ผลการค้นหา :
5 มุมมองขับเคลื่อน Medical AI: ใช้พลังข้อมูลเสริม AI สู่นวัตกรรมการแพทย์เพื่อคนไทย
สรุปสาระจากเสวนา Medical AI ก้าวสำคัญสู่การพัฒนาการแพทย์แห่งอนาคต
วงการสาธารณสุขไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ สะท้อนจากงานเปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคสาธารณสุข โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวถึงนโยบาย อว. for AI และเป็นสักขีพยานในการประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรทางการแพทย์ Medical AI Consortium เปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศข้อมูลที่เข้มแข็ง รองรับการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์เพื่อคนไทย
ภายในงาน ยังมีเสวนา “Medical AI ก้าวสำคัญสู่การพัฒนาการแพทย์แห่งอนาคต” ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้นำจากหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อฉายภาพวิสัยทัศน์ ความท้าทาย ซึ่งมี 5 มุมมองสำคัญที่จะขับเคลื่อน Medical AI ของไทยไว้อย่างน่าสนใจ
1.พลังข้อมูล หัวใจขับเคลื่อน AI การแพทย์ไทย
ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ฉายภาพความสำคัญของ AI ในทางการแพทย์ โดยชี้ให้เห็นว่า AI มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ Big Data แม้ไทยอาจยังตามหลังด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่ไทยเป็นเจ้าของข้อมูล “ศักยภาพของ Big Data จะเป็นของประเทศไทยได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถจัดระเบียบข้อมูลของเราได้ดีเพียงใด ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร กล่าว ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน คือ AI อ่านผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก หรือ Inspectra CXR ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลพัฒนาร่วมกับสตาร์ทอัปไทยอย่าง Perceptra ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อย. ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลใช้งานแล้วกว่า 90 แห่ง
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร ยังกล่าวถึง การใช้เทคนิค Retrieval-Augmented Generation (RAG) เพื่อให้ AI เรียนรู้และตอบคำถามจากชุดข้อมูลเฉพาะของประเทศไทย เพื่อให้ AI สามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลที่อยู่ในบริบทของประเทศไทยได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการรวมข้อมูลจาก 3 กองทุนสุขภาพหลักของไทย ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงระบบเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ Health Link แอปพลิเคชันหมอพร้อม และข้อมูลจีโนมิกส์จากโครงการ Genomics Thailand จะเป็นฐานข้อมูลอันทรงพลังสำหรับ AI การแพทย์ของไทย
2. AI ช่วยแพทย์คัดกรอง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการรักษา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นำเสนอมุมมองของผู้ใช้งาน AI ด้านการแพทย์ โดยเน้นย้ำบทบาทของกรมการแพทย์ในการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริงและเท่าเทียมกัน โดยกล่าวว่า “สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา ถือเป็นภารกิจหลักของกรมการแพทย์” และยกตัวอย่างความสำเร็จของการใช้ AI คัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ซึ่งริเริ่มโดยโรงพยาบาลราชวิถีร่วมกับ Google AI ตั้งแต่ปี 2018 โดยไทยพบผู้ป่วยเบาหวานกว่า 6 ล้านคน โดยร้อยละ 15-20% เสี่ยงเกิดภาวะดังกล่าว ในขณะที่ประเทศไทยมีจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตาประมาณ 250 คน และส่วนใหญ่ปฏิบัติงานในกรุงเทพฯ สวนทางกับการกระจายตัวของผู้ป่วยทั่วประเทศ โดย AI มีความไว (Sensitivity) ในการตรวจคัดกรองสูงถึง 97 เทียบกับ 74 ของการคัดกรองโดยแพทย์ และมีความแม่นยำ (Specificity) สูงถึงร้อยละ 96 ดังนั้นการใช้ AI ช่วยคัดกรองภาวะดังกล่าว ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนและกระจายตัวที่ไม่สมดุลของจักษุแพทย์ได้
3.แรงหนุนจากนโยบายและทุน: ขับเคลื่อน Medical AI สู่ S-Curve ใหม่
ความสำเร็จของ Medical AI ประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดระบบนิเวศที่สนับสนุน โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งบริหารกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ได้ให้มุมมองเชิงนโยบายว่า Medical AI สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งการแพทย์เป็น 1 ใน 4 สาขาหลัก และมีศักยภาพสูงที่จะเป็น S-Curve ใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางตลาด AI โลกที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเน้นย้ำถึงความได้เปรียบของไทยในด้านข้อมูลทางคลินิก (Clinical Data) และข้อมูลจีโนมิกส์ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานอย่าง LANTA Supercomputer ของ สวทช. และบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความร่วมมือ “หากเราสามารถรวมพลังและใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกันของประเทศได้ จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” ศาสตราจารย์ สมปอง กล่าว
ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง ได้อธิบายบทบาทของ กองทุน ววน. โดยเปรียบเปรยว่าเป็นเสมือน “กองทุนที่ 4” จากแตกต่าง จาก 3 กองทุนสุขภาพหลักซึ่งเน้นการเป็นแหล่งข้อมูล แต่ กองทุน ววน.จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนากำลังคน และการสร้างแนวทางประยุกต์ใช้ใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็มและสร้างความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศ Medical AI ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมุ่งสนับสนุนเป้าหมายรูปธรรม เช่น การผลิตเครื่องมือแพทย์และบริการทางการแพทย์เพื่อทดแทนการนำเข้า และมีการหารือกับ สปสช. เพื่อผลักดันให้การวินิจฉัยและรักษาโรคด้วย AI เบื้องต้นราว 10 กลุ่มโรคให้สามารถเบิกจ่ายได้ในอนาคต
4.บพค. กับการสร้าง Ecosystem AI การแพทย์
ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวถึงการสนับสนุนของ บพค. ที่มีต่อโครงการ Medical AI Consortium มาแล้วกว่า 90 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์ม บุคลากร ต้นแบบ AI Model และกรอบธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นว่าแพลตฟอร์มนี้มีความปลอดภัย โดยวิสัยทัศน์ของ บพค. สนับสนุน 4 ภารกิจหลักตามที่ได้รับมอบหมายจากการปฏิรูประบบ ววน. คือ การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง, การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน., งานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) และการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาและการวิจัย โดย มองว่าการพัฒนาเทคโนโลยี AI ต้องมองไปข้างหน้าและจำเป็นต้องมีการคาดการณ์อนาคตเพื่อเตรียมความพร้อม แม้ AI จะพัฒนาไปเร็วเพียงใด แต่ก็ยังต้องการมนุษย์ในการตรวจสอบ (Validate) และตัดสินใจขั้นสุดท้าย ดร.ณิรวัฒน์ เปรียบการขับเคลื่อน Medical AI เหมือนการปีนเขาเอเวอเรสต์ที่ต้องมีหมุดหมาย (Milestone) เล็ก ๆ ระหว่างทาง โดยเน้นความสำคัญของการสร้างความร่วมมือให้กว้างขวางขึ้น การสร้างมาตรฐานข้อมูล และการพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการนำ AI ไปใช้ประโยชน์จริง
5.รากฐานทางเทคโนโลยี: เน้นสร้างเครื่องมือให้ "คนไทย" ประยุกต์ใช้ AI ได้จริง
ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาชั้นนำของประเทศ สวทช. ตระหนักถึงความสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ AI มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ให้มุมมองว่า AI จะฉลาดและมีประสิทธิภาพได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับตรรกะและ วิธีการสอน ให้ AI เรียนรู้และมองเห็นสิ่งที่สำคัญในข้อมูลนั้น เฉกเช่นเดียวกับที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้ประสบการณ์ในการวินิจฉัยโรค
ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ สวทช. โดย เนคเทค จึงได้จับมือกับพันธมิตรสำคัญ ทั้งกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคีเครือข่าย Medical AI Consortium ริเริ่มและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ขึ้น ปัจจุบันรวมภาพถ่ายทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคสำคัญ เช่น โรคทรวงอก มะเร็งเต้านม โรคตา โรคช่องท้อง โรคผิวหนัง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคกระดูกพรุน เป็นต้น
หัวใจสำคัญที่ สวทช. มุ่งมั่นพัฒนา ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างคลังข้อมูล แต่คือการสร้างเครื่องมือที่จะปลดล็อกให้นักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์ไทยสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ทางการแพทย์ได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีราคาสูงจากต่างประเทศ สวทช. โดย เนคเทค ได้พัฒนาเครื่องมือสำคัญ ได้แก่ “RadiiView” ซอฟต์แวร์และคลาวด์แอปพลิเคชันสำหรับกำกับข้อมูล (Annotation) หรือการระบุลักษณะสำคัญบนภาพทางการแพทย์ได้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างชุดข้อมูลคุณภาพสูงสำหรับสอน AI “NomadML” แพลตฟอร์มที่ช่วยให้นักวิจัยพัฒนาโมเดล AI ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดโปรแกรมที่ซับซ้อน และสามารถเชื่อมต่อกับ LANTA Supercomputer เพื่อใช้พลังการประมวลผลสมรรถนะสูงของ สวทช. ในการเร่งกระบวนการพัฒนาและฝึกสอนโมเดล AI ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ศ.ดร.ชูกิจ เน้นย้ำว่า ยุทธศาสตร์ของไทยไม่ใช่การแข่งขันพัฒนา AI แต่คือการนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาดในบริบทที่ไทยมีจุดแข็ง ซึ่งก็คือ ข้อมูลทางการแพทย์ และความรู้ความเชี่ยวชาญของบุคลากร การมีแพลตฟอร์มกลางที่ทำให้ข้อมูลจากโรงพยาบาลต่าง ๆ มาแชร์และเรียนรู้ร่วมกันจะทำให้ AI ที่พัฒนาขึ้นมีความสามารถสูง
“ศักยภาพของ AI ทางการแพทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวิเคราะห์ภาพถ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพในองค์รวม เพื่อสร้างแบบจำลองดิจิทัลเสมือนของตัวบุคคล (Digital Twin) ที่สามารถให้คำแนะนำด้านสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง Medical AI Data Platform นี้จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคต” ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย
การเสวนาและการเปิดตัวแพลตฟอร์มครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นจากทุกภาคส่วนในการผลักดัน Medical AI ของไทย การเกิดขึ้นของ Medical AI Data Platform และความร่วมมือภายใต้ Medical AI Consortium ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทลายกำแพงด้านข้อมูล สร้างมาตรฐาน และส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์อย่างก้าวกระโดด ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาด้านสาธารณสุขและเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ของประเทศ แม้จะมีความท้าทายรออยู่ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ร่วมกัน การสนับสนุนเชิงนโยบายและงบประมาณ รวมถึงความร่วมมือแบบ "ร่วมแชร์ เชื่อม ใช้" เชื่อมั่นได้ว่า Medical AI จะไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่คืออนาคตของการแพทย์ไทย ที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน
Medical AI Consortium ยังคงเปิดรับและขอเชิญชวนหน่วยงานทางการแพทย์ สถาบันการศึกษา นักวิจัย และภาคเอกชน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ เพื่อต่อยอดการพัฒนา AI ทางการแพทย์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
สำหรับหน่วยงานที่สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือพันธมิตรของ Medical AI Consortium หรือการใช้งาน Medical AI Data Platform สามารถกรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มเพื่อการติดต่อกลับได้ที่ https://www.nstda.or.th/r/Gf8vZ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. จับมือ สธ. โดย สวทช. ม.มหิดล กรมการแพทย์ และพันธมิตร เปิดตัว Medical AI Data Platform ชวนโรงพยาบาล แชร์-เชื่อม-ใช้ ภาพทางการแพทย์ 2.2 ล้านภาพ หวังเป็นแพลตฟอร์มกลางที่ใช้ AI เป็นตัวช่วยคัดกรอง-หมอวินิจฉัยโรครวดเร็ว
(วันที่ 21 เมษายน 2568) โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคสาธารณสุข โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวถึงนโยบาย อว. for AI และเป็นสักขีพยานในการประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรทางการแพทย์ ประกอบด้วย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย Medical AI Consortium ซึ่งภายในงานมีการ เปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” อย่างเป็นทางการ ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศข้อมูลที่เข้มแข็ง รองรับการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์เพื่อคนไทย โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานแถลงข่าว
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า “กระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ผ่านนโยบาย ‘อว. for AI’ ซึ่งมุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครบวงจร การแพทย์เป็นเป้าหมายสำคัญที่ AI จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การสนับสนุนการจัดตั้ง Medical AI Consortium ผ่านทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เพื่อพัฒนา Medical AI Data Platform ถือเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของประเทศ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงคลังข้อมูล แต่ยังประกอบด้วยเครื่องมือที่พัฒนาโดย สวทช. ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยและแพทย์สามารถพัฒนานวัตกรรม AI ได้ง่ายขึ้น ถือเป็นภารกิจสำคัญในการสร้างรากฐาน AI การแพทย์ที่มั่นคงของประเทศ จึงขอเชิญชวนโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ร่วมแบ่งปันข้อมูลและระบุโจทย์ที่สำคัญ และนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาร่วมพัฒนาโมเดล AI ที่ใช้ได้จริง เพื่อร่วมกันยกระดับสาธารณสุขไทยให้ก้าวทันโลก และใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ”
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. มีพันธกิจในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ Medical AI Consortium และ แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ ที่พัฒนาขึ้นนี้ คือ ตัวอย่างของการบูรณาการความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและ AI ของ สวทช. เข้ากับความรู้ทางการแพทย์จากพันธมิตร เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ตัวอย่างของเทคโนโลยีอย่าง RadiiView และ NomadML ที่พัฒนาโดยนักวิจัยเนคเทค สวทช. จะช่วยปลดล็อกให้นักวิจัยและแพทย์ไทยสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ได้เอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และนำไปสู่ AI ทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศไทยอย่างแท้จริง”
แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform) พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. ประกอบด้วยเทคโนโลยีที่สนับสนุนกระบวนการพัฒนา AI ทางการแพทย์ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจร และปลอดภัยตามมาตรฐานคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ภายใต้การดูแลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ครอบคลุม 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1. ส่วนบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) รองรับการรวบรวม จัดเก็บ จัดทำรายการข้อมูลภาพทางการแพทย์อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ มีการกำกับดูแลสิทธิ์การเข้าถึงตามหลักธรรมาภิบาลข้อมูล นอกจากนี้ นักวิจัยเนคเทค สวทช. ยังพัฒนา RadiiView ซอฟต์แวร์และคลาวด์แอปพลิเคชันสำหรับการกำกับข้อมูลภาพทางการแพทย์ (Annotation) ที่มีเครื่องมือช่วยให้แพทย์ระบุลักษณะสำคัญบนภาพได้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างชุดข้อมูล
2. ส่วนพัฒนาและฝึกสอน AI (AI Modeling) ผ่านแพลตฟอร์ม NomadML ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาโมเดลได้โดย ไม่ต้องเขียนโค้ดโปรแกรมที่ซับซ้อน เพียงนำชุดข้อมูลที่กำกับแล้วจาก RadiiView มาใช้บนแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งเชื่อมต่อกับทรัพยากรประมวลผลสมรรถนะสูงอย่าง LANTA Supercomputer ของ สวทช. เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาโมเดล
3. ส่วนบริการ AI (AI Service Deployment) มุ่งเน้นการนำโมเดล AI ที่ผ่านการพัฒนาและตรวจสอบประสิทธิภาพแล้ว ไปสู่การใช้งานจริงในระบบบริการสุขภาพ โดยอาจให้บริการผ่าน National AI Service Platform เพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง
โดยแพลตฟอร์มดังกล่าว ได้รวบรวมภาพทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคทรวงอก, มะเร็งเต้านม (ภาพแมมโมแกรม), โรคตา (ภาพจอประสาทตา), โรคในช่องท้อง (ภาพอัลตราซาวด์), โรคผิวหนัง, โรคหลอดเลือดสมอง (ภาพ CT/MRI), และโรคกระดูกพรุน (ภาพ BMD/VFA) พร้อมทั้งพัฒนาโมเดล AI ต้นแบบแล้ว 2 บริการ ซึ่งมีศักยภาพในการช่วยแบ่งเบาภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย และขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพ
ปัจจุบัน Medical AI Consortium มีสมาชิกเข้าร่วมขับเคลื่อนรวม 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการแพทย์, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์, คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช
อย่างไรก็ดี สวทช. และพันธมิตร เชื่อมั่นว่าความร่วมมือและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลางทางการแพทย์นี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งสร้างนวัตกรรม AI ทางการแพทย์ที่ใช้งานได้จริงในวงกว้าง จึงขอเชิญชวนหน่วยงานทางการแพทย์ สถาบันการศึกษา นักวิจัย และภาคเอกชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ เพื่อขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้าต่อไป
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตัวอย่าง AI ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับ บริษัทสตาร์ตอัป เริ่มพัฒนาการใช้ AI เพื่อการอ่านผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) ทางการแพทย์และสร้างรายงานทางการแพทย์เพื่อใช้ในการวินิจฉัยความผิดปกติของภาพเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อขยายผลการให้บริการผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก รวมทั้งโรงพยาบาลอื่น ๆ ในราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อโปรแกรม AI มาจากต่างประเทศ ช่วยลดงบประมาณค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลในประเทศไทย โดยล่าสุดเทคโนโลยีเพื่อการอ่านผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) ได้ผ่านมาตรฐานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขแล้ว และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กำลังพัฒนาไปยังโรคอื่น ๆ ซึ่งในอนาคตมีแผนจะดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้าง AI สำหรับใช้ในโรงพยาบาลนำไปสู่การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป
อย่างไรก็ตาม Medical AI Consortium เป็นเครือข่ายสำคัญที่จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยดึง DATA มาร่วมแบ่งเป็นข้อมูลในการทำงานด้านการแพทย์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ AI เรียนรู้ข้อมูลได้ฉลาดและแม่นยำมากขึ้น
ด้าน นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน รวมถึงในวงการแพทย์ โดย AI ได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดูแลรักษาทางการแพทย์ ทั้งในด้านการวินิจฉัย การรักษา และการบริหารจัดการระบบสุขภาพ
ในประเทศไทยพบว่าผู้ป่วยเบาหวานกว่า 6 ล้านคน ราว 15–20% เสี่ยงภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา แต่มีจักษุแพทย์เฉพาะทางเพียง 250 คน จากข้อจำกัดดังกล่าว ได้มีการศึกษาทดลองการใช้ AI ใน 13 เขตสุขภาพจากบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา พบว่า การตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์มีความไว (sensitivity) อยู่ที่ร้อยละ 74 และมีความแม่นยำ (specificity) สูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่การตรวจโดยใช้ AI ให้ผลความไวที่สูงกว่ามาก คือประมาณร้อยละ 97 และมีความแม่นยำอยู่ที่ร้อยละ 96 ทำให้เห็นว่าระดับความแม่นยำจะใกล้เคียงกัน แต่ AI มีความสามารถในการตรวจคัดกรองโรคได้รวดเร็วและมีความไวสูงกว่า
“การนำ AI มาใช้ในการคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาสามารถช่วยลดระยะเวลาการรอคอยในการเข้ารับการตรวจ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชน และทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะสูญเสียการมองเห็นและความพิการในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้การพัฒนา AI สำหรับการแพทย์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลภาพทางการแพทย์คุณภาพสูงปริมาณมาก ซึ่งที่ผ่านมามีความท้าทายในการรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน Medical AI Consortium จึงก่อตั้งขึ้นและขับเคลื่อนให้เกิด แนวคิด “ร่วมแชร์ เชื่อม ใช้” เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการแบ่งปันและใช้ประโยชน์ข้อมูลทางการแพทย์อย่างมีธรรมาภิบาล โดยมีแพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform) ที่พัฒนาขึ้นโดย เนคเทค สวทช. เป็นแพลตฟอร์มกลางดิจิทัล ทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ บริหารจัดการ และให้บริการข้อมูลแก่สมาชิกในเครือข่ายและคนทั่วไป ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลและมาตรฐานคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ Institute of Science Tokyo ยกระดับความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรวิจัยสู่อนาคต
เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 ศาสตราจารย์ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา และ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก Institute of Science Tokyo ณ ห้องประชุม YT711 อาคารโยธี กรุงเทพฯ
คณะผู้แทนจากญี่ปุ่นนำโดย Prof. Naoto Ohtake ประธานสถาบัน Dr. Jun-ichi Takada รองประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ และ Dr. Kenji Fueki คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ เดินทางมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้เพื่อหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยมีทีมงานจากโครงการ TAIST–Science Tokyo ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางเพื่อผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์วิจัย ที่มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค
ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสการจัดตั้ง Institute of Science Tokyo อย่างเป็นทางการ พร้อมเน้นย้ำบทบาทของ สวทช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยเสนอหัวข้อความร่วมมือในการดำเนินการวิจัย อาทิ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสาขาการแพทย์และทันตกรรม การพัฒนาระบบคาร์บอนเครดิต รวมถึงการวิจัยเพื่อการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่สอดรับกับแนวโน้มเทคโนโลยีโลกและเป้าหมายการแก้ไขปัญหาทางสังคมร่วมกัน
ภายในการประชุม ดร.หงลดา เทอดเกียรติกุล ได้นำเสนอภาพรวมบทบาทและพันธกิจของ สวทช. ในด้านการขับเคลื่อนงานวิจัยและการพัฒนาบุคลากรวิจัย พร้อมทั้งรายงานผลความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจาก สวทช. และ Institute of Science Tokyo ซึ่งได้ร่วมกันตีพิมพ์ผลงานวิจัยมากกว่า 150 ฉบับ ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและศักยภาพในการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่ความร่วมมือด้านวิจัยในอนาคตอย่างกว้างขวาง และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน
ในโอกาสเดียวกัน Prof. Naoto Ohtake ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของ Institute of Science Tokyo ว่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมผ่านการส่งเสริมศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้หลากหลายแขนงร่วมกับแนวคิดเชิงวิสัยทัศน์ เพื่อสร้างคุณค่าและยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในระยะยาว
ด้าน Dr. Jun-ichi Takada แสดงความมุ่งมั่นในการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำงานร่วมกันบนเวทีโลก ขณะที่ Dr. Kenji Fueki นำเสนอแนวทางความร่วมมือด้านวิจัยในสาขาวิศวกรรมการแพทย์และทันตกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพได้อย่างก้าวกระโดด
การหารือยังได้สะท้อนเป้าหมายร่วมในการพัฒนาบุคลากรวิจัยคุณภาพระดับนานาชาติ ผ่านโครงการ TAIST–Science Tokyo ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย และ Institute of Science Tokyo โดยมีเป้าหมายในการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสนับสนุนการพัฒนาประเทศในอนาคต
การเยือนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในบทบาทของวิทยาศาสตร์และทรัพยากรมนุษย์ในการขับเคลื่อนประเทศให้สามารถรับมือกับความท้าทายรอบด้านในอนาคต พร้อมเดินหน้าส่งเสริมโครงการความร่วมมือด้านวิจัย นวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยเน้นความเข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนาจากสองสถาบันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โครงการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการเกษตรแปรรูป การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูงฯ
🚨 ขยายเวลารับสมัครถึง 25 พฤษภาคม 2568! 🚨
โอกาสทองของผู้ประกอบการสายเกษตรแปรรูป การแพทย์ สุขภาพ อาหาร และท่องเที่ยว อย่าพลาด!
🔶 ขอเชิญสมัครเข้าร่วม
“โครงการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการเกษตรแปรรูป การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูงเพื่อเร่งการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน”(From Food 2 Good Health Accelerate) 🎊🎊🎊
สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ
✅ สัมมนา / อบรมเชิงปฏิบัติการ ด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
✅ ประเมินและวินิจฉัยธุรกิจ วางแผนธุรกิจไปสู่การเร่งเติบโต
✅ ให้คำปรึกษาเชิงลึก แบบ 1 ต่อ 1
✅ กิจกรรมเปิดตลาดใหม่ เช่น การออกบูธ จับคู่ธุรกิจ
✅ ทุนสนับสนุนรวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจ
✅ เพิ่มขีดความสามารถด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
🎯 กลุ่มเป้าหมาย
🚹 เกษตรและเกษตรแปรรูป
🚹 การแพทย์และสุขภาพ
🚹 อาหาร
🚹 ท่องเที่ยว
📌 ดาวน์โหลดใบสมัครและรายละเอียดโครงการได้ที่
👉 https://www.nstda.or.th/r/aLqyq
📧 ส่งใบสมัครมาที่ fromfoodaccelerate@nstda.or.th
ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 เท่านั้น!
📞 สอบถามเพิ่มเติม:
ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการฯ สวทช. (BID)
📲โทร 0 2564 7000 ต่อ 71746, 71748 และ 71386
ปฏิทินกิจกรรม
สัมมนา “Transforming Tomorrow: พลิกอนาคตด้วย Data & Technology สู่ อุตสาหกรรม 4.0”
🔥🔥โอกาสดี! รับฟัง มุมมอง แนวความคิด จากบริษัทชั้นนำระดับโลก และแนวทางปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 พร้อมสิทธิประโยชน์การลงทุน มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนา "Transforming Tomorrow: พลิกอนาคตด้วย Data & Technology สู่ อุตสาหกรรม 4.0"
🚀 ก้าวทันอุตสาหกรรม 4.0! เสริมแกร่งธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล
🌟 พร้อมไขความลับการปรับตัวเพื่อความสำเร็จ!
💡 พร้อมรับ สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนและมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม
กำหนดจัดกิจกรรม
📅 วันพุธทื่ 30 เมษายน 2568 ⏰ 09.00 - 12.00 น.
📍 ณ โถง INC2C ชั้น 1 อาคาร INC2 (อาคารหมายเลข 19) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
🔍 พบกับหัวข้อสุดเข้มข้น
✔ Unlocking Organizational Potential: The Power of Data & Technology
✔ Smart Factory Transformation Insights
✔ How to: ยกระดับสู่ อุตสาหกรรม 4.0 และ สิทธิประโยชน์ BOI มาตรการ Industry 4.0
✔ Clinic: Thailand i4.0 Checkup พร้อมคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ สวทช.
✨ พิเศษ! สำหรับผู้เข้าร่วมงาน
รับบริการ ประเมินความพร้อมสู่ อุตสาหกรรม 4.0 และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม
📌 ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!
📌 Link : https://forms.gle/uiCkcYitBYyzJPGb8
📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
📧 E-mail: ikd-kas@nstda.or.th
📱 โทร: 081 710 3831 (คุณชัยนันท์), 089 456 2400 (คุณวัชรี)
ปฏิทินกิจกรรม
แกะกล่องงานวิจัย : ฉลากอัจฉริยะระบุความสุกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง
📌 เกี่ยวกับอะไร ?
มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองคือหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของไทยที่มีจุดเด่น คือ ผลใหญ่ เปลือกสีเหลืองทอง เนื้อละเอียด รสชาติหวาน แต่ด้วยมะม่วงสายพันธุ์นี้มีเปลือกสีเหลืองตั้งแต่เริ่มสุกบนต้นหรือระยะที่ยังไม่พร้อมรับประทาน ผู้บริโภคจึงแยกระดับความสุกยาก และอาจพลาดโอกาสลิ้มรสมะม่วงในช่วงมีรสชาติอร่อยที่สุดไป
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาฉลากอัจฉริยะระบุความสุกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในรูปแบบเซนเซอร์ตรวจจับก๊าซเอทิลีนที่ผลไม้ปล่อยออกมาเพื่อกระตุ้นให้กระบวนการสุกเริ่มขึ้น ฉลากมีลักษณะเป็นสติกเกอร์สำหรับแปะผลไม้ มีลวดลายเป็นวงกลม 2 ชั้น วงในเป็นเซนเซอร์ตรวจจับปริมาณก๊าซที่จะมีสีเปลี่ยนแปลงไปตามระดับความเข้มข้น ส่วนวงนอกเป็นแถบสีสำหรับเทียบระดับความสุก
ฉลากอัจฉริยะที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นระบุความสุกหรือรสชาติของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้ 3 ระดับ คือ สีเขียวอ่อนอมเทาหมายถึงสุกน้อย มีรสชาติเปรี้ยว สีเขียวอ่อนหมายถึงสุกปานกลาง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และสีเขียวเข้มหมายถึงสุกพร้อมรับประทาน มีรสชาติหวาน
📌 ดีอย่างไร ?
ผู้จำหน่ายเพียงแปะฉลากลงบนผลมะม่วง ส่วนผู้บริโภคก็เลือกซื้อตามระดับความสุกที่ต้องการ และประมาณเวลาในการบริโภคตามระดับความสุก
📌 ตอบโจทย์อะไร ?
การทราบระยะความสุกของผลไม้ ทำให้ผู้จำหน่ายและผู้บริโภคบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างเหมาะสม เช่น ผู้จำหน่ายใช้เป็นข้อมูลวางแผนการตลาดหรือโปรโมชันเพื่อลดการสร้างขยะอาหาร หรืออาจทำเป็นอาหารเมนูต่าง ๆ ที่เหมาะสมเพื่อจำหน่ายได้ ส่วนผู้บริโภคใช้เป็นข้อมูลวางแผนการรับประทานให้ทันเวลาเพื่อลดการสร้างขยะอาหารได้เช่นกัน
ทั้งนี้ IMARC Group บริษัทด้านการวิจัยตลาดต่างประเทศประมาณการไว้ว่าความต้องการฉลากอัจฉริยะจะสูงขึ้นในปี 2567-2575 ด้วยค่า CAGR (compound annual growth rate) ที่ร้อยละ 11.4 หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เป็น 2.97 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2575 ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะเริ่มลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลไม้ไทย โดยปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมเปิดรับโจทย์การวิจัยฉลากอัจฉริยะระบุความสุกของผลไม้ชนิดต่าง ๆ ตามที่ผู้ประกอบการต้องการด้วย
📌 สถานะของเทคโนโลยี ?
พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณปิยะรัตน์ เซ้าซี้ อีเมล piyarath.sao@nanotec.or.th
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : สวทช. พัฒนาฉลากอัจฉริยะระบุระดับความสุกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดขยะอาหาร
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
Future Food Lab – โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอาหารนวัตกรรม
🔊Future Food Lab - โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอาหารนวัตกรรม ✨
🎊🎊🎊 Food Innopolis ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานเครือข่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านอาหารโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์อาหาร และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการ
🗓️ ระยะเวลาโครงการ
พฤษภาคม - ตุลาคม 2568
🎯สิ่งที่จะได้รับจากโครงการ
✅ ได้รับคำปรึกษา และพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ
✅ ตัวอย่างต้นแบบผลิตภัณฑ์ พร้อมการทดสอบทางประสามสัมผัส (Sensory Test) ที่เหมาะสมกับต้นแบบผลิตภัณฑ์เบื้องต้น
✅ ได้รับความรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาแนวคิด (concept) ของผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า และตลาดเป้าหมาย
✅ ฝึกการใช้เครื่องมือทางการตลาดเพื่อหาคุณค่าผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
✅ เรียนรู้การทำ Business Model Canvas (BMC) เบื้องต้น เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของธุรกิจ
✅ ได้รับข้อมูล และคำปรึกษาแนวทางการขออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร จากผู้เชี่ยวชาญ อย.
🚨คุณสมบัติ และเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมโครงการ
🚹 เป็นผู้ประกอบการ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหาร
🚹 เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ (มี concept ของผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนแล้ว) หรือต้องการพัฒนา หรือแก้ปัญหาผลิตภัณฑ์เดิม
🚹 สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดระยะเวลาโครงการ (6 เดือน)
📍📍📍 ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ
https://forms.gle/mTfFFpEwn4CwTh6w7 (รับจำนวนจำกัด)
📌ค่าสมัครเข้าร่วมโครงการ 10,000 บาท / ท่าน*
(ค่าลงทะเบียนไม่รวม Vat 7% ไม่รวมค่าเดินทางและที่พัก)
👉สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณมารุต ใจหลัก
📲โทร. 02-5647000 ต่อ 71618,
📧อีเมล marut.jai@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
กสทช. – สวทช. ลงนามความร่วมมือ ผลักดันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ
วันที่ 17 เมษายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อร่วมกันผลักดันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจัดงานสัมมนาวิชาการหัวข้อ “Digital Connectivity: New Path for Growth” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ณ ห้องประชุมสายลม 5021 สำนักงาน กสทช. โดยมีนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ร่วมเป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ให้เกียรติเข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "Digital Connectivity : New Path for Growth" โดย กล่าวเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงาน กสทช. กับหน่วยงานวิจัยชั้นนำของประเทศอย่าง สวทช. ว่า “กสทช. มีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ให้คนเข้าถึง Digital Connectivity ได้ทั่วถึงและเท่าเทียม ผ่านระบบโทรคมนาคม ผ่านระบบสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมแก่คนทุกระดับ การลงนามความร่วมมือกับ สวทช. ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลกิจการสื่อสารกับหน่วยงานวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
ด้าน ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า “การจัดทำความร่วมมือในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อีกทั้งเนคเทคมีแผนกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับนโยบาย ของสำนักงาน กสทช. ใน ๕ ด้าน ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การพัฒนา AI เทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรม และการมีส่วนร่วมทางสังคม โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเป็นเจ้าของเทคโนโลยี (Technology Sovereignty) โดยเฉพาะด้านข้อมูล เพื่อให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น รวมไปถึงทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ทุกคนเข้าถึงได้”
การจัดทำความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สำนักงาน กสทช. กับ สวทช. และเสริมสร้างศักยภาพในการผลิตผลงานวิจัยให้กับบุคลากรของสำนักงานโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี เนื่องจาก สวทช. เป็นองค์กรที่มีศักยภาพและบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือเทคโนโลยีการสื่อสารอัจฉริยะต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่การเป็นสังคมดิจิทัลอย่างแท้จริง
ในช่วงสัมมนาวิชาการ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ "ผลงานวิจัยของ สวทช. และโอกาสในความร่วมมือทางวิชาการ" ซึ่งนำเสนอผลงานวิจัยที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้กับภารกิจของ กสทช. ตามด้วยการบรรยายจากนักวิจัยเนคเทค สวทช. ในหัวข้อ "Recent Trends toward 6G Wireless Connectivity" โดย ดร.กมล เขมะรังษี และหัวข้อ "การใช้เทคโนโลยี Large Language Model (LLM) และผลงานวิจัย DocChat ในการวิเคราะห์งานเอกสาร" โดย ดร.ศราวุธ คงยัง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อวท. – สวทช. ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) จัดกิจกรรมขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ครั้งที่ 5
✨ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ! ✨
🎊🎉 "กิจกรรมขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ครั้งที่ 5" 🎉🎊
วันพุธที่ 30 เมษายน 2568
เวลา 9:00-12:00 น.
ณ ลานจอดรถข้างตึก CC (ที่จอดรถ P3) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
__________________________________
🗑️ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน! นำ "ขยะกำพร้า" หรือ RDF (Refuse Derived Fuel) ซึ่งเป็นขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ไม่ใช่ขยะเปียก และไม่ใช่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาทิ้งในงานเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนถ่านหิน!
♻️🗑️ ♻️ นอกจากนี้! หากท่านมีขวด PET หรือ ขยะรีไซเคิล อย่าลืมนำมาให้ทีมหมอจาก 'Less Plastic ธรรมศาสตร์' เพื่อเปลี่ยนขวดพลาสติกหรือขยะรีไซเคิลเหล่านี้ให้เป็น Armsling ใช้ได้หลายหลาก เช่น ผู้ป่วยไหล่หลุด รถล้ม สวนหัวใจมา ฯลฯ รองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพื่อช่วยเหลือการฟื้นฟูในโรงพยาบาล
📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร. นรมน โทร. 02564-7000 ต่อ 5397
❤️ 🌍 มาร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนไปพร้อมกันนะคะ! 🌍❤️
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. เปิดเวทีประลองโค้ด ชวนเยาวไทยแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ NASA ชิงแชมป์ประเทศ
สวทช.-แจ็กซา เปิดเวทีท้าทายความสามารถเยาวชนไทยทุกระดับชั้นการศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ NASA กับภารกิจค้นหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติ เฟ้นหาผู้ชนะเป็นตัวแทนทีมเยาวชนไทยไปชิงชัยระดับนานาชาติปลายปีนี้
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สทอศ.) จัดแข่งขันโครงการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge โดยมีบริษัทเดลว์ แอโรสเปซ จำกัด บริษัท 168 ลักกี้ เทรด จำกัด และเจเอ็ดดูเคชั่น ร่วมให้การสนับสนุน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยในทุกระดับชั้นการศึกษา เข้าร่วมการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับควบคุมหุ่นยนต์แอสโทรบี (Astrobee) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศของ NASA ทำภารกิจร่วมกับหุ่นยนต์อินต์บอล (Int-ball) ของแจ็กซา โดยทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติ ณ ศูนย์อวกาศสึกูบะ (Tsukuba Space Center) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับตัวแทนเยาวชนจากทั่วโลกในเดือนพฤศจิกายน 2568
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ร่วมจัดแข่งขันโครงการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แล้ว สำหรับกติกาในปีนี้ ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันจะต้องมีสมาชิกจำนวน 3-4 คน และกำลังศึกษาทุกช่วงชั้นเรียนจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า โดยสมาชิกในทีมอยู่ต่างสถาบันการศึกษาและระดับชั้นเรียนได้ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2025/ ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ก่อนเวลา 22:00 น.
“สำหรับรูปแบบการแข่งขัน ผู้เข้าร่วมต้องพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาจากเทมเพลตของแจ็กซา เพื่อควบคุมหุ่นยนต์แอสโทรบีในระบบจำลอง (simulation) ให้ค้นหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติ พาหุ่นยนต์ไปยังจุดต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเป็นที่ซ่อนสมบัติ โดยใช้จุดสังเกตต่าง ๆ และเบาะแสจากนักบินอวกาศเป็นตัวช่วยค้นหาสมบัติที่แท้จริงแล้วนำกลับมาให้ได้ โดยคะแนนการแข่งขันจะคำนวณจากความสมบูรณ์ของภารกิจและเวลาที่ใช้ปฏิบัติภารกิจจนเสร็จสิ้น
“ทั้งนี้การแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทยจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติในเดือนพฤศจิกายน 2568 ภายใต้การสนับสนุนของบริษัทเดลว์ แอโรสเปซ จำกัด และบริษัท 168 ลักกี้ เทรด จำกัด การแข่งขันครั้งนี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมทั้งหมด 12 ชาติ ได้แก่ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนปาล ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา เวียดนาม และไทย โดยมีนักบินอวกาศของแจ็กซาเป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ นับเป็นโอกาสอันดีของเยาวชนไทยที่จะได้ฝึกฝนทักษะทางด้านสะเต็ม และช่วยพัฒนาทักษะที่สำคัญหลายด้าน เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การคิดอย่างมีระบบ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเรียน การใช้ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการทำงาน”
ติดตามรายละเอียดข้อมูลและวิธีการสมัครเข้าร่วมโครงการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge ได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2025/, เฟซบุ๊ก NSTDA SPACE Education ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันและได้รับบัญชีเข้าสู่ระบบแล้ว เข้าไปทดลองประมวลผลโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาในเครื่องแม่ข่าย (server) ของการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ https://jaxa.krpc.jp
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญเข้าร่วมอบรม หลักสูตร “เนื้อสัตว์เทียมจากโปรตีนพืช: แนวโน้มปัจจุบัน เทคโนโลยีการผลิต และความก้าวหน้า”
ขอเชิญเข้าร่วมอบรม
หลักสูตร “เนื้อสัตว์เทียมจากโปรตีนพืช: แนวโน้มปัจจุบัน เทคโนโลยีการผลิต และความก้าวหน้า”
(Plant-based meat alternatives: Current trends, manufacturing technologies and advancements)
จัดโดย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
ร่วมกับ Coperion GmbH Ltd. (Germany) และ Good Food Institute Asia Pacific (Singapore)
📅 วันที่ 21–22 พฤษภาคม 2568
🕘 เวลา 09.00–16.00 น.
📍 ห้อง M120 อาคารเอ็มเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
เนื้อหาการอบรมครอบคลุมหัวข้อสำคัญ อาทิ:
แนวโน้มตลาดโปรตีนพืชในปัจจุบัน
การเลือกใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีผลิตเนื้อเทียม
ระบบการผลิตและกระบวนการขึ้นรูป
การวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัส และคุณสมบัติทางเทคนิค
เครื่องจักรและนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
เหมาะสำหรับ: นักวิจัย ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร และผู้สนใจในผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก
ค่าลงทะเบียน:
บุคคลทั่วไป/ภาคเอกชน: 8,560 บาท/ท่าน (รวม VAT)
ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ: 8,000 บาท/ท่าน (ไม่รวม VAT)
หมายเหตุ: รับจำนวนจำกัด 50 ท่าน
📌 ดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่:
👉 https://www.nstda.or.th/Pa7To
สอบถามเพิ่มเติม:
โทร. 0 2564 6500 ต่อ 4677
อีเมล: kobkula@mtec.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
สคทช. จับมือ สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีรับรองพื้นที่ปลอดการตัดไม้ รองรับกฎ EUDR ดันแพลตฟอร์มตรวจสินค้าโภคภัณฑ์ก่อนส่งออก EU
(วันที่ 17 เมษายน 2568) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อาคารวิจัยโยธี ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือสำหรับตรวจสอบ และรับรองพื้นที่ตามระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (EU Regulation on Deforestation-free Products)” ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในโอกาสนี้ได้นำแพลตฟอร์มให้บริการตรวจสอบสินค้าที่ปราศจากการทำลายป่า (Deforestation-free Analysis Service Platform) มาแสดงการใช้งานอีกด้วย
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการ สคทช. กล่าวว่า สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนด้านการวิจัย สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมการแบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ระหว่างหน่วยงานและบุคลากรทั้งสองฝ่าย และร่วมกันเพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับตรวจสอบและรับรองพื้นที่เพาะปลูกที่เป็นแหล่งผลิต ตามระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (EU Regulation on Deforestation-free Products) เพื่อตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของผลผลิตและมีข้อมูลที่จะพิสูจน์ได้ว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น ไม่ก่อให้เกิดการทำลายป่า และเครื่องมือสำหรับรองรับกระบวนการตรวจสอบเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศภายใต้ข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรป ซึ่งเน้นการป้องกันการทำลายทรัพยากรป่าไม้ในห่วงโซ่อุปทาน ตามกฎระเบียบระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองหน่วยงาน ในการนำเอาความรู้ ความสามารถ และทรัพยากรที่มีอยู่มาบูรณาการร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือและสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สำหรับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปราศจากการทำลายป่า ตามกฎระเบียบ EUDR
บทบาทภายใต้ MOU นี้ ของ สวทช. โดย เนคเทค ได้นำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้กับการตรวจสอบพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Geolocation) ของที่ดินที่ใช้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ภายใต้ข้อกำหนดตรวจสอบย้อนกลับ (EUDR traceability requirement) ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่จำเป็นต้องแสดงว่าสถานที่นั้นปลอดการทำลายป่า โดยได้พัฒนา แพลตฟอร์มให้บริการตรวจสอบสินค้าที่ปราศจากการทำลายป่า (Deforestation-free Analysis Service Platform) เพื่อตอบสนองต่อกฎระเบียบ EUDR และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และ เอ็มเทค สวทช. ได้มาช่วยขับเคลื่อนการขยายผลแพลตฟอร์มสู่การใช้งานจริงโดยผู้ประกอบการในเครือข่าย ซึ่งการพัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าวนี้ จะไม่เกิดขึ้น และไม่สัมฤทธิ์ผล หากขาดพันธมิตรหลัก คือ สคทช.
ข้อมูลเพิ่มเติม
EUDR: EU Regulation on Deforestation-free products เป็นกฎระเบียบของสหภาพยุโรป มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่าเข้าสู่สหภาพยุโรป กฎระเบียบนี้ครอบคลุมสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ วัว น้ำมัน ปาล์ม ถั่วเหลือง ไม้ กาแฟ ยางพาราโกโก้และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิ่งเหล่านี้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะเพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2568
ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องรู้และให้ข้อมูลพิกัดทางภูมิศาสตร์ของแผนที่ดินที่ใช้ผลิตสินค้าทุกคนสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการบันทึกข้อมูลพิกัด GPS ของพื้นที่การผลิตได้อย่างง่ายดายเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบของ EUDR ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าโภคภัณฑ์ไปยังสหภาพยุโรปต้องแสดงหลักฐานพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ดินที่ใช้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์และรายงานการตรวจสอบสถานะสินค้าทั้งนี้ในการตรวจสอบพิกัดทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่เพาะปลูก ได้พบปัญหาดังนี้
ข้อมูลมีความซับซ้อนการวิเคราะห์พื้นที่ต้องใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น ข้อมูลต้นไม้ ข้อมูลพื้นที่อนุญาตและข้อมูลการเพาะปลูก
การแปลงและการประมวลผลข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ มีรูปแบบโครงสร้างและระบบพิกัดที่แตกต่างกันทำให้ต้องมีขั้นตอนการปรับแต่งข้อมูลให้สอดคล้องกัน
การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องผู้ใช้งานต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้อย่างสะดวกและสามารถตรวจสอบพื้นที่ของตนเองได้โดยง่ายมีการรับรองความถูกต้องที่สามารถนำมาใช้ประกอบการส่งต่อข้อมูลได้
รองรับการตรวจสอบจำนวนมากองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการตรวจสอบพื้นที่หลายแปลงพร้อมกันจำเป็นต้องใช้ระบบที่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองรับ Geolocation ได้ตามมาตรฐานที่ EUDR กำหนด (GeoJSON spec 1.4) พร้อม export ไปใช้ในระบบ EU-Information System
จากปัญหาดังกล่าว สวทช. โดย เนคเทค จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Deforestation-free analysis ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ EUDR
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


