หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ‘บริหารจัดการอาหารส่วนเกิน’ สร้างมาตรฐานการส่งต่ออาหาร หนุน Thailand’s Food Bank
(วันที่ 11 กันยายน 2567) ณ อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 (INC 2) อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมนักวิจัยพบสื่อมวลชน NSTDA Meets the Press เรื่อง สวทช. นำ วทน. ช่วยบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) เนื่องจากประเทศไทยมีอาหารส่วนเกินมากถึงเกือบ 4 ล้านตันต่อปี ในขณะที่มีการรายงานตัวเลขของประชากรของประเทศที่มีรายได้น้อยและมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการเข้าถึงอาหารประมาณ 3.8 ล้านคน ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบาย สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการ การจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย กล่าวว่า สวทช. ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG สาขาอาหาร ได้ร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ดำเนินการศึกษาและวิจัยเชิงนโยบายเพื่อสร้างต้นแบบการดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food surplus) ของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. โดย สวทช. ได้นำองค์ความรู้ของทีมวิจัยและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาส่งเสริมให้ประเทศไทยสามารถจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) เพื่อสร้างแบบจำลองการส่งต่ออาหารส่วนเกินให้สังคมไทย ผ่านการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารส่วนเกิน การกอบกู้อาหาร และการส่งต่ออาหารส่วนเกิน เพื่อช่วยลดการเกิดขยะอาหาร และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ ทั้งนี้ สวทช. ได้นำองค์ความรู้ของทีมวิจัยต่าง ๆ มาร่วมกันดำเนินงานบนฐานความเชี่ยวชาญภายใต้สาขาของเทคโนโลยีที่หลากหลาย ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลและการคำนวณขั้นสูง และ เทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทีมวิจัยเริ่มต้นจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการดำเนินงาน ที่มุ่ง เน้นการใช้องค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอาหารและอาหารปลอดภัย เนื่องจากในกระบวนการส่งต่ออาหารส่วนเกิน ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของอาหารเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึง สวทช. โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มีทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร (IFBT) ที่มีความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ด้านอาหารปลอดภัย (Food safety) สามารถประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญในการทดสอบความปลอดภัยของอาหารส่วนเกินที่มีข้อกังวลหรือคาดว่าจะมีความเสี่ยงด้วยกระบวนการวิเคราะห์ทดสอบในห้องปฏิบัติการ ดร. นิภา โชคสัจจะวาที  นักวิจัยอาวุโสและคณะผู้วิจัย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) กล่าวเสริมว่า การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยเสริมการจัดการ มีความสำคัญอย่างยิ่ง จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานของอาหาร โดยทีมวิจัยได้จัดทำแนวปฏิบัติอาหารปลอดภัยสำหรับอาหารบริจาค (Food Safety Guideline) ที่มีแนวทางปฏิบัติตั้งแต่ขั้นตอนการรับอาหาร การเก็บรักษาอาหาร การขนส่ง การแจกจ่ายอาหาร หลักปฏิบัติสำหรับผู้สัมผัสอาหาร เช่น การแช่แข็งอาหารส่วนเกินและติดฉลากใหม่ การระบุวันที่และระยะเวลาที่แนะนำ ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายและการควบคุมอันตราย เช่น สารเคมี สารก่อภูมิแพ้ หลักปฏิบัติในการเตรียมอาหาร เช่น การทำละลายอาหารแช่แข็ง การทำให้สุก ทำให้เย็น อุ่นร้อน การรักษาความปลอดภัยอาหารระหว่างขนส่ง เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย เพื่อให้อาหารที่แจกจ่ายยังคงมีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภค ช่วยให้เกิดความมั่นใจทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับบริจาครวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการบริจาคอาหารในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ดึงดิจิทัลเทคโนโลยี จับคู่ความต้องการและอาหารบริจาคแบบอัตโนมัติ ดร.นันทพร รติสุนทร ทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กล่าวว่า ทีมวิจัยซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์และปัญญาประดิษฐ์ (Applied Mathematics and Artificial Intelligence) และประสบการณ์ในการออกแบบและพัฒนาวิธีการและระบบ Intelligent Digital Platform เช่น ระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ และระบบเชื่อมโยงผลผลิตเพื่ออาหารกลางวัน นำมาสู่การพัฒนาแพลตฟอร์มแนะนำการจับคู่ความต้องการและอาหารบริจาคแบบอัตโนมัติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยเป็นเครื่องมือดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพอัตโนมัติ สามารถนำไปเชื่อมต่อกับระบบ Cloud Food Bank มีมูลนิธิ SOS และองค์กรพันธมิตรเครือข่ายเป็นผู้ใช้งาน โดยแพลตฟอร์มสามารถนำเสนอและแนะนำตัวเลือกการจัดสรรอาหารบริจาคพร้อมตารางเส้นทางการรับส่งอาหาร เพื่อลดความเสียหายของอาหาร และสามารถกระจายอาหารบริจาคได้ตามเงื่อนไขและข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานกำหนด เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ ลดภาระงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับผู้ใช้งานในการจัดการอาหารบริจาคได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วบนฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อรองรับการขยายฐานผู้บริจาคซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการลดปริมาณอาหารส่วนเกิน และลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดอาหารส่วนเกิน อีกทั้งช่วยลดภาระงานและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ดูแลระบบได้ดีขึ้น ทั้งนี้ แพลตฟอร์มดิจิทัลดังกล่าว ล่าสุดทางเนคเทคได้ขยายการใช้งานโดยอยู่ระหว่างหารือความร่วมมือกับ BKK Food Bank ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อนำไปสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการด้วย สร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ ด้าน ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กล่าวว่า เอ็มเทค โดยทีมวิจัย TIIS ได้พัฒนาแนวทางและการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12.3 การลดขยะอาหารของประเทศ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร (Food Loss and Waste) ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) ตามหมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างสังคมคาร์บอนต่ำรวมทั้งแผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน พ.ศ. 2560 – 2579 กำหนดเป้าหมาย SCP 3 ส่งเสริมให้ประเทศไทยมีระบบอาหารที่ยั่งยืน ในปี 2570 ต้องลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารลงร้อยละ 5 ต่อปีจากปีฐาน และแผนระยะยาว คือ การเพิ่มอัตราการหมุนเวียนวัสดุสำหรับผลิตภัณฑ์เกษตร-อาหาร ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ในปี 2570  ทีมวิจัยได้นำแนวคิดด้านการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment : LCA) สำหรับประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Environmentally implications: Climate change) หรือภาวะโลกร้อน จากอาหารส่วนเกินเพื่อส่งเสริมให้เกิดการจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มบริการอาหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งทำให้เกิดผลดีต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะนําไปสู่การลดขยะอาหารในอนาคต อีกด้วย” “นอกจากนี้ TIIS รับผิดชอบจัดทำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของประเทศไทย  (Thai National LCI database) และค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs Emission Factor: EF) ดังนั้น จึงสามารถนำโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้กับการจัดการอาหารส่วนเกินได้ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าร้านอาหารแห่งหนึ่งบริจาคอาหารส่วนเกิน 50 กิโลกรัม จะสามารถคำนวณได้ว่าการบริจาคครั้งนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กี่ต้น หรือลดการใช้พลังงานเท่ากับการปิดไฟกี่ชั่วโมง ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริจาคเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แต่ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรด้วย ในอนาคต เรายังเล็งเห็นโอกาสที่องค์กรจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการขอรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดได้ สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การลดขยะอาหารอย่างยั่งยืนในระยะยาว " ดร.นงนุชกล่าวทิ้งท้าย ดร.ปัทมาพร กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สวทช. ได้ขับเคลื่อนโครงการการศึกษาแนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน หรือ Food surplus โดยที่ผ่านมาได้ทำการศึกษาและทบทวนกฎระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และมีการประชุมรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่าข้อมูลจุดสำคัญของอาหารส่วนเกิน คือ  1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตขึ้นมา จะถูกทิ้งซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต รวมถึงยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศด้วย โดยที่ผ่านมาโครงการฯ ได้มีความพยายามพัฒนาแนวทางการบริจาคอาหารส่วนเกินออกมาให้เหมือนกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดมาตรการต่าง ๆ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี มาตรการด้านคาร์บอน เพื่อส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินให้กับ Food Bank เหมือนเช่นในหลายๆ ประเทศ ซึ่งทั้ง 2 มาตรการ ถือเป็นแนวทางเพื่อให้การจัดตั้ง Food Bank เกิดขึ้นได้จริงและไปต่อได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น “เรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์และคาร์บอนเครดิต ซึ่งการมีคาร์บอนเครดิตกับการบริจาคอาหารส่วนเกินนั้น โครงการฯ อยากเห็นภาพของ Food Bank ในประเทศไทยที่ขายคาร์บอนเครดิต จากการลดปริมาณขยะอาหารดังที่เกิดขึ้นจริงแล้วในประเทศเม็กซิโก ซี่งจะช่วยพลิกโฉมการดำเนินงาน Food Bank จากเดิมในรูปแบบการกุศล เป็นการขายคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งในส่วนนี้ยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ (audit) ที่จะเกิดขึ้นด้วย” ดร.ปัทมาพร กล่าวทิ้งท้าย   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NECTEC-ACE2024 ผนึกกำลังพันธมิตร ทั้งรัฐและเอกชน โชว์ศักยภาพ โอกาสและทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซนเซอร์ไทย มุ่งเป้าสู่ระบบนิเวศเซนเซอร์อัจฉริยะของโลก
(10 กันยายน 2567) : ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทคประจำปี 2567 (NECTEC Annual Conference & Exhibitions 2024: NECTEC-ACE 2024) ภายใต้แนวคิด “ฐานรากเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาไทยก้าวหน้า” ซึ่งปีนี้มุ่งเน้นด้าน “เปิดโลกเทคโนโลยียุคใหม่ ด้วยเซนเซอร์ไทยอัจฉริยะ: The Next Era of Thai Intelligent Sensors” โดยมี ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และพันธมิตรภาครัฐและภาคเอกชน กว่า 1,000 คนเข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การประชุมอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กล่าวว่า เซนเซอร์และเซมิคอนดักเตอร์เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นสององค์ประกอบหลักที่ขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีสมัยใหม่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราอย่างที่เราคาดไม่ถึง ทั้งเป็นกุญแจสำคัญของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ที่ทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เชื่อมต่อกันและสื่อสารกันได้ ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีผลในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้เซนเซอร์และเซมิคอนดักเตอร์ยังถูกใช้ในระบบขนส่งอัจฉริยะ ช่วยให้การจราจรมีความปลอดภัย สะดวกรวดเร็ว และประหยัดพลังงาน ถูกใช้ในระบบดูแลสุขภาพ ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ติดตามสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด และถูกนำมาประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรอัจฉริยะ ช่วยให้เกษตรกร สามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ดังนั้นเซนเซอร์และเซมิคอนดักเตอร์จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของเทคโนโลยีต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของการจัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการของเนคเทค ประจำปี 2567 หรือ NECTEC Annual Conference and Exhibitions 2024 (NECTEC–ACE 2024)  โดยมุ่งเน้นประเด็น “เปิดโลกเทคโนโลยียุคใหม่ ด้วยเซนเซอร์ไทยอัจฉริยะ” The Next Era of Thai Intelligent Sensors ซึ่งจัดโดยเนคเทค สวทช. ถือว่ามีความสำคัญในการสนับสนุนให้ หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ภาคเกษตร สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ผู้ประกอบการ และนักลงทุน สามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ ร่วมทั้งการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ผลักดันผลงานวิจัยไปสู่ผู้ใช้งานจริงได้อย่างยั่งยืน โดยผ่านโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อยกระดับการพัฒนาและการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งสร้างสรรค์ผลงานวิจัยให้ตอบโจทย์การใช้งานภายในประเทศ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สวทช. โดยเนคเทคซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้เชื่อมโยงการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตร สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ผู้ประกอบการและนักลงทุน ในการสนับสนุนและถ่ายทอดผลงานวิจัยและพัฒนาไปสู่ การใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและประเทศ ปัจจุบันเทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะในประเทศไทย ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้ ในอุตสาหกรรม และเซนเซอร์อัจฉริยะมีความสำคัญต่ออินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และอุปกรณ์ ที่เชื่อมต่อการใช้งานเซนเซอร์อัจฉริยะจึงมีมากมาย สามารถบูรณาการเข้ากับแอปพลิเคชันที่หลากหลายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยในปีต่อ ๆ ไป คาดว่าอุตสาหกรรม เซนเซอร์อัจฉริยะจะยังคงเติบโตและสร้างสรรค์ช่วยสร้างโอกาสในการพัฒนาและการลงทุนในอนาคต รวมถึงช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเร่งการพัฒนาเชิงพาณิชย์สำหรับเทคโนโลยีเซนเซอร์ของไทยให้เป็นหนึ่งที่สำคัญในระบบนิเวศเซนเซอร์อัจฉริยะของโลก ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า งานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค หรือ NECTEC-ACE มีเป้าหมายเพื่อผลักดันเทคโนโลยีและผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ โดยมุ่งเน้น 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ 1.Intelligent Sensors 2.Networking & Communication และ 3.AI & Big Data อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง NECTEC-ACE2024 ในปีนี้นำเสนอเรื่องราวของเทคโนโลยีเซนเซอร์ ที่มีบทบาทสำคัญในยุคดิจิทัลและเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ เสริมสร้างศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมทั้งในระดับประเทศและสากล ในฐานะที่เนคเทค สวทช. ได้ก่อตั้ง Thai Microelectronics Center (TMEC) เป็น MEMS Foundry แห่งแรกของไทย ตั้งแต่ปี 2538 เปิดให้บริการพัฒนาอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ MEMS และเซนเซอร์ ในกลุ่ม More Than Moore ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การสร้างต้นแบบ การทดสอบไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณน้อยถึงปานกลาง ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านมา ได้แก่  MEMS Pressure Sensors, Silicon Particle Detector, Si MEMS Microphones, Si MEMS Gyroscopes และ Ion-Sensitive Field-Effect Transistor (ISFET) อีกบทบาทสำคัญของ TMEC คือการเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศและเสริมสร้างกำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต โดยเนคเทค สวทช. พร้อมนำองค์ความรู้ด้านเซนเซอร์และเซมิคอนดักเตอร์ เข้าไปมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงในมิติของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการและ นักลงทุนทั่วไป ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมเสริมระบบนิเวศการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเซนเซอร์อัจฉริยะภายในประเทศให้มีความพร้อมก้าวสู่ตลาดการแข่งขันในระดับสากล ความพิเศษของการจัดงาน NECTEC-ACE 2024 ในปีนี้ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 17 ยังคงได้รับการสนับสนุน และความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนรวม 26 หน่วยงาน ที่เล็งเห็นประโยชน์ และความสำคัญในการสนับสนุน โดยมีผู้สนใจได้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมาแล้วทั้งสิ้น มากกว่า 1,000 คน ซึ่งปีนี้นำเสนอเรื่องราว ในหลากหลายมิติที่เกี่ยวข้องทางด้านเทคโนโลยีเซนเซอร์ ให้ทุกท่านได้เห็นถึงบทบาทของเซนเซอร์อัจฉริยะที่มีบทบาทสำคัญในยุคดิจิทัล และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ผ่านกิจกรรมภายในงาน ทั้งในรูปแบบการจัดสัมมนาวิชาการ และการจัดแสดงนิทรรศการ ที่ทุกท่านจะได้เรียนรู้ เกี่ยวกับสถานภาพปัจจุบัน และศักยภาพของเทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะในประเทศไทย ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐานไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงมุมมองด้านนโยบายการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยพัฒนา โอกาส ความท้าทายการลงทุน ทั้งในมิติของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ใช้งาน ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม เสริมระบบนิเวศ (Ecosystem) การพัฒนาเซนเซอร์อัจฉริยะที่จะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นภายในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน กิจกรรมภายในงานเต็มไปด้วยเนื้อหา สาระความรู้ เพื่อนำเสนอต่อผู้ที่สนใจทางด้านเซนเซอร์อัจฉริยะทุกท่านได้เข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ประกอบด้วย 7 หัวข้อสัมมนาวิชาการ ที่ได้รวบรวมวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาครัฐ และเอกชน กว่า 40 ท่าน มาร่วมนำเสนอความรู้ ความก้าวหน้า งานวิจัยและพัฒนาเซนเซอร์อัจฉริยะครบทุกมิติทั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ รวมถึงด้านนโยบาย การสนับสนุน โอกาสการลงทุน และการเติบโตในอนาคต 50 บูธนิทรรศการ แสดงผลงานวิจัยพัฒนาด้านเซนเซอร์อัจฉริยะ จากเนคเทค สวทช. ที่พร้อมตอบโจทย์การประยุกต์ใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม และงานวิจัยขั้นสูงสู่อนาคตเทคโนโลยีเซนเซอร์ พร้อมด้วยผลงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม สถาบันการศึกษา ร่วมนำนวัตกรรม บริการ โซลูชัน มาตรการสนับสนุน เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมเซนเซอร์ในประเทศ โดยภายหลังการจัดงาน ยังเปิดให้ผู้ที่สนใจที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ สามารถติดตามบันทึกการสัมมนาย้อนหลังและข้อมูลนิทรรศการผลงานวิจัย ได้ที่เว็บไซต์ www.nectec.or.th/ace2024 ตั้งแต่ 30 กันยายน 2567 เป็นต้นไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อบรม Singapore Market Insight Master Class & Sustainability Business by UOB โครงการ Innovation Driving Export (IDEx.)
ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. (BID) ร่วมกับ ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ITAP) และ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย . ขอเชิญลงทะเบียนเข้าร่วมอบรม Singapore Market Insight Master Class & Sustainability Business by UOB ภายใต้โครงการ เพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการไทยยุคใหม่เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ Innovation Driving Export (IDEx.) . รับฟังโอกาสในการเปิดตลาดสิงคโปร์ วันที่ 16 กันยายน 2567 เวลา เวลาา 13.00 - 16.00น. ณ ห้อง Auditorium ชั้น 5, อาคาร UOB Plaza Bangkok รับจำนวนจำกัด . ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/1hkntXMSShnjBLtc7 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : โทร. 0 2564 7000 ต่อ 71746, 71748, 71749 อีเมล: idex@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (คิดและสร้าง Infographic อย่างมืออาชีพ)
🎯พลาดไม่ได้!!! รุ่นที่ 17 เปิดแล้ว"🎉"🎉 ลงทะเบียนก่อนเต็ม!!! สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมฝึกอบรม "Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (คิดและสร้าง Infographic อย่างมืออาชีพ)" . 🗓📌27-28 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ หรือเทียบเท่า . 🌎Key Highlights ✅️เจาะลึก Infographic ที่ดีเป็นอย่างไร ✅️ออกแบบ สร้างสื่อในยุคเทคโนโลยี Digital Content ข้อมูลอันซับซ้อนในเวลาจำกัดได้อย่างไร ✅️นำเสนอแบบ Infographic ให้สวยงาม เข้าใจง่าย อย่างรวดเร็ว ด้วยองค์ประกอบศิลป์ ✅️เสริมภาพลักษณ์สำหรับสื่อให้โดนใจอย่างสร้างสรรค์ ✅️บรรยาย พร้อมฝึกปฏิบัติเข้ม เน้น Pick Up พร้อมเทคนิค Trip & Tip ในการออกแบบต่างๆ สำหรับการทำ Infographic . ค่าลงทะเบียน ท่านละ 9,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) หน่วยงานภาครัฐ ท่านละ 9252.34 บาท **ราคานี้รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการเรียน และคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการฝึกอบรม** . 🆙ดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://www.career4future.com/info/ 📲สอบถามข้อมูล 08 5289 2669 (คุณใหม่) 0 2644 8150 ต่อ 81897 E-Mail : bas@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
แกะกล่องงานวิจัย : แผ่นเจลรองนั่งจากยางพารา ยืดหยุ่นสูง เย็นสบาย
  📌 1) เกี่ยวกับอะไร ? การพัฒนากระบวนการขึ้นรูปแผ่นเจลยางพารารูปแบบใหม่ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติกระจายแรงได้ดี และมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง โดยการผลิตแผ่นเจลรูปแบบนี้จะใช้ลำอิเล็กตรอนซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาดในการวัลคาไนเซชัน (vulcanization) หรือทำให้เกิดปฏิกิริยาเชื่อมขวางระหว่างสายโซ่ยาง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความแข็งแรงและทนทานโดยไม่ต้องใช้สารเคมีในการวัลคาไนเซชันเหมือนกระบวนการผลิตทั่วไป การผลิตด้วยวิธีใหม่นี้นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้าง (สารบางชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง) กลิ่นไม่พึงประสงค์ และการก่อให้เกิดการระคายเคืองจากการสัมผัสผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จากยางพาราเป็นที่ยอมรับในตลาดสุขภาพและการแพทย์มากยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย   📌 2) ดีอย่างไร ? จุดเด่นของผลิตภัณฑ์แผ่นเจลรองนั่งที่นักวิจัยไทยออกแบบและพัฒนากระบวนการผลิต คือ มีความสามารถในการกระจายแรงสูง ลดแรงกดทับได้มากกว่าร้อยละ 50 ทำให้ช่วยลดอาการปวดเมื่อยบริเวณก้นกบและหลังส่วนล่างจากการนั่งเป็นเวลานานได้ดี มีคุณลักษณะเด่นที่ทำให้ผู้นั่งรู้สึกเย็นสบายแม้จะผ่านการนั่งทับไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังไร้กลิ่นสารเคมีและไร้สารก่อมะเร็ง   📌 3) ตอบโจทย์อะไร ? ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพาราของประเทศไทย รวมถึงช่วยเปิดตลาดและฐานลูกค้าใหม่โดยเฉพาะสุขภาพและการแพทย์   📌 4) สถานะของเทคโนโลยี ? พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : ‘แผ่นเจลรองนั่งจากยางพารา’ ยืดหยุ่นสูง เย็นสบาย ไร้กลิ่นสารเคมี ไร้สารก่อมะเร็ง     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ITAP และ BID สวทช. จัดสัมมนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและการส่งออกให้SME ในตลาดเกิดใหม่แถบตะวันออกกลาง อินโดฯ และอินเดีย หวังพลิกโฉมผู้ประกอบการไทย สู่เวทีโลก
  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม  (ITAP) และ ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) จัดสัมมนาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการ SME ในตลาดต่างประเทศ ตอนที่ 1: เจาะตลาดตะวันออกกลาง อินโดนีเซีย และอินเดีย” เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารสำนักงานกลาง อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและสร้างโอกาสในการส่งออกให้กับผู้ประกอบการยุคใหม่ได้มีแนวทางในการเจาะตลาดการค้าระหว่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งมีผู้ประกอบการ SME ที่สนใจส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ไปต่างประเทศเข้าร่วมงานกว่า 50 ราย   นางสาวพีชยา จิระธรรมกิจกุล ผู้จัดการงานอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และสุขภาพ (FAH) โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. เปิดเผยว่า โปรแกรม ITAP จัดสัมมนาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการ SME ในตลาดต่างประเทศ ตอนที่ 1: เจาะตลาดตะวันออกกลาง อินโดนีเซีย และอินเดีย” เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ SME ไทยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและอุปสรรคของตลาดเกิดใหม่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง อินโดนีเซีย และอินเดีย พร้อมกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญตลาดอินเดีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง คือ ดร.เกริกเกียรติ ศรีเสริมโภค ร่วมกับผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและสร้างโอกาสในการส่งออกให้กับธุรกิจในการส่งออกไปยังต่างประเทศ โปรแกรม ITAP สวทช. มีกิจกรรมภายใต้โครงการเพื่อพลิกโฉม SME ไทย สู่เวทีโลก ด้วยกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยในการส่งออกและการเติบโตของธุรกิจ เช่น การใช้ Digital Tools เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการส่งออกของตลาดโลก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ SME ด้านบรรจุภัณฑ์เชิงนวัตกรรมและมาตรฐานฮาลาลเพื่อการส่งออก การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO) และการประยุกต์ใช้ Generative AI สำหรับธุรกิจ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ จะสามารถขอรับการสนับสนุนในโจทย์การพัฒนาศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกของบริษัทในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น การพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก การทำวิจัยตลาด (Market Research) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) การให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับการส่งออก เป็นต้น ด้านวิทยากร ดร.เกริกเกียรติ ศรีเสริมโภค ผู้อำนวยการพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท ไซแอนทิฟิก เทรดดิ้ง รีเสิร์ช จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญตลาดอินเดีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง ชี้ให้เห็นภาพอุปสรรคและโอกาสสำคัญในการทำตลาดส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่ว่า ก่อนอื่นผู้ประกอบการไทยต้องทำความเข้าใจและศึกษาถึงพฤติกรรมตลาดและผู้บริโภค กฎหมายระเบียบและ มาตรการการกีดกันทางการค้า รวมถึงภาษา วัฒนธรรมและความเชื่อของแต่ละประเทศ และต้องทราบถึงโอกาสของตลาดเกิดใหม่ว่า มีความน่าสนใจในด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร ขนาดของประชากร ขนาดของตลาดทั้งปริมาณและคุณภาพ รวมถึงภาพลักษณ์และคุณภาพของสินค้าไทยด้วย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการส่งออกและการเติบโตของธุรกิจ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังชี้เห็นถึงกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพว่า ควรจะเริ่มตั้งแต่การทดสอบตลาด การหาพันธมิตรที่ใช่ การทำตลาด และการขยายตลาดแบบยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจ สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศด้วยการเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยี ได้ที่โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. โทร. 0 2564 7000 ต่อ ITAP (ไอแทป) อีเมล itap@nstda.or.th และเว็บไซต์ www.itap.nstda.or.th  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สัมมนา “Automation in QC and Digital Lab.”
📢 องค์กรที่สนใจปรับปรุง “ระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และระบบห้องปฏิบัติแบบอัจฉริยะ” เพื่อยกระดับองค์กรสู่อุตสาหกรรม 4.0 ไม่ควรพลาด! กับงานสัมมนา “Automation in QC and Digital Lab.” โดย สวทช. 📌 วันที่ 12 ก.ย. 67 นี้ เวลา 13.00 - 16.00 ณ งาน Thailand LAB International 2024 ห้องประชุม MR219 ไบเทค บางนา (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด) ------------ พบกับการบรรยายพิเศษ: ✅ อุตสาหกรรม 4.0 และความสำคัญการยกระดับระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และระบบห้องปฏิบัติการ ✅ เทคโนโลยีเพื่อยกระดับระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และระบบห้องปฏิบัติการแบบอัจฉริยะ ✅ แนะนำ ใหม่! NomAdML: แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ด้าน Computer Vision ✅ แนะนำ IDA: ระบบแพลตฟอร์มไอโอทีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม และแคมเปญทุนสนับสนุนใหม่ ✅ แนะนำ Smart DAQ: อุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลในโรงงานอุตสาหกรรม ------------- 💥สิทธิพิเศษภายในงาน - ฟรี! รับคำปรึกษาการนำเทคโนโลยีไปใช้พัฒนาระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และระบบห้องปฏิบัติ - ฟรี! ทดลองใช้ NomAdML: แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ด้าน Computer Vision - ฟรี! รับคำปรึกษาแนวทางยกระดับองค์กรของท่านสู่อุตสาหกรรม 4.0 - รับทุนสนับสนุนการนำ “IDA” และระบบ “Computer Vision” ไปใช้ในโรงงานของท่าน จาก สวทช.*** ------------- 📍ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ QR Code ภายใน Poster หรือลงทะเบียนได้ที่ลิงค์นี้ >> https://forms.gle/zM6NHjsLtpgC6v416 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ BRC@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
ไม่หยุดแค่ปัญหาเมือง ! Traffy Fondue ขยายผลเพิ่ม ‘ประเภทเรื่องแจ้ง’ ปัญหาอาคาร/ไฟฟ้า/จราจร
  น่าทึ่งมาก ! ที่ตอนนี้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue (ทราฟฟี ฟองดูว์) มีสถิติเรื่องแจ้งทั่วประเทศใกล้ครบ 1 ล้านเรื่องแล้ว โดยข้อมูลในเดือนกรกฎาคม 2567 รับเรื่องแจ้งแล้ว 947,769 เรื่อง แถมเรื่องแจ้งได้รับการแก้ไขถึง 733,372 หรือคิดเป็น 77% และใช้เวลาแก้ปัญหาเร็วขึ้นเฉลี่ยถึง 4 เท่า นับเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีเข้ามาปฏิรูปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบราชการให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง ส่งผลให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสนใจนำแพลตฟอร์มไปประยุกต์ใช้เพิ่มช่องทางรับแจ้งปัญหา ช่วยให้ประชาชนแจ้งปัญหาได้สะดวกและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า Traffy Fondue คือแพลตฟอร์มรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาผ่าน LINE Chatbot แบบอัตโนมัติ ซึ่งที่ผ่านมากรุงเทพมหานครนำไปใช้เป็นเครื่องมือรับแจ้งปัญหาเมือง สร้างกระแสความสนใจเป็นอย่างมาก จนเกิดการขยายผลการใช้งานไปยังจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ล่าสุดได้ขยายความร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ช่วยเพิ่ม 3 ประเภทเรื่องแจ้งตามภารกิจของหน่วยงานให้แก่ประชาชน “เรื่องแรกคือการรับแจ้งปัญหาภายในอาคาร โดยขณะนี้นำร่องใช้งานในอาคารสำนักงานรัฐสภา หากผู้ใช้งานในอาคารพบปัญหา เช่น น้ำไม่ไหล ไฟดับ ห้องน้ำไม่สะอาด แอร์ไม่เย็น หรืออุปกรณ์ในห้องประชุม ไม่ว่าจะไมโครโฟน คอมพิวเตอร์มีปัญหา สามารถแจ้งปัญหาผ่าน LINE Official : @Traffyfondue ได้ทันที ในอนาคตตั้งเป้าขยายผลการใช้งานไปยังอาคารสำนักงานของทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล คอนโด และสถานที่ราชการ เพื่อให้ประชาชนที่ใช้บริการแจ้งปัญหาที่พบได้ทันที และช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลผู้ใช้บริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” สำหรับเรื่องแจ้งประเภทที่สอง คือ ปัญหาไฟฟ้าและพลังงาน ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้นำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปพัฒนาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาการให้บริการไฟฟ้าสำหรับประชาชน ผ่าน Line Official “กกพ. รับแจ้งปัญหา” หรือ ไอดีไลน์ @ERCvoice ดร.วสันต์ เล่าว่า สำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงานมีบทบาทหน้าที่กำกับการให้บริการไฟฟ้าทั้งประเทศ ซึ่งมีความมุ่งหวังอยากยกระดับการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนด้วยระบบดิจิทัล จึงใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เปิดช่องทางการแจ้งปัญหาในรูปแบบ Line Official ช่วยให้ประชาชนที่พบปัญหา เช่น ไฟตก ไฟดับ มิเตอร์ไฟมีปัญหา หม้อแปลงระเบิด รวมถึงเหตุฉุกเฉินสามารถแจ้งผ่านไลน์ได้ทันที ทำให้ประชาชนติดต่อสื่อสารได้สะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น “สำหรับเรื่องแจ้งประเภทที่สาม คือ จราจร อุบัติเหตุ และสินบน ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้สถานีตำรวจทั้ง 1,484 โรงพักทั่วประเทศ นำ Traffy Fondue มาใช้งานรับแจ้งเหตุความเดือดร้อนของประชาชนผ่าน LINE Official : @Traffyfondue เช่นเดียวกัน โดยสถานีตำรวจในแต่ละพื้นที่เริ่มนำคิวอาร์โค้ดไปประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชนเพื่อเพิ่มช่องทางในการแจ้งเหตุ นอกเหนือจากการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายทางโทรศัพท์ ทั้งนี้จากข้อมูลสถิติเรื่องแจ้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเดือนกรกฎาคม 2567 พบว่ามีประชาชนแจ้งเรื่องเข้ามาแล้วมากกว่า 113,000 เรื่อง และดำเนินการแก้ไขเสร็จสิ้นมากกว่า 92,000 เรื่อง หรือคิดเป็น 80% สำหรับตัวอย่างของการแจ้งปัญหา เช่น มีรถสองแถวจอดกีดขวางทางจราจรสาธารณะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้รับเรื่องแจ้งและดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้รถสองแถวเคลื่อนย้ายรถไม่ให้กีดขวางได้อย่างรวดเร็ว” Traffy Fondue นับเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้การแจ้งปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องง่าย แจ้งจบได้ภายในนาทีเดียว ช่วยประหยัดเวลา และติดตามการแก้ปัญหาได้สะดวก อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สำหรับหน่วยงานที่สนใจสามารถนำ Traffy Fondue ไปประยุกต์ใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ศูนย์ข้อมูล Traffy Fondue หรือ https://info.traffy.in.th มาร่วมพลิกโฉมสังคมไทยสู่สังคม ‘เมืองอัจฉริยะ’ ด้วย ‘แพลตฟอร์ม Traffy Fondue’   เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ออกแบบกราฟิกโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. รวมใจ เพื่อนช่วยเพื่อนผู้ประสบอุทกภัย
ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการ สวทช. เป็นตัวแทนคณะผู้บริหารและพนักงาน สวทช. มอบสิ่งของบริจาคในโครงการ “สวทช. รวมใจ เพื่อนช่วยเพื่อนผู้ประสบอุทกภัย” ประกอบด้วย ถุงยังชีพจำนวน 200 ชุด รวมทั้งนวัตกรรมที่ผลิตขึ้นในเชิงสาธารณะประโยชน์และที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชน   ทั้งนี้ สวทช. ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. รวมใจ เพื่อนช่วยเพื่อนผู้ประสบอุทกภัย มอบถุงยังชีพและนวัตกรรมวิจัย สู้ภัยน้ำท่วม
(วันที่ 6 กันยายน 2567) ณ ที่ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) : นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. รับมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคและนวัตกรรมวิจัยของ สวทช. และพันธมิตรภาคเอกชน ในโครงการ สวทช. รวมใจเพื่อนช่วยเพื่อนผู้ประสบอุทกภัย โดยมี ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการ สวทช. เป็นตัวแทนคณะผู้บริหารและพนักงาน สวทช. มอบสิ่งของบริจาค ประกอบด้วย ถุงยังชีพจำนวน 200 ชุด ซึ่งภายในบรรจุอุปกรณ์และอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ นอกจากนี้ได้มอบนวัตกรรมของ สวทช. และนวัตกรรมวิจัยที่ผลิตขึ้นในเชิงสาธารณะประโยชน์และที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชน ประกอบด้วย 1.เครื่องกรองน้ำด้วยนาโนเทคโนโลยีร่วมกับระบบรีเวิร์สออสโมซิส 1 ชุด ซึ่งประกอบด้วย 4 ไส้กรอง (เครื่องกรองน้ำด้วยนาโน ไส้กรองเกล็ดคาร์บอนที่ดัดแปรพื้นผิว ไส้กรองเรซิน และไส้กรอง Sediment) พร้อมระบบรีเวิร์สออสโมซิส ที่สามารถกรองน้ำได้สะอาด ฆ่าเชื้อโรคที่มาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย 2.น้ำยาฆ่าเชื้อและทำความสะอาดสำหรับพื้นผิวอะเจิร์มโก (Agermgo) 120 ขวด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อชนิดเข้มข้น เป็น “น้ำยาฆ่าเชื้อโรคผสมซิงค์นาโนอิมัลชั่น” ซึ่งมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อที่ครอบคลุมสามารถทำลายเชื้อได้หลายชนิด ออกฤทธิ์เร็วและนาน ประกอบสารจากธรรมชาติกลุ่มกรดไขมันจากน้ำมันมะพร้าว 3.หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ N-Breeze 100 แพ็ค เป็นหน้ากากอนามัยจากแผ่นกรองเส้นใยละเอียดป้องกันละอองไอจาม เชื้อจุลชีพ และฝุ่น PM 2.5 อนุภาคระดับเล็กกว่าหนึ่งไมครอน 4.ผลิตภัณฑ์สกินซอตต์ เจลไล่ยุง 600 ซอง เป็นผลิตภัณฑ์เจลสำหรับทาผิวเพื่อป้องกันยุง ด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับนาโน ทำให้ได้เนื้อนาโนอิมัลชั่นกักเก็บอิคาริดิน (ICARIDIN) ช่วยออกฤทธิ์กันยุงได้นานกว่าผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงทั่วไป 5.ผลิตภัณฑ์ โลชั่นไล่ยุง MILI  237 หลอด ผลิตภัณฑ์โลชั่นไล่ยุง ที่ใช้เทคโนโลยีการกักเก็บในรูปแบบของนาโนอิมัลชั่นที่มีขนาดของอนุภาคระดับนาโนเมตร จึงทำให้พื้นที่ผิวของอนุภาคเพิ่มขึ้น ช่วยป้องกันการระเหยและการเสื่อมสภาพของสารออกฤทธิ์ได้ดี มีกลิ่นสัมผัสที่ดี ใช้ทาผิวหนังเพื่อป้องกันยุงได้นานประมาณ 7 ชั่วโมง 6.ผลิตภัณฑ์ Ma-beedee มาบีดี (2000 g) เครื่องดื่มโปรตีนถั่วเหลือง 267 กระป๋อง เป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร ใช้เป็นอาหารทางสายยาง เหมาะสำหรับผู้ที่กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ผู้ป่วย ผู้ที่เกล็ดเลือดต่ำ ผู้ที่แขนขาอ่อนแรง คนเบื่ออาหาร ผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต และกลุ่มผู้สูงอายุ 7.ผลิตภัณฑ์ NOW! Whey Protein 300 ขวด ผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงพร้อมดื่ม ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้รวดเร็วที่สุด พร้อมสร้างกล้ามเนื้อและความเเข็งแรงของร่างกาย อายุเก็บรักษานาน 1 ปี ไร้สารเคมีกันเสีย โดยไม่ต้องเเช่เย็น 8.ข้าวหอมชลสิทธิ์ 2 และข้าวหอมนาเล (ถุง1 กิโลกรัม) จำนวน 210 ถุง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์ไบโอเทค สวทช. และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ทั้งนี้ สวทช. ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนด้วยการนำเอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาสนับสนุนรวมใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘NomadML’ แพลตฟอร์มเทรน AI เทรนง่าย ไม่ต้องเขียนโคด
    เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะด้าน computer vision หรือการประมวลผลภาพเพื่อแยกประเภทวัตถุ ตรวจจับตำแหน่ง หรือระบุพื้นที่ภายในภาพ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตาว่าจะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในอนาคต เพราะเทคโนโลยีนี้นอกจากจะช่วยลดเวลาการตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้แล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย     กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา NomadML (โนแมดเอ็มแอล) แพลตฟอร์มผลิตโมเดล AI ฟังก์ชัน computer vision ในรูปแบบใช้งานง่าย วิธีเทรนไม่ซับซ้อน ที่สำคัญไม่ต้องเขียนโคด เหมาะทั้งการใช้ทดสอบระบบหรือ Proof of Concept (PoC) และการผลิตโมเดล AI เพื่อใช้งานจริง โดยแพลตฟอร์มนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก AI for Thai Platform และโครงการยกระดับแพลตฟอร์มการบริหารจัดการข้อมูลทางการแพทย์ภายใต้ Medical AI Consortium   [caption id="attachment_60791" align="aligncenter" width="750"] ดร.ธีศิษฏ์ ลีลาสวัสดิ์สุข นักวิจัยทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน เนคเทค สวทช.[/caption]   ดร.ธีศิษฏ์ ลีลาสวัสดิ์สุข นักวิจัยทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน เนคเทค สวทช. อธิบายว่า NomadML เป็นแพลตฟอร์มสำหรับผลิตโมเดล AI ด้าน computer vision ที่ใช้งานได้ง่ายแค่เพียงทำ 3 ขั้นตอน ขั้นแรกคือการนำชุดข้อมูลภาพที่ผ่านการคัดประเภทแล้วเข้าสู่ระบบ ขั้นที่สองปรับแต่งฟังก์ชันหรือพารามิเตอร์ (parameter) สำหรับประมวลผล หรือเลือกใช้ NomadML-Auto ฟังก์ชันปรับแต่งอัตโนมัติที่ออกแบบให้มีความแม่นยำสูงในการปรับแต่งพารามิเตอร์เสมือนผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ปรับแต่งให้ โดยหลังจากเลือกปรับแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่มเริ่มเทรนโมเดล เมื่อระบบประมวลผลสร้างโมเดล AI เสร็จแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายให้ผู้ใช้งานตรวจสอบความแม่นยำของโมเดลว่าวิเคราะห์ได้มีประสิทธิภาพเพียงไร หากผลเป็นที่พึงพอใจ ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดโมเดลไปใช้งานจริงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสามารถเขียนซอฟต์แวร์เรียกใช้งานโมเดลตามตัวอย่างที่ทีมวิจัยเตรียมไว้ให้และต่อยอดนำโมเดลไปใช้งานบนอุปกรณ์อื่น ๆ ได้     “NomadML ผ่านการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมถึงลดการใช้เวลาและงบประมาณในการพัฒนาระบบ ซึ่งเดิมต้องใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นผู้ที่สนใจใช้งานแพลตฟอร์มนี้แต่ไม่มีพื้นฐานด้านการเทรนโมเดล AI มาก่อนก็สามารถเรียนรู้วิธีการใช้งานด้วยตัวเองจากคู่มือที่ทีมวิจัยจัดเตรียมไว้ให้ได้ ส่วนทางด้านโปรแกรมเมอร์ วิศวกรซอฟต์แวร์ หรือ SI (system integrator) NomadML จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการลดเวลาการทำงาน ทำให้มีเวลาทำ PoC หลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น และได้โมเดล AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานในเวลาอันรวดเร็ว “ทั้งนี้ผู้ใช้งาน NomadML ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล เพราะระบบผ่านการออกแบบด้านการรักษาความปลอดภัยในรูปแบบ SSO (Single-Sign-On) หรือการต้อง log in เข้าสู่ระบบก่อนใช้งานเสมอ โดยผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นได้ การดึงข้อมูลของผู้ใช้งานจากเครื่องแม่ข่ายมาแสดงผลจะเป็นรูปแบบ API (Application Programming Interfaces) ที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ SSO ทุกครั้งที่ขออนุญาตเข้าถึงข้อมูล ดังนั้นระบบจึงมีความปลอดภัยสูง” ปัจจุบัน NomadML เริ่มมีการทดลองใช้งานแล้วในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนเหล็ก เป็นการใช้โมเดล AI เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้าว่ามีตำหนิประเภทต่าง ๆ หรือไม่ อาทิ รอยขีดข่วน การพ่นสีที่ไม่สม่ำเสมอ อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง คือโมเดล AI เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้าว่าขนาดและรูปทรงตรงตามที่กำหนดหรือไม่ ส่วนทางด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ ทีมวิจัยเคยทดสอบกับฐานข้อมูลแบบเปิด (open source dataset) เช่น การวิเคราะห์ฟิล์มรังสีเอกซ์ เพื่อจำแนกโรคโควิด-19 วัณโรค และปอดอักเสบ หรือประมวลผลภาพถ่ายรูม่านตาเพื่อวิเคราะห์การเป็นโรคต้อชนิดต่าง ๆ เช่น ต้อหิน ต้อลม     ดร.ธีศิษฏ์ เล่าต่อว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์ม NomadML เปิดให้ทดสอบใช้งานระบบแล้ว ผู้ที่สนใจใช้บริการได้ที่ www.nomadml.in.th โดยหลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบระบบ ทีมวิจัยจะเปิดให้ใช้งาน 2 รูปแบบ คือ แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลทั่วไป และแบบสมาชิกที่จะมีการเรียกเก็บค่าบริการรายปี โดยสิ่งที่สมาชิกจะได้รับคือพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลในระบบ และระยะเวลาในการทำงานสูงสุดต่องานมากกว่าบุคคลทั่วไป รวมถึงไม่ต้องรอคิวในการใช้งานระบบร่วมกับผู้ใช้งานทั่วไปด้วย “ส่วนทางด้านการพัฒนา NomadML ต่อไปในอนาคต ทีมวิจัยมีแผนที่จะอัปเดตประสิทธิภาพระบบ parameter setting อย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบผู้ใช้งานเป็นผู้ปรับแต่งเอง และแบบฟังก์ชัน NomadML-Auto นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเชื่อมต่อแพลตฟอร์มกับเทคโนโลยี High-Performance Computing (HPC) หรือ Cloud GPU เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการประมวลผล” NomadML เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญภายใต้โพรเจกต์ AI Thailand หรือโพรเจกต์ที่มุ่งสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี AI ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับการเรียนรู้ การทำงาน การสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือการยกระดับคุณภาพของคนไทย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ได้ที่ www.nomadml.in.th     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
10 Technologies to Watch 2024: หุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย (Security Robot)
  แม้การรักษาความปลอดภัยจะเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่ทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้วการดำเนินงานหลายภารกิจกลับยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การขาดแคลนเทคโนโลยีป้องกันภัยสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงสูง เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (robotics) ที่มีระบบ AI ช่วยเสริมประสิทธิภาพการประมวลผลและการดำเนินงาน จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตาว่าจะเข้ามาช่วยลดภาระงานให้แก่เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยในอนาคต     ตัวอย่างพื้นที่ที่ต้องการเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่มีระบบ AI เข้าช่วยสนับสนุนการดำเนินงานรักษาความปลอดภัย เช่น การเฝ้าระวังบุคคลหรือเหตุต้องสงสัย ที่จำเป็นต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญในการสังเกตความผิดปกติ การสำรวจความปลอดภัยในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้บุคลากรในการสำรวจจำนวนมากเพื่อให้สำรวจได้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ การสำรวจพื้นที่เสี่ยงสูงที่จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและการรักษาความปลอดภัยอย่างรัดกุม การสำรวจพื้นที่ความมั่งคงหรือพื้นที่เกิดเหตุภัยคุกคามบ่อยครั้ง จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีตรวจจับความเสี่ยงเพื่อช่วยเสริมความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่     จุดเด่นของหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยมีหลายด้าน  โดย 5 ด้านหลัก คือ 1) ทำงานได้ต่อเนื่องยาวนาน ไม่อ่อนล้า 2) วิเคราะห์ภาพและพฤติกรรมเสี่ยงได้รวดเร็วและแม่นยำ 3) ออกแบบให้เหมาะสมกับการทำงานในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้หลากหลายรวมถึงการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงสูง 4) ทำงานเคร่งครัดไม่ละเมิดหรือละเว้นข้อกำหนด 5) ช่วยลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน ก่อให้เกิดความคุ้มทุนในระยะยาว ปัจจุบันเริ่มมีการใช้งานหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยแล้วในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีผู้คนใช้บริการหรือสัญจรหนาแน่นสูงอย่างสนามบินหรือสถานีรถไฟ การใช้ลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยง เป็นต้น     มีการคาดการณ์ว่าในปี 2027 (พ.ศ. 2570) ตลาดหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยทั่วโลกอาจมีมูลค่าสูงถึง 71,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 17.8 ต่อปี ขณะที่ในแถบเอเชียแปซิฟิกอาจเติบโตสูงถึงร้อยละ 20 ต่อปี โดยปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือความต้องการเทคโนโลยีทางทหารและการป้องกันประเทศ     ด้วยความพร้อมด้านองค์ความรู้ของ สวทช. ทั้งการพัฒนาหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ ระบบสื่อสาร และ AI ทำให้ สวทช. มีศักยภาพที่จะบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน นอกจากนี้การที่ สวทช. มีระบบฐานข้อมูลรวมถึงระบบควบคุมและประมวลผลที่พัฒนาขึ้นเองยังช่วยทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้าจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย
ข่าว
 
บทความ