. 2011 พัฒนา Knowledge Center ต่อ โดย re-define contribution
Transfer of Critical Knowledge
ในระบบอินทราเน็ต ปรับปรุง Taxonomy, IA และ Search
ค.ศ. 2012 มี Knowledge & Info. Audit

KM กับการแก้ปัญหาทางด่วน

การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management มักมีการตั้งเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มผลผลิต (Productivity) และการมีนวัตกรรม (Innovation) ที่ตอบสนองการดำเนินธุรกิจขององค์กร เช่นเดียวกับการจัดการความรู้ของบริษัท Korea Expressway Corporation (KEC) เพื่อประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก เมื่อได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าที่ไม่สะดวกในการใช้ทางด่วน ตั้งแต่เรื่องการหาที่จอดรถ เพื่อเดินลงไปซื้อบัตร การเข้าคิวเป็นเวลานาน และการเข้าถึงที่ลำบาก KEC เริ่มต้นด้วย

  1. การหาปัญหาของลูกค้า ซึ่งมาจากหลายแหล่ง เช่น การร้องเรียนเป็นรายบุคคล การร้องเรียนผ่านทางโทรศัพท์ การร้องเรียนบริเวณทางด่วน ผ่าน Call Center การแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ จากกลุ่มที่ปรึกษา และสื่อต่างๆ
  2. การแก้ปัญหาให้ลูกค้า โดยมีทีมชุมชนนักปฏิบัติ (CoP) เข้ามาร่วมพิจารณาหาทางปรับปรุงในแต่ละกระบวนการ
  3. การแก้ปัญหาโดยใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาแก้ปัญหาที่คนไม่สามารถแก้ปัญหาได้
  4. การร่วมกันแก้ปัญหาด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ วิธีการ กระบวนการ เทคนิคของชุมชนนักปฏิบัติ

เมื่อใช้กระบวนการข้างต้นทั้ง 4 เข้ามา ทำให้แก้ปัญหาการขายบัตรทางด่วนให้กับลูกค้า โดยสามารถลดเวลาซื้อบัตรจาก 4.5 นาที เหลือเพียง 1.40 นาที และสามารถเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ถึง 48 เปอร์เซ็นต์


ที่มา: Hong Lee. 2010. Knowledge Management of Public Organizations in Korea. Study Meeting on Knowledge Management in Public Sector, Korea.

KM in the Industrial Development Bureau, ROC

“The Application of Knowledge Share Management in the Industrial Development Bureau”


การสัมมนา “Study Meeting on Knowledge Management  in the Public Sector” ณ เมือง Chuncheon ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 2 – 5 พฤศจิกายน 2553  จัดโดย Asian Pacific Organization ผู้แทนของประเทศไต้หวัน ได้นำเสนอหัวข้อเรื่อง “The Application of Knowledge Share Management in the Industrial Development Bureau”

Mr. Jiunn-Shiow Lin (สังกัด Knowledge Services Division (KSD), Industrial Development Bureau, Ministry of Economic Affairs, ROC)  นำเสนอการจัดการความรู้ของ Industrial Development Bureau หรือ IDB  มีการจัดโครงสร้างองค์กรที่มีหน่วยงานที่ดำเนินการด้านจัดการความรู้โดย เฉพาะ คือ Knowledge Services Division  มีจำนวนพนักงานทั้งหมด 1,200 คน เริ่มดำเนินการจัดการความรู้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 โดยมีผู้บริหารเป็นผู้อนุมัติและเห็นด้วยกับพระราชบัญญัติการพัฒนาเศรษฐกิจ ความรู้ (Knowledge Economy Development Act) ในปี ค.ศ. 2001 มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่และมีการจัดตั้ง KSD ซึ่งมีพันธกิจในการพัฒนาบริการทางเทคนิคให้กับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการจัดการความรู้ในภาพเอกชนและภาคบริการ และเพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม

การจัดการความรู้ของ  IDB เกิดจากการต้องการเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพของภาคบริการ และเพื่อต้องการให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  ทั้งนี้ IDB ได้กำหนดสูตรในการนำให้เกิด KM ในองค์กรคือ  KM =  (P + K) s โดย P (People)  หมายถึง คน, K (Knowledge) หมายถึง  ความรู้, S (Share) หมายถึง การแบ่งปัน ในที่นี้ ยกกำลัง S ส่วนเครื่องหมาย + หมายถึง เทคโนโลยี (Technology) กล่าวคือ การจัดการความรู้ในองค์กรจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ มีคน มีความรู้ ผนวกกับการมีเทคโนโลยีหรือเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์กรเกิดขึ้น

การจัดการความรู้ ของ IDB มีการวัดผลของการนำความรู้ไปใช้ หลายประการ ที่น่าสนใจ ได้แก่ มีการทบทวนและให้รางวัลแก่หน่วยงานและพนักงานที่มีคะแนนสูงสุดในการส่ง เอกสาร นอกจากนี้ ยังมีการนับจำนวนการดาวน์โหลดเอกสาร ซึ่งทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของการใช้ความรู้ ทำให้ผลลัพธ์ของการทำ KM ใน IDB นั้น เกิด learning time ที่มีประสิทธิผลมากขึ้นจากเดิมที่พนักงานใหม่ 1 คนต้องมีการเรียนรู้ถึง 3 เดือนเป็นมาใช้เวลาเพียง 1 เดือน จำนวนของเอกสารที่สะสมในคลังมีมากกว่า 90,000 รายการ (ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2009)  จำนวนผู้ใช้ โดยเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 67.8% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดใน IDB และจำนวนการเข้าใช้เอกสารโดยเฉลี่ยเท่ากับ 68.8 ครั้งต่อวัน (ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2009)

ผลของการจัดการความรู้ของ IDB ทำให้เห็นว่า ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง การหาบุคคลที่เหมาะสมในการดำเนินการ กลยุทธ์ในการนำไปใช้และการให้ความสนับสนุนในการนำไปใช้ต้องให้เหมาะสมกับ วัฒนธรรมองค์กร โดยต้องคำนึงถึงผู้ใช้ และต้องอย่าคาดหวังว่าจะสมบูรณ์  แต่ต้องคิดว่า ต้องเริ่มที่จะทำ แม้ว่าจะได้รับความสำเร็จในระดับที่เรียกได้ว่ามีคนมาขอดูงานการจัดการความ รู้ก็ตาม IDB ก็หวังว่าจะมีการพัฒนาต่อไปและเชื่อมโยงไปถึงศักยภาพของพนักงานในการสนับ สนุนการเลื่อนตำแหน่ง

Web 2.0 กับการจัดการความรู้ในองค์กร

American Productivity and Quality Center หรือ APQC พบว่า นายจ้างต้องการหาระบบที่มีลักษณะและหน้าที่การทำงานเหมือนกับระบบเครือข่าย สังคมแบบภายนอกที่ใช้กันอยู่ทั่วไป เช่น Facebook หรือบริการอื่นๆ เช่น Linkedln ให้กับลูกจ้างได้ใช้กันภายในองค์กร  แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่อง  การใช้งานภายในมีเป็นจำนวนมาก ข้อจำกัดของโปรแกรมที่ให้ใช้ รวมทั้ง นโยบายของบริษัทไม่เอื้อต่อการให้เสรีกับลูกจ้างในการใช้เท่าใดนัก  APQC จึงเป็นผู้นำในกลุ่มภาคีในการประยุกต์ใช้โปรแกรมต่างๆ  โดยการเข้าเยี่ยมชมบริษัทชั้นนำที่มีการนำ Web 2.0 มาใช้ ได้แก่ บริษัท Accenture,  Hewlett-Packard,  Royal Dutch Shell plc., Sieman AG และ U.S Department of State ซึ่งสรุปได้ว่า Wiki, Blogs และ Social network อื่นๆ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความรู้กันมากที่สุด

Wiki

Wiki เป็นคำที่มาจากภาษาฮาวาย แปลว่า เร็วๆ เป็นความร่วมมือกันทางเว็บไซต์โดยใครก็ได้ ที่เข้าถึงบทความนั้นๆ สามารถปรับ แก้ไขข้อความ  ตัวอย่าง วิกิ ที่นิยมกันมากที่สุด ก็คือ วิกิพีเดีย (Wikipedia) เป็นสารานุกรมแบบเปิดทางออนไลน์ ที่ไม่ว่าใครๆ ก็สามารถเข้าไปใส่ข้อความ แก้ไข แสดงความคิดเห็น เพราะ Wiki เป็น platform ที่ถูกสร้างขึ้นมาที่มีอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการเข้าใช้น้อยมาก ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ วิกิจึงถูกนำมาใช้องค์กรต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรไม่หวังผลกำไร การศึกษา ฯลฯ ความสะดวกสบายในการนำวิกิมาใชัในองค์กร สามารถกำหนดระดับของการใช้ ว่าใครสามารถเข้าไปแก้ไข หรือแม้แต่ดูได้ ตัวอย่างเช่น  U.S. Department of State นำวิกิไปใช้ในการจัดการความรู้ระดับผู้นำของหน่วยงาน ซึ่งเรียกระบบนี้ว่า Diplopedia เป็นวิกิตัวแรกที่เกิดขึ้นในกระทรวง มีบทความประมาณ 1,900 บทความ โดยบรรณาธิกรที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 300 คน กลุ่มผู้ใช้จะต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะสามารถเข้าไปสร้างบทความใหม่ แก้ไข แต่ไม่ต้องได้รับตรวจสอบจากเจ้าของบทความก่อนที่จะมีการปรับแก้แต่อย่างใด

บล็อก (Blogs)

บล็อก เป็นเครื่องมือของเว็บ 2.0 ที่มีความเป็นส่วนตัว และเป็นเวทีที่มีการโต้ตอบ มีปฏิสัมพันธ์ และถูกนำมาใช้มากที่สุดในเชิงธุรกิจ ตัวเลขนี้แม้จะเก่าไปซักหน่อย แต่ก็จะเห็นแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้บล็อก จากใน ค.ศ. 1999 มีบล็อก เพียง 23 บล็อก และเกิดบล็อกตามมาอีกเป็นจำนวนมากกว่า 110 ล้านบล็อกในปี ค.ศ. 2007 และมีบล็อกเกิดขึ้นในแต่ละวันถึง 175,000 บล็อก

ความสามารถของบล็อกนี้เอง ทำให้พนักงานในองค์กรสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับคนอื่นๆ ได้จนบล็อกอาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ในที่สุด เป็นเครื่องมือทางเครือข่ายสังคมอย่างหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญก็สามารถที่จะแลก เปลี่ยนความรู้ และเป็นช่องทางในการติดต่อและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ บริษัท Hewlett Packard กระตุ้นให้พนักงานใช้บล็อกในเริ่องต่างๆ จากเครื่องพิมพ์จนไปถึงประเด็นของการใช้ Second Life (เป็นโลกเสมือนจริงที่สร้างขึ้นโดยผู้ใช้) ให้เป็นเครื่องมือทางการตลาด

เครือข่ายทางสังคม (Social network)

เครือข่ายทางสังคม หมายถึง ระบบที่อนุญาตให้สมาชิกเฉพาะกลุ่มเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะ พรสวรรค์ ความรู้ ความชอบ ความเชี่ยวชาญของคนอื่นๆ ในต่างที่กัน ตัวอย่างของเครื่องมือเครือข่ายทางสังคม ที่นิยมกันมาก ได้แก่ MySpace และ Facebook, Ryze และ Linkedln หน่วยงานบางแห่งใช้เครื่องมือเครือข่ายสังคมนี้ในการช่วยบ่งชี้คุณลักษณะของ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะด้าน บางแห่งมีการเพิ่มเติมการสื่อสารเข้าไประหว่างพนักงานด้วยกัน ทำให้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติการทำงาน ความสนใจของแต่ละบุคคลได้

เครือข่ายสังคมของบริษัท  Accenture คนของบริษัท เป็นตัวอย่างหนึ่งของการบ่งชี้คุณลักษณะและบอกตำแหน่งของคนที่ทำงานอยู่ด้วย กัน พนักงานแต่ละคน จัดการ workspace ของแต่ละคนเอง โดยจะต้องสร้างหน้าที่เป็นบทบาทหรือหน้าที่การทำงานของตัวเองลงใน portal มีข้อมูลการติดต่อ เช่น อีเมล เบอร์โทรศัพท์ สถานที่ติดต่อ คำอธิบายถึงภารงาน ประสบการณ์ ข้อมูลการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานที่ผ่านมา และโครงการที่รับผิดชอบอยู่ในปัจจุบัน

ในหลายๆ องค์กร เห็นความสำคัญของการรวมกันระหว่างเครือข่ายทางสังคมและกระบวนการในการบ่งหา ผู้เชี่ยวชาญ จึงมีการนำระบบ Expertise Locator Systems หรือ ELS มาบูรณาการความสัมพันธ์ระหว่าง คน กระบวนการ และเทคโนโลยี ดังนี้

  • เชื่อมคนกับคน
  • เชื่อมโยงคนกับข้อมูลบุคคล
  • บ่งชี้คุณลักษณะของคนกับความเชี่ยวชาญและเชื่อมโยงไปถึงโจทย์ หรือปัญหาหรือคำถาม
  • บ่งชี้ความสามารถหรือศักยภาพของพนักงานเพื่อให้เหมาะสมกับโครงการที่มอบหมาย
  • ช่วยพัฒนาทางอาชีพ
  • สนับสนุนทีมทำงานและชุมชนนักปฏิบัติ

ความสามารถในการเชื่อมหาคนได้ ย่อมจะเป็นวิธีการที่ทำให้ก่อเกิดความรู้หรือสะสมความรู้มากขึ้น

Social tagging และ Social bookmarking เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการจัดการความรู้ ถูกออกแบบเพื่อให้สนับสนุนการติดต่อสื่อสารที่ขยายออกไปในวงกว้างทั่วทั้ง องค์กร เพื่อให้ความรู้นั้นมีโอกาสที่จะถูกถ่ายทอดได้มากขึ้น

Social bookmarking เป็นช่องทางที่มีความนิยมสูงในการบอกตำแหน่ง จัดหมวดหมู่ จัดอันดับ และแลกเปลี่ยนเนื้อหาที่มีคุณภาพ ผ่านการเชื่อมโยงทรัพยากรที่โปรดปราน (หรือชื่นชอบจนต้องเก็บเอาไว้เพื่อใช้งานภายหลัง) และเว็บไซต์  ในบางองค์กร Bookmark เหล่านี้สามารถชี้ไปหาแฟ้มข้อมูลที่เปิดโอกาสให้ดึงข้อมูลไปใช้งานได้

มีเหตุผลหลายประการ ถึงการที่องค์กรยกระดับจากเนื้อหาไปยังความสัมพันธ์ระหว่างคน และอนุญาตให้คนเหล่านี้มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน ดังนี้

  • หุ้นส่วนที่มีแนวปฏิบัติที่ดีของบริษัทส่วนใหญ่ มีความสัมพันธ์กับการจัดการความรู้ของหน่วยงาน ดังนั้น เนื้อหาหรือความรู้ที่สำคัญก็ควรจะถูกสืบค้นได้ด้วย
  • ธรรมชาติของการพิมพ์ด้วยตนเองบนเว็บ 2.0 เช่น บล็อก วิกิ  ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างความรู้ใหม่ ขณะที่ติดต่อกับคนอื่นๆ ได้ และเป็นหนทางในการการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ตามมา
  • การสิ่อสารทางออนไลน์ สามารถที่จะบ่งชี้ด้วยตัวเองถึงเนื้อหาของความเชี่ยวชาญ และผู้เชี่ยวชาญได้

ที่ Shell มีกลยุทธ์ Ask-Learn-Share แนะนำให้พนักงานสอบถาม ผู้ฝึกสอน เพื่อนร่วมงาน หรือผู้เชี่ยวชาญ ก่อนเริ่มทำงาน โดยการถามนั้นไม่ได้เป็นเพียงการใช้เครื่องมือเท่าใดนัก แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรด้วยกันเอง

สำหรับกลยุทธ์การจัดการความรู้ของ บริษัท Accenture นั้น มุ่งเน้นไปที่ “people to people”  โดยการแลกเปลี่ยนความรู้ ความร่วมมือขององค์กรในการสร้างแผนงานอย่างละเอียดจะเป็นตัวจัดการ ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงคนข้ามองค์กรได้ ผู้นำระดับอาวุโสก็คาดหวังว่าการใช้แผนงานที่ละเอียดนี้จะถูกสนับสนุนไปทั่ว ทั้งองค์กร

สรุป

ในโลกของดิจิทัล การที่จะเชื่อมโยงจากคนๆ หนึ่งไปยังกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง และขยายวงไปถึงความร่วมมือหรือชุมชนนั้น จำต้องมีความเข้าใจก่อนที่จะจัดหาเครื่องมือที่เหมาะสม ง่าย หรือมีประสิทธิภาพ จึงจะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้


เก็บความจาก:  O’Dell, Carla. 2008. Web 2.0 and Knowledge Management : Themes from an APQC Consortium Benchmarking Study. [ออนไลน์] : Available: http://wiki.sla.org/download/attachments/11371006/APQC+2008+Web+2+and+KM.pdf?version=1 Access: 12-11-2009

การจัดการความรู้ของบริษัท Schlumberger

การจัดการความรู้บริษัท Schlumberger ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของโลก  ที่เห็นความสำคัญของความรู้อันมีค่าของบริษัท ตามเก็บความรู้  บูรณาการ และดูแลรักษาความรู้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า ถ้าบริษัทและพนักงาน สามารถรู้ทุกอย่างที่แต่ละคนทั้งหมดในบริษัทรู้ ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพและส่งผลให้เกิดกำไร เนื่องจากความรู้สำคัญด้านประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ที่เก็บไว้นั้น สามารถทำให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงได้ บริษัทจึงได้สร้างระบบที่ทำให้พนักงานมีความเชื่อมโยง มีความร่วมมืออย่างง่ายๆ และสามารถเข้าถึงความรู้ผ่าน Project Knowledge Portals

Download เอกสาร

KM Schlumberger from National Science and Technology Development Agency (NSTDA) – Thailand

วิธีการและเครื่องมือ KM

Asian Productivity Organization (APO) ได้เสนอวิธีการและเครื่องมือการจัดการความรู้เพื่อให้หน่วยงานพิจารณาเลือก ใช้ให้เหมาะสมตามกระบวนการของการจัดการความรู้ 6 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 : การค้นหาว่าองค์กรมีความรู้อะไรบ้าง ในรูแบบใด อยู่ที่ใคร และความรู้จำเป็นต่อองค์กรมีอะไรบ้าง (Identifying the Knowledge)
วิธีการและเครื่องมือที่เสนอเพื่อพิจารณา

  • APO Knowledge Management Assessment Tool
  • Knowledge Cafes
  • Communities of Practice
  • Advanced Search Tools
  • Knowledge Clusters
  • Expert Locator
  • Collaborative Virtual Workspaces
  • Knowledge Mapping
  • KM Maturity Model
  • Mentor/Mentee

 

ขั้นตอนที่ 2 : การสร้างความรู้ (Creating Knowledge)
วิธีการและเครื่องมือที่เสนอเพื่อพิจารณา

 

ขั้นตอนที่ 3 : การจัดเก็บความรู้ (Storing Knowledge)
วิธีการและเครื่องมือที่เสนอเพื่อพิจารณา

  • Learning Reviews
  • After Action Reviews
  • Knowledge Cafes
  • Communities of Practice
  • Taxonomy
  • Document Libraries
  • Knowledge Bases (Wikis, etc.)
  • Blogs
  • Voice and VOIP
  • Knowledge Clusters
  • Expert Locator
  • Collaborative Virtual Workspaces
  • Knowledge Portal
  • Video Sharing

 

ขั้นตอนที่ 4 : การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ (Sharing Knowledge)
วิธีการและเครื่องมือที่เสนอเพื่อพิจารณา

  • Peer Assist
  • Learning Reviews
  • After Action Reviews
  • Storytelling
  • Communities of Practice
  • Collaborative Physical Workspaces
  • Knowledge Cafes
  • Communities of Practice
  • Taxonomy

 

ขั้นตอนที่ 5 : การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ (Sharing Knowledge)
วิธีการและเครื่องมือที่เสนอเพื่อพิจารณา

  • Document Libraries
  • Knowledge Bases (Wikis, etc.)
  • Blogs
  • Social Networking Services
  • Voice and VOIP
  • Knowledge Clusters
  • Expert Locator
  • Collaborative Virtual Workspaces
  • Knowledge Portal
  • Video Sharing
  • Mentor/Mentee

 

ขั้นตอนที่ 6 : การนำความรู้ไปใช้ (Applying Knowledge)
วิธีการและเครื่องมือที่เสนอเพื่อพิจารณา

  • Peer Assist
  • Collaborative Physical Workspaces
  • Knowledge Cafes
  • Communities of Practice
  • Taxonomy
  • Document Libraries
  • Knowledge Bases (Wikis, etc.)
  • Blogs
  • Advanced Search
  • Knowledge Clusters
  • Expert Locator
  • Collaborative Virtual Workspaces
  • Knowledge Worker Competency Plan
  • Mentor/Mentee
  • Knowledge Portal

ทั้งนี้ จะได้นำเสนอวิธีการและเครื่องมือแต่ละประเภทต่อไป


รายการอ้างอิง: Asian Productivity Organization. Knowledge Management Tools and Tecniques Manual. Japan : Asian Productivity Organization, 2010.

การจัดการความรู้ กรณีศึกษา Qian Hu Corporation Lim

เรียนรู้กรณีศึกษาการจัดการความรู้ของ Qian Hu Corporation Limited บริษัทผู้นำธุรกิจส่งออกปลาสวยงาม ที่มียอดการส่งออกปลาแต่ละเดือนกว่า 500,000 ตัว มากกว่า 1,000 สายพันธุ์ เพื่อจำหน่ายใน 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งนับเป็นผู้มีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้สิงคโปร์ก้าวขึ้นสู่ประเทศผู้นำ การส่งออกปลาสวยงามระดับโลก ด้วยยอดการส่งออกรวม 30% ของตลาดโลก

ตัวอย่างหัวข้อที่นำเสนอ อาทิ

  1. ตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในการประยุกต์ใช่ KM
  2. การสร้างสรรค์คุณค่าผ่านกลยุทธ์ KM
  3. ขั้นตอนการดำเนินการ
  4. ปัญหาและแนวทางการแก้ไข
  5. การคัดเลือกและการประยุกต์ใช้เทคนิคและเครื่องมือเพื่อการจัดการความรู้
  6. การสร้างความตระหนักภายในและภายนอกองค์กร
  7. การติดตามและการวัดผล

การจัดการความรู้ กรณีศึกษา JTC Corporation

กรณีศึกษาการจัดการความรู้ ของ JTC Corporation บริษัทชั้นนำในการวางแผนและจัดเตรียมพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ เจ้าของกิจการ Jurong Island และ Wafer fab (fabrication) parks เป็นต้น บริษัทที่ช่วยให้เศรษฐกิจของสิงคโปร์เจริญเติบโตขึ้น ด้วยการพัฒนาพื้นที่สำหรับก่อตั้งอุตสาหกรรม และโรงงานมากกว่า 7,000 แห่ง

  1. กลยุทธ์ของการประยุกต์ใช้ KM
  2. ขั้นตอนการดำเนินงาน
  3. Milestones
  4. การติดตามและประเมินผล
  5. ปัญหาที่เผชิญและวิธีการแก้ไขปัญหา
  6. ความท้าทาย