ผลการค้นหา :
สวทช. ต้อนรับสำนักงบประมาณ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการภายใต้ผลผลิตการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้านการเกษตรและอาหาร
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงบประมาณ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการภายใต้ผลผลิตการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้านการเกษตรและอาหาร ประจำปีงบประมาณ 2567 – 2568
ในการนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช., ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และนักวิจัยที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับคณะจากสำนักงบประมาณ ซึ่งนำโดย นายทศพร ดิเรกสุนทร ผู้อำนวยการกองประเมินผล 1 พร้อมด้วยนักวิเคราะห์งบประมาณและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานและเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัย ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
ไฮไลต์การนำเสนองานวิจัย
คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ได้ร่วมรับฟังความก้าวหน้าและเยี่ยมชมโครงการสำคัญที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ดังนี้ :
การพัฒนาระบบศูนย์กลางคลังข้อมูลเกษตรประเทศไทย (THAGRI) เพื่อการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาปลูกพืชให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : นำเสนอโดย ดร.นพดล คีรีเพ็ชร นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
แพลตฟอร์มการผลิตอาหารฟังก์ชันและส่วนผสมฟังก์ชันในระดับอุตสาหกรรม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง : นำเสนอโดย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และคณะนักวิจัยกลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร BIOTEC
การพัฒนาระบบเกษตรอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจรเพื่อการผลิตพืชผักสมุนไพรพรีเมี่ยม : นำเสนอโดย ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ และคณะนักวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร BIOTEC
นวัตกรรมการเพิ่มมูลค่าสารสกัดสมุนไพรมาตรฐานเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความงามอย่างยั่งยืน : นำเสนอโดย ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) และคณะนักวิจัยทีมวิจัยเกษตรนาโนขั้นสูง NANOTEC โดยมี ดร.ศุภวงศ์ วิชพันธุ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ร่วมต้อนรับ
การลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานในครั้งนี้ เป็นส่วนสำคัญในการยืนยันประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อการวิจัยและพัฒนา ซึ่ง สวทช. มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผลงานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อน ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืนในระดับสากล
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรม หลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางราง รุ่นที่ 13 (วศร. 13)
สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมอบรม
หลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางราง รุ่นที่ 13 (วศร. 13)
.
ระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน – 14 สิงหาคม 2569
โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ (ฝึกอบรมทุกพฤหัสบดีและวันศุกร์)
.
Key Highlights
เป็นหลักสูตรที่ให้ความรู้ด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางอย่างครบทุกแง่มุม ทั้งด้านนโยบาย เทคนิค และการบริหารจัดการ
มุ่งเน้นการให้ความรู้และประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำไปปฏิบัติและปรับใช้ได้จริง
ศึกษาดูงานเทคโนโลยีระบบรางและการบริหารจัดการระบบขนส่งทางรางที่ทันสมัย ณ ประเทศญี่ปุ่น
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรผู้มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญระดับประเทศ
เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและผู้มีความรู้ด้านระบบรางจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของประเทศอย่างยั่งยืน
.
รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.career4future.com/ren
สอบถามรายละเอียด
โทรศัพท์: 0 2644 8150 ต่อ 81894 (นพมล)
E-MAIL: npd@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
อว. รุกคืบ ‘Carbon Data’ ปั้น CME Platform รับรองคาร์บอนเครดิต EV ครั้งแรกในไทย
สวทช.-บพข.-อบก. ผนึกกำลังดึง AI-DataBox ตรวจวัดเรียลไทม์ ปูทางตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตดิจิทัล
(วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569) ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงผลงานโครงการพัฒนาแพลตฟอร์ม Coordinating and Managing Entity (CME Platform) สำหรับการบริหารจัดการคาร์บอนจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ร่วมกับการจัดทำกรณีศึกษาในพื้นที่นำร่อง (ระยะที่ 1) นวัตกรรมบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ชูจุดเด่นการวัดผลผ่านระบบดิจิทัลที่แม่นยำและตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล พร้อมประกาศความร่วมมือข้ามภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero
[caption id="attachment_80802" align="aligncenter" width="640"] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล[/caption]
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) สวทช. เปิดเผยว่า CME Platform คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว เพราะที่ผ่านมาการคำนวณคาร์บอนเครดิตจากการใช้ EV มักมีความซับซ้อนและตรวจสอบยาก ดังนั้น สวทช. ร่วมกับพันธมิตร จึงร่วมกันสร้าง 'กลไกความเชื่อมั่น' ผ่านเทคโนโลยี ที่ไม่ได้เพียงเก็บข้อมูลอย่างเดียว แต่เราสร้างมูลค่าจากข้อมูลด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ DataBox ที่ติดในรถเพื่อส่งข้อมูลจริง, Cloud Database ที่คำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกอัตโนมัติ และ Dashboard ที่แสดงผลเรียลไทม์ ทำให้การทำ MRV (Measure, Report, Verify) เป็นเรื่องง่าย โปร่งใส และพร้อมนำไปสู่การยื่นขอคาร์บอนเครดิตได้ชัดเจนและทำได้ในทันที
"ความสำเร็จในระยะที่ 1 นี้ เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา และอีกหลายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยภายใต้กระทรวง อว. และพันธมิตรเอกชนอย่าง ไอ ทู เอ็นเตอร์ไพรซ์, อีซียู เทค, เน็กซ์ พอยท์, รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) และ ช. ทวี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะขยายผลจากพื้นที่นำร่องไปสู่ระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 'อว. for EV' ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยอย่างแท้จริง" ดร.สุมิตรา กล่าวย้ำ
[caption id="attachment_80803" align="aligncenter" width="640"] รศ. ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร[/caption]
รศ. ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รพว.) (หรือ บพข. เดิม) กล่าวว่า ในฐานะผู้ให้ทุนสนับสนุนโครงการมีความยินดีและยืนยันพร้อมสนับสนุนทุนวิจัยต่อเนื่อง โดยเล็งเห็นว่าโครงการนี้คือจิ๊กซอว์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ การพัฒนา CME Platform ไม่ใช่เพียงแค่งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนการดำเนินงานด้าน ESG และสร้างแต้มต่อในเวทีการค้าระดับโลก
[caption id="attachment_80804" align="aligncenter" width="640"] คุณสาธิต เนียมสุวรรณ[/caption]
คุณสาธิต เนียมสุวรรณ นักวิชาการเชี่ยวชาญ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. หรือ TGO) กล่าวว่า ในโครงการนี้จะช่วยทำให้ได้เห็นถึงแนวทางการประเมิน Carbon Footprint ซึ่งบทบาทของ อบก. คือการตรวจสอบให้มั่นใจว่าข้อมูลจาก CME Platform สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ที่สำคัญในอนาคตข้อมูลชุดนี้จะถูกนำไปใช้เป็นมาตรฐานกลางของประเทศในการรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคขนส่ง และจะช่วยให้กระบวนการรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER) รวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นต้นแบบสำคัญในการสร้าง 'Digital Carbon Market' ที่มีความโปร่งใสสูงสุด
ข้อมูลเพิ่มเติม:
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อีเมล: EV_TECE@nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทาน ส.ค.ส. ๒๕๖๙ แก่ สวทช.
วันนี้ (๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙) เวลา ๑๓.๐๐ น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยพล มั่นปิยมิตร หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไปสำนักวิจัย ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญบัตรอวยพร (ส.ค.ส.) พระราชทาน เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ พร้อมสมุดบันทึก (ไดอารี่) มอบให้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะผู้บริหาร และ พนักงาน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เข้ารับพระราชทานด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ อาคารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ถนนโยธี กรุงเทพมหานคร
“บัตรอวยพร (ส.ค.ส.) พระราชทาน ๒๕๖๙” จัดทำขึ้นด้วยกระดาษแข็งพื้นสีขาวอย่างประณีต ด้านหน้าเชิญตราประจำพระองค์สีทอง อักษรพระนามย่อ ‘จภ’ ภายใต้พระจุลมงกุฎ ภายในบัตรอวยพรฝั่งซ้ายเชิญตราประจำพระองค์ พร้อมลายพระหัตถ์พระนามสีทอง และข้อความอำนวยพรทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความว่า ‘สุขสันต์ วันปีใหม่ ๒๕๖๙’ และ ‘Season’s Greeting 2026’ สำหรับฝั่งขวาเป็นพระฉายาลักษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
การได้รับพระราชทานบัตรอวยพรและสมุดบันทึกในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแก่คณะผู้บริหารและบุคลากร สวทช. ทุกคน ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพร้อมน้อมนำพระราชปณิธานในการร่วมพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งประชาชนและประเทศชาติสืบไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เนคเทค สวทช. ประกาศทางรอดประเทศไทย ต้องเปลี่ยนจาก ‘ผู้ใช้งาน’ สู่ ‘ผู้ร่วมสร้าง’ เทคโนโลยีแห่งอนาคต ผ่านทิศทาง 40 ปี Legacy & Beyond
ท่ามกลางความผันผวนของบริบทโลกที่ "เทคโนโลยี" กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพึ่งพาแพลตฟอร์มหรือนวัตกรรมจากต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว ถือเป็นความเสี่ยงที่ไทยต้องเร่งบริหารจัดการ
19 กุมภาพันธ์ 2569 – ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) จัดกิจกรรม Special Talk "40 Years NECTEC: Legacy & Beyond" ทบทวนเส้นทาง 4 ทศวรรษของการวางรากฐานเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญในบริบทโลกปัจจุบันที่การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติในหลายด้านอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีส่วนในการสร้างเทคโนโลยี เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการบริหาร เนคเทค สวทช. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน เข้าร่วมงาน
ภายในงานอัดแน่นด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองระดับประเทศ "Thailand at the Turning Point: ถึงเวลาของเทคโนโลยีไทย สู่ยุคใหม่ของประเทศ” ที่ดึงตัวจริงจากหลากหลายวงการมาร่วมถอดรหัสทางรอดของไทย ตั้งแต่มุมมองคนรุ่นใหม่สาย Tech Creator แถวหน้าอย่าง นพพล มาลีรัตน์มงคล YouTuber เจ้าของช่อง Extreme IT และ นวพล เชื่อมวราศาสตร์ Science Creator เจ้าของช่อง Say Science ไปจนถึงมุมมองความมั่นคงระดับชาติจากกองทัพอากาศ โดย พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และดร. พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ผู้ริเริ่ม platform IoT สัญชาติไทย มาร่วมกันหาคำตอบว่า "ทำไมเทคโนโลยีไทยถึงเวลาต้องสร้างเอง" ก่อนจะส่งไม้ต่อสู่ไฮไลต์สำคัญของการ Kick-off เปิดตัว Campaign “เนคเทค 40 ปี- Legacy & Beyond: วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน”
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. นิยามภารกิจเนคเทคตลอด 39 ปีที่ผ่านมาว่าเป็น “วิศวกรชาติ” ที่ต้องมองไกลและวางรากฐานเทคโนโลยีในจุดที่เอกชนยังไปไม่ถึง สร้างความมั่นคงให้ประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน โดยกล่าวถึงความสำเร็จที่ผ่านมาครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานดิจิทัลไทย อาทิ การบุกเบิกอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยไทย (ThaiSARN) ไปสู่การนำร่องให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศ (บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) การวางรากฐานไมโครอิเล็กทรอนิกส์ไทยด้วยโรงงาน Wafer Fabrication แห่งเดียวในภูมิภาค ASEAN (ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์: TMEC)
ควบคู่ไปกับการชี้นำการพัฒนา IT ของประเทศ อาทิ แผนแม่บท IT แห่งชาติ ไปจนถึงการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) นำไปสู่การก่อตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA)
พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเน้น การส่งมอบ Platform สาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงบริการได้ในวงกว้าง อาทิ Traffy Fondue และ Thai School Lunch รวมถึงการเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐในการแก้ปัญหาได้อย่างตรงเป้า อาทิ ความร่วมมือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการพัฒนา TPMAP เพื่อเข้าถึงและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด การผลักดันศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย และการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต เช่นในปัจจุบัน
ดร.ชัย ยังได้ปักหมุดเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อ ‘คุณภาพชีวิต’ ที่ยั่งยืน สำหรับก้าวต่อไปของเนคเทคในทศวรรษหน้า ไม่ใช่เพียงการต่อยอดฐานเดิม แต่คือการรุกคืบสู่เทคโนโลยีที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถประเทศในระดับสากล เริ่มจากการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วย ‘HandySense Bfarm’ ระบบสมาร์ทฟาร์มที่เปิดกว้างให้เกษตรกรออกแบบระบบเองได้ เพื่อยกระดับสู่ Smart Farming เต็มรูปแบบ สานต่อด้วยโครงสร้างพื้นฐานสังคมคาร์บอนต่ำผ่าน ‘แพลตฟอร์มบริหารจัดการสถานีชาร์จ EV’ พร้อมเร่งพัฒนา ‘AI ทางการแพทย์’ และ ‘นวัตกรรมคัดกรองโรคได้อย่างรวดเร็ว’ เพื่อเปลี่ยนระบบสาธารณสุขจากตั้งรับเป็นเฝ้าระวังเชิงรุกที่เข้าถึงคนทุกระดับชั้น รวมถึงการวางรากฐาน ‘ห้องปฏิบัติการตรวจสอบและมาตรฐาน AI’ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและจริยธรรมในโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน
“วันนี้เทคโนโลยีไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อความสะดวกสบาย แต่คือ ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความอยู่รอด’ ของประเทศ ท่ามกลางโลกที่ผันผวนทั้งเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ขอเชิญชวนพันธมิตรทุกภาคส่วนมาร่วมกันออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยยืนหยัดได้ด้วยเทคโนโลยีของตัวเอง และเติบโตอย่างมั่นคงในโลกที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง” ดร.ชัย กล่าวทิ้งท้าย
“เนคเทค 40 ปี - Legacy & Beyond” ชวนสำรวจเส้นทางการเติบโตของเนคเทคในมุมมองใหม่ ค้นหาคำตอบว่าฐานรากเทคโนโลยีจะนำพาไปสู่ทิศทางใดเพื่อสร้างอนาคตให้แก่ประเทศ พร้อมเจาะลึกแนวทางความร่วมมือทุกภาคส่วน ไปจนถึงงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 (NECTEC-ACE 2026) ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ติดตามรายละเอียดกิจกรมตลอดทั้งปี ได้ที่ https://www.nectec.or.th/nectec40 และ Facebook NECTEC NSTDA
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไบโอเทค สวทช.จัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2” เสริมแกร่งอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยครบวงจร
ไบโอเทค สวทช. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยสัตว์น้ำ เปิดใช้งานห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 (BSL2) รองรับการพัฒนาวัคซีนและงานวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำ พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์
[caption id="attachment_80745" align="aligncenter" width="750"] ผู้บริหารไบโอเทค สวทช. และ บพค. ถ่ายภาพร่วมกันในวันเปิดตัวห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2[/caption]
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดให้บริการ “ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2” (Advanced Aquatic Animal BSL2 Laboratory: BSL2) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีนและเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับสัตว์น้ำของประเทศ และสนับสนุนการต่อยอดผลงานวิจัยจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)
[caption id="attachment_80746" align="aligncenter" width="750"] ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค หัวหน้าโครงการห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2 ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า โครงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2 หรือ BSL2 มีที่มาจากประสบการณ์การทำงานวิจัยของไบโอเทคร่วมกับมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำซึ่งพบว่างานวิจัยจำนวนมากยังคงอยู่ในระดับการวิจัยขั้นต้น (Technology Readiness Level: TRL 1–3) และขาดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการพัฒนาไปสู่การใช้งานจริง ไบโอเทคจึงพัฒนาห้องปฏิบัติการแห่งนี้ขึ้นเพื่อรองรับการทำงานวิจัยในช่วง TRL 4–6 โดยเฉพาะด้านการศึกษาเชื้อก่อโรค การพัฒนาต้นแบบวัคซีน และการทดสอบในสัตว์น้ำภายใต้สภาวะควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อเชื่อมต่อองค์ความรู้สู่การผลิตต้นแบบและการประยุกต์ใช้เพื่อมุ่งสู่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นระดับ TRL 7-9
[caption id="attachment_80747" align="aligncenter" width="750"] ภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]
“โจทย์สำคัญก็คือ หากเกิดโรคระบาดในกุ้งหรือปลา ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรับตัวอย่าง แยกเชื้อ วิเคราะห์สาเหตุ และพัฒนาต้นแบบวัคซีนได้อย่างครบวงจรในแห่งเดียวหรือไม่ เราต้องการห้องปฏิบัติการที่สามารถนำตัวอย่างสัตว์น้ำที่ติดโรคเข้ามาศึกษาวิจัยแบบครบวงจร ได้ผลลัพท์ที่เป็นต้นแบบวัคซีนที่จะนำไปต่อยอดใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ ไบโอเทคจึงออกแบบและสร้างห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำ BSL2 นี้ขึ้นเพื่อรองรับการทำงานกับเชื้อก่อโรคในสัตว์น้ำภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ ตั้งแต่การแยกเชื้อ ศึกษาเชื้อ ไปจนถึงการพัฒนาต้นแบบวัคซีน เป็นการเพิ่มขีดความสามารถเชิงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพสัตว์น้ำ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยในระยะยาว” ดร.สรวิศ กล่าว
[caption id="attachment_80748" align="aligncenter" width="750"] ภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ตั้งอยู่ที่อาคาร BIOTEC Pilot Plant ภายในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ภายในห้องปฏิบัติการได้รับการออกแบบเป็น 2 ชั้น โดยชั้นบนเป็นพื้นที่ห้องปฏิบัติการ BSL2 ซึ่งออกแบบเป็นระบบความดันลบเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการสาหร่าย ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเซลล์และไวรัส และห้องปฏิบัติการแบคทีเรีย และยังมีห้องปฏิบัติการระดับ BSL1 สำหรับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อก่อโรค ในส่วนของห้องปฏิบัติการชั้นล่างเป็นห้องเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 ภายในประกอบด้วยถังเพาะเลี้ยงขนาด 220 ลิตร จำนวน 24 ถัง พร้อมด้วยระบบหมุนเวียนน้ำ ระบบบำบัดและฆ่าเชื้อ และระบบควบคุมสภาพแวดล้อม สามารถควบคุมอุณหภูมิ แสง และจำลองการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในแต่ละฤดูกาลได้ เพื่อรองรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคสัตว์น้ำและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบเพื่อรองรับกรณีเกิดการปนเปื้อนรุนแรง โดยสามารถกักเก็บน้ำไว้ที่พื้นป้องปฏิบัติการได้ทั้งหมดและฆ่าเชื้อในน้ำให้กลับมาปลอดภัยได้
[caption id="attachment_80749" align="aligncenter" width="750"] ถังเพาะเลี้ยงระบบหมุนเวียนน้ำภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]
การจัดตั้งห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน
[caption id="attachment_80751" align="aligncenter" width="750"] คณะผู้บริหาร บพค. นักวิจัยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ในวันเปิดตัวห้องปฏิบัติการฯ[/caption]
ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 พร้อมให้บริการทดสอบวัคซีน สารเสริมภูมิคุ้มกัน สารเสริมชีวนะ (โพรไบโอติก) หรือสารชีวภาพ แบบครบวงจร (one-stop service) เพื่อสนับสนุนนักวิจัยและผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบวินิจฉัยเชื้อโรคในสัตว์น้ำ และการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโรคในสัตว์น้ำได้อย่างปลอดภัย ถูกต้อง และมีมาตรฐานในระดับสากล
ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ โทรศัพท์ 0 2564 6700 หรือ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3393 อีเมล: chonlada.run@biotec.or.th
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย วีณา ยศวังใจ และฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย ไบโอเทค และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ไบโอเทค สวทช. นำทัพนักวิชาการลงพื้นที่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ภายใต้กองทุนพิเศษล้านช้าง – แม่โขง ยกระดับเกษตรกรรมยั่งยืน สร้างรายได้ชุมชนลุ่มน้ำโขง
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การเพาะเห็ดเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: ขยายผลและติดตามผลในชุมชน แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)” ระหว่างวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีเพาะเห็ดแก่กลุ่มใหม่ใน สปป.ลาว พร้อมติดตามผลและให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้รับการอบรมเดิม เพื่อประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะกับพื้นที่และสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง - แม่โขง เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในภูมิภาค โดยมีเกษตรกรผู้เพาะเห็ดและหน่วยงานท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างคึกคักมากกว่า 70 คน
ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การเพาะเห็ดเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการเพาะเห็ดเศรษฐกิจแก่กลุ่มเป้าหมายใหม่ใน สปป.ลาว พร้อมกับติดตามผลและประเมินการนำองค์ความรู้ไปใช้ของผู้ที่เคยเข้าอบรมในประเทศไทย เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึกและแนะนำการพัฒนาการเพาะเห็ดตามบริบทของพื้นที่ และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านเทคโนโลยีการเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน โดยได้เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำคือการคัดเลือกสายพันธุ์เห็ดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การเตรียมหัวเชื้อที่บริสุทธิ์ ไปจนถึงปลายน้ำอย่างการบริหารจัดการต้นทุนและการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า นอกจากนี้ยังใช้เป็นเวทีรับฟังความเห็นจากคนในพื้นที่ เพื่อเตรียมขยายผลเฟส 2 ให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตเกษตรกรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.อัมพวา ปินเรือน นักวิจัยไบโอเทค และหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้กองทุนพิเศษล้านช้าง - แม่โขง ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงร่วมกัน โดยเลือกขยายผลสู่แขวงสะหวันนะเขต เนื่องจากเป็นพื้นที่ศักยภาพสูงและเกษตรกรมีความตื่นตัวอย่างมาก ประกอบกับ สปป.ลาว มีทรัพยากรและสภาพอากาศคล้ายคลึงกับไทย โดยเฉพาะเห็ดป่าและเห็ดเศรษฐกิจ การมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงมาถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถปรับใช้ได้จริงในพื้นที่ นำไปสู่การสร้างงาน รายได้ และเครือข่ายความร่วมมือที่เหนียวแน่นระหว่างนักวิชาการและเกษตรกรในภูมิภาคให้เติบโตอย่างมั่นคง
ด้าน คุณ Malilammone Tomthatep หัวหน้าเกษตรจังหวัด แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันแขวงสะหวันนะเขตยังมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการผลิตเห็ดเศรษฐกิจ ทำให้ต้องนำเข้าเห็ดบางชนิด เช่น เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มทอง หรือเห็ดหูหนู จากประเทศเพื่อนบ้านอยู่เสมอ ทั้งที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ การอบรมครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่งในการช่วยให้เกษตรกรในเมืองสองคอนและเมืองจำพอน สามารถผลิตเห็ดคุณภาพเพื่อการค้าได้เอง ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการขยายผลโครงการนี้ไปยังเมืองอื่น ๆ ต่อไป เพื่อกระจายองค์ความรู้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนตามเป้าหมายของโครงการล้านช้าง-แม่โขง
ด้านนักวิชาการ นายชาญยุทธ์ ภาณุทัต ที่ปรึกษาโครงการ และสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืน สิ่งสำคัญลำดับแรกที่ผู้เพาะเห็ดละเลยไม่ได้ คือความเข้าใจธรรมชาติของเห็ดแต่ละชนิด โดยเฉพาะการจัดการสภาวะแวดล้อมภายในโรงเรือน ทั้งเรื่องอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นการออกดอก ในปัจจุบันได้มีการนำเครื่องมืออย่างไฮโกรมิเตอร์ (Hygrometer) มาช่วยวัดค่าให้แม่นยำยิ่งขึ้น แทนการคาดเดาด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้เทคนิคการเก็บเกี่ยวก็มีผลต่อคุณภาพอย่างมาก โดยควรเลือกเก็บในขณะที่ดอกเห็ดแห้ง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและเก็บรักษาได้นานขึ้น ขณะที่ นายศักดิ์ชัย พลชัย จากฟาร์มสวนเห็ดตระการ จ.อุบลราชธานี ได้สาธิตการทำเชื้อเห็ดพร้อมกล่าวเสริมว่า การเพาะเห็ดให้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ส่งผลลัพธ์ต่อผลผลิต เช่น ปรับปรุงขั้นตอนการนึ่งก้อนเชื้อ จัดวางก้อนไม่ให้ทับซ้อนกันจนเกินไปเพื่อให้ระบายอากาศได้ดี รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในกรณีที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะช่วยให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างน้อย 20% และไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่หมายถึงความมั่นคงในอาชีพและความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนของเกษตรกรในลุ่มน้ำโขง
นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มีการจัดทำแบบสำรวจเก็บข้อมูลทั้งก่อนและหลังการอบรม เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินทักษะและวิเคราะห์ปัญหาในกระบวนการผลิตจริง ตั้งแต่การคัดแยกแม่เชื้อจนถึงรายได้จากการจำหน่าย ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คณะผู้จัดงานเข้าใจอุปสรรคที่เกษตรกรเผชิญ เช่น อัตราการปนเปื้อนหรือเทคนิคการรดน้ำ เพื่อนำไปใช้ออกแบบหลักสูตรให้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด และใช้เปรียบเทียบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินโครงการนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโยงองค์ความรู้ข้ามพรมแดน ที่ไม่ได้เพียงแค่สร้างรายได้ แต่ยังเป็นการบ่มเพาะมิตรภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำโขงให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคงสืบไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ทีม MontfortYunai โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย คว้าแชมป์ การแข่งขัน NSTDA Micro-Mouse Contest 2026
(วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวรายงานการแข่งขัน NSTDA Micro-Mouse Contest 2026 : NMMC 2026) พร้อมประกาศรายชื่อผู้ชนะเลิศ ประจำปี 2569 ซึ่งโครงการในปีนี้ได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศเป็นอย่างมาก มีทีมสมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 238 ทีม ผ่านกระบวนการคัดเลือกเข้าสู่รอบสัมภาษณ์จำนวน 48 ทีม และคัดเหลือ 20 ทีมสุดท้าย (เยาวชน 60 คน และผู้ดูแลทีม 10 คน) ในแต่ละทีมประกอบด้วย 4 คน คือ นักเรียน 3 คน และผู้ดูแลทีม 1 คน เพื่อเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการระหว่างวันที่ 14–16 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ ภายหลังจากการอบรมเชิงปฏิบัติการ เยาวชนทั้ง 20 ทีม ได้ออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์ไมโครเมาส์ ภายใต้ข้อกำหนดและข้อจำกัดเดียวกัน ทั้งในด้านขนาด โครงสร้าง อุปกรณ์ และเงื่อนไขของสนามแข่งขัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบเชิงวิศวกรรม การวางแผน และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ เยาวชนทุกทีมจะนำหุ่นยนต์ที่ตนเองพัฒนาขึ้นเข้าร่วมแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกัน โดยมุ่งทดสอบความสามารถในการนำหุ่นยนต์ผ่านสนามแข่งขันความแม่นยำของระบบควบคุม และการตัดสินใจในสถานการณ์จริงเพื่อให้คณะกรรมการตัดสินและคัดเลือกทีมที่ชนะเลิศ
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. มีพันธกิจเรื่องการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน เพื่อให้เติบโตมาเป็นกำลังคนที่มีความรู้ มีความตระหนักทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดี ดังจะเห็นได้จากการที่ สวทช. มีการก่อตั้งบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ที่เป็นสถานที่บ่มเพาะเยาวชนให้ได้รับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น การจัดกิจกรรมค่าย รวมถึงการจัดการประกวดแข่งขันทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเป็นหนึ่งในแนวทางให้นักเรียน ได้ใช้ความรู้และทักษะในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมนอกห้องเรียน”
ดร.สมบุญ กล่าวต่ออีกว่า “สวทช. จัดการแข่งขันหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต หรือ NSTDA Micro Mouse Contest 2026 ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักเรียนจากทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก โดยมีทีมสมัครเข้าร่วมถึง 238 ทีมจากทั่วประเทศ และมีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือเพียง 20 ทีมสุดท้าย ในระหว่างการเข้าค่ายนักเรียนจะได้เรียนรู้การออกแบบและการสร้างหุ่นยนต์ การควบคุมและการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ การใช้งานเซนเซอร์ต่างๆ รวมถึงการใช้ตรรกะในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการทำงานเป็นทีม เพื่อสร้างหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลทีมควบคู่กันไป โดยจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการจัดการเรียนการสอนหุ่นยนต์ เพื่อขยายองค์ความรู้และเสริมทักษะให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในห้องเรียน อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมอย่างยั่งยืนในสถานศึกษา นอกจากนี้ดร.สมบุญ กล่าวขอบคุณคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะวิทยากรที่ได้สละเวลาในการบ่มเพาะเยาวชนให้มีทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งทักษะด้านวิศวกรรม รวมทั้งหน่วยงานภาคีเครือข่าย และทีมงานทุกท่าน ที่ร่วมกันผลักดันให้กิจกรรมอันทรงคุณค่านี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ประสบการณ์ที่เยาวชนได้รับในวันนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อประเทศชาติในอนาคต”
ทั้งนี้การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้น และสนุกตื่นเต้น โดยคณะกรรมการได้ติดตามการแข่งขันตลอดทั้งวัน จากกติกาการแข่งขัน คือ ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมมีเวลา 10 นาที ในการเดินทางผ่านเขาวงกตเพื่อบันทึกเวลาที่ดีที่สุด (เวลาที่ใช้เดินจากจุดเริ่มต้นถึงจุดหมาย) การหยุดและการเคลื่อนย้ายหุ่นยนต์ต้องได้รับการอนุญาตจากกรรมการก่อนทุกครั้ง ห้ามตั้งโปรแกรมใหม่หรือเปลี่ยนแปลงระบบของหุ่นยนต์หลังจากเห็นเขาวงกต แต่อนุญาตให้เปลี่ยนการตั้งค่าบางส่วนได้ และห้ามเปลี่ยนน้ำหนักหุ่นยนต์ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การแข่งขันตามภารกิจ 70 คะแนน และ การนำเสนอผลงาน 30 คะแนน รวมเป็น 100 คะแนน โดยการแข่งขันตามภารกิจ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การสอบระหว่างอบรม 10 คะแนน และคะแนนการแข่งขัน 60 คะแนน (เวลาเปรียบเทียบทีมที่ทำเวลาดีที่สุด 20 คะแนน / ระยะทางที่วิ่งได้ 20 คะแนน) ภารกิจพิเศษ 10 คะแนน (วิ่งสำเร็จในรอบแรก ถึงจุดหมายครั้งแรกที่ลอง 8 คะแนน ไม่ชนกำแพงในแต่ละรอบ 8 คะแนน และความสมบูรณ์ของหุ่น ไม่พังหรือทิ้งชิ้นส่วนระหว่างการวิ่ง 4 คะแนน) และการทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า 10 คะแนน ทั้งนี้ ชิ้นส่วนของหุ่นยนต์นำทาง ต้องทำงานได้เองโดยสมบูรณ์ ห้ามควบคุมจากระยะไกล ไม่ใช่้พลังงานจากการเผาไหม้ ห้ามทำลายสนามแข่ง ซึ่งทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศและรางวัลนำเสนอผลงานดีเด่น คือ “ทีม MontfortYunai โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่” สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายบรรณวัชร ภาคยุทธ นายชาญธาดา สุขเกษม นายรัฐพงษ์ เดี่ยววิไล และ นายนัฐวุฒิ ศรีวิเชียร (ผู้ดูแลทีม) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “Aeroskyforce Team โรงเรียนมารีย์วิทยา จ.นครราชสีมา” สมาชิกในทีมประกอบด้วย นางสาววริศรา รอสูงเนิน นายณฐกร ศรีสมุทร นายพีระพงษ์ ปลั่งกลางและ นายฉัตรชัย สุดดีพงษ์ (ผู้ดูแลทีม) และรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ “ทีม RICKY จาก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร” สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายนวีย์ธรรศ ทรัพย์แสง นางสาวรชยา เชวงกิจวณิช นายชัยชนะ อนุราช และนายประพัฒน์ ศิลปกิจจานนท์ (ผู้ดูแลทีม)
สำหรับกิจกรรม NSTDA Micro-Mouse Contest 2026 : NMMC 2026 ในปี 2569 นี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเยาวชนให้ได้รับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้และทักษะในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงได้ริเริ่มให้มีการจัดการแข่งขันหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต ภายใต้ชื่อ NSTDA Micro-Mouse Contest 2026 เพื่อเป็นการบ่มเพาะเยาวชนให้มีความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพและทักษะที่หลากหลาย ทั้งด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ การออกแบบเชิงกลไก และการเขียนโปรแกรมอย่างเต็มความสามารถ
นอกจากนี้ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ประจำปี 2569 หรือ NAC2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–28 เมษายน 2569 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จะมีการเปิดสนามไมโครเมาส์เพื่อส่งต่อการเรียนรู้ โดยทีมเยาวชนที่ชนะเลิศจากการแข่งขันในวันนี้ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้ฝึกสมอง ประลองฝีมือเช่นเดียวกับรุ่นพี่ที่ได้โอกาสมาแข่งขันในเวทีนี้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นาโนเทค-สวทช. ส่ง “e-Nose” นวัตกรรมสายลับจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ชี้เป้าต้นตอ PM2.5 มุ่งแก้ฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน
วิกฤตฝุ่น PM2.5 ยังพ่นพิษไม่หยุด ล่าสุด "นาโนเทค-สวทช." ผนึกกำลัง กรมควบคุมมลพิษ กฟผ. แม่เมาะ เปิดตัวนวัตกรรม “e-Nose” จมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 100 เครื่อง ลงพื้นที่ 5 โซนนำร่อง ดมกลิ่นสืบหา ‘แหล่งต้นตอฝุ่น’ จากการเผาไหม้ในภาคเกษตร-โรงงาน มุ่งสร้างฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าแม่นยำสูง เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับประเทศ
(วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อมวลชน เพื่อเจาะลึกสัมภาษณ์ข้อมูลผลงานวิจัยใช้ประโยชน์ตอบโจทย์กลยุทธ์งานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติของ สวทช. โดย ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การวิจัย ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นโจทย์ท้าทายระดับชาติที่ นาโนเทค สวทช. ให้ความสำคัญสูงสุด นโยบายหลักคือการใช้นวัตกรรมระดับนาโนเข้าไป "สืบหาแหล่งต้นตอ" เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่การเฝ้าระวัง โดยความสำเร็จของเทคโนโลยี e-Nose (จมูกอิเล็กทรอนิกส์) ที่ผ่านมาถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง เช่น การตรวจวัดคุณภาพอาหารและเครื่องหอม แต่ปัจจุบันเราได้ยกระดับนวัตกรรมนี้สู่ภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมเต็มตัว เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างแม่นยำและยั่งยืน ผ่านโครงการต้นแบบการกระจายเซนเซอร์ 100 เครื่องในพื้นที่วิกฤต
ด้าน ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์ ทีมวิจัยวิศวกรรมกระบวนการและระบบตรวจติดตาม นาโนเทค สวทช. อธิบายถึงการทำงาน ว่า e-Nose คือชุดเซนเซอร์อัจฉริยะที่ทำหน้าที่เลียนแบบการดมกลิ่นของมนุษย์ แต่สามารถตรวจจับสารประกอบเคมีและก๊าซที่ตาเปล่ามองไม่เห็นได้ "ฝุ่น PM2.5 จากแต่ละแหล่งกำเนิดจะมี 'ลายเซ็น' (Signature) หรือองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน เช่น ฝุ่นจากการเผาชีวมวล เช่น ตอซัง ข้าวโพด แยกออกจากฝุ่นจราจร ฝุ่นอุตสาหกรรม รวมถึงฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของปุ๋ยไนโตรเจนในดิน ซึ่งปล่อยก๊าซแอมโมเนียไปทำปฏิกิริยาในบรรยากาศจนก่อให้เกิดสารอย่างแอมโมเนียมไนเตรต (Ammonium Nitrate)
ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวต่อว่า ทีมวิจัยเตรียมส่งระบบต้นแบบ 100 เครื่อง ลงตรวจติดตามใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ พื้นที่โล่ง (ค่าอ้างอิง), แปลงนาข้าว, ไร่ข้าวโพด, สวนผลไม้ และป่าธรรมชาติ โดยจะมีการใช้ AI และแบบจำลองคณิตศาสตร์ขั้นสูงเพื่อประมวลผลข้อมูลแบบ Real-time ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้เห็นสัดส่วนแหล่งกำเนิดฝุ่นในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน
“จากการทดสอบเบื้องต้นในพื้นที่ภาคเกษตร ระบบ e-Nose สามารถแยกแยะได้ว่าค่า PM2.5 ที่พุ่งสูงขึ้นในวันนั้น มาจากลมที่พัดพาควันจากการเผาไหม้ไร่อ้อยในพื้นที่ข้างเคียง หรือเกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีของปุ๋ยในแปลงเกษตรเอง ซึ่งความละเอียดระดับนี้ช่วยให้ภาครัฐสามารถเข้าไประงับเหตุหรือให้ความรู้เกษตรกรได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ต้องสุ่มตรวจแบบหว่านแหเหมือนในอดีต” ดร.รุ่งโรจน์ เผย
ด้าน นายวิรัตน์ คำพรม หัวหน้ากองปฏิบัติการเหมือง ฝ่ายการผลิตเหมืองแม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในพื้นที่จริง กล่าวว่า ความร่วมมือกับนาโนเทค สวทช. ในจังหวัดลำปางถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ของเหมืองแม่เมาะ โดยใช้นวัตกรรมนี้เพื่อจำแนกและสืบหาต้นตอของฝุ่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ข้อมูลที่ได้ช่วยให้เราทำงานร่วมกับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการกล่าวโทษโดยไม่มีมูล แต่ใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มายืนยันแหล่งกำเนิดมลพิษที่แท้จริง
ขณะที่ ดร.ศักดา ตรีเดช ผู้อำนวยการส่วนนวัตกรรมคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบาย ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการควบคุมมลพิษคือ "ข้อมูลที่แม่นยำ" (Precision Monitoring) ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนวัตกรรมที่สามารถชี้เป้าแหล่งกำเนิดฝุ่นได้ตรงจุด e-Nose จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่สร้างฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าให้กับกรมควบคุมมลพิษ เพื่อนำไปจัดทำมาตรการรับมือ บังคับใช้กฎหมาย และวางกรอบนโยบายควบคุมคุณภาพอากาศของประเทศให้เข้าเป้าและเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด
นักวิชาการ หรือหน่วยงานที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ท่านสามารถเข้าร่วมงานประชุมวิชาการประจำปีสวทช. หรือ NAC2026 ร่วมเปิดมุมมองใหม่ในการ ชี้เป้าแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยี e-Nose นวัตกรรมจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยยกระดับการติดตามและแก้ไขปัญหา PM2.5 จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ภาคสนาม ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 – 12.00 น. ห้อง CC-404 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยงานเสวนาครั้งนี้รวบรวม ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้บริหารเมือง ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ใช้งานจริง มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ตั้งแต่นโยบายอากาศสะอาด การเตรียมความพร้อมต่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไปจนถึงบทเรียนการใช้งานจริงจากเหมืองแม่เมาะ และแนวทางขยายผลสู่พื้นที่เมืองใหญ่
ผู้ที่สนใจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ เทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะ งานเสวนาครั้งนี้ คือโอกาสสำคัญในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอากาศสะอาดอย่างยั่งยืนของประเทศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ยินดี 2 รางวัล “ค่าของแผ่นดิน”
"อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล “ค่าของแผ่นดิน” ประจำปี 2567 แก่บุคคล หน่วยงาน และโครงการที่สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศ รวม 18 รางวัล ใน 4 ด้าน โดย ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ขึ้นรับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ด้านการพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต ประเภทโครงการ จากผลงานแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง Traffy Fondue
นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา ประเภทบุคคล ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ประสาท สืบค้า (เสียชีวิต) อดีตกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ซึ่งมีทายาทเป็นผู้แทนรับมอบจากนายกรัฐมนตรี
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. – ทช. ผนึกกำลัง ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บริหารจัดการ-ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งประเทศไทย รับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องประชุมลำแพน ชั้น 9 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรุงเทพฯ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้าน “การวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย” โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. และ นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นพยานในพิธีลงนาม พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และคณะผู้บริหาร สวทช. เข้าร่วมงาน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ ทช. ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือต่อเนื่องระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2574 มีเป้าหมายนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ มาเสริมศักยภาพการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชายเลน และระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ภายใต้ การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Kunming-Montreal Global biodiversity framework) โดยเฉพาะการหยุดยั้งความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรม การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่นโยบายและการตัดสินใจเชิงพื้นที่ รวมถึงการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคีเครือข่าย สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDGs 13 (Climate Action) และ SDGs 14 (Life Below Water) โดยที่ผ่านมา สวทช. และ ทช. ได้ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ 1.การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจีโนมและพันธุกรรมของป่าชายเลน 2.การประเมินศักยภาพ บลูคาร์บอน หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดซับไว้โดยระบบนิเวศชายฝั่งรวมถึงมหาสมุทร อาทิ ป่าชายเลน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง 3.การใช้ระบบดิจิทัลในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง และ 4.การพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่และเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ความร่วมมือในระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาของประเทศและกรอบการดำเนินงานในระดับโลก เพื่อพัฒนาให้เกิดระบบการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว
“ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งของประเทศไทย และเป็นต้นแบบของความร่วมมือที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ นโยบาย และการปฏิบัติในระดับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ทรัพยากรป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเล คือต้นทุนธรรมชาติที่สำคัญ เป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แนวป้องกันภัย และแหล่งกักเก็บคาร์บอน แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง การอนุรักษ์ด้วยวิธีเดิมอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การลงนามในวันนี้เป็นการยกระดับพันธกิจระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในฐานะผู้ดูแลและบริหารจัดการพื้นที่ กับ สวทช. ซึ่งเปรียบเสมือนคลังสมองและผู้นำด้านเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อผนึกกำลังนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือหลักในการทำงานด้านการอนุรักษ์ โดยภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี มีเป้าหมายขับเคลื่อนการวิจัย สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้จริง พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และร่วมมือกันเพื่อบริหารจัดการข้อมูล ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากร เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
“ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลของไทย ก้าวไปสู่ยุคใหม่ที่มีความแม่นยำด้วยข้อมูล ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรม และมั่นคงด้วยความร่วมมือ ซึ่งผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 หน่วยงาน แต่ยังเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและระบบนิเวศของประเทศในระยะยาว” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ถอดบทเรียน 20 ปี การออกแบบกิจกรรมเด็กตาบอด “เมื่อวิทยาศาสตร์ไม่ได้มองเห็น แต่ถูกสัมผัสและเข้าใจ”
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมมิโด กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยการประสานงานจากโรงเรียนสอนคนตาบอดในพระราชินูปถัมภ์ จังหวัดเชียงใหม่ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับครูผู้สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สอนผู้เรียนที่บกพร่องทางการมองเห็น จาก 17 โรงเรียนทั่วประเทศ รวมจำนวน 49 คน
การอบรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยนางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านการพัฒนากำลังคน เป็นวิทยากรหลัก ถ่ายทอดประสบการณ์และถอดบทเรียนกว่า 20 ปี ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่บกพร่องทางการมองเห็น
ออกแบบใหม่ ไม่ใช่เพียงปรับสื่อ
นางฤทัยกล่าวว่า “การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการมองเห็น มิใช่เพียงการปรับสื่อให้เข้าถึงได้เท่านั้น แต่ต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ใหม่ให้สอดคล้องกับวิธีการรับรู้และการสร้างความหมายของผู้เรียน โดยแนวทางสำคัญที่นำเสนอในการอบรมประกอบด้วย การใช้วัตถุจริงมากกว่าสื่อจำลอง เพื่อให้ผู้เรียนได้สัมผัส ทดลอง และสร้างความเข้าใจจากประสบการณ์ตรง เช่น การเรียนรู้ชีวเลียนแบบ (Biomimicry) ผ่านผลไม้ พืช และผักใกล้ตัว การออกแบบโมเดลทดแทนเมื่อไม่สามารถใช้วัตถุจริงได้ อาทิ โมเดลโครโมโซมที่มีอักษรเบลล์กำกับ เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลผ่านการสัมผัส การจัดกิจกรรมผ่านประสาทสัมผัสที่หลากหลาย ทั้งการดมกลิ่น การสัมผัส การฟัง และการชิม ตลอดจนการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำซ้ำและใช้เวลาเรียนรู้อย่างเพียงพอ เพื่อพัฒนาความเข้าใจเชิงลึกมากกว่าการจดจำแบบเร่งรีบ”
นอกจากนี้ ยังเน้นการเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับสถานการณ์ในชีวิตจริง เช่น การเรียนรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 การดูแลสุขภาพตนเอง และการจำลองปรากฏการณ์โลกร้อนผ่านโมเดลระบบนิเวศ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างอิสระ (Autonomous Learning) และการสร้างองค์ความรู้ร่วมกันตามแนวทาง Co-construction เพื่อเสริมสร้างทั้งความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์และความมั่นใจของผู้เรียน
ภายในงาน แพทย์หญิงอติพร เทอดโยธิน อดีตผู้แทนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ของประเทศไทยที่เคยเข้าร่วมประชุมกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลในเวที Lindau Nobel Laureate Meetings ณ เมืองลินเดา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์และสาธิตการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้านชีววิทยาให้แก่ครูผู้เข้าร่วมอบรม
พญ.อติพรได้นำเสนอแนวทางการสอนเรื่อง “เซลล์และการแบ่งเซลล์” ผ่านการออกแบบโมเดลจากวัสดุและอาหารใกล้ตัว โดยใช้วัตถุที่มีพื้นผิวและรูปทรงแตกต่างกันแทนออร์แกเนลล์ และจัดวางส่วนประกอบเพื่อจำลองกระบวนการแบ่งเซลล์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเนื้อหาทางชีววิทยาที่มีความซับซ้อนเชิงนามธรรม สามารถทำให้เข้าใจได้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การสัมผัส และการอภิปรายร่วมกันในชั้นเรียน
กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ครูเห็นแนวทางการออกแบบสื่อที่เข้าถึงผู้เรียนที่บกพร่องทางการมองเห็น แต่ยังตอกย้ำหลักการสำคัญว่า การจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงและสร้างความเข้าใจได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเนื้อหาพื้นฐานด้านชีววิทยาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งเป็นรากฐานของความรู้ด้านสุขภาพในชีวิตประจำวัน
พญ.อติพรกล่าวว่า การออกแบบกิจกรรมเชิงปฏิบัติช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนตั้งคำถาม สังเกต และสร้างความหมายด้วยตนเอง มากกว่าการจดจำกระบวนการแบ่งเซลล์เพียงอย่างเดียว แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการเรียนรู้แบบ Active Learning และการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน (Co-construction) ที่มุ่งพัฒนาทั้งความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์และความมั่นใจในการเรียนรู้
การมีนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์จากเวทีระดับนานาชาติร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้ครูผู้สอน หากยังสะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางวิทยาศาสตร์สามารถเริ่มต้นได้จากห้องเรียนที่ออกแบบอย่างเข้าใจผู้เรียนทุกคนอย่างแท้จริง
เสียงสะท้อนจากครูผู้สอน
ครูผู้เข้าร่วมอบรมจากหลายภูมิภาคสะท้อนว่า แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนได้ทันที ทั้งในเนื้อหาพันธุศาสตร์ ชีววิทยา การแพทย์และสุขภาพ อีกทั้งช่วยเพิ่มความมั่นใจในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เฉพาะทางสำหรับผู้เรียนที่บกพร่องทางการมองเห็น
คุณครูเกศรินทร์ ปัญญาศรี จากโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “ได้เข้าใจแนวทางการออกแบบกิจกรรมมากขึ้น และเห็นว่าการเรียนรู้แบบช่วยเหลือกันระหว่างนักเรียนที่มองเห็นและนักเรียนตาบอด ช่วยให้เด็กตาบอดเข้าใจเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น”
คุณครูกมลวรรณ แก้วเชื้อ โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระบุว่า “แนวทางการอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเนื้อหาพันธุศาสตร์ในชั้นเรียนได้ทันที ทำให้เด็กเรียนอย่างสนุกและเข้าใจมากขึ้น”
คุณครูรัชนีกร ปัทมฤทธิ์ จากโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดร้อยเอ็ดเห็นว่า การอบรมครั้งนี้ทำให้ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของครูในการออกแบบเนื้อหาที่ยากให้เข้าใจง่าย โดยใช้วัสดุใกล้ตัว
ด้านครูนันทยา สมใจ จากโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดและคนตาบอดพิการซ้ำซ้อน ลพบุรีกล่าวว่า “สิ่งที่ได้รับจากการอบรมครั้งนี้ คือกำลังใจและแรงบันดาลใจในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เฉพาะทาง เพื่อให้เด็กเข้าใจวิทยาศาสตร์อย่างมีความหมาย”
ต่อยอดสู่ห้องเรียนจริง ณ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ
ภายหลังการอบรม ครูผู้เข้าร่วมได้นำแนวคิดและกิจกรรมที่ได้รับไปทดลองประยุกต์ใช้กับผู้เรียนที่บกพร่องทางการมองเห็น ณ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ โดยเฉพาะกิจกรรมเรื่อง “เซลล์และการแบ่งเซลล์” ที่ออกแบบให้ผู้เรียนได้สัมผัสโมเดลสามมิติจากวัสดุใกล้ตัว พร้อมการอภิปรายร่วมกันในชั้นเรียน
ผลการจัดกิจกรรมพบว่า ผู้เรียนสามารถอธิบายโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์และลำดับขั้นของกระบวนการแบ่งเซลล์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มีความกล้าแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้สื่ออธิบายแบบบรรยายเพียงอย่างเดียว ครูผู้สอนสะท้อนว่า การออกแบบกิจกรรมที่เน้นการสัมผัส การจัดวาง และการทำซ้ำ ช่วยให้ผู้เรียนสร้างภาพความเข้าใจเชิงนามธรรมได้ด้วยตนเอง
การนำองค์ความรู้จากการอบรมไปใช้จริงในห้องเรียนครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ สวทช. ในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูและขับเคลื่อนแนวคิด “Science for All” เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษา และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อย่างมีคุณภาพ
ทั้งนี้ผู้สนใจหลักสูตรและกิจกรรมพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน (ASI) สวทช. โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 77206-7 และ 77215
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


