หนังสือ OpenOffice.org Impress

คู่มือการสร้างสื่อนำเสนอคุณภาพด้วย OpenOffice.org Impress ฉบับนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้โปรแกรมเปิดเผยรหัสต้นฉบับ หรือโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ อันเป็นโปรแกรมที่มีคุณค่าและความสำคัญอย่างมากในวงการ ไอซีทีของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้ทุกๆองค์กร ทุกๆ คนมีส่วนร่วมในการใช้งานไอซีทีที่ปลอดภัย ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น ซึ่งสอดรับแนวทางการใช้ไอซีทีอย่างมีคุณธรรม เละจริยธรรมอย่างแท้จริง ถือเป็นก้าวสำคัญของการใช้คอมพิวเตอร์ของคนไทย เพราะเป็นการใช้ผลงานของคนไทยที่เป็นการต่อยอคจากโปรแกรมเปิดเผยรหัสค้นฉบับอันมีชื่อเสียงทั่วโลก

 ดาวน์โหลดเอกสาร PDF

 เปิดอ่านออนไลน์รูปแบบ e-Book Filp

หนังสือหลักแนวปฏิบัติการจัดการจดหมายเหตุ

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2532 มีประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การแบ่งส่วนราชการ ในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ข้อ 7 กำหนดให้มีหน่วยจดหมายเหตุมหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานของฝ่ายบริการสนเทศ เป็นส่วนราชการหนึ่งของสำนักบรรณสารสนเทศซึ่งทำหน้าที่เป็นห้องสมุดของมหาวิทยาลัย นับแต่นั้นมาได้เริ่มต้นดำเนินงานด้านจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยครอบคลุมทั้งงานด้านเทคนิคและบริการเผยแพร่สารสนเทศจดหมายเหตุ และมีพัฒนาการมาโดยลำดับ เป็นหน่วยงานที่ให้บริการข้อมูลเอกสารราชการของหน่วยงานในมหาวิทยาลัยที่สิ้นกระแสการใช้งานแล้วที่มีคุณค่าสะท้อนถึงประวัติความเป็นมา พัฒนาการและเรื่องราวสำคัญของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด

 ดาวน์โหลดเอกสาร PDF

 เปิดอ่านออนไลน์รูปแบบ e-Book Filp

หนังสือคู่มือการใช้งาน OpenOffice.org

ความต้องการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดทำระบบงานสำนักงาน มีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน มีการเลือกใช้คอมพิวเตอร์ และซอฟด์แวร์ต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำงาน ให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของหน่วยงาน อย่างไรก็ตามการลงทุนเกี๋ยวกับคอมพิวเตอร์ และซอฟด์แวร์ นับเป็นภาระอย่างหนึ่งของหน่วยงาน เนื่องจากต้องลงทุนด้วยมูลค้ำสูง การลงทุนเกี่ยวกับไอทีในหน่วยงาน จึงต้องพิจารณาอย่างถี่อ้วน หลายๆ หน่วยงานเลี่ยงไม่ได้กับการลงทุนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เละฮาร์คแวร์ต่างๆ แด่ในปัจจุบันการลงทุนเกี่ยวกับซอฟต์แวร์บริหารจัดการงานสำนักงาน มีทางเลือกที่ดีขึ้น เนื่องจากมีการพัฒนาซอฟต์วร์รหัสเปิด ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี

 ดาวน์โหลดเอกสาร PDF

 เปิดอ่านออนไลน์รูปแบบ e-Book Filp

หนังสือข้อกำหนดการพัฒนาสื่อดิจิทัลที่มีคุณภาพ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3

การจัดทำสื่อคิจิทัลที่ผ่านมามักจะเน้นการใช้งานโปรแกรมมากกว่าการพิจารณาเกี่ยวกับมาตรฐานการสร้าง การแลกเปลี่ยนข้อมูล และ การเข้ากัน ได้เมื่อนำสื่อดิจิทัลไปใช้งาน ส่งผลให้เกิดปัญหาหลากหลายตามมาจำนวนมาก เสียทั้งงบประมาณ กำลังที่ต้องทำงานซ้ำช้อน รวมทั้งอาจจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลในอนาคดฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานสื่อดิจิทัล จึงได้นำประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง จากการวิจัย แปลงเป็นความรู้ในรูปแบบเอกสารเล่มนี้ เพื่อเป็นจุดตั้งต้นสำหรับทุกท่านทุกหน่วยงานได้ร่วมกันกำหนดแนวทาง แนวปฏิบัติ ข้อกำหนด หรือมาตรฐานการพัฒนา การใช้งานสื่อดิจิทัลภายในหน่วยงานของท่านต่อไป

 ดาวน์โหลดเอกสาร PDF

 เปิดอ่านออนไลน์รูปแบบ e-Book Filp

หนังสือการพัฒนาคลังเอกสารดิจิทัลด้วย Drupal

เมื่อพูดถึงการพัฒนาคลังเอกสารดิจิทัลอย่าง IR หรือ Institutional Repositpry หลายๆ ที่ มักจะนึกถึงซอฟต์แวร์อย่าง DSpace และมีการเลือกใช้ DSpace มาใช้งานกันหลายหน่วย อย่างไรก็ดีประเด็นหนึ่งที่ผู้ใช้ DSpace มักจะไม่พูดถึงกันมากก็คือ ความยุ่งยาก ซับซ้อนในการติดตั้ง การปรับแต่งระบบให้ตรงกับความต้องการของหน่วยงานเป็นอะไรที่สุดยอดของความ “หิน” พอสมควร เนื่องจากหลากหลายสาเหตุ STKS จึงได้ศึกษาดูว่ามีซอฟต์แวร์ใดอีกบ้างที่น่าจะนำมาพัฒนา IR ได้ โดยมีความสามารถไม่แตกต่างจาก DSpace อันได้แก่ การลงรายการโดยผู้ใช้ มีระบบอนุมัติตามสิทธิ์ สนับสนุนการเชื่อมข้อมูลด้วย Protocol OAI-PMH
 
 

ตำราเรียนแบบเปิด (open textbook) สามารถช่วยแก้ปัญหาที่มีมูลค่าระดับพันล้านดอลลาร์

เพื่อจะลดค่าใช้จ่ายของนักศึกษาขณะนี้และในอนาคต ต้องแยกจากตลาดตำราเรียนแบบดั้งเดิมและส่งออกวัสดุการศึกษาผ่านรูปแบบทางเลือกใหม่

การศึกษาครั้งนี้วิเคราะห์ศักยภาพของตำราเรียนแบบเปิดและการอนุญาตแบบเปิดในการเป็นทางเลือกใหม่

อย่างย่อ ตำราเรียนแบบเปิดเป็นตำราเรียนที่ถูกเขียนโดยคณะ และถูกทบทวนโดยผู้มีความรู้ในสาขาวิชานั้น ๆ ถูกเผยแพร่ภายใต้การอนุญาตแบบเปิด หมายความว่าตำราเรียนแบบเปิดมีให้ฟรีออนไลน์ ดาวน์โหลดได้ฟรี และถ้าอยู่ในรูปสั่งพิมพ์ออกมามีค่าใช้จ่าย 10-40 ดอลลาร์ หรือประมาณค่าใช้จ่ายในการสั่งพิมพ์

การศึกษาครั้งนี้ได้ทบทวนข้อมูลที่รวบรวมได้จากโปรแกรมนำร่องของมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกัน 5 โปรแกรม ซึ่งสนับสนุนคณะให้แทนที่ตำราเรียนแบบดั้งเดิมสำหรับหลักสูตรด้วยคลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด (Open Educational Resources, OER) และตำราเรียนแบบเปิด

สิ่งที่พบจากการศึกษา
จากการวิเคราะห์โปรแกรมนำร่องบ่งชี้ว่านักศึกษาประหยัด 128 ดอลลาร์ต่อหลักสูตร ด้วยตำราเรียนแบบดั้งเดิมถูกแทนที่ด้วยตำราเรียนแบบเปิด
โดยคาดการณ์การประหยัดของนักศึกษาเฉลี่ยและประยุกต์ใช้กับประชากรนักศึกษาที่ใหญ่กว่า สามารถทำนายว่าตำราเรียนแบบเปิดสามารถประหยัดมากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์แต่ละปี
นอกจากนี้ โดยเปรียบเทียบการลงทุนทั้งหมดและเงินที่ใช้ระหว่างโปรแกรมนำร่องกับการประหยัดทั้งหมดโดยนักศึกษา ซึ่งเป็นผลของโครงการ สามารถสรุปว่าการลงทุนในตำราเรียนแบบเปิดมีผลตอบแทนจากการลงทุนแบบ exponential ในการประหยัดของนักศึกษา

สรุปจากการศึกษา
ตำราเรียนแบบเปิดให้ผลประโยชน์ที่ชัดเจนกว่าตำราเรียนแบบดั้งเดิม
อย่างแรก ตำราเรียนแบบเปิดทำให้นักศึกษาประหยัดอย่างมาก ด้วยสามารถเข้าถึงฟรีออนไลน์ ดาวน์โหลดและพิมพ์ด้วยตนเองฟรี และรูปสั่งพิมพ์ออกมามีให้ที่ประมาณค่าใช้จ่ายในการสั่งพิมพ์ ตำราเรียนแบบเปิดสามารถทำให้นักศึกษาประหยัดพันล้านดอลลาร์แต่ละปี
อย่างที่สอง ตำราเรียนแบบเปิดให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไม่น่าเชื่อ หลายโปรแกรมที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินประหยัดหนึ่งดอลลาร์สำหรับทุกดอลลาร์ที่ใช้ ผลตอบแทนจากการลงทุนของตำราเรียนแบบเปิดเป็นแบบ exponential

คำแนะนำจากการศึกษา
สถาบันและผู้ถือผลประโยชน์ร่วมทั้งหมดในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยควรให้ความสนใจมากขึ้นกับการแก้ปัญหาของราคาตำราเรียนที่สูง และให้อย่างมีประสิทธิภาพการฝึกอบรมและทรัพยากรที่คณะต้องการเพื่อเปลี่ยนชั้นเรียนให้ใช้ตำราเรียนแบบเปิด

ที่มา: Ethan Senack (February 2015). Open textbooks: The Billion-Dollar Solution. The Student PIRGs. Retrieved May 2, 2022, from https://studentpirgs.org/2015/02/24/open-textbooks-billion-dollar-solution/

การสำรวจความสามารถในการซื้อตำราเรียนของนักศึกษาเพื่อการศึกษาในมหาวิทยาลัย

ได้ทำการสำรวจกับนักศึกษามากว่า 5,000 คนในเดือนกันยายน 2020
สิ่งที่พบจากการสำรวจ
1. นักศึกษาไม่ซื้อตำราเรียนที่ถูกสั่งให้ซื้อ ถึงแม้เป็นห่วงว่าจะมีผลกับเกรด
65% ของนักศึกษาที่ถูกสำรวจไม่ซื้อตำราเรียนเพราะราคา นักศึกษาเป็นห่วงอย่างมากว่าไม่ซื้อวัสดุจะมีผลในทางลบกับเกรด ด้วย 90% รายงานเป็นห่วงอย่างชัดเจนหรือค่อยข้างเป็นห่วง

2. มีนักศึกษามากกว่าไม่ใช้รหัสการเข้าถึง (access codes) ระหว่างการระบาด
มีนักศึกษา 21% ไม่ซื้อรหัสการเข้าถึง อาจเป็นเพราะปัญหาการเงินหรือมีความเชื่อมากขึ้นว่ารหัสการเข้าถึงเป็นส่วนของการเรียนรู้ทางไกล (remote learning) การไม่ใช้รหัสการเข้าถึงหมายความว่านักศึกษาพลาดโอกาสเกี่ยวกับการบ้าน การสอบ และส่วนสำคัญอื่น ๆ ของเกรดในชั้นเรียน

3. COVID-19 มีผลต่อนักศึกษาอย่างมากและมีผลต่อความสามารถในการซื้อวัสดุของหลักสูตร
นักศึกษาได้รับผลกระทบจากการระบาดอย่างกว้าง ด้วย 79% ของนักศึกษา ได้รับผลกระทบในบางหนทาง (นอกเหนือจากส่วนใหญ่อยู่กับบ้าน) ผลข้างเคียงของการระบาดเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กับการต่อสู้มากขึ้นเพื่อการเข้าถึงวัสดุของหลักสูตร

4. การไม่มีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้สัมพันธ์กับการเข้าถึงวัสดุของหลักสูตรและการประสบผลสำเร็จของนักศึกษา
10% ของนักศึกษาไม่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้เพื่อเข้าร่วมในชั้นเรียนทางไกล 30% ของนักศึกษาไม่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้ ไม่ซื้อรหัสการเข้าถึง 8% ของนักศึกษาไม่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้ ไม่ประสบผลสำเร็จในชั้นเรียนเนื่องจากไม่สามารถซื้อวัสดุของหลักสูตร

5. ความไม่ปลอดภัยในอาหารทำให้นักศึกษาไม่ซื้อวัสดุของหลักสูตรด้วยอัตราที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน
82% ของนักศึกษาซึ่งพลาดมื้ออาหารเนื่องจากการระบาด ไม่ซื้อตำราเรียนเนื่องจากราคา และ 38% ไม่ซื้อรหัสการเข้าถึง

สรุปจากการสำรวจ
COVID-19 เพิ่มอุปสรรคซึ่งนักศึกษาประสบทั้งการเงินและเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงวัสดุของหลักสูตร แม้ว่าไม่ได้ทำให้วัสดุของหลักสูตรแพงขึ้น นักศึกษาซึ่งไม่มีงานทำเนื่องจากการะบาดหรือไม่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้ถูกกระทบมากที่สุดโดยราคาวัสดุของหลักสูตร ปัญหาเหล่านี้จะยังคงอยู่ผ่านวิกฤตสุขภาพสาธารณะโดยปราศจากการให้ทุนเพิ่มขึ้นและการประยุกต์ใช้นโยบายระยะยาวซึ่งให้ความสำคัญกับการเข้าถึงและความสามารถในการซื้อ

คำแนะนำจากการสำรวจ
– สภานิติบัญญติและสำนักงานการศึกษา ควรให้ทุนสำหรับโปรแกรมตำราเรียนแบบเปิดและฟรี แก้ปัญหาการขาดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีที่เหมาะสม
– สถาบันอุดมศึกษาและระบบ ควรสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ทุน, การพัฒนาและการยอมรับทางอาชีพ, บรรณารักษ์การศึกษาแบบเปิด เพื่อทำให้ง่ายกว่าสำหรับผู้เชี่ยวชาญในการนำตำราเรียนแบบเปิดไปใช้และส่งงานออกภายใต้การอนุญาตแบบเปิด นอกจากนี้สถาบันทำเครื่องหมายราคาของวัสดุของหลักสูตรระหว่างการสมัครเข้าเรียนในชั้นเรียน
– คณะ ควรพิจารณานำตำราเรียนแบบเปิดไปใช้ และคิดทบทวนก่อนให้รหัสการเข้าถึง ผู้สอนควรนำการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบไม่แน่นอนมาพิจารณาเมื่อออกแบบหลักสูตร โดยทำให้วัสดุสามารถดาวน์โหลดและสร้างงานที่ได้รับมอบหมายที่ไม่ต้องการอินเทอร์เน็ตที่มั่นคงเพื่อเสนอให้พิจารณา
– หน่วยงานและรัฐบาลนักศึกษา ควรสนับสนุนที่ระดับท้องถิ่นสำหรับนโยบายที่สนับสนุนการนำตำราเรียนแบบเปิดไปใช้, ลดการใช้รหัสการเข้าถึง และเติมเต็มความต้องการพื้นฐานของนักศึกษา รัฐบาลนักศึกษายังสามารถสร้างห้องสมุด hot-spot

ที่มา: Cailyn Nagle and Kaitlyn Vitez (February 2021). Fixing the Broken Textbook Market: Third Edition. U.S. PIRG Education Fund. Retrieved April 25, 2022, from https://uspirg.org/reports/usp/fixing-broken-textbook-market-third-edition

หนังสือ 3 ทศวรรษ วิสัยทัศน์การวิจัยของ สวทช.

เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี สวทช. ได้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการบันทึกและเผยแพร่ผลงานวิจัยและพัฒนา และแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมต่างๆ ที่นักวิจัย สวทช. ทำขึ้น และได้มีการนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และแก้ปัญหาสำคัญต่างๆ โดยเน้นไปที่การคัดเลือกผลงานวิจัยและพัฒนาที่มีดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นำไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง และสร้างผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประเทศ จนได้รับการเผยแพร่และการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางจากสื่อมวลชน รวมถึงผลงานที่ได้รับรางวัลระดับประเทศและนานาชาติ

นอกจากนี้ ยังจัดทำบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร เพื่อเป็นการถอดบทเรียน เบื้องหลังการผลักดัน กำหนดทิศทาง และวิสัยทัศน์ ในการดูแลให้งานวิจัยตอบโจทย์ประเทศในด้านต่าง ๆ อาทิ ทิศทางการเกษตรและอาหาร สุขภาพการแพทย์ ดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มีการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงของ สวทช. เทียบกับเหตุการณ์สำคัญของประเทศและของโลก เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า สวทช. ปรับตัวมากเพียงใดต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ

ตลอด 3 ทศวรรษ ปี สวทช. มีการพัฒนาและปรับปรุงการทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยจุดแข็งคือ กำลังคนที่มีคุณภาพ มีความเชี่ยวชาญและศักยภาพในระดับต้นๆ ของประเทศ นอกจากนี้ ยังสร้างเครือข่ายความร่วมมือและมีหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้มแข็ง ร่วมงานกันเสมอมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะฉายภาพ “ความเป็น สวทช.” ให้ผู้อ่านได้เห็น ไม่มากก็น้อย

ตอนที่ 1 ไทม์ไลน์ (Timeline)

ตอนที่ 2 สวทช. เป็น อยู่ คือ (Where We Are)

ตอนที่ 3 สวทช. ในพริบตา (NSTDA@ a Glance)

ตอนที่ 4 ทวนอดีต (Retrospective)

ตอนที่ 5 มองไปข้างหน้า (From Now Onwards)

ตอนที่ 6 หอเกียรติยศ (Hall of Fame)

ตอนที่ 7 จากนวัตกรรมการวิจัยสู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ (From Research Innovation to Economic Values)

ตอนที่ 8 สวทช. เพื่อสังคม (NSTDA’s Social Impacts)
ตอนที่ 9 เราคือทีมเดียวกับ (You Are Our Team)
ตอนที่ 10 พีระมิดการสั่งการ (Pyramid of Orders)

ตอนที่ 11 ยินดีให้บริการ (Your Need is Our Service)

ตอนที่ 12 วิสัยทัศน์ ค่านิยมหลัก และการกิจ (Visions, Core Values & Mission)

นักศึกษาตอบสนองอย่างไรต่อราคาตำราเรียนที่สูงและต้องการทางเลือกใหม่

The Student PIRGs (The Student Public Interest Research Groups) ได้ดำเนินการศึกษาเพื่อค้นหาผลของราคาตำราเรียนที่สูงที่มีต่อนักศึกษาและการศึกษาในมหาวิทยาลัย และเพื่อประเมินความสนใจของนักศึกษาในทางเลือกใหม่นอกจากตำราเรียนแบบดั้งเดิม

สิ่งที่พบจากการศึกษา
ระหว่างฤดูใบไม้ร่วงของปี 2013 the Student PIRGs ทำการสำรวจจากนักศึกษา 2,039 คน จากมากกว่า 150 วิทยาเขตของมหาวิทยาลัย สิ่งที่พบหลัก คือ
1. ราคาตำราเรียนที่สูงขัดขวางนักศึกษาจากการซื้อวัสดุที่ถูกสั่งถึงแม้มีความห่วงใยเกรด
– 65% ของนักศึกษา ให้ความเห็นว่า ไม่ซื้อตำราเรียนเพราะว่าแพงเกินไป
– 94% ของนักศึกษา ซึ่งไม่ซื้อตำราเรียนรู้สึกกังวลว่าการทำแบบนี้จะมีผลเสียต่อเกรด

2. ราคาตำราเรียนที่สูงมีผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษาอื่น ๆ ของนักศึกษา
– เกือบครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่ถูกสำรวจ ตอบว่าราคาของตำราเรียนมีผลต่อกี่ชั้นเรียนหรือชั้นเรียนไหนที่นักศึกษาจะเข้าเรียนในแต่ละภาคการศึกษา

3. นักศึกษาเชื่อว่าทางเลือกใหม่ของสิ่งที่พิมพ์ออกมาและใช้ได้ฟรีผ่านออนไลน์นอกจากตำราเรียนแแบบดั้งเดิมจะทำให้การปฏิบัติดีขึ้น
– 82% ของนักศึกษารู้สึกว่าจะทำได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนในหลักสูตร ถ้าตำราเรียนมีให้ฟรีออนไลน์และการซื้อสิ่งที่พิมพ์ออกมาเป็นทางเลือก
– นักศึกษาสนับสนุนตำราเรียนที่มีให้ฟรีออนไลน์และการซื้อสิ่งที่พิมพ์ออกมาเป็นทางเลือก ชี้ให้เห็นโดยตรงว่า ตำราเรียนแบบเปิด (open textbooks) เป็นต้นแบบในอุดมคติเพื่อแทนที่ตำราเรียนแบบดั้งเดิม

สรุปจากการศึกษา
ราคาตำราเรียนที่สูงจะเป็นปัญหาสำหรับนักศึกษาถ้าราคาตำราเรียนที่ถูกจัดพิมพ์ใหม่ที่สูงไม่ลดลง นอกจากนี้การศึกษาครั้งนี้ยังแสดงว่านักศึกษาพร้อมสำหรับทางเลือกใหม่นอกจากตำราเรียนแบบดั้งเดิมในห้องเรียน ตำราเรียนแบบเปิดเป็นต้นแบบในอุดมคติ ซึ่งนักศึกษาในการสำรวจรู้สึกว่าจะทำให้การปฏิบัติในห้องเรียนดีขึ้น
ในขณะที่การจัดให้มีในปัจจุบันของตำราเรียนแบบเปิดกำลังขยายอย่างรวดเร็ว ยังครอบคลุมเพียงส่วนน้อยของหลักสูตรมหาวิทยาลัยทั้งหมด เพื่อให้มีการแข่งขันในตลาดและเพื่อทำให้ตำราเรียนแบบเปิดเป็นทางเลือกใหม่ที่แท้จริงนอกจากตำราเรียนแบบดั้งเดิม ต้องลงทุน start-up มากขึ้นในการสร้างและการพัฒนาตำราเรียนแบบเปิด

คำแนะนำจากการศึกษา
– นักศึกษาควรสนับสนุนโดยตรงสำหรับการใช้ตำราเรียนแบบเปิดในห้องเรียน
– คณะควรพิจารณานำตำราเรียนแบบเปิดไปใช้ในห้องเรียน ควรตรวจสอบ the U. Minnesota Open Textbook Library ว่ามีหนังสือสำหรับชั้นเรียนหรือไม่
– ผู้บริหารวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยควรพิจารณาสร้างโปรแกรมนำร่องตำราเรียนแบบเปิดในวิทยาเขต สามารถดู MOST Initiative ของระบบมหาวิทยาลัยของ Maryland เป็นตัวอย่าง
– สภานิติบัญญัติของรัฐและสหรัฐ ควรลงทุนสร้างและพัฒนาตำราเรียนแบบเปิดมากขึ้น ดู Open Course Library ของรัฐวอชิงตัน เป็นตัวอย่าง
– สำนักพิมพ์ควรพัฒนารูปแบบใหม่ ซึ่งสามารถผลิตหนังสือคุณภาพสูงโดยไม่กำหนดราคาที่สูงเกินไปสำหรับนักศึกษา

ที่มา: Ethan Senack (January 2014). Fixing the Broken Textbook Market. the Student PIRGs. Retrieved April 19, 2022, from https://uspirg.org/reports/usp/fixing-broken-textbook-market