ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) โดย กระทรวงอุตสาหกรรม เอกสารนำเสนอใน 3 หัวข้อเรื่องหลัก คือ
- แนวคิดในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
- ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ระยะ 20 ปี
- แผนที่นำทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ระยะ 20 ปี
ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) โดย กระทรวงอุตสาหกรรม เอกสารนำเสนอใน 3 หัวข้อเรื่องหลัก คือ
ระบบราชการไทยในบริบทไทยแลนด์ 4.0 โดย สำนักวิจัยและพัฒนาระบบงานบุคคล สำนักงาน ก.พ. เอกสารนำเสนอใน 5 หัวข้อเรื่อง คือ
ลองสังเกตกันไหมครับว่าสมัยก่อนเกษตรกรโดยส่วนมากมักปลูกพืชอิงราคาขายที่สูงหรืออิงการปลูกต่อเนื่องกันมายาวนานในครอบครัวแล้วก็พบว่าสินค้าการเกษตรเมื่อเก็บเกี่ยวมักได้ราคาขายต่ำกว่าที่คาดการณ์มากอันเกิดจากผลผลิตที่มีมากเกินความต้องการหรือการปลูกที่ยังขาดกลไกการแนะนำที่ดีจากข้อมูลสารสนเทศจากหน่วยงานภาครัฐและอีกมากมายหลายเหตุผลที่พี่น้องเกษตรกรยังคงต้องพบเจอ ทำให้ความทุกข์ยากยังคงเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางของเกษตรกรไทยไปแล้ว (ทั้ง ๆ ที่เกษตรกรเราเองก็ไม่ได้อยากมีเพื่อนแบบนี้ซักเท่าไร)
แต่สำหรับเกษตรกรยุค 4.0 ไม่เหมือนก่อนแล้วนะครับ ก่อนจะปลูกอะไรก็ตามแต่ วันนี้เรามีตัวช่วยเพื่อหาคำตอบว่า “ปลูกอะไรดีหนอเพื่อที่จะได้ผลผลิตที่ดีบนพื้่นที่ของเรา” ฟังไม่ผิดครับ หาคำตอบด้วยข้อมูลบนพื้นที่ของเราจริง ๆ เช่นภาพด้านล่างนี้จะเป็นการใช้งานส่วนของโมเดลแนะนำพืชทดแทน Agri-Map Online ที่อิงข้อมูลบนแผนที่กันเลยครับ
ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนทำได้ยากแต่ทำได้แล้วจาก โครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร ในความร่วมมือของ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และอีกหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้นข้อมูลที่สำคัญในทุกกระทรวงจะถูกบูรณาการเพื่อนำไปใช้ได้อย่างแท้จริง แล้วทำได้อย่างไร? คำตอบนั้นเกิดจากการบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่เชิงการจัดการด้านอุปสงค์และอุปทานของสินค้าการเกษตรในแต่ละพื้นที่ บนพื้นฐานการจัดการข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบ BIG DATA รวมถึงแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและวิเคราะห์โมเดลพืชทดแทนได้อีกด้วย ถ้าคุณเป็นเกษตรกรยุคใหม่หรือใส่ใจพัฒนาการเกษตร วันนี้อย่าลืมเข้าไปเยี่ยมชมโครงการนี้กันที่เว็บไซต์ https://www.what2grow.in.th และสามารถทดลองใช้ระบบดังกล่าวได้อย่างอิสระกันแล้ววันนี้ผ่านเว็บไซต์และ Smart Device ต่างๆ เห็นไหมครับเข้าถึงได้ง่ายหลายช่องทางและสะดวกมากทีเดียว หรือถ้าคุณยังไม่เข้าใจว่า what2grow ตกลงช่วยเกษตรกรได้อย่างไร เราก็มีคลิปจาก what2grow มาให้รับชมกันสั้น ๆ ด้วยครับ ไปชมกันเลย
อย่าลืมนะครับ เกษตรกรไทย ยุค 4.0 มีข้อมูลและระบบช่วยเหลือคุณอย่างบูรณาการแล้ววันนี้ ก่อนจะปลูกอะไร อย่าลืมใช้ข้อมูลสารสนเทศให้เป็นประโยชน์เพื่อให้การลงทุนของคุณคุ้มค่ามากกว่าที่เคยครับ หากคุณยังมีข้อสงสัยต่าง ๆ สามารถติดต่อทีมงานได้เลยครับ
ติดต่อทีมงาน
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
112 ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง
จังหวัดปทุมธานี 12120
โทรศัพท์ 02-564-6900 ต่อ 2225, 2224
การจัดการสารสนเทศการวิจัย (Research Information Management-RIM) คือการรวบรวม การจัดการ และการใช้ประโยชน์ข้อมูลเมทาดาทาเกี่ยวกับกิจกรรมการวิจัย ซึ่งสามารถช่วยเชื่อมโยง landscape การสื่อสารเชิงวิชาการที่ซับซ้อนของนักวิจัย รวมถึงหน่วยงานต้นสังกัด ผลงานตีพิมพ์ ชุดข้อมูล ทุน โครงการ และรหัสประจำตัวของนักวิจัยเหล่านั้น ปัจจุบันห้องสมุดกำลังมีบทบาทสำคัญในการจัดการสารสนเทศการวิจัยในสถาบันต่างๆ ทั่วโลก
OCLC Research ตระหนักถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการจัดการสารสนเทศการวิจัยต่อห้องสมุดวิจัย และกำลังดำเนินการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจบทบาทของห้องสมุดและความต้องการของสถาบันในเรื่องการจัดการสารสนเทศการวิจัย โดย OCLC Research and euroCRIS (Current Research Information Systems) กำลังร่วมมือกันทำการสำรวจแนวทางการจัดการสารสนเทศการวิจัยในระดับนานาชาติ
เป้าหมายของการสำรวจเพื่อช่วยให้เข้าใจและรายงานสถานะของกิจกรรมการจัดการสารสนเทศการวิจัยทั่วโลก และเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับ
กลุ่มเป้าหมายของการสำรวจนี้ คือ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และองค์กรอื่นๆ ที่สนับสนุนการวิจัยและการจัดการวิจัย (1 หน่วยงาน : 1 แบบสำรวจ)
ตอบแบบสำรวจ คลิกที่นี่
ผลการสำรวจจะถูกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 2018 ละข้อมูลการสำรวจจะถูกเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบให้เผยแพร่ ดัดแปลง โดยต้องระบุที่มา (CC – BY)
ที่มา
OCLC Research. (2017, October 10). An increasing role for libraries in research information management [Web page]. Retrieved from http://www.oclc.org/research/themes/research-collections/rim.html
สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT (Massachusetts Institute of Technology) กำลังแปลงเอกสารของ ดร. โนม ชอมสกี (Noam Chomsky) ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและจะเผยแพร่ออนไลน์ (Digitization) ดร. โนม ชอมสกี เป็นนักภาษาศาสตร์ ซึ่งได้รับการยกย่องจากการเสนอทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ที่ชื่อเรียกว่าไวยากรณ์ปริวรรตเพิ่มพูน (Transformative-Generative Grammar) ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในงานชิ้นสำคัญที่สุดของวงการภาษาศาสตร์ ดร.ชอมสกี ยังเป็นนักปรัชญาและนักกิจกรรมทางการเมือง มีผลงานเขียนที่มีอิทธิพลอย่างมากจากการไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อของสื่อมวลชน ลัทธิจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ อนาธิปไตย การเมืองสงครามเย็น และสงครามเวียดนาม ปัจจุบัน ดร.ชอมสกี เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์และได้รับรางวัลศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona)
ปี ค.ศ. 2012 บรรณารักษ์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์เริ่มต้นศึกษาเอกสารของ ดร.ชอมสกี หลังจากที่หอจดหมายเหตุของสถาบันฯ (MIT Libraries Institute Archives) ได้รับเอกสารส่วนตัวของ ดร.ชอมสกี จำนวน 260 กล่อง ตัวอย่างเอกสารจดหมายเหตุของ ดร.ชอมสกี เช่น
สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์หวังที่จะดิจิไทซ์เอกสารของ ดร.ชอมสกี กว่าแสนรายการเพื่อเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ให้ผู้สนใจทั่วไปสามารถเข้าถึง คลิกที่นี่เพื่อเข้าดูตัวอย่าง unBoxing the Chomsky Archive
ที่มา
Jones, J. (2017, November 3). MIT is digitizing a huge archive of Noam Chomsky’s lectures, papers and other documents & will put them online [Web log post]. Retrieved from http://www.openculture.com/2017/11/mit-is-digitizing-a-huge-archive-of-noam-chomskys-lectures.html
American Chemical Society (ACS) ชนะคดีที่ยื่นฟ้อง Sci-Hub เมื่อเดือน พ.ค. ปี 2017 Sci-Hub คือเว็บไซต์ที่รวบรวมบทความวิชาการทางวิทยาศาสตร์จำนวนหลายล้านฉบับจากการละเมิดลิขสิทธิ์และให้บริการบทความดังกล่าวแก่ผู้ใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดย ACS ได้ยื่นฟ้อง Sci-Hub ด้วยข้อกล่าวหาการละเมิดลิขสิทธิ์ การปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า และการละเมิดเครื่องหมายการค้า ซึ่งเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา ศาลในรัฐเวอร์จิเนียตัดสินให้ Sci-Hub จ่ายเงินชดเชยแก่ ACS จำนวน 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากที่ตัวแทนของ Sci-Hub ไม่ได้เข้าร่วมศาล
คำพิพากษาของศาลล่าสุดยังกล่าวว่าเสิร์ชเอนจิน (Search engine) เว็บโฮสติ้ง (Web hosting) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการรับจดโดเมนเนม (Domain name registrar) และผู้ใช้บริการจดโดเมนเนม (Domain name registry) หยุดการสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกแก่ทุกโดเมนเนมและเว็บไซต์ที่ Sci-Hub มีส่วนในการเข้าถึง การใช้ การทำซ้ำ และการแจกจ่ายงานอันมีเครื่องหมายการค้าหรืองานอันมีลิขสิทธิ์ของ ACS อย่างผิดกฎหมาย
Daniel Himmelstein นักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย แสดงความคิดเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้สามารถนำคำพิพากษาของศาลมาเป็นมาตรฐานในการตัดสินคดีต่อๆ ไป สำหรับบุคคลที่สามบนอินเทอร์เน็ตซึ่งจะต้องถูกบังคับใช้คำสั่งการเซ็นเซอร์ของรัฐบาล ความต้องการของ ACS เกี่ยวกับเสิร์ชเอนจินและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสร้างความวิตกกังวลแก่สมาคมอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร (Computer and Communications Industry Association – CCIA) Stephen McLaughlin นักศึกษาปริญญาเอกด้านสารสนเทศศึกษาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน ผู้ติดตามคดี ACS อย่างใกล้ชิดกล่าวว่า ในหลักการแล้วเสิร์ชเอนจินและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสามารถเลือกที่จะปฏิบัติตามคำสั่งได้ทันที แต่หากไม่ปฏิบัติตาม ACS ก็สามารถออกจดหมายเพื่อขอให้เสิร์ชเอนจินและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหยุดการทำงานของโดเมนต่างๆ ของ Sci-Hub
เมื่อต้นปีนี้ Sci-Hub ถูกศาลสั่งให้จ่ายเงินจำนวน 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นค่าเสียหายแก่สำนักพิมพ์ Elsevier แต่ดูเหมือนว่า Alexandra Elbakyan นักประสาทวิทยาผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Sci-Hub จะจ่ายค่าเสียหายเพียงบางส่วน เพราะ Elbakyan ดำเนินงานเว็บไซต์ในรัสเซียซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจหรือคำสั่งศาล ศาลอื่นของสหรัฐฯ ตัดสินในปี 2015 ว่า Sci-Hub ละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์และควรจะปิดตัวลง แต่เว็บไซต์ก็ยังโผล่ขึ้นมาอีกครั้งด้วยการใช้โดเมนอื่นๆ
การวิเคราะห์ข้อมูลเมื่อเร็วๆ นี้ของ Himmelstein แสดงให้เห็นว่า Sci-Hub มีเนื้อหาทางวิชาการของ ACS 98.8% และเนื้อหาในวารสารที่บริการโดย Crossref 85% การเคลื่อนไหวอย่างมีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตจะให้ความสนใจอย่างมากในเรื่องนี้
ที่มา
Chawla, D. S. (2017, November 6). Court demands that search engines and internet service providers block Sci-Hub [Web log post]. Retrieved from http://www.sciencemag.org/news/2017/11/court-demands-search-engines-and-internet-service-providers-block-sci-hub?utm_source=sciencemagazine&utm_medium=facebook-text&utm_campaign=scihubblock-16248
Business Insider ให้บริษัท 2thinknow จัดอันดับเมืองไฮเทคที่สุดในโลก บริษัทดังกล่าวได้พิจารณา 10 ปัจจัยที่เกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น จำนวนการยื่นสิทธิบัตรต่อคน startups นักลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง การใช้สมาร์ทโฟน และจัดอันดับ 85 เมือง ได้ 25 อันดับแรกเมืองไฮเทคที่สุดในโลก ดังข้างล่าง
1. ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย
เป็นที่ตั้งของ Silicon Valley ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเทคโนโลยีทั้งหมด มีวัฒนธรรม startup ที่ใหญ่โต มีการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง มีจำนวนมากของนักออกแบบและนักเขียนโปรแกรม มีสายการจัดหาของนวัตกรรม
2. นิวยอร์ก
เป็นเมืองไฮเทคมากที่มีลักษณะพิเศษคือ มีโครงสร้างพื้นฐานล้าสมัยมาก แต่ในขณะเดียวกันมีความก้าวหน้ามาก
ตามสำนักงานตรวจการเงินการบัญชีของรัฐ เกือบ 7,000 บริษัทไฮเทคในเมืองนิวยอร์กมีงานมากกว่า 100,000 งาน ระหว่างไตรมาสที่ 3 ของปี 2013 นอกจากตั้งบริษัทใหม่ ยังเป็นเมืองที่มีโครงการ LinkNYC (บริการ Wifi ฟรี) มีมากกว่า 500 จุด รอบๆ แมนแฮตตัน มีให้ใช้แบบสาธารณะ
3. ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ตั้งแต่มีโครงการ Crossrail เมื่อปีที่แล้ว ลอนดอนกลายเป็นเมืองความฝันของการขนส่งมวลชน ประมาณปี 2018 จะมี 10 เส้นทางรถไฟใหม่เชื่อม 30 สถานี ด้วยใช้เงิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ จึงเป็นโครงการการก่อสร้างใหญ่ที่สุดในยุโรป
2thinknow พบว่า ลอนดอนมี startup และนักเขียนโปรแกรมเกือบจะมากที่สุดในโลก โดยอาจมีงานด้าน IT มากกว่าแคลิฟอร์เนีย และจะมี 11,000 งานด้านเทคโนโลยีใหม่เพิ่มขึ้นใน 10 ปีข้างหน้า
4. ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย
ภาพยนตร์ไม่ใช่อุตสาหกรรมเดียวของเมือง
ในปี 2014 รายงานโดย LA County Economic Development Corporation แนะนำว่า เป็นเมืองมีงานด้านไฮเทคมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังพบว่ามีมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดประมาณ 58 พันล้านดอลลาร์ ผลการวิเคราะห์ของ 2thinknow พบเหมือนกัน คือ startups และการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงมีส่วนสำคัญในความเจริญของเทคโนโลยี
5. โซล เกาหลีใต้
ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอนาคต ใช้นวัตกรรมในงานออกแบบ เหมือนกับที่ระบบรถไฟใต้ดินอาจจะเหนือกว่าของนิวยอร์ก
ตาม 2thinknow โดยประมาณเป็นเมืองยื่นสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก มีการพัฒนาเทคโนโลยีพบได้ทั่วไปแล้ว เช่น LTE ที่ใช้กับสมาร์ทโฟน และรวมถึงเทคโนโลยียังอยู่ในระยะเริ่มต้น เช่น ร้านค้าเสมือน (virtual stores) ที่ซึ่งคุณสแกนภาพสิ่งของเพื่อส่งต่อ
6. ไทเป ประเทศไต้หวัน
จากการวิเคราะห์ของ 2thinknow ไทเปเป็นผู้นำชัดเจนในการออกแบบอุตสาหกรรมเป็นเวลาหลายปี สนใจมากในการศึกษาฮาร์ดแวร์อย่างละเอียด เป็นที่ตั้งของบางบริษัท PC ใหญ่ที่สุด ได้แก่ Asus MSI Gigabyte และ Acer
ตาม 2thinknow ยังเป็นเมืองมีจำนวนมากของนักลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง
7. บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์
มีเทคโนโลยีน่าตื่นเต้นจำนวนมากเกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมาจากมหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญด้าน STEM ได้แก่ MIT Harvard Tufts และ Northeastern ส่วนใหญ่ในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพและหุ่นยนต์
มีบริษัทลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงอยู่จำนวนหนึ่ง ได้แก่ Battery Ventures Atlas Venture Bessemer Venture Partners Matrix Venture Partners ซึ่งลงทุนในห้องปฏิบัติการนวัตกรรมและ university startups และเป็นที่ตั้งของสำนักงานด้านวิจัยและพัฒนาของบริษัทที่มีชื่อเสียงมากเช่น Facebook และ Amazon
8. สิงคโปร์
มีจำนวนมากของนักเขียนโปรแกรมและนักลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง มีโครงสร้างพื้นฐานใหม่และอาคารสูงไฮเทคเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ร่วมมือกับ MIT สร้างการขนส่งที่ดีขึ้น โดยใช้รถส่วนตัวน้อยลงและใช้รถไฟสาธารณะมากขึ้น
9. โทรอนโต ประเทศแคนาดา
มี startup และโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมจำนวนมาก เป็นที่ตั้งของ 30% ของบริษัท IT ของแคนาดา ซึ่งส่วนใหญ่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน หมายความว่ากลุ่มของบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นจะมีผลกระทบหลักในอีก 10 ปีข้างหน้า
โดยสรุปหลายบริษัทมีรายได้ต่อปีประมาณ 52 พันล้านดอลลาร์
10. ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์
รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าอิลลินอยส์มีงานไฮเทคจัดอยู่ใน 5 อันดับแรกของสหรัฐ ในการนี้ชิคาโกมีส่วนอย่างมาก
สถาบัน Brookings ยังพบเป็นเมืองแหล่งเพาะของนวัตกรรมวางแผนเมือง เห็นได้ชัดในโครงการ City Digital เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการขนส่งพลังงานและการขนส่ง
11. ดัลลาส-ฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเทกซัส
เพียงในสองปีที่ผ่านมา กลายเป็นเมืองศูนย์กลาง startup
จากการวิเคราะห์ของ 2thinknow เลื่อนจากอันดับที่ 28 ในปี 2016 เป็นเพียงนอก 10 อันดับแรกเล็กน้อยเพราะการเพิ่มขึ้นอย่างเร็วจำนวนของนักลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงและการนำเทคโนโลยีไปใช้ในภูมิประเทศของเมือง
12. โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
เมืองใหญ่ที่สุดในโลกจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการขนส่ง อย่างเช่น ระบบรถไฟใต้ดินของโตเกียวซึ่งมีคนใช้ถึง 2.3 พันล้านคนทุกปี
เป็นเมืองเด่นมากในการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง และมีโครงการใหญ่ทางเทคโนโลยีจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เตรียมสำหรับโอลิมปิกเกมส์ปี 2020
13. สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
ด้วยพันธกิจที่จะปราศจากเงินสด (cash-free) และน้ำมัน (oil-free) ภายใน 5 ปีข้างหน้า สตอกโฮล์มกำลังทำการปฏิวัติทางดิจิทัลและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้เมืองมี billion-dollar startup มากที่สุดในยุโรปและตลาดสำหรับการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงที่เจริญเร็วเป็นอันดับสองของโลก นอกจากนี้กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นของนักเขียนโปรแกรม
14. แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา
ในปี 2014 ได้ชื่อว่าเป็น Silicon Valley North จาก CBC เพราะมีวัฒนธรรม startup เด่น
มีมากกว่า 600 บริษัทสื่อดิจิทัลซึ่งมีรายได้มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ และมีมหาวิทยาลัยทางเทคโนโลยีและอัตราภาษีเกี่ยวกับบริษัทต่ำทำให้เป็นเมืองดึงดูดทั้งวิศวกรหน้าใหม่และผู้บริหารที่เป็นที่ยอมรับ
15. อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
ด้วยเทคโนโลยีทางการเงิน ประสิทธิภาพด้านพลังงาน และวัฒนธรรม startup ทำให้เป็นเมืองมหาอำนาจในยุโรป ถึงแม้มีขนาดเล็กกว่าเมืองอื่นๆ มาก (มีประชากรเพียงหนึ่งในสามของเบอร์ลิน)
ในเดือนเมษายนผู้ร่างกฎหมายประกาศว่าต้องการไม่ให้ใช้รถยนต์ประเภทก๊าซและดีเซลประมาณปี 2025 โดยให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทน
16. ปักกิ่ง ประเทศจีน
ถึงแม้ไม่มีวัฒนธรรม startup เหมือนเมืองอื่นๆ แต่มีชื่อเสียงในเรื่องของการใช้สมาร์ทโฟนทั่วเมืองและจำนวนสิทธิบัตรที่ยื่นต่อคน นอกจากนี้การลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายปีที่ผ่านมา
ปักกิ่งเลื่อนขึ้น 15 อันดับตั้งแต่การจัดอันดับในปี 2016
17. เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
ใกล้กันเป็น Zhangjiang Hi-Tech Park มีคนทำงานมากกว่า 100,000 คนจากบริษัททางเทคโนโลยีหลายพัน
เหมือนเมืองไฮเทคของจีนส่วนใหญ่ เป็นเมืองเด่นในเรื่องสิทธิบัตรและการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง อาจเป็นเพราะการผลิตเป็นจุดเด่นของจีนและบริษัทกระตือรือร้นจะป้องกันและลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา
18. มอนทรีออล ประเทศแคนาดา
ถ้าต้องการจะเป็นนักออกแบบอุตสาหกรรมหรือนักเขียนโปรแกรม ควรจะย้ายไปอยู่มอนทรีออล
เป็นที่ตั้งของ Vrvana ผู้ผลิตหูฟัง VR และบริษัท Hexoskin และ OMSignal ทั้งสองผลิตเสื้อวัดสัญญาณทางชีวภาพของผู้สวมใส่ นอกจากนี้ยังเป็นเมืองมีวัฒนธรรม startup ที่ค่อนข้างเด่น
19. บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย
เลื่อนจากอันดับที่ 49 ในปี 2016 เป็น 19 ในปีนี้ ทำให้เป็นเมืองที่เลื่อนอันดับขึ้นมากที่สุด เนื่องจากการไหลทะลักเข้ามาของบริษัท IT และมีนักเขียนโปรแกรมจำนวนมาก ครึ่งหนึ่งของประชากรเป็นคนอายุน้อยกว่า 25 และส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่ส่วนเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต
20. เซินเจิ้น ประเทศจีน
สิทธิบัตรกำลังถูกผลิตออกไปจากเซินเจิ้นซึ่งเป็นเมืองทางใต้ของจีนมีประชากร 11 ล้านคน
เนื่องจากเด่นในเรื่องการผลิตของประเทศ เป็นเมืองเจริญอย่างชัดเจนเป็นเวลาหลายปีที่ผ่านมาโดยเป็นศูนย์กลางของโรงงานและวิทยาการหุ่นยนต์ และเป็นที่ตั้งของโครงการโทรคมนาคมและอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่หลายโครงการ
21. เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน
มีวัฒนธรรม startup เด่นและบางครั้งมีอัตราสูงสุดของการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงในยุโรป
ยังเป็นเมืองมีอุตสาหกรรมรถยนต์มากในยุโรป เป็นเพียงเมืองเดียวในโลกเป็นที่ตั้งของ brand รถยนต์สำคัญทั้งหมด
22. ฮ่องกง
มีความก้าวหน้าในหลายด้าน
มีการลงทุนในงานวิจัยและการพัฒนาจำนวนมากและนวัตกรรมทั่วไปในเมือง บางครั้งมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสุดในจีน มีการส่งออกสินค้าไฮเทคทั้งหมด 243 พันล้านดอลลาร์ หรือ 51% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด
23. โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก
มีการวางแผนเมืองด้วยนวัตกรรมและมีนักออกแบบอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทำให้ 2thinknow ให้ชื่อว่าเป็นเมืองมีการผลิตที่ smart
ประมาณปี 2025 มีการวางแผนจะไม่ใช้เชื้อเพลิง fossil แต่ใช้พลังงานลม ด้วยวัฒนธรรมใช้รถจักรยานและมีบริษัทรถโดยสารทำให้เป็นเมืองไม่เพียงสีเขียวแต่ยังสวย
24. บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน
ติด 25 อันดับแรกเป็นครั้งแรกตั้งแต่การจัดอันดับเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากการเพิ่มจำนวนมากขึ้นของนักออกแบบอุตสาหกรรมและมีการใช้สมาร์ทโฟนชัดเจน
โครงสร้างพื้นฐานของสมาร์ทโฟนซับซ้อนมาก โดยคอมพิวเตอร์ใช้อยู่ทั่วเมืองใช้เพื่อตรวจจับระดับเสียง รูปแบบการจราจร และจำนวน selfies
25. วอชิงตัน ดีซี
มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีใน 10 ปีที่ผ่านมา มีการเพิ่มขึ้นจำนวนทั้งหมดของงานด้านเทคโนโลยีที่ 50%
นอกจากนี้มีมากกว่า 1,000 startups มีจำนวนมากของบริษัทลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงทำให้เริ่มมี world-changing company เป็นภาพที่ดึงดูดของเมือง
ที่มา: Chris Weller (2017, August 16). These are the 25 most high-tech cities in the world. World Economic Forum. Retrieved November 3, 2017, from https://www.weforum.org/agenda/2017/08/these-are-the-25-most-high-tech-cities-in-the-world?
คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด (Open Educational Resources – OER) สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของการเรียนการสอนและการเรียนรู้ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้สอนแต่ละคนสามารถปรับแต่งและปรับปรุงลักษณะของการเรียนการสอนและการเรียนรู้ได้ตามความต้องการของตนเองและให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน OER ก็เปิดโอกาสให้ผู้เรียนร่วมสร้างและมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนและการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้สามารถทำให้การเรียนรู้ได้ผลดียิ่งขึ้น แต่ OER เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ได้ ผู้สอนจำนวนมากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณภาพของ OER เช่น อาจเป็นเรื่องยากที่จะค้นหาและดูแล OER อาจมีเนื้อหาที่ OER ไม่ครอบคลุม และอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์ OER ได้อย่างเต็มที่ตามลักษณะวิธีการใช้ที่มีประสิทธิภาพ
Cengage (บริษัทที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับเนื้อหา เทคโนโลยี และบริการทางการศึกษา ซึ่งดำเนินงานในประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศทั่วโลก) เสนอแนะ 4 ขั้นตอนเพื่อเพิ่มมูลค่าของ OER
เนื้อหาที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาที่ดีควรให้อิสระและความยืดหยุ่นแก่ผู้ใช้ เนื้อหาที่ดีควรให้อำนาจแก่ผู้ใช้ในการเปลี่ยนแปลงเนื้อหานั้นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการเรียนการสอน พร้อมประหยัดเงิน นั่นคือเหตุผลที่ Cengage เปิดตัว OpenNow ซึ่งเป็น digital content platform ใหม่ที่ใช้งานง่ายและใช้ OER ได้อย่างง่ายดาย ค่าใช้จ่ายต่อนักเรียนต่อหลักสูตรเริ่มต้นที่เพียง 25 เหรียญสหรัฐ เป้าหมายของ OpenNow คือการทำให้การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีราคาไม่แพงสำหรับผู้เรียน แต่ที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมในเนื้อหาต่อชุมชน ไม่ว่าจะเป็นข้อความฉบับเต็ม แบบประเมิน คำถาม หรือ OER ที่ถูกปรับแต่ง เพื่อให้ชัดเจนขึ้น ถูกต้อง หรือเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ผลงานทั้งหมดที่ให้บริการใน OpenNow อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons Licence: CC) ชนิดอ้างอิงแหล่งที่มา (CC-BY) ซึ่งหมายความว่าครูผู้สอนและสถาบันอุดมศึกษาสามารถนำทรัพยากรทางการศึกษาใน OpenNow ไปใช้ซ้ำและดัดแปลงแก้ไขตามที่ต้องการ แต่ต้องอ้างอิงถึงแหล่งที่มา
บทความที่เกี่ยวข้อง Cengage เปิดตัว OpenNow ระบบเพื่อช่วยให้การเข้าถึงและใช้งาน OER เป็นเรื่องง่าย
ที่มา:
Costantini, C. (2017, November 1). OER can lower the cost of higher ed-but only if 4 steps are taken [Web log post]. Retrieved from https://www.ecampusnews.com/campus-administration/oer-lower-cost-higher-ed/?all
Pharos คือสมาคมภาพจดหมายเหตุระดับนานาชาติ (International Consortium of Photo Archives) ซึ่งเกิดจากความพยายามในการร่วมมือกันของสถาบันทางศิลปะ 14 แห่ง เช่น Getty and Frick National Gallery of Art Yale Center for British Art Rome’s Bibliotheca Hertziana และ Courtauld Institute จะจัดให้บริการภาพผลงานศิลปะหายาก 25 ล้านภาพผ่านระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผลงานศิลปะและวัสดุเสริมอื่นๆ จำนวน 17 ล้านรายการจะถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ภายในปี 2563 นี้เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับผลงานศิลปะหายากที่ถูกรวบรวมและจัดแสดงในสถาบันทางศิลปะต่างๆ
Claire Voon นักเขียนและนักข่าวของ Hyperallergic ได้เขียนใน Hyperallergic ว่าแม้ว่าฐานข้อมูลของ Pharos จะเปิดให้บริการแก่ทุกคนทั่วไปที่สนใจโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ฐานข้อมูลนี้ก็มุ่งเป้าไปที่นักวิชาการและทุ่มเทให้กับการเผยแพร่ผลงานทางศิลปะที่รวบรวมได้จากที่ต่างๆ โดยเผยแพร่และให้บริการในรูปแบบออนไลน์ รวมถึงงานด้านการอนุรักษ์และนิทรรศการ เป็นต้น
ตัวอย่างผลงานทางศิลปะจากสถาบันศิลปะต่างๆ ที่ถูกรวบรวม เผยแพร่และให้บริการในรูปแบบออนไลน์ผ่านฐานข้อมูลของ Pharos เช่น ศิลปะคลาสสิคและไบเซนไทน์ (Byzantine) จากสถาบันศิลปะ Frick ผลงานเกี่ยวกับคริสเตียนในช่วงต้นจาก National Gallery ของสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงภาพของเครื่องปั้นดินเผา ประติมากกรมและรูปปั้นโรมันจาก Bibliotheca Hertziana
แม้ว่าในขณะนี้สถาบันทางศิลปะที่ร่วมในโครงการนี้ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในอเมริกาเหนือและยุโรป แต่โครงการและฐานข้อมูลของ Pharos ก็มีแผนที่จะขยายความร่วมมือไปยังสถาบันในพื้นที่อื่นๆ เพื่อรวบรวมรายการผลงานทางศิลปะจากทั่วโลก คลิกที่นี่เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูล

ที่มา Jones, J. (2017, November 11). 25 Million Images from 14 art institutions to be digitized & put online in one huge scholarly archive [Web log post]. Retrieved from http://www.openculture.com/2017/11/25-million-images-from-14-art-institutions-to-be-digitized-put-online-in-one-huge-scholarly-archive.html
Ted Loos, T. (2017, MARCH 14). Photo archives are sleeping beauties. Pharos is their prince. The New York Time. Retrieved from
https://www.nytimes.com/2017/03/14/arts/design/art-history-digital-archive-museums-pharos.html
จากเอกสารปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ ว่าด้วยอาเซียน ๒๐๒๕: มุ่งหน้าไปด้วยกัน ได้กล่าวถึง การส่งเสริมการเติบโตทางผลิตภาพที่เข้มแข็ง โดยการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาระดับภูมิภาคเพื่อนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในการยกระดับภูมิภาคสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกในอุตสาหกรรมการบริการและการผลิตที่ใช้ (อ้างอิง http://www.mfa.go.th/asean/contents/files/asean-media-center-20160203-160850-836205.pdf หน้า126-127)
โดยเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นสูงขึ้นความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของอาเซียนจะขึ้นอยู่กับการปรับปรุงผลิตภาพของแรงงานและผลการดำเนินงานด้านผลิตภาพของปัจจัยการผลิตโดยรวม หากในขณะนี้อาเซียนกำลังเพิ่มการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าโลก โดยผลิตภาพแรงงานและผลิตภาพปัจจัยการผลิตโดยรวมจะถูกกำหนดโดยประสิทธิภาพในการใช้ปัจจัยการผลิต รวมทั้งความก้าวหน้าขององค์ความรู้ นวัตกรรมและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี
ทำให้เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านนโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ รายละเอียดดังนี้ เรื่อง การร่วมรับรองเอกสารภายใต้ความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้
ASEAN Declaration on Innovation เป็นเอกสารที่แสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนในการให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การสร้างงาน และการส่งเสริมการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม โดยใช้นวัตกรรมเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโตและการแข่งขันของอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค ในการจัดทำเอกสารดังกล่าวข้างต้น พณ. ในฐานะหน่วยงานประสานงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้มีการประสานและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีข้อขัดข้องต่อเอกสารดังกล่าว นอกจากนี้ ในส่วนของเอกสาร ASEAN Declaration on Innovation หน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นผู้เจรจาร่วมกับประเทศอาเซียนเอง
โดย AEC Council จะให้การรับรองเอกสารความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (รวมถึง เอกสาร ASEAN Declaration on Innovation ) ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 31 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 – 14 พฤศจิกายน 2560 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (อ้างอิง http://www.naewna.com/politic/300370 หัวข้อที่8)