หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
โอกาสและความท้าทายในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร ด้วยเทคโนโลยี Smart Green House
“โอกาสและความท้าทายในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร ด้วยเทคโนโลยี Smart Green House, Plant Factory การพัฒนาพันธุ์พืชผักสมุนไพร และการใช้ชีวภัณฑ์” สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และหน่วยงานพันธมิตร ขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาเพื่อเรียนรู้แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Green House, Plant Factory) ในการยกระดับภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน 📅 วันที่จัดงาน วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2568เวลา 09.30 – 14.00 น. 📍 สถานที่ ห้องประชุม SD-601 อาคารสราญวิทย์ (ชั้น 12)อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี 🎯 หัวข้อสำคัญภายในงาน แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วย Smart Green House เทคโนโลยี Plant Factory (PFAL) สำหรับผลิตพืชระดับพรีเมี่ยม การใช้ชีวภัณฑ์เพื่อควบคุมศัตรูพืชอย่างเหมาะสม การประยุกต์เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำร่วมกับระบบภูมิสารสนเทศ สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการจากกลไกการสนับสนุนของ ITAP 👤 กลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรปลอดภัย ผู้รวบรวมผลผลิตเกษตรกลางน้ำ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหาร เวชสำอาง และยา 📝 การลงทะเบียน ลงทะเบียนได้ที่ https://www.nstda.or.th/r/zavmH ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมรับจำนวนจำกัด 50 ท่าน (เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้า)ปิดรับลงทะเบียน: 15 พฤษภาคม 2568 👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคุณเสาวภา ยุววุฑโฒ (โปรแกรม ITAP)📧 sauwapa@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
MU-NSTDA Researcher Visit ประจำปี 2568 ครั้งที่ 3
ขอเรียนเชิญเข้าร่วมกิจกรรม MU-NSTDA Researcher Visit ประจำปี 2568 ครั้งที่ 3 ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช. ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พบกับกิจกรรมดังนี้ ✅ แนะนำโครงสร้างพื้นฐาน และห้องปฏิบัติการ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ✅ การเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐาน และห้องปฏิบัติการ เช่น ศูนย์อ้างอิงทางพฤกษศาสตร์พืชสมุนไพรและเครื่องยา โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ศูนย์เครื่องมือวิจัยเพื่อความเป็นเลิศ (MU-FRF) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์แล ะเร่งสนับสนุน เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (MIDAS Center) และศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) ✅ กิจกรรมจับคู่ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน กลุ่มเป้าหมาย/ผู้เข้าร่วมประชุม นักวิจัยและบุคลากร สวทช. ที่ต้องการสร้างความร่วมมือวิจัย ขยายเครือข่าย และสร้างผลงานที่มีผลกระทบสูง ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ผ่าน URL หรือ Scan QR Code https://forms.gle/Brk1n9jhAbhyKKS8A สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม (RNM) คุณรัชพล 02-5647000 ต่อ 6445 / ratchapon@nstda.or.th ดร.สิริกัญจณ์ 02-5647000 ต่อ 6430/ sirikan.nawapan@nstda.or.th กำหนดการ กิจกรรม MU-NSTDA Researcher Visit ประจำปี 2568 ครั้งที่ 3 ภายใต้ MOU โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช. วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เวลา กิจกรรม สถานที่ 13.00 – 13.20 น. (20 นาที) กล่าวต้อนรับและเป้าหมายของความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน โดย รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัย และพัฒนา ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ 13.20 – 14.00 น. (40 นาที)   กล่าวแนะนำโครงสร้างพื้นฐาน และห้องปฏิบัติการ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เข้าเยี่ยมชม โดย ผู้บริหารหน่วยงาน และศูนย์ฯ หรือผู้แทน §  นายนวพล อุดพ้วย (หัวหน้างานเครื่องมือกลาง) ศูนย์เครื่องมือวิจัยเพื่อความเป็นเลิศ (Mahidol University Frontier Research Facility : MU ‒ FRF) §  รศ. ดร.กุลชาติ จังภัทรพงศา หรือผู้แทน (หัวหน้าศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรมและชีวการแพทย์สารสนเทศ) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และเร่งสนับสนุน เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (MIDAS Center) คณะเทคนิคการแพทย์ §  ตัวแทน ศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณะวิศวกรรมศาสตร์ §  รศ. ดร.ณัฏฐนียา โตรักษา (ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ) ศูนย์อ้างอิงทางพฤกษศาสตร์พืชสมุนไพรและเครื่องยา โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ 14.00 – 14.30 น. (30 นาที)   กิจกรรมแนะนำตนเองเพื่อค้นหาความร่วมมือระหว่างนักวิจัย 2 หน่วยงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ 14.30 - 16.30 น. (2 ชม.)                 เยี่ยมชม โครงสร้างพื้นฐาน และห้องปฏิบัติการ มหิดล (20 - 30 นาที/ห้องปฏิบัติการ) 1.      ดร.สุนิสา แสงวิโรจนพัฒน์ (รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ) ศูนย์อ้างอิงทางพฤกษศาสตร์พืชสมุนไพรและเครื่องยา โครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ 2.      นายนวพล อุดพ้วย (หัวหน้างานเครื่องมือกลาง)           ศูนย์เครื่องมือวิจัยเพื่อความเป็นเลิศ (Mahidol University Frontier Research Facility : MU ‒ FRF) 3.      รศ. ดร.กุลชาติ จังภัทรพงศา หรือผู้แทน (หัวหน้าศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรมและชีวการแพทย์สารสนเทศ) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และเร่งสนับสนุน เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (MIDAS Center) คณะเทคนิคการแพทย์ 4.      ศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณะวิศวกรรมศาสตร์ -     16.30 น. ปิดกิจกรรม ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารใบไม้สามใบ   หมายเหตุ กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
ปฏิทินกิจกรรม
 
ส่งแรงใจเชียร์ ! นักวิทย์รุ่นเยาว์ YSC แข่งขันวิทยาศาสตร์ ‘เวทีระดับโลก’
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) แถลงข่าวความร่วมมือในการสนับสนุนเยาวชนไทยภายใต้ โครงการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition: YSC ) ไปเข้าร่วมการแข่งขันการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับนานาชาติ 3 เวทีชั้นนำของโลก . โดยในปีนี้มี 6 ทีมเยาวชนไทยจากโครงการ YSC2025 ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปเข้าร่วมการแข่งขัน Regeneron ISEF 2025 ณ เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 10-16 พ.ค.นี้ . และอีก 1 ทีมเยาวชนไทยจาก YSC2025 ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปเข้าร่วมการแข่งขัน Genius Olympiad 2025 ณ Rochester Institute of Technology (RIT) เมืองโรเชสเตอร์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 9-13 มิ.ย.นี้ . นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวเยาวชนไทยจากโครงการ YSC2024 ที่ไปคว้ารางวัลบนเวที Inventions Geneva ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือน เม.ย.2568 ซึ่งมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การไปแข่งขันวิทยาศาาตร์ระดับโลก . ----------------- ทั้งนี้ การแข่งขัน Regeneron ISEF 2025 จะมีการประกาศผลรางวัลในวันที่ 16 พฤษภาคม นี้ . โดยจะประกาศผลรางวัล Special Awards Ceremony  เวลาประเทศไทย 06:00 น. ร่วมลุ้นร่วมเชียร์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=8qV1oO1i8UA . และประกาศผลรางวัล Grand Awards Ceremony เวลาประเทศไทย 20.00 น. ร่วมลุ้นร่วมเชียร์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=gBzD_UBnQnw
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
‘UNAi (อยู่ไหน)’ เทคโนโลยีระบุตำแหน่งภายในอาคาร สนับสนุนการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบไม่ต้องลงทุนสูง
  รู้หรือไม่ ! แค่โรงงานเพิ่มอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เป็นตัวช่วยติดตามตำแหน่งสินค้าและบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบแบบอัตโนมัติ ก็จะช่วยลดเวลาการทำงานและลดข้อผิดพลาดจากการจดบันทึกได้อย่างมาก ซึ่งนั่นหมายถึงการลดต้นทุนการผลิตในภาพรวมด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา UNAi (อยู่ไหน) เทคโนโลยีระบุตำแหน่งวัตถุหรือคนภายในอาคาร เพื่อติดตามและบันทึกตำแหน่งแบบเรียลไทม์ โดยการวิจัยและพัฒนาได้รับการสนับสนุนด้านการขยายผลจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)   ของอยู่ไหน ? ให้ UNAi ช่วยระบุตำแหน่งให้คุณ [caption id="attachment_68670" align="aligncenter" width="750"] เกรียงไกร มณีรัตน์, ทวีศักดิ์ สรรเพชุดา, จุฑาทิพย์ วิศาลมงคล, ละออ โควาวิสารัช และจารุวลี สุวัตถิกุล ทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ เนคเทค สวทช.[/caption]   ดร.ละออ โควาวิสารัช นักวิจัยทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า UNAi เป็นเทคโนโลยีระบุตำแหน่ง (Real-Time Location System: RTLS) วัตถุหรือคนภายในอาคารแบบแม่นยำสูง โดย UNAi ประกอบด้วยอุปกรณ์ 2 ส่วน คือ Tag (แท็ก) อุปกรณ์สำหรับติดที่สิ่งของหรือคนเพื่อติดตามตำแหน่ง และ Anchor (แองเคอร์) อุปกรณ์สำหรับรับสัญญาณตำแหน่งจาก Tag แล้วส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ (cloud) ไปประมวลผลและแสดงผลผ่านซอฟต์แวร์ UNAi โดยผู้ใช้งานจะเห็นตำแหน่งสิ่งที่ติดตามปรากฏบนแผนผังอาคารนั้น ๆ “ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับติดตามไว้สองรูปแบบ เทคโนโลยีแรก คือ Received Signal Strength Indicator (RSSI) ที่ใช้สัญญาณบลูทูท (Bluetooth Low Energy: BLE) ในการส่งสัญญาณจาก Tag เพื่อระบุตำแหน่ง โดยรูปแบบนี้จะมีอัตราการคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2-4.5 เมตร อีกระบบคือ Time Difference of Arrival (TDoA) ที่ใช้สัญญาณอัลตราไวด์แบนด์ (Ultra-Wideband: UWB) ที่มีความแม่นยำสูงและมีโอกาสโดนรบกวนสัญญาณต่ำในการระบุตำแหน่ง ทำให้ระบุได้แม่นยำ มีอัตราการคลาดเคลื่อนลดลงเหลือหลักเซนติเมตร อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้มีราคาที่สูงกว่า ดังนั้นผู้ประกอบการควรเลือกใช้งานอย่างเหมาะสม โดยอาจปรึกษา System Integrator (SI) ของโรงงาน”   [caption id="attachment_68674" align="aligncenter" width="750"] อุปกรณ์ Anchor และ Tag[/caption]   แม้เทคโนโลยี RTLS จะไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ เพราะใช้งานแพร่หลายในต่างประเทศแล้ว แต่โรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังใช้เทคโนโลยีประเภทนี้ไม่มากนัก สาเหตุสำคัญมาจากผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี นอกจากนี้ประเทศไทยต้องนำเข้าเทคโนโลยีประเภทนี้จากต่างประเทศ ส่งผลให้ค่าอุปกรณ์และซอฟต์แวร์มีราคาสูง อีกทั้งการปรับแต่งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละโรงงานที่มีความต้องการแตกต่างกันก็ทำได้ยาก บางกรณีอาจปรับแต่งไม่ได้เลย ดร.ละออ อธิบายถึงประเด็นดังกล่าวว่า UNAi จะช่วยแก้ปัญหาให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากทีมวิจัยเนคเทค สวทช. จะพร้อมให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับแต่งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ UNAi ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ประกอบการที่มีความต้องการแตกต่างกันแล้ว ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) โดยเนคเทค สวทช. ยังพร้อมให้คำปรึกษาด้านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และช่วยแนะนำ SI ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสอดคล้องกับที่โรงงานต้องการด้วย “ผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลเรื่องความยากลำบากในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี นอกจากนี้ UNAi พัฒนาโดยนักวิจัยไทยและผลิตได้เองภายในประเทศ ทำให้อุปกรณ์นี้มีราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ”   4 ตัวอย่างความสำเร็จ ใช้เทคโนโลยี UNAi ดร.ละออ เล่าว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ขยายผลการทำวิจัยโดยนำ UNAi ไปทดสอบใช้งานจริงภายในโรงงานของภาคเอกชนไทย 13 แห่ง ตัวอย่างเช่น การใช้ติดตามตำแหน่งของ ฐานรองสินค้า (pallet) ว่า ณ ขณะนั้นแต่ละอันตั้งอยู่ที่โซนจัดเก็บสินค้าโซนไหน และอยู่บนชั้นวางสินค้าใด โดยทีมวิจัยได้ออกแบบแนวทางการใช้งานให้เป็นการติดตามจากการเคลื่อนที่ของรถฟอร์กลิฟต์ (forklift) ที่ติด Tag ไว้ แทนการติดตามฐานรองสินค้าแต่ละอันโดยตรงเพื่อลดจำนวนการใช้ Tag และลดงบประมาณในการปรับเปลี่ยนจากคลังสินค้าทั่วไปสู่คลังแบบสมาร์ต     “การทำงานมี 3 ขั้นตอนหลัก ขั้นตอนแรกคนงานจะยิงบาร์โค้ดของฐานรองสินค้าที่ต้องการเคลื่อนย้ายเพื่อให้ระบบทราบว่ากำลังจะใช้รถฟอร์กลิฟต์เคลื่อนย้ายฐานรองสินค้ารหัสอะไร ตำแหน่งเริ่มต้นเคลื่อนย้ายอยู่ที่ตำแหน่งไหน และจะเริ่มต้นเคลื่อนย้ายเวลาใด ขั้นตอนที่สองคนงานจะขับรถฟอร์กลิฟต์ไปยังจุดหมาย โดยระบบจะติดตามตำแหน่งของฐานรองสินค้าจากการเคลื่อนที่ของรถฟอร์กลิฟต์ ขั้นตอนที่สามเมื่อคนงานขับรถไปถึงจุดหมาย และใช้รถยกฐานรองสินค้าขึ้นจัดเก็บบนชั้นเรียบร้อยแล้ว คนงานจะยิงบาร์โค้ดของช่องจัดเก็บสินค้าเพื่อระบุตำแหน่งปลายทางที่ชัดเจน เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นงาน ผู้จัดการและวิศวกรโรงงานจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ตั้งแต่ตำแหน่งที่เริ่มเคลื่อนย้าย เส้นทางการเคลื่อนย้าย ตำแหน่งที่จัดเก็บ และเวลารวมที่ใช้ในการขนย้ายสินค้าเข้าจัดเก็บ “การที่คนงานไม่ต้องเป็นผู้บันทึกข้อมูลลงบนกระดาษหรือนำข้อมูลเข้าสู่ระบบด้วยตัวเอง ช่วยลดทั้งเวลาและโอกาสความผิดพลาดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผู้ควบคุมคลังสินค้ายังนำข้อมูลที่บันทึกไว้มาออกแบบตำแหน่งการจัดเก็บสินค้าและเส้นทางการขับรถเพื่อประหยัดเวลาและพลังงานได้อีกด้วย”     อีกตัวอย่างการใช้ UNAi ภายในโรงงาน คือ การใช้ติดตาม AGV (Automated Guided Vehicle) หรือยานพาหนะเคลื่อนที่อัตโนมัติที่ใช้ขนส่งวัตถุดิบและส่วนประกอบ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการพบปัญหาว่าบางครั้ง AGV แบตเตอรี่หมดขณะที่ยังปฏิบัติภารกิจขนส่งไม่สำเร็จ ก่อให้เกิดปัญหาสายการผลิตหยุดชะงัก และคนงานต้องเสียเวลาตามหารถ AGV ว่าอยู่ที่ตำแหน่งไหนของโรงงาน “ทีมวิจัยจึงได้นำระบบ UNAi ไปใช้ติดตามตำแหน่ง AGV โดยเพิ่มคุณสมบัติติดตามข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นเข้าไปด้วย เช่น ปริมาณแบตเตอรี่คงเหลือ อุณหภูมิของ AGV เพื่อให้ผู้จัดการและวิศวกรโรงงานนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทั้งการออกแบบเส้นทาง การวางแผนชาร์จแบตเตอรี่ รวมถึงการวางแผนซ่อมบำรุงล่วงหน้าจากการทราบแนวโน้มความผิดปกติของ AGV ที่ตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งการประหยัดเวลา พลังงาน และค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง”     นอกจาก UNAi จะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวกระโดดจากอุตสาหกรรมระดับ 2-3 สู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้ง่ายขึ้นแล้ว เทคโนโลยี UNAi ยังเหมาะแก่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย ดร.ละออ เล่าว่า อีกสองตัวอย่างของการใช้ UNAi ที่ผ่านการทดสอบใช้งานจริงและประสบความสำเร็จอย่างดี คือ การใช้ติดตามตำแหน่งรถเข็นในโรงพยาบาลเพื่อรวบรวมกลับมายังจุดเก็บรถเข็น ทำให้รถเข็นอยู่ในตำแหน่งที่บุคลากรทางการแพทย์พร้อมใช้งานอยู่เสมอ และอีกตัวอย่างคือการใช้ติดตามตำแหน่งผู้เข้าแข่งขันเพนต์บอล (paintball) โดยทีมงานจะติด Tag ของ UNAi ไว้ที่หมวกของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายเพื่อระบุตำแหน่งผู้เล่น ทำให้ผู้บรรยายเห็นตำแหน่งของผู้เล่นทั้งสนามชัดเจนและบรรยายการแข่งขันได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้โคชยังใช้เป็นข้อมูลเพื่อวางแผนปรับปรุงการเล่นครั้งต่อ ๆ ไปให้แก่สมาชิกในทีมได้อีกด้วย     จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า UNAi เป็นเทคโนโลยีระบุตำแหน่งที่ประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ไม่จำกัดอยู่เพียงโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ทีมวิจัยจึงมีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเทคโนโลยีนี้จะมีส่วนสนับสนุนให้แต่ละอุตสาหกรรมของประเทศไทยเข้าถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปปรับใช้เพื่อลดภาระงาน ค่าใช้จ่าย และเพิ่มผลประกอบการในระยะยาวได้ ส่วนในอนาคตอันใกล้อีก 1-2 ปีข้างหน้า ทีมวิจัยเผยว่าคนไทยอาจได้ใช้เทคโนโลยี UNAi ที่ฉลาดยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยใช้ติดตามสิ่งของหรือคนทั้งภายในและภายนอกอาคารอย่างแม่นยำด้วยอุปกรณ์เดียว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา และการสรรหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ UNAi แล้ว ผู้ประกอบการที่สนใจขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ UNAi@nstda.or.th และผู้ประกอบการที่ต้องการนำอุปกรณ์ UNAi ไปติดตั้งใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าติดต่อสอบถามเพื่อรับการสนับสนุนได้ผ่านโครงการ IDA Platform (Industrial IoT and Data Analytics Platform) ที่เว็บไซต์ www.nectec.or.th/smc/ida-platform/   เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย : ภัทรา สัปปินันทน์, เนคเทค สวทช. และภาพจาก Adobe Stock และ Shutter Stock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
คณะผู้บริหาร สวทช. เข้าเยี่ยมคารวะท่านกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต หารือความร่วมมือ วทน. ระหว่างไทยและเยอรมนี
  เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้นำคณะผู้บริหาร สวทช. ประกอบด้วย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. รองศาสตราจารย์ ดร. เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และ ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เข้าเยี่ยมคารวะ นายณัฐพงศ์ ลัทธพิพัฒน์ กงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในโอกาสที่คณะผู้บริหาร สวทช. เดินทางเยือนกระชับความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการและหารือความร่วมมือกับ Institute for Bio- and Geosciences (Plant Science), Forschungszentrum Julich (FZJ) และสถาบันวิจัยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในการเยี่ยมคารวะ กงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลความร่วมมือระหว่างไทยและหน่วยงานในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งนอกจากความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ FZJ ที่ได้ร่วมมือกันมามากกว่า 10 ปีแล้ว สวทช. ได้แสดงความสนใจในการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำของเยอรมนี เช่น Fraunhofer-Gesellschaft และ Max Planck Institutes โดย สวทช. ได้ขอความอนุเคราะห์กงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต เป็นสะพานเชื่อมสำคัญในการริเริ่มความร่วมมือกับทั้งสองหน่วยงานเพื่อสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) โดยเฉพาะการถอดบทเรียนของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่สามารถนำ วทน. มาพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการลดสภาวะโลกร้อน การลดการผลิตคาร์บอน การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เป็นต้น นอกจากนี้ กงสุลใหญ่ฯ และ สวทช. ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาและสนับสนุนสะเต็มศึกษา (STEM Education) เนื่องจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีความเชี่ยวชาญในวางระบบการศึกษาที่ครอบคลุมทุกมิติ พัฒนาบุคลากรได้ตามความถนัดและความสามารถในการเรียนรู้แบบรายบุคคลเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดได้อย่างครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย จนถึงสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาบุคลากรให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี และนวัตกรชั้นแนวหน้าของประเทศ ซึ่งประเทศไทยสามารถนำแนวคิดในการดำเนินงานมาใช้ในการพัฒนาและสร้างหลักสูตรหรือวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะกับบริบทของประเทศไทยเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคลากรรุ่นใหม่ของประเทศต่อไปในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“ศุภมาส” รับลูกนโยบายนายกฯ ขยายผลการใช้งาน Traffy Fondue แพลตฟอร์มร้องทุกข์ผ่านปลายนิ้วไปทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกกระทรวง มอบ สวทช. ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเดินหน้าหนุนเต็มสูบ พร้อมต่อยอดสู่การสร้าง “เมืองอัจฉริยะ” และ “ระบบราชการที่รับฟังอย่างแท้จริง”
เมื่อวันที่ 10 พ.ค.68 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเน้นย้ำการขยายผลแพลตฟอร์ม Traffy Fondue (ทราฟฟี ฟองดูว์) ไปสู่ทั่วประเทศและทุกกระทรวง เพื่อเป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนหลักของรัฐบาล สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนนโยบายการดำเนินงานและข้อสั่งการดังกล่าวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตนจึงได้มอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนทางเทคนิคและพัฒนาระบบ Traffy Fondue อย่างเต็มรูปแบบ โดย สวทช. ถือเป็นหน่วยงานวิจัยหลักของประเทศและเป็นผู้พัฒนา Traffy Fondue ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี มีงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวง อว.ที่ตนมุ่งเน้นมาโดยตลอด และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเช่น Traffy Fondue ให้เป็นแพลตฟอร์มในการให้บริการประชาชน จะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม มีความคุ้นเคยในการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัล จะนำประเทศเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบได้ในอนาคต รมว.อว. กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันแพลตฟอร์ม Traffy Fondue มีหน่วยงานที่เข้าร่วมแล้ว 17,747 แห่ง มีรับเรื่องร้องเรียนแล้ว 1,379,896 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 1,064,376 เรื่อง หรือคิดเป็น 77% ครอบคลุมประชากร 31.7 ล้านคน หรือประมาณ 48% ของประชากรทั้งประเทศ โดยมีการใช้งาน Traffy Fondue จากหน่วยงานระดับกระทรวง กรม และองค์กรอิสระ เช่น กรุงเทพมหานคร กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา การไฟฟ้านครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กรมทางหลวง และ กรมควบคุมมลพิษ เป็นต้น และยังมีหน่วยงานท้องถิ่นที่ใช้ ได้แก่ เทศบาล 2,057 แห่ง และ อบต. 2,407 แห่ง ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า สวทช. ไม่เพียงแค่พัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue แต่ยังได้ต่อยอดไปสู่การวางระบบ Dashboard สำหรับผู้บริหาร, ระบบวิเคราะห์เชิงพื้นที่, การผสานข้อมูลกับ LINE Official, รวมถึงการพัฒนา AI สำหรับวิเคราะห์ประเภทปัญหาและประเมินคุณภาพการแก้ไข ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง “เมืองอัจฉริยะ” และ “ระบบราชการที่รับฟังอย่างแท้จริง" “Traffy Fondue ไม่ได้เปลี่ยนแค่กระบวนการรับเรื่อง แต่กำลังเปลี่ยนวัฒนธรรมการตอบสนองของรัฐให้เร็ว โปร่งใส และวัดผลได้จริง เพราะทุกเสียง คือโอกาสในการพัฒนา เสียงของคนธรรมดาไม่หาย เพราะ Traffy Fondue ช่วยให้ทุกเสียงไปถึงมือคนแก้ปัญหา” น.ส.ศุภมาส กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ Traffy Fondue เป็นแพลตฟอร์ม “ร้องทุกข์ผ่านปลายนิ้ว” เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาในพื้นที่ เช่น ถนนชำรุด ไฟทางขัดข้อง น้ำท่วม ขยะตกค้าง ฯลฯ ไปยังหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส โดยระบบจะจัดการส่งต่อข้อมูลไปยังเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทันที และสามารถติดตามสถานะการแก้ไขได้แบบเรียลไทม์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“ศุภมาส” เดินหน้าเต็มที่จัดงาน “อว. Job Fair 2025” ยิ่งใหญ่กลางกรุง ตลาดอาชีพเพื่ออนาคต ชูเป้าหมายเปลี่ยนฝันเป็นอาชีพจริง ชี้ งานนี้ไม่ใช่แค่ “มหกรรมรับสมัครงาน” แต่เป็น “สนามสร้างอนาคต” ที่ครบที่สุด รวมทุกมิติของโอกาสไว้ในที่เดียว ทั้งหางาน ฝึกงาน เรียนต่อ เสริมทักษะ
(วันที่ 10 พฤษภาคม 2568) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Exhibition Hall 1–2 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัวงาน “อว. Job Fair 2025” อย่างเป็นทางการ โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธี โดยมีคณะผู้บริหารหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงกระทรวง อว. รศ.ดร. วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ด้านวิทยาศาสตร์   นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) พร้อมด้วย ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ท่ามกลางการเข้างานร่วมอย่างคึกคักของนักศึกษา เยาวชน และผู้บริหารจากทั้งภาครัฐและเอกชน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า งานนี้ไม่ใช่แค่งานจัดหางานธรรมดา แต่คือ “สนามสร้างอนาคต” ที่รวบรวมโอกาสทุกด้านไว้ในที่เดียว ทั้งการหางาน ฝึกงาน เรียนต่อ และการเสริมทักษะเพื่ออนาคต โดยมุ่งหวังให้ประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเยาวชน ได้ค้นพบเส้นทางที่ใช่และเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นอาชีพจริง หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบัณฑิตไทยได้ฝึกงานกับบริษัทชั้นนำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Marriott, IHG หรือโครงการ Innovator Trainee ของ NIA สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์กรวิจัยแห่งชาติ ที่เปิดรับสมัครบุคลากรจำนวน 43 อัตรา ครอบคลุมทั้งระดับผู้บริหาร นักวิจัย และสายสนับสนุน รวมถึงตำแหน่งฝึกงานทั้งในไทยและต่างประเทศมากกว่า 10,000 อัตรา ครอบคลุมหลากหลายสาขา ทั้งด้านบริการ เทคโนโลยี นวัตกรรม การครัว และการจัดการโรงแรม โดยสามารถสมัครและสัมภาษณ์ภายในงานได้ทันที โอกาสนี้จะช่วยให้เยาวชนไทยได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานในระดับสากล เสริมสร้างทักษะใหม่ และยกระดับขีดความสามารถสู่เวทีโลก ภายในงานยังมีตำแหน่งงานจริงจากบริษัทเอกชนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศกว่า 150,000 อัตรา และจากหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และองค์กรวิจัยอีกกว่า 1,000 อัตรา ที่พร้อมรับสมัครทันที นอกจากนี้ยังมีทุนเรียนต่อระดับปริญญาโท–เอกทั้งในและต่างประเทศกว่า 350 ทุน มูลค่ารวมกว่า 180 ล้านบาท เปิดให้คำปรึกษาและลงชื่อแสดงความประสงค์สมัครโดยตรงในงาน เพื่อรองรับตลาดแรงงานยุคใหม่ กระทรวง อว. ยังเตรียมหลักสูตร Upskill, Reskill และ New Skill มากกว่า 1,500 หลักสูตร พร้อมกิจกรรมเสริมศักยภาพ เช่น Resume Clinic การฝึกสัมภาษณ์งาน และเวิร์กช็อปแนะแนวอาชีพ โดยร่วมกับภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีความพร้อมทั้งในด้านทักษะ เทคนิค และทัศนคติ นอกจากนี้ เวทีหลักของงานยังได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากการบรรยายสร้างแรงบันดาลใจโดยบุคคลต้นแบบระดับประเทศ อาทิ คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท๊อป บิทคับ) กับหัวข้อ “Innovation to Opportunity,” คุณพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ (หนุ่ย แบไต๋) กับ “โลกอาชีพใหม่ในยุค AI” และ ดร. ตฤณห์ โพธิ์รักษา ที่พูดเรื่อง “จิตวิทยาในที่ทำงานและความมั่นคงทางอาชีพ” บรรยากาศในงานยังเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานผ่านกิจกรรม Edutainment อย่างมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ได้แก่ จ๊ะ นงผณี, วง PROXIE และ ATLAS สร้างสีสันและแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมทุกวัย นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวง อว. ตั้งเป้าว่างานนี้จะมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 50,000 คน เกิดการสมัครงานจริงมากกว่า 20,000 อัตรา มีผู้ผ่านกิจกรรมพัฒนาทักษะอย่างน้อย 10,000 คน และเกิดการจ้างงานจริงมากกว่า 5,000 อัตรา พร้อมคาดหวังว่าเยาวชนไทยอย่างน้อย 500 คน จะได้รับโอกาสฝึกงานในต่างประเทศ ซึ่งจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวมไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท งาน “อว. Job Fair 2025” เข้าร่วมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–11 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00–20.00 น. (วันที่ 11 เปิดถึงเวลา 18.00 น.) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Exhibition Hall 1–2 ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://jobfair.mhesi.go.th หรือติดตามข้อมูลทาง Facebook Page: MHESI Thailand และแอปพลิเคชัน “อว แอป” บนระบบ iOS และ Android โดยผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าจะมีสิทธิ์ลุ้นรับ iPad และของรางวัลพิเศษรวมกว่า 10,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เริ่มแล้ว ! “อว. Job Fair 2025” วันแรก ตลาดงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี อว.ยกทัพผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ มาเปิดบูธรับสมัครงาน เพิ่มโอกาสคนหางานหรืออยากเปลี่ยนงานใหม่ที่ตรงไทป์ 9-11 พ.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Hall 1–2
9 พฤษภาคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เนรมิตพื้นที่ 11,230 ตารางเมตร ในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เป็นตลาดแรงงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ในชื่อ “อว. Job Fair 2025” ภายใต้แนวคิด “From Passion to Profession - เปลี่ยนความฝันให้เป็นอาชีพจริง” ครั้งแรกที่ อว. จับเยาวชน บัณฑิตใหม่ และแรงงานทักษะสูง มาพบกับผู้ประกอบการธุรกิจชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เปิดโอกาสการจ้างงานใหม่ ครอบคลุมทั้งอาชีพปัจจุบันและอาชีพแห่งอนาคต รวมถึงการรับทุนการศึกษาต่อ พัฒนาและเพิ่มทักษะสู่อาชีพที่ฝัน “อว. Job Fair 2025” วันแรก (9 พ.ค.) มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดย อว. ได้ยกทัพบูธผู้ประกอบการสำหรับผู้ที่อยากทำงานในหลากหลายสายอาชีพ อาทิ สายการโรงแรม สายการท่องเที่ยว สายการบัญชี สายอุตสาหกรรม สายโลจิสติกส์ และอื่น ๆ อีกมากมาย มาให้ผู้ร่วมงานได้ศึกษาและสมัครเข้าร่วมงาน หลายองค์กรเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานสมัคร สัมภาษณ์ และทราบผลการจ้างงานทันทีภายในงาน รวมถึงผู้ที่อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับ อว. ก็ยิ่งต้องรีบมางาน “อว. Job Fair 2025” เพราะ อว. ได้ขนทีมองค์กรชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับประเทศ มารวมกันอยู่ในงานนี้แล้วด้วย เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดบูธ “ อยากศึกษาต่อ วช. มีทุน” นำทุนการศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกหลากหลายด้านทั้งในด้านทุนพัฒนานักวิจัย ทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ และทุนที่น่าสนใจอื่น ๆ มาให้ผู้เข้าร่วมงานที่สนใจได้ร่วมสมัคร มหาวิทยาลัยมหิดล มากับบูธที่จะมาแนะนำแอปใหม่สุดเจ๋ง “ อว. แอป”แอปเดียวที่ตอบทุกโจทย์การศึกษา มาให้ผู้เข้าร่วมงานได้ดาวน์โหลด สอนวิธีการใช้ พร้อมเล่นเกมส์หมุนวงล้อเพื่อร่วมรับโชค สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดบูธสรรหาผู้สนใจร่วมงานกับ สกสว. โดยเปิดรับสมัครตำแหน่งนักวิชาการ นักวิชาชีพ สำหรับผู้ที่จบระดับปริญญาโทขึ้นไป สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดบูธรับสมัครบุคลากรจำนวน 43 อัตรา ครอบคลุมทั้งระดับผู้บริหาร นักวิจัย และสายสนับสนุน สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เปิดรับสมัครวิศวกรแมคคาทรอนิกส์ วิศวกรซอฟต์แวร์ วิศวกรซอฟต์แวร์ฝังตัว วิศวกรเครื่องกล วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกร FPGA (Field Programmable Gate Array) วิศวกรซ่อมบำรุง ช่างเทคนิคเครื่องกล นักวิทยาศาสตร์ควบคุมกล้องโทรทรรศน์ รวมถึงนักวิจัย/ผู้ช่วยนักวิจัย เป็นต้น ในช่วงเย็น “อว. Job Fair 2025" จะมีเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนแนวทางทำงาน เตรียมพร้อมกับ “โลกการทำงานแห่งอนาคต” ให้ “เก่ง” และ “รุ่ง” รวมทั้งมาร่วมเรียนรู้ในการ “สร้างความเติบโต” ในธุรกิจบล็อกเชน กับ 2 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ คือ นางสาวปิยะนุช ลิมาภรณ์วณิชย์ Group Chief People Officer บริษัท บิทคับ แคปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ในหัวข้อ “The Future of Work" และ นายชินกฤต อัมพรพรรณวัต Senior Strategic Researcher บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ในหัวข้อ “Blockchain Beyond the Hype" ไฮไลต์สำคัญในช่วงค่ำของ “อว. Job Fair 2025” วันนี้ (9 พ.ค.) เตรียมตัวพบกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดังอย่าง “ #จ๊ะนงผณี “ ที่จะขนความมันส์มาให้ชาว “อว. Job Fair 2025” ได้โยกตัวอย่างจุใจเต็ม 1 ชม. ! ในเวลา 18.30 - 19.30 น. ใครยังไม่มา รีบมายังทันนะ แล้วพบกันที่ “อว. Job Fair 2025” งานนี้เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ปักหมุดวันที่ 9–10 พฤษภาคม เวลา 10.00–20.00 น. และวันที่ 11 พฤษภาคม เวลา 10.00–18.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Exhibition Hall 1–2 ผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://jobfair.mhesi.go.th หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: MHESI Thailand โดยผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานจะได้ร่วมลุ้นรับรางวัล iPAD และรางวัลอื่นๆ มากกว่า 3,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 250,000 บาท
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ต้อนรับผู้บริหารระดับสูง คณะ สอส. รุ่นที่ 1 เยี่ยมชม Facilities
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ รักษาการรองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และ น.สพ. ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูง จากหลักสูตร “การจัดการสุขภาพองค์รวมสำหรับผู้บริหารระดับสูง” (สอส.) รุ่นที่ 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำโดย ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานกรรมการหลักสูตรฯ และคณะกว่า 50 ท่าน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานอันทันสมัย ตลอดจนนวัตกรรมของ สวทช. ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาด้านสุขภาพองค์รวมและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืนต่อไป เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี [caption id="attachment_68950" align="aligncenter" width="640"] ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี[/caption] ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ น.สพ. ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ รักษาการรองผู้อำนวยการ BIOTEC ได้จุดประกายความคิดด้วยการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “นวัตกรรม สวทช. สู่การดูแลสุขภาพองค์รวม” นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยในด้านการแก้ปัญหาสุขภาพแนวทางใหม่ ที่รวมเอาแนวทางปฏิบัติด้านสุขภาพมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม ขณะที่ น.สพ. ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ได้ฉายภาพถึงบริการและโครงสร้างพื้นฐานของ สวทช. ที่พร้อมสนับสนุนและยกระดับศักยภาพของภาคเอกชน จากนั้น คณะ สอส. รุ่นที่ 1 ได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพองค์รวม ใน 4 ส่วนวิจัย ได้แก่ - โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (BBF): โครงสร้างพื้นฐานในการทดสอบกระบวนการผลิตในระดับขยาย รองรับการวิจัยร่วมกับภาคเอกชน และตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม - ศูนย์นวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (FFIC): ที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย ตั้งแต่การคัดเลือกจุลินทรีย์พิเศษ เทคโนโลยีการหมัก ไปจนถึงการพัฒนาอาหารแห่งอนาคตและสารมูลค่าสูง พร้อมเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรม - โรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง (CPP): กระบวนการผลิตเครื่องสำอางด้วยนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่ระดับทดลองจนถึงอุตสาหกรรม ตามมาตรฐาน ASEAN Cosmetic GMP ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่เศรษฐกิจ BCG - ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC): รับบริการวิเคราะห์ทดสอบ สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ    
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. วช. SCB ผนึกกำลังพัฒนานักวิทย์รุ่นเยาว์ (YSC) ต่อเนื่อง ส่งเยาวชนไทยแสดงศักยภาพ 3 เวทีวิทยาศาสตร์ระดับโลก
(8 พฤษภาคม 2568) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อาคาร สวทช. โยธี ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) แถลงข่าวความร่วมมือในการสนับสนุนเยาวชนไทยภายใต้โครงการ การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition: YSC) ให้มีโอกาสเข้าร่วมแสดงศักยภาพในเวทีการแข่งขันและประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับนานาชาติชั้นนำ 3 เวที ได้แก่ Regeneron International Science and Engineering Fair 2025 (Regeneron ISEF 2025), Genius Olympiad 2025 และ The 50th International Exhibition of Inventions Geneva โดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ความร่วมมือนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเปิดโอกาสและเสริมสร้างศักยภาพให้เยาวชนไทยให้ก้าวสู่เวทีการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ระดับโลกเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพสูงและเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า  สวทช. มีภารกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เราให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ ผ่านการส่งเสริมให้เยาวชนมีเวทีในการแข่งขันและแสดงศักยภาพ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับนักวิจัยและนวัตกรรุ่นใหม่ในอนาคต การเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการปลูกฝังแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ “สวทช. ได้ริเริ่มโครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (YSC) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเวทีแห่งโอกาสให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศได้พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และบูรณาการองค์ความรู้สู่การสร้างสรรค์โครงงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาโครงงานในสาขาที่ตนเองสนใจอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาและนักวิจัยพี่เลี้ยงจาก สวทช. และมหาวิทยาลัยเครือข่ายคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่อาจต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการนำ วทน. มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า "วช. ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย การสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้ เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในการสนับสนุนการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ที่จัดโดย สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยศูนย์ประสานงานภูมิภาค นั้น เป็นการต่อยอดการเรียนรู้ นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่มีศักยภาพ พร้อมผลักดันให้เยาวชนไทยสามารถแข่งขันในระดับสากล และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต" ด้านคุณวรวัจน์ สุวคนธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานทรัพยากรบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง บทบาทของ SCB ในการสนับสนุนโครงการ YSC อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ว่า "SCB มีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนเยาวชนไทย ผ่านการเปิดโอกาสให้ได้พัฒนาศักยภาพ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ธนาคารเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนคือการพัฒนาอนาคตของชาติ และเวทีการแข่งขันที่ สวทช. และ วช. ได้ผลักดันให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในวันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างทักษะด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังเปิดมุมมองและสร้างเครือข่ายระดับสากล เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างรอบด้านของเยาวชนไทย" สำหรับโครงการ YSC ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 27 ในปีนี้ มีโครงงานส่งเข้าประกวดถึง 2,429 โครงงาน จากนักเรียน 6,442 คน และอาจารย์ที่ปรึกษา 1,555 คน ทั่วประเทศ เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นและจะได้รับโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Regeneron ISEF 2025 ณ เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 10 – 20 พฤษภาคม 2568 ได้แก่ BeeShield: การพัฒนาอุโมงค์ทางเข้าป้องกันไรผึ้งโดยใช้พฤติกรรมการเข้ารังของผึ้งและการตอบสนองของไรต่อกรดฟอร์มิก – โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ การสังเคราะห์โมเลกุลเซนเซอร์ฐานสารสีย้อมเคอร์คูมินที่สกัดจากขมิ้นชันสำหรับตรวจวัดแอลดีไฮด์สายยาวซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งปอด - โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย การพัฒนาอุปกรณ์เชิงสีสำหรับการตรวจวัดคอร์ติซอลในน้ำลายโดยใช้อนุภาคทองคำนาโนดัดแปรด้วยซิสเทอีน – โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ การพัฒนาอนุภาคนาโนจากสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการงอกใหม่ของ พลานาเรียสายพันธุ์ Dugesia japonica สำหรับการรักษาบาดแผลเพื่อต่อยอดเป็นนวัตกรรมแผ่นปิดบาดแผล – โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ผลของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงมุมในเขื่อนกันคลื่นแยกต่อลักษณะของชายฝั่ง–โรงเรียนกำเนิดวิทย์ การศึกษาแบบจำลองสามมิติและแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของพฤติกรรมการพลิกตัวกลับในกิ้งกือกระสุนพระอินทร์ – โรงเรียนกำเนิดวิทย์ นอกจากนี้ โครงงานการศึกษาผลการใช้ไมโครแคปซูลในฟิล์มหลังคาดูดซับรังสียูวี จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ซึ่งเป็นผลงานจาก YSC 2025 ยังได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขัน Genius Olympiad 2025 ระหว่างวันที่ 9-13 มิถุนายน 2568 ณ Rochester Institute of Technology (RIT), เมืองโรเชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกด้วย ทั้งนี้ภายในงานแถลงข่าวฯ ยังมีตัวแทนเยาวชน YSC2024 นายปัณณธร ขุนโหร นายปีระกา พวงทอง และอาจารย์ที่ปรึกษา คือ นายวิเชียร ดอนเเรม จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี ซึ่งได้รับรางวัลจาก The 50th International Exhibition of Inventions Geneva เมื่อเดือนเมษายน 2568 ณ Palexo Geneva, Switzerland  จาก โครงการ “การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อตรวจหาเชื้อไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (M. Tuberculosis) จากการตรวจเสมหะด้วยวิธี Acid-Fast Bacillus (AFB) ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และเป็นตัวอย่างความสำเร็จจากการแข่งขัน โดยเยาวชนเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนรุ่นน้อง แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทย ควบคู่ไปกับผลสัมฤทธิ์ของโครงการ YSC ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตรในการสร้างและพัฒนาเยาวชนอันเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ความร่วมมือระหว่าง สวทช. วช. และ SCB ในครั้งนี้ เป็นการยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพสูง อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. มอบเกียรติบัตร นักเรียน ม.ปลาย – ครูวิทยาศาสตร์ ฝึกทักษะวิจัย สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2568
  (8 พฤษภาคม 2568) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดพิธีรับเกียรติบัตรและปัจฉิมนิเทศโครงการรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ครูวิทยาศาสตร์ ฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมฝึกทักษะวิจัยทุกท่านได้รับประสบการณ์จริงในการทำงานวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ของ สวทช. ที่ได้เข้าฝึกปฏิบัติและสามารถนำไปใช้ในชีวิตการเรียน การสอน หรือการศึกษาเพิ่มเติมตามความชอบและความถนัดของตนเองเพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักวิจัยอาชีพต่อไป โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. มอบเกียรติบัตรในครั้งนี้ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. ได้ร่วมมือกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาร่วมเป็นพันธมิตร และให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 8 สัปดาห์แล้ว  สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้มีโอกาสร่วมงานกับนักเรียนและคุณครู ตลอดจนบุคลากรวิจัยของ สวทช. ทุกท่านในบริบทต่าง ๆ โดยเฉพาะการร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศต่อไป” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า “ในปีนี้มีนักเรียนผ่านการคัดเลือกและเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัย รวมจำนวน 105 คน และมีครูวิทยาศาสตร์อีก จำนวน 9 คน และได้มีการนำเสนอผลการฝึกทักษะวิจัยในภาพรวมของแต่ละศูนย์วิจัยแห่งชาติ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองของนักเรียนและครูที่เข้าร่วมโครงการภายใต้การดูแลของนักวิจัยและบุคลากรวิจัยของ สวทช. และมีผู้ช่วยวิจัยเป็นพี่เลี้ยงดูแลให้คำปรึกษาให้แก่นักเรียนและครูผู้เข้าร่วมฝึกทักษะวิจัย ตลอดจนได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการศึกษาดูงานนอกสถานที่ เช่น ห้องปฏิบัติการวิจัยที่ EECi  ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ หรือ TMEC พื้นที่ศึกษาวิจัยของหน่วยงานเครือข่าย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี หรือภาคเอกชนที่ร่วมวิจัย และยังได้จัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “Jump-start Science Project” หัวข้อ “English Express: Mastering Presentations and Connection” หลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์โดย SCB Academy รวมทั้งกิจกรรมสานสัมพันธ์ และงานเลี้ยงจบกิจกรรมโครงการ Farewell Party” ด้าน นางสาวณัฐกานต์ บุญสุภา หรือ ครูปอย คุณครูจากโรงเรียนมัธยมตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เล่าถึงประสบการณ์และความประทับใจ “รู้สึกดีใจมากที่ได้รับโอกาสที่ดี จากทาง สวทช. ที่ได้จัดโครงการฝึกทักษะวิจัยให้กับครูและนักเรียน ซึ่งประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับจากการมาร่วมฝึกทักษะวิจัยกับนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในระดับแนวหน้าของประเทศ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดได้ และนำไปปรับใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับนักเรียนและเพื่อนร่วมงานของโรงเรียนที่ตนเองทำงานอยู่ โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นโครงการที่ดีมาก ขอขอบคุณผู้บริหาร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งเสริมให้มีโครงการนี้ขึ้น ท้ายสุดนี้ อยากขอเชิญชวนให้คุณครูและนักเรียนมาเข้าร่วมโครงการฝึกทักษะวิจัยภาคฤดูร้อน เพราะนอกจากจะได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พัฒนาทักษะอื่นๆเพิ่มเติมอีกด้วย” นายชยุตม์ วรรณสินธพ หรือ น้องธรรม นักเรียนจากโรงเรียนทวีธาภิเศก กรุงเทพมหานคร ที่ได้เข้าร่วมโครงการฝึกทักษะวิจัยภาคฤดูร้อน เล่าความประทับใจให้ฟังว่า “โดยส่วนตัวแล้วตนเองเป็นคนชอบเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การเขียนโค้ดดิ้งเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เมื่อได้มีโอกาสมาเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัย มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะต่างๆที่เป็นประโยชน์ ทั้งในเรื่องเทคนิคการอ่านผลงานวิจัย ได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมการเชื่อมโยงการเขียนภาษา และทำให้ได้เจอเพื่อนๆต่างโรงเรียนมากมาย ช่วยเหลือกันทำงานให้สำเร็จออกมาได้ และอยากขอเชิญชวนเพื่อน ๆ นักเรียนใช้โอกาสในช่วงเวลาปิดเทอมนี้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการมาลองเข้าร่วมโครงการทักษะวิจัยภาคฤดูร้อน เพื่อจะได้เป็นการเปิดประสบการณ์ ต่อยอดเพิ่มเติมความรู้ในเรื่องที่ตนเองสนใจให้มากขึ้น ฝึกทักษะในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น และยังได้รับความรู้ในด้านอื่นๆที่เป็นประโยชน์จากนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ” สำหรับกิจกรรมฝึกทักษะวิจัยสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ครูวิทยาศาสตร์ฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2568 จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นปีแรก จนถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 8 แล้ว ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัยรวมแล้วมากกว่า 350 คน และนับเป็นปีที่ 3 ที่มีครูวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสมาเรียนรู้ทักษะวิจัย จากนักวิจัย สวทช. ซึ่งการได้มาเห็นบรรยากาศของการทำงานในห้องปฏิบัติการวิจัยของนักวิจัยแบบมืออาชีพ ได้ร่วมลงมือปฏิบัติงานจริง ได้ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นการช่วยทำให้เกิดความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการทำวิจัย อีกทั้งจุดประกายให้เห็นเส้นทางอาชีพนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ในอนาคตด้วย          
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อบรม “Joint Training Program 2025”
📢 เปิดรับสมัครแล้ว! *หลักสูตร Joint Training Program 2025* 🔊 🚩 *Flavor Academy โดย Food Innopolis สวทช. ร่วมกับสถาบัน ISIPCA ประเทศฝรั่งเศส* . 🎯เชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรม "Joint Training Program 2025" หลักสูตรพื้นฐานที่จำเป็นด้านกลิ่นรส เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมกลิ่นรส หรือต้องการเตรียมความพร้อมสู่การเป็น Flavorist ในอนาคต . ✍🏼 พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกลิ่นรสจาก ✅สถาบัน ISIPCA ประเทศฝรั่งเศส ✅Flavor Academy  📌 ผู้ที่ผ่านการอบรม จะได้รับ Certificate จาก ISIPCA  . 📅วันที่จัดอบรม : 9 - 20 มิถุนายน 2568 📍 สถานที่: โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ และคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล (พญาไท) 🌟 ค่าลงทะเบียน 50,000 บาท (ค่าใช้จ่ายในการอบรมส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจาก บพค.) 📌 รับจำนวนจำกัดเพียง 20 ท่าน 🌐 สมัครได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/Rr9CZ 🚨หมายเหตุ 1. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เนื่องจากการอบรมบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ 2. ค่าลงทะเบียนยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% และไม่สามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 3. เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 19 พฤษภาคม 2567 และ ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมอบรมในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 (การตัดสินคัดเลือกผู้มีสิทธิ์เข้าอบรมของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FoodInnopolis หรือโทร 094-341-7111, 094-340-4333, 094-249-7333
ปฏิทินกิจกรรม