หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ENTEC สวทช. จับมือพันธมิตรไทย–ญี่ปุ่น จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านไฮโดรเจน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
“ไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาดที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างความร่วมมือระหว่างภาควิจัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการใช้ไฮโดรเจนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเมอร์เคียว สุขุมวิท 24 กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับพันธมิตรภายในประเทศและประเทศญี่ปุ่น จัดงาน Thailand–Japan Symposium on Hydrogen for Energy Transition เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน ถ่ายทอดมุมมองจากภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมีนักวิจัย นักวิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายเข้าร่วมงานกว่า 100 คน ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า ไฮโดรเจนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยประเทศไทยและญี่ปุ่นมีศักยภาพที่เกื้อหนุนกัน ทั้งด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนขั้นสูงของญี่ปุ่น และศักยภาพของไทยในการผลิตไฮโดรเจนจากทรัพยากรชีวภาพและการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ENTEC ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะด้านไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง และเชื้อเพลิงชีวภาพ พร้อมผลักดันความร่วมมือภายใต้โครงการ NEXUS ร่วมกับมหาวิทยาลัยคิวชูและพันธมิตร เพื่อเร่งการสร้างองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง นายโทรุ คาจิวาระ อัครราชทูตและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวย้ำว่าความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นจะมีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ญี่ปุ่นได้วางยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดตั้งกองทุน Green Innovation Fund การออกกฎหมายส่งเสริมสังคมไฮโดรเจน และการตั้งเป้าขยายการใช้ไฮโดรเจนเป็นประมาณ 20 ล้านตันภายในปี 2593 เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านนโยบาย การพัฒนาบุคลากร และการวิจัยภายใต้โครงการ NEXUS จะช่วยต่อยอดจุดแข็งของทั้งสองประเทศ และผลักดันเทคโนโลยีไฮโดรเจนสู่การใช้งานจริง พร้อมกันนี้ นายคาจิวาระ ได้กล่าวขอบคุณ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และคณะผู้จัดงานที่ร่วมผลักดันการจัดประชุมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานของไทยและญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือด้านไฮโดรเจนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคต ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค. หรือ PMU-B) กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการผลักดันการวิจัยและนวัตกรรมด้านไฮโดรเจน เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์จริงและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า ความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนจะเกิดขึ้นได้จากการบูรณาการงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม นโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และกลไกสนับสนุนด้านเงินทุน ซึ่งทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีไฮโดรเจนสามารถใช้งานได้ แต่คือการสร้างจุดแข็งและความได้เปรียบของประเทศ โดยอาศัยศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน ชีวมวล ภาคการเกษตร โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย PMU-B ยืนยันว่าจะเดินหน้าส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ และการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันนวัตกรรมไฮโดรเจนให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่นต่างมีจุดแข็งที่สามารถต่อยอดความร่วมมือซึ่งกันและกัน โดยญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน บุคลากรวิจัย และภาคอุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายจากทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด การจัดงาน Thailand–Japan Symposium on Hydrogen for Energy Transition สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น โดยเกิดจากการผนึกกำลังของ มจธ. ร่วมกับ ENTEC สวทช. สถาบัน I2CNER มหาวิทยาลัยคิวชู และมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (TAST) เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัย และผลักดันนวัตกรรมด้านไฮโดรเจนสู่การใช้ประโยชน์ในอนาคต Prof.Tatsumi Ishihara จาก Kyushu University กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนว่า ปัจจุบันการลงทุนด้านไฮโดรเจนทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการขยายตัวของโครงการวิจัยและการประยุกต์ใช้งานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการผลิต การกักเก็บ การขนส่ง และการใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไฮโดรเจนกำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลก ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน โดย Kyushu University ได้จัดตั้ง Hydrogen Institute for Sustainability เพื่อบูรณาการงานวิจัยตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การใช้ประโยชน์ ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และพัฒนาเครือข่ายวิจัยระดับโลก เพื่อเร่งผลักดันนวัตกรรมไฮโดรเจนสู่การใช้งานจริงและสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งนี้บรรยากาศการสัมมนาเป็นไปอย่างเข้มข้น มีการจัดปาฐกถาพิเศษ การบรรยายรับเชิญ และการแลกเปลี่ยนมุมมองจากภาคอุตสาหกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำเสนอแนวโน้มเทคโนโลยีที่สำคัญ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยและการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ปาฐกถาพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญ - ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) นำเสนอภาพรวมงานวิจัยเทคโนโลยีไฮโดรเจนในประเทศไทย ชูจุดแข็งการนำทรัพยากรชีวภาพและขยะอินทรีย์ที่มีอยู่มาผลิตพลังงานไฮโดรเจน - Prof. Tatsumi Ishihara จาก International Institute for Carbon-Neutral Energy Research (I2CNER) นำเสนอความก้าวหน้านวัตกรรมใหม่ในการผลิตไฮโดรเจนสะอาด ซึ่งเป็นพลังงานแห่งอนาคต โดยมุ่งเป้าลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ในราคาที่ถูกลง การบรรยายรับเชิญ   - Assoc. Prof. Miki Inada จาก I²CNER มหาวิทยาลัยคิวชู ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอการพัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนของเหลือจากภาคการเกษตร เช่น กากมันสำปะหลังให้เป็นก๊าซไฮโดรเจนสำหรับใช้เป็นพลังงานสะอาดด้วยกระบวนการทางชีวภาพร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสง - Assoc. Prof. Motonori Watanabe จาก I²CNER มหาวิทยาลัยคิวชู ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอความก้าวหน้าในการพัฒนาวัสดุรับแสงประเภท “แผ่นบางแบบสองมิติ” ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจนและการผลิตสารเคมีสำคัญอย่างไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ การแลกเปลี่ยนมุมมองจากภาคอุตสาหกรรม - ดร.เนรัญ สุวรรณโชติช่วง จากสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย นำเสนอภาพรวมการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนของประเทศไทย ทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม บทบาทของภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนโอกาสในการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดของประเทศ - ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดมุมมองความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจน พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างระบบนิเวศด้านไฮโดรเจน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม - Mr. So Terada จาก Mitsubishi Heavy Industries (MHI)  นำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าด้วยไฮโดรเจนและแอมโมเนีย รวมถึงโครงการและนวัตกรรมของ Mitsubishi Heavy Industries ที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาคและระดับโลก นอกจากนี้ ช่วงท้ายของการสัมมนามีการจัดเสวนาสรุปภาพรวมทิศทางพลังงานไฮโดรเจนของไทยว่า ปัจจุบันประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการวิจัยไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ โดย ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ENTEC สวทช. ระบุว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในระยะสั้นคือการปรับใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีที่มีการใช้ไฮโดรเจนเดิมอยู่แล้ว ด้าน รศ. ดร.กลยุทธ ปัญญาวุธโธ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ว่าคอขวดสำคัญยังอยู่ที่ต้นทุนอุปกรณ์และระบบกักเก็บที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งการจัดเก็บและขนส่งในรูปสารเคมีอย่างแอมโมเนียถือเป็นโซลูชันที่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยมากที่สุด ขณะที่ Mr. So Terada (MHI) มุ่งเน้นว่าไฮโดรเจนฟ้า (Blue H2) จะเป็นตัวเชื่อมโยงหลักที่ช่วยให้เกิดการใช้งานขนาดใหญ่ได้เร็ว ส่วนการเผาไหม้ร่วม (Co-firing) สัดส่วน 20% ในก๊าซเทอร์ไบน์ยังคงต้องเร่งแก้ปัญหาความเสถียรของห่วงโซ่อุปทาน ปิดท้ายด้วย ดร.เนรัญ สุวรรณโชติช่วง (สมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย) ที่ย้ำว่า ภาคเอกชนพร้อมลงทุน แต่ภาครัฐต้องเร่งสร้างความชัดเจนเรื่องเป้าหมายการผสม (Blending Targets) ในแผน PDP รวมถึงออกมาตรการจูงใจทางภาษีและมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีไฮโดรเจนในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เนคเทค สวทช. แถลงจัด NECTEC-ACE 2026 ฉลอง 40 ปี เนคเทค “Legacy & Beyond” ชู 40+ หัวข้อ-วิทยากร-เทคโนโลยี ชวนค้นหา “บทต่อไป” ของเทคโนโลยีไทย 3 กันยายนนี้
วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม: ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) พร้อมพันธมิตรกว่า 30 หน่วยงาน แถลงความพร้อมจัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 หรือ NECTEC Annual Conference & Exhibition 2026: NECTEC-ACE 2026 ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน 40 ปีเนคเทค จากสิ่งที่สร้างไว้ สู่บทต่อไปของเทคโนโลยีไทย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เนคเทคมีส่วนวางฐานเทคโนโลยีสำคัญของประเทศในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่การบุกเบิกเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยไทย หรือ ThaiSARN การวางฐานด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ผ่านศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ หรือ TMEC การร่วมกำหนดทิศทางด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และรัฐบาลดิจิทัล ไปจนถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ถูกนำไปใช้ในวงกว้าง เช่น Traffy Fondue, Thai School Lunch และ TPMAP การกลับมาของ NECTEC-ACE ครั้งนี้ตรงกับวาระครบรอบ 40 ปีแห่งการก่อตั้งเนคเทค จึงเตรียมรวบรวมผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ นักสื่อสาร นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการกว่า 40 คน มาร่วมย้อนบทเรียนจากการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีของไทย พร้อมเปิดมุมมองสู่เทคโนโลยีระลอกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจ ธุรกิจ เมือง บริการภาครัฐ และโลกการทำงาน โดยวาระครบรอบ 40 ปีเนคเทคยังนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเตรียมตัวอย่างไร เมื่อ AI เริ่มทำงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้น หุ่นยนต์ขยับเข้าใกล้การใช้งานจริง เทคโนโลยีควอนตัมและการสื่อสารผ่านอวกาศกำลังเปิดความเป็นไปได้ใหม่ ขณะที่รูปแบบธุรกิจ บริการสาธารณะ และทักษะของคนทำงานกำลังเปลี่ยนตามไปด้วย “NECTEC-ACE 2026 จะพาผู้ร่วมงานทบทวนการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย สำรวจความท้าทายและโอกาสใหม่ รับฟังประสบการณ์จากคนหลากหลายวงการ และพบผู้ที่พร้อมร่วมพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยยังมีอีกหลายโจทย์ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้วิจัย ผู้ใช้งาน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมกำลังคนและสร้างความสามารถในการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง” ดร.ชัย กล่าว เปิดทิศทางเทคโนโลยีบทถัดไปของเนคเทค ภายในงานแถลงข่าวยังจัดวงสนทนา Fireside Chat “Beyond Legacy – The Next Chapter of Thai Technology: ก้าวสู่บทต่อไปของเทคโนโลยีไทย” โดย ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. คุณภุชงค์ เจริญสุข Enterprise Product Marketing Manager – AIS คุณสมบูรณ์ อนันตถนสาร หัวหน้าฝ่ายหน่วยธุรกิจซอฟต์แวร์ บริษัท ซีเมนส์ จำกัด และคุณศิริลักษณ์ ชื้นประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พอร์ทัลเน็ท จำกัดแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเทคโนโลยี บทบาทของงานวิจัยไทย และความร่วมมือที่จำเป็นสำหรับก้าวต่อไปของประเทศ โดยมีคุณกรินทร์ พุทธรักษา เป็นผู้ดำเนินรายการ ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันเนคเทคมุ่งวิจัยและพัฒนาใน 3 แกนหลัก ได้แก่ AI, Network และ Sensor พร้อมต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีสำคัญในอนาคต ทั้ง Agentic AI, Neuromorphic AI, Humanoid Robotics, 6G, Space Communication, Quantum, Photonics และ Semiconductor โดยภายในงานจะนำเสนอทั้งทิศทางการพัฒนา โอกาสประยุกต์ใช้ และผลงานที่นักวิจัยกำลังพัฒนาอยู่จริง ภายในงานแถลงข่าว เนคเทคได้นำตัวอย่างผลงานจากทิศทางดังกล่าวมาจัดแสดง ได้แก่ ด้าน Agentic AI มี ‘Pathumma Connect’ แชทบอทอัจฉริยะที่เชื่อมต่อข้อมูลจริงจากหลายแหล่ง และนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประกอบเป็นคำตอบตามความต้องการของผู้ใช้ เช่น Pathumma Connect AGRI ที่เชื่อมข้อมูล Agri-Map ของ สวทช. กับข้อมูลเปิดภาครัฐ เพื่อช่วยให้เกษตรกรและผู้ปฏิบัติงานเข้าถึงข้อมูลด้านการเกษตรได้สะดวกขึ้น หรือ ระบบ ‘AI Agentic Chatbot’ ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทำได้มากกว่าการตอบคำถาม ผโดยสามารถทำความเข้าใจความต้องการ วางแผน แยกงาน และเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ก่อนสังเคราะห์เป็นคำตอบเดียวพร้อมแหล่งอ้างอิง ปัจจุบันนำร่องเชื่อมข้อมูลจาก 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมการปกครอง และกรมสรรพากร ด้านเครือข่าย 6G นำเสนอ ‘TeraBoost’ เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพสัญญาณ 5G ซึ่งสามารถพัฒนาให้รองรับเครือข่าย 6G และ ‘TeraAnt’ อุปกรณ์รับและส่งสัญญาณเทระเฮิรตซ์สำหรับการวิเคราะห์สมบัติของวัสดุในอุตสาหกรรมอาหารและยา  และด้าน Humanoid เนคเทคพัฒนา ‘หุ่นยนต์สนทนา’ ที่ผสานเทคโนโลยีภาษาไทย ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ และ Machine Vision สามารถต่อยอดเป็นหุ่นยนต์บริการ หุ่นยนต์ต้อนรับ หุ่นยนต์ขนส่งในโรงงาน และแพลตฟอร์มเริ่มต้นสำหรับ Physical AI “ผู้เข้าร่วมงานจะได้เห็นว่าเทคโนโลยีแต่ละด้านพัฒนาไปถึงระดับใด เชื่อมโยงกับโจทย์ของประเทศไทยอย่างไร และมีโอกาสนำไปต่อยอดในธุรกิจหรือการทำงานด้านใดบ้าง พร้อมพูดคุยกับนักวิจัยและผู้พัฒนาเทคโนโลยีโดยตรง” ดร.พนิตา กล่าว 40+ “วิทยากร-หัวข้อสัมมนา-เทคโนโลยี” ในวันเดียว NECTEC-ACE 2026 เตรียมเปิด 4 เวทีสัมมนาคู่ขนาน พร้อม 4 โซนนิทรรศการ ร่วมด้วยวิทยากรแนวหน้าของประเทศกว่า 40 ท่าน และผลงานเทคโนโลยีกว่า 40 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ AI หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ควอนตัม เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร การแพทย์ เมืองและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงอนาคตของการศึกษาและโลกการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 5.0 เพื่อเป็นพื้นที่แห่งการค้นหาบทต่อไปของเทคโนโลยีไทยที่จะพลิกโฉมทุกมิติของสังคม ไฮไลต์สำคัญภายในงาน เตรียมพบกับมุมมองต่ออนาคตเทคโนโลยีไทยจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในหัวข้อ “Power up Thailand with Frontier Technologies” และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับหัวข้อ “Smart Enough City: เมืองที่ ‘พอดี’ คือเมืองที่ดีที่สุด” พร้อมด้วย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ที่จะพามองพัฒนาการของ IT ผ่านประวัติศาสตร์ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม กับอนาคตของมนุษย์ท่ามกลางคลื่น Technology Disruption และ คุณเชอรี่–เข็มอัปสร สิริสุขะ ในวงเสวนาที่ชวนหาคำตอบว่า Net Zero เป็นเพียงกระแสหรือกำลังเกิดขึ้นจริง ตลอดจนหัวข้อสัมมนาและทัพวิทยากร ทั้งผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย ผู้บริหาร นักคิด และคนทำงานตัวจริงจากหลากหลายวงการที่พร้อมมาร่วมถอดรหัสผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย ภายในงานยังจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยจากเนคเทค สวทช. และพันธมิตรกว่า 30 หน่วยงาน ชวนทุกท่านไปสัมผัสฐานรากเทคโนโลยีตลอด 40 ปี สู่โซลูชันที่ถูกนำไปใช้จริงในด้านการศึกษา เมือง เกษตร สุขภาพ และโรงงาน ก่อนเปิดภาพเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้ง Humanoid, Post-Quantum Cryptography, Neuromorphic AI และ Agentic AI ผู้ร่วมงานสามารถชมการสาธิต พูดคุยกับนักวิจัยและทีมพัฒนา รวมถึงค้นหาเทคโนโลยีและพันธมิตรที่ตอบโจทย์งานหรือธุรกิจของตนเองได้โดยตรงในงานเดียว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อบรม The Essentials for Food Entrepreneurs Brand • Business Strategy • Financial Basics สร้างแบรนด์ให้โดดเด่น วางกลยุทธ์สู่การเติบโต เข้าใจการเงินเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน
🚀 สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหารขอเชิญเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ The Essentials for Food Entrepreneurs Brand • Business Strategy • Financial Basics สร้างแบรนด์ให้โดดเด่น วางกลยุทธ์สู่การเติบโต เข้าใจการเงินเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน 📌 หลักสูตรเข้มข้น 4 วัน สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจอาหาร ต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในทุกมิติ ตั้งแต่การมองหาโอกาสใหม่ สร้างแบรนด์ วางกลยุทธ์ธุรกิจ ไปจนถึงการบริหารการเงินอย่างมืออาชีพ ✨ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ 🔹 Day 1–2 | Brand & Business ✅ Food Innovation Overview: นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ✅ Future Food Business Trends: เทรนด์ธุรกิจอาหารที่ต้องรู้ ✅ Attitude Trend: ค้นหากลุ่มเป้าหมายและเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึก ✅ Brand Strategy: สร้างแบรนด์ให้แตกต่างและเติบโตอย่างยั่งยืน 🔹 Day 3–4 | Financial Basics (Board Game Workshop) 🎲 เรียนการเงินผ่านบอร์ดเกม สนุก เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง ✅ มองภาพรวมธุรกิจและวางแผนการเติบโตระยะยาว ✅ อ่านและใช้งบการเงินเพื่อบริหารธุรกิจ ✅ บริหารการเงินเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ 👨‍🏫 พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ • คุณจุลเกียรติ สินชัยชูเกียรติ – Founder & CEO of Baramizi Group • คุณปรมา ทิพย์ธนทรัพย์ – Director of Baramizi Lab • คุณธงชัย จิรัฐิติพันธุ์และทีมวิทยากร - H Academy • คุณสุธีรา อาจเจริญ – ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เมืองนวัตกรรมอาหาร 📅 วันที่ 4–7 สิงหาคม 2569 📍 โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร 🔥 ค่าลงทะเบียน โปรโมชันพิเศษ! เรียนครบทั้ง 4 วัน เพียง 4,500 บาท หรือเลือกเรียนเฉพาะหัวข้อได้ 📌 Day 1–2 | Brand & Business ราคา 3,000 บาท 📌 Day 3–4 | Financial Basics (Board Game Workshop) ราคา 3,000 บาท 🔗 ⚡สมัครด่วน: https://forms.gle/TcvJzRaWEyHUH6cE7 ที่นั่งมีจำนวนจำกัด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Facebook: FoodInnopolis หรือโทร คุณโชติกา 0619592498 และ คุณกวิสรา 0988426289 [video width="1080" height="1918" mp4="https://www.nstda.or.th/home/wp-content/uploads/2026/08/The-Essentials-for-Food-Entrepreneurs-Workshop.mp4"][/video]
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
รองนายกฯ “ยศชนัน” เดินหน้าทำงานไม่มีวันหยุด ตรวจเยี่ยม สวทช. ชูวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช., ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค), ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช.,  ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค), ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ตลอดจนนักวิจัยร่วมให้การต้อนรับในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมสถานที่สำคัญและรับฟังการบรรยายจากนักวิจัย สวทช. ได้แก่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร: ศูนย์กลางการเรียนรู้และบ่มเพาะเยาวชนผู้มีอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านการวิจัยรุ่นใหม่ของประเทศเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA (ThaiSC): โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลสมรรถนะสูงระดับแนวหน้าของอาเซียน ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ รองรับงานวิจัยขั้นสูงทั้งด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม และการพยากรณ์สภาพอากาศFlavorSERP: แพลตฟอร์มการวิจัยและทดสอบด้านกลิ่นรส (Flavor and Sensory) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์และพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมอาหารไทยโรงงานต้นแบบชีวกระบวนการ (BIOTEC Bioprocess Facility: BBF): โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีชีวภาพระดับอุตสาหกรรม ที่มีความสำคัญต่อการขยายขนาดการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการสู่เชิงพาณิชย์ สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมฐานชีวภาพในประเทศนวัตกรรมเคลือบนาโน: การวิจัยและพัฒนาสารเคลือบนาโนและวิธีการเคลือบ รวมถึงการวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์และกระบวนการผลิต เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เคลือบนาโน (Nano coating product) ที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องพื้นผิวหรือปรับปรุงให้มีสมบัติที่ต้องการการลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ในการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกลไกหลักในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 3 ส.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569 อว.-ทอ. เปิดตัว 9 เด็กไทย คว้าทุนสวีเดน โครงการชดเชยนำเข้า "กริพเพน" สวทช. ร่วมเฟ้นหา “9 หัวกะทิ” รับทุนจากสวีเดน เรียนฟรี 2 ปี ด้านเอไอ-ไซเบอร์-การบิน “อ.เชน“ ร่วมยินดี หนุนชดเชยนำเข้ายุทโธปกรณ์ เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยี-พัฒนากำลังคน ยกระดับประเทศไทยจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้สร้าง” ... >> อ่านต่อ 'ยศชนัน' เดินหน้าหนุน SMEs สู่วิสาหกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สวทช. คว้า 3 รางวัลเวที 7 Innovation Awards 2026 อว. ขับเคลื่อน “Thailand Synergy 2026” หนุนผู้ประกอบการไทยยกระดับสู่ 'ธุรกิจฐานนวัตกรรม' (Innovation-Driven Enterprises : IDEs) พร้อมชูความสำเร็จ สวทช. คว้า 3 รางวัลสุดยอดนวัตกรรม '7 Innovation' ด้านเศรษฐกิจและสังคม ... >> อ่านต่อ สวทช. โชว์นวัตกรรมเทคโนโลยีในงาน CV26 : ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการ เอ็มเทค นำนักวิจัย สวทช. นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านความมั่นคงและการคุ้มครองกำลังพล ในงานการสาธิตและทดลองเทคโนโลยีทางทหาร ประจำปี 2569 หรือ Crimson Viper 2026 (CV26) โดยนำเสนอนวัตกรรมแก่ พลโท คม วิริยเวชกุล เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร จ.ลพบุรี ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
ที่ประชุม กวทช. ชูบทบาท สวทช.-TMEC เร่งพัฒนาคนขับเคลื่อน “Siam Silica” ดันไทยสู่ห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก พร้อมหนุน “นวัตกรรมน้ำสะอาด” สวทช. ช่วยประชาชน ฝ่าวิกฤตแหล่งน้ำเร่งด่วน
(วันที่ 31 กรกฎาคม 2569) ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. : ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ครั้งที่ 7/2569 โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวงอว. คณะกรรมการ กวทช. เข้าร่วม ณ ที่ประชุมและผ่านระบบออนไลน์ อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. รองศาสตราจารย์ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ นายจักรชัย บุญยะวัตร พร้อมด้วยผู้บริหาร สวทช. นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมการประชุม ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้แจ้งที่ประชุมทราบถึงทิศทางการผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ หลังจากหารือร่วมกับ Imec สถาบันวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำระดับโลก โดยระบุว่า สวทช. เตรียมยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้ชื่อยุทธศาสตร์ "Siam Silica" ซึ่งทิศทางที่เหมาะสมของไทย คือ การเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ระดับโลก โดยอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ไทยมีศักยภาพ เช่น เทคโนโลยีโฟโตนิกส์และการทดสอบขั้นสูง ทั้งนี้ได้เตรียมนำยุทธศาสตร์ดังกล่าวเข้าสู่สภานโยบายเพื่อเป็นเป้าหมายในการอนุมัติทุนและติดตามแผนพัฒนากำลังคน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวต่อไปว่า นอกจากการมุ่งเน้นเซมิคอนดักเตอร์แล้ว สวทช. กำลังเดินหน้าคู่ขนานไปกับกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเน้นการวิจัยเจาะลึกไปถึงระดับพื้นฐานเพื่อสร้างความรู้เชิงลึกระดับโลก ซึ่งจะทำให้นักวิจัยทำงานได้อย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันได้เตรียมเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครให้เป็นห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ (Sandbox) เพื่อนำนวัตกรรมของ สวทช. ไปทดสอบใช้งานจริง ทั้งด้านวัสดุก่อสร้าง การจัดการสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการใช้ บริหารจัดการระบบไฟจราจรอัจฉริยะ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้รายงานถึงการทบทวนแผนปฏิบัติการ 5 ปี สวทช. (พ.ศ. 2566–2570) โดยที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมเด่นมาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) ซึ่งสอดรับกับนโยบายระดับประเทศ พร้อมทั้งเร่งสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการจัดทำแคตตาล็อกนวัตกรรมพร้อมใช้เพื่อแสดงศักยภาพของ สวทช. ให้เป็นที่ประจักษ์ นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการนำเทคโนโลยีเคลือบนาโน (Nano Coating) ไปประยุกต์ใช้ในงานอนุรักษ์โบราณสถานเพื่อป้องกันเชื้อราอีกด้วย สำหรับการนำงานวิจัยสู่สังคม ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ได้กล่าวถึงผลงานวิจัยในกลุ่ม Pre-battle ของสวทช. ด้านนวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันยังมีช่องว่างทางเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำอยู่อีกมาก สวทช. จึงมุ่งเป็นหน่วยวิจัยและพัฒนาให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยนำเทคโนโลยีเฉพาะทางไปอุดช่องโหว่และแก้ปัญหาที่ระบบทั่วไปทำไม่ได้ โดย สวทช. จะทำหน้าที่สร้างโปรโตคอล (Protocol) และมาตรฐานที่นำไปใช้ง่าย เพื่อส่งมอบให้ อปท. รับไปดำเนินการต่อ ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชนนับล้านคน ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนการดูดซับและการคำนวณ (NCAS) นาโนเทค สวทช. ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงสถานการณ์น้ำประปาหมู่บ้านว่า ปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่ม เนื่องจากปัญหาแหล่งน้ำเสื่อมโทรมและโครงสร้างระบบที่ล้าสมัย ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร (Total Water Solution) โดยบูรณาการเทคโนโลยี IoT เข้ากับการตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ จุดเด่นของนวัตกรรมนี้ คือ การประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ เช่น ถ่านแมคคาเดเมียและไม้ไผ่ มาดัดแปลงโครงสร้างทางเคมีเพื่อใช้เป็นวัสดุกรองสารหนู รวมถึงการพัฒนาระบบตกตะกอนเร็วเพื่อจัดการปัญหาเหล็กเกินมาตรฐาน โดยได้เริ่มติดตั้งระบบต้นแบบแล้วที่ อบต.ริมกก อ.เมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งสามารถผลิตน้ำที่ปลอดภัยสำหรับประชากรกว่า 1,500 คน ทั้งนี้ โครงการตั้งเป้าหมายที่จะขยายผลเพื่อให้ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์กว่า 500,000 คน ภายในปี 2573 ทั้งนี้ในภาพรวมคณะกรรมการ กวทช. ได้แสดงความชื่นชมและสนับสนุนโครงการนวัตกรรมน้ำสะอาด พร้อมทั้งได้ให้ข้อเสนอแนะ โดยมองว่าการจะขยายผลให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง สวทช. ควรพัฒนาโมเดลนี้ให้เป็นรูปแบบของแพลตฟอร์ม หรือ Operating System ที่สามารถดึงดูดให้ อปท. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาใช้งาน มากกว่าการลงพื้นที่ไปหาทีละหน่วยงาน นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนะให้ สวทช. ดึงจุดแข็งด้านการเป็นหน่วยงานวิจัยเชิงลึกเข้าไปแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Unmet Need) ซึ่งเทคโนโลยีในท้องตลาดทั่วไปยังไม่สามารถจัดการได้ เช่น การกำจัดสารปนเปื้อนโลหะหนักขั้นรุนแรง การบำบัดน้ำในอุตสาหกรรมยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต หรือการผลิตน้ำคุณภาพสูงสำหรับใช้ในโรงพยาบาล พร้อมทั้งเสนอให้จับมือกับเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณด้าน CSR เพื่อร่วมกันทำพื้นที่นำร่อง ซึ่งจะช่วยเร่งการทำงานและสร้างโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนต่อไปได้ โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า สวทช. อาจมุ่งวิจัยเจาะลึกเฉพาะส่วน (Module) เช่น สารกรองหรือเซนเซอร์ให้ดีที่สุด เพื่อให้เอกชนสามารถนำไปต่อยอดใช้กับระบบของตนเองได้ ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนได้ง่ายขึ้น ในตอนท้าย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ได้กล่าวขอบคุณและรับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ กวทช. โดยกล่าวว่าเป้าหมายของ สวทช. คือ การนำเทคโนโลยีไปยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ได้ ซึ่งทีมวิจัยจะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดไปวางแผนเลือกพื้นที่เป้าหมายในขั้นต่อไปให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้ความสำเร็จจากพื้นที่นำร่องสามารถนำไปขยายผลใช้ได้ทั่วประเทศ และสร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
PTEC สวทช. ให้บริการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปลดล็อกให้ผลิตได้ ขายจริง ทั้งในและต่างประเทศ
สรุปใจความสำคัญ PTEC ให้บริการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ ให้บริการทั้งการทดสอบและรับรองมาตรฐาน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรด้านมาตรฐานอุตสาหกรรม ผลการทดสอบสามารถใช้ประกอบการขอเครื่องหมายรับรองได้ทั้งในไทยและต่างประเทศ ให้บริการทดสอบแล้วกว่า 50,000 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ระบบราง ไปจนถึงเทคโนโลยีอวกาศ PTEC เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ด้านมาตรฐาน และดึงดูดการลงทุนด้านการผลิตภายในประเทศไทย รู้หรือไม่หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ มาจากผู้วิจัยและพัฒนาขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และขาดการทดสอบทุกองค์ประกอบที่จำเป็นตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ผลงานวิจัยจำนวนมากไม่ผ่านการทดสอบมาตรฐาน ผู้วิจัยต้องนำผลงานกลับไปปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดปลีกย่อยใหม่ จนเกิดความสูญเสียทั้งงบประมาณ เวลา และโอกาสในการแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นที่ผลักดันสินค้าออกสู่ตลาดได้ก่อน นอกจากช่วยให้ผลงานวิจัยได้ไปต่อในเชิงพาณิชย์แล้ว การทดสอบมาตรฐานยังจำเป็นต่อการตั้งฐานการผลิตสินค้าประเภทไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศหรือต่างประเทศ ล้วนต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิต เพื่อใช้ยื่นขอตรารับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานที่กำกับดูแลในแต่ละประเทศที่จัดจำหน่าย ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงต้องมี “ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)” เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้มาตรฐาน และอำนวยความสะดวกในการทดสอบมาตรฐานให้แก่ผู้ผลิตภายในประเทศ รวมถึงผู้ใช้บริการจากนานาชาติทั้งในเอเชียและจากทวีปอื่น ๆ โดยศูนย์การทดสอบมาตรฐานระดับสากลถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่มีส่วนช่วยดึงดูดบริษัทชั้นนำของโลกให้มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยด้วย “PTEC” ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในการให้บริการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ระดับสากล โดยเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบบบริการหลักประกอบด้วย 2 ด้านหลัก คือ บริการด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐาน และการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากร สำหรับบริการด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐานประกอบด้วย การทดสอบความปลอดภัยการใช้งานผลิตภัณฑ์ การทดสอบความเข้ากันได้ทางสนามแม่เหล็กไฟฟ้า การทดสอบความคงทนต่อสภาพแวดล้อม การทดสอบประสิทธิภาพและการใช้พลังงาน การทดสอบด้านโทรคมนาคม และการสอบเทียบเครื่องมือห้องปฏิบัติการและเครื่องมืออุตสาหกรรม ตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมเด่นที่ใช้บริการ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ดิจิทัล อุปกรณ์โทรคมนาคมและการสื่อสาร เครื่องมือแพทย์ ยานยนต์ ระบบราง เครื่องจักรและหุ่นยนต์ พลังงาน อากาศยาน ยุทโธปกรณ์ทางการทหาร รวมถึงเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ผลจากการทดสอบมาตรฐานโดย PTEC นำไปใช้ประกอบการยื่นขอเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศได้ ตัวอย่างเครื่องหมายรับรองของไทย เช่น เครื่องหมาย มอก. แบบทั่วไปและบังคับ, เครื่องหมาย กสทช., เครื่องหมาย อย., เครื่องหมาย กฟภ. และ กฟน., ฉลากประหยัดไฟฟ้า รวมถึงเครื่องหมาย P-Mark ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองของ PTEC ที่ใช้รับรองอุปกรณ์ที่ยังไม่มีหน่วยงานด้านการกำกับมาตรฐานในประเทศไทยกำหนดมาตรฐาน เช่น หุ่นยนต์บริการชนิดต่าง ๆ โดยการทดสอบจะใช้มาตรฐานที่เทียบเท่าหรือสูงกว่ามาตรฐานสากลเพื่อให้ผู้เข้ารับบริการนำผลการทดสอบมาตรฐานที่ได้จาก PTEC ไปใช้ยื่นขอตรารับรองมาตรฐานได้ทันทีที่มีกฎหมายบังคับใช้ในประเทศ ส่วนตัวอย่างเครื่องหมายรับรองจากต่างประเทศ เช่น เครื่องหมาย CE สำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำหน่ายในสหภาพยุโรป เครื่องหมาย E-Mark สำหรับยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่จำหน่ายในสหภาพยุโรป เครื่องหมาย UL สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา และเครื่องหมาย PSE สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น PTEC ให้บริการทดสอบแล้วมากกว่า 50,000 ผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ PTEC เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2534 หน่วยงานได้ให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์แก่องค์กรต่าง ๆ แล้วมากกว่า 3,500 หน่วยงาน รวมแล้วมากกว่า 50,000 ผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างผลงานเด่น เช่น การทดสอบระบบยานยนต์ให้แก่บริษัทชั้นนำของโลกที่ตั้งศูนย์การผลิตในประเทศไทย เช่น บริษัทยานยนต์สัญชาติเยอรมัน บริษัทยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่น การทดสอบมาตรฐานรถไฟฟ้าที่ให้บริการโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การทดสอบรถไฟความเร็วสูงที่ประเทศไทยนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน การทดสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้แก่บริษัทชั้นนำของโลกที่ตั้งศูนย์การผลิตในประเทศไทย เช่น บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่น บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติอเมริกัน การทดสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับภารกิจด้านอวกาศ และการทดสอบเครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกที่พัฒนาในประเทศ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ PTEC ในการให้บริการทดสอบมาตรฐานที่ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ PTEC ถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากร รองรับอุตสาหกรรมไทย นอกจากการให้บริการด้านการทดสอบมาตรฐาน PTEC ยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรม นักวิจัย และนักศึกษา ผ่านการจัดอบรมทั้งในรูปแบบหลักสูตรสาธารณะ หลักสูตรเฉพาะสำหรับองค์กร การเปิดรับนักศึกษาฝึกงาน ตลอดจนการให้คำปรึกษาเรื่องปัญหาเชิงเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบมาตรฐาน เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมาตรฐานของแต่ละผลิตภัณฑ์ การเตรียมความพร้อมทดสอบมาตรฐาน ตลอดจนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ เพื่อช่วยลดความผิดพลาดตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา เพื่อช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น จะเห็นได้ว่า PTEC คือ หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทยจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การสร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิตและจำหน่ายจริง โดยการทดสอบมาตรฐานที่เข้มข้นนี้จะเป็นใบเบิกทางให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกได้จริง และยังเป็นหนึ่งในแรงดึงดูดสำคัญให้นักลงทุนรายใหญ่ระดับสากลเลือกเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยด้วย สำหรับผู้ที่สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://ptec.or.th/ และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล sales.nstda@nstda.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2117 8600 หรือ 0 2564 6100 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
คณะผู้บริหารและบุคลากร สวทช. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569
(วันที่ 28 กรกฎาคม2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน พร้อมร่วมพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 06:30 น. ณ บริเวณท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน โดยถวายความเคารพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และกล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณฯ โดยมีประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรอิสระ คณะรัฐมนตรี ข้าราชการการเมือง ข้าราชการระดับสูง ตลอดจนตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง โอกาสนี้ คณะผู้แทนบุคลากร สวทช. นำโดย นางสาวสิรินทร อินทร์สวาท รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.ชาลินี คงสวัสดิ์ รักษาการรองผู้อำนวยการด้านบริหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พร้อมด้วยตัวแทนพนักงาน สวทช. เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ต่อมาเวลา 09:00 น. ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง อว. และหน่วยงานในสังกัด ร่วมถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพร ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง ในการนี้ คณะผู้บริหาร สวทช. นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย นางสาวสิรินทร อินทร์สวาท และ ดร.ชาลินี คงสวัสดิ์ และตัวแทนพนักงาน สวทช. ได้ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th/ ระหว่างวันที่ 26 –30 กรกฎาคม 2569
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
วันนี้ (27 ก.ค. 2569) เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) คณะผู้บริหาร และบุคลากร สวทช. รวมจำนวน 60 คน เป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง การเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่คณะผู้บริหารและบุคลากร สวทช. ที่ได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี ถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ขอน้อมนำพระราชดำริและพระราชปณิธานในการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจขององค์กร เพื่อร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติ และสืบสานพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ให้ยั่งยืนสืบไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณและลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม
  เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลและพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) เข้าร่วมพิธีในฐานะผู้แทนสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น ๑ อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี) บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความจงรักภักดีและความศรัทธาอันเปี่ยมล้น โดยพิธีการเริ่มต้นด้วยการถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ จากนั้นผู้ร่วมพิธีได้ร่วมกันกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามรอยพระยุคลบาท ก่อนเข้าสู่พิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล เพื่อแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคลให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สวทช. ในฐานะขุมพลังทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ            ไม่เพียงแต่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย แต่ยังเป็นการน้อมนำพระบรมราโชบายและนโยบายด้านการพัฒนากำลังคนและเทคโนโลยี มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานวิจัย เพื่อแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยทุกภาคส่วนให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน    
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 27 ก.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ดันงานวิจัยพร้อมใช้ สู่นวัตกรรมเพื่อกลุ่มเปราะบาง สวทช. จับมือ พม. ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง พร้อมส่งต่อนวัตกรรมเพื่อสังคม ตั้งเป้าปี 70 ขยายสู่การใช้ประโยชน์ พร้อมขับเคลื่อนดูแลเชิงรุก สร้างโอกาส-ความปลอดภัย-สุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน ... >> อ่านต่อ ลุยปั้นนักวิจัยเลือดใหม่ ! สวทช. x SCB มอบทุน JSTP รุ่น 28 เดินหน้าบ่มเพาะเยาวชนไทยสู่นักวิจัยที่มีคุณภาพ จริยธรรม พร้อมดึงนักวิทย์พี่เลี้ยงช่วยดูแล หวังสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ... >> อ่านต่อ กระทรวงแรงงาน เยือน TMEC สวทช. : นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษา รมว.แรงงาน และคณะ เยี่ยมชม ศูนย์ TMEC จ.ฉะเชิงเทรา โดยมี ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ให้การต้อนรับ เพื่อเดินหน้าพัฒนากำลังคนแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนแรงงานเซมิคอนดักเตอร์ 7,000 ตำแหน่ง ผ่านหลักสูตร Up-skill/Re-skill เน้นปฏิบัติจริง และออกใบรับรองมาตรฐานการันตีการจ้างงาน 100% ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
ทอ. ผนึก อว. คัดเลือก 9 ตัวแทนไทย คว้าทุนศึกษาปริญญาโทที่สวีเดน ภายใต้โครงการชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ “Defence Offset”
(24 กรกฎาคม 2569) ณ พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ – ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ (สายงานกิจการพิเศษ) และ นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือระหว่าง กองทัพอากาศ (ทอ.) และ กระทรวง อว. เกี่ยวกับการชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Defence Offset) ภายใต้โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน (Gripen E/F) พร้อมประกาศความสำเร็จในการคัดเลือก 9 ตัวแทนประเทศไทยที่ได้รับทุนศึกษาวิจัยระดับปริญญาโท ณ ราชอาณาจักรสวีเดน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและกำลังคนของประเทศอย่างยั่งยืน ตามนโยบายการชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ของโครงการในระยะที่ 1 โดยมี ทันตแพทย์หญิง ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมในพิธีแถลงข่าว ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่าการแถลงข่าวครั้งนี้สะท้อนความสำเร็จอีกขั้นของ Defence Offset Policy เพราะไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย แต่เป็นการแสดงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการคัดเลือกนักศึกษาไทย 9 คน รับทุนไปศึกษาต่อและสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศกับประเทศสวีเดน ต้องขอชื่นชมกองทัพอากาศที่ผลักดันนโยบาย Defence Offset อย่างเป็นรูปธรรม เพราะนโยบายดังกล่าวไม่เพียงมุ่งจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ยังมุ่งสร้างขีดความสามารถของประเทศผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับประเทศไทยจาก "ผู้ซื้อ" ไปสู่ "ผู้สร้าง" เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามวิกฤต ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเสริมศักยภาพในการรักษาอธิปไตยของชาติ โดย Defence Offset Policy ครอบคลุมทั้งการชดเชยโดยตรง (Direct Offset) ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการชดเชยทางอ้อม (Indirect Offset) หรือเทคโนโลยีแบบ Dual-use ซึ่งสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ ผ่านความร่วมมือกับประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น ราชอาณาจักรสวีเดน รวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีความโดดเด่นทั้งด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และการสร้างผู้ประกอบการ ตลอดจนความร่วมมือกับบริษัท SAAB ในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากนี้ หลักสูตรความร่วมมือนี้ครอบคลุม 3 สาขาสำคัญ ได้แก่ Cyber Security, AI Space and Aerospace Agriculture, Food Technology, Molecular Biology or Genetics หรือ Biotechnology ซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในอนาคต ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ยังฝากถึงผู้รับทุนทั้ง 9 คนว่า ทุกคนเปรียบเสมือน "กองหน้า" ที่เปิดประตูสู่ความร่วมมือในระยะยาว โดยความสำเร็จของแต่ละคนจะเป็นโอกาสให้คนรุ่นต่อไปได้เข้าถึงเครือข่ายวิจัยระดับโลก พร้อมเน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการไปศึกษา แต่คือการสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำเทคโนโลยีที่ได้รับมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองและกำหนดทิศทางการพัฒนาได้อย่างอิสระ “กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหมและกองทัพอากาศในทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างกำลังคนคุณภาพ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศ และ กระทรวง อว. ในส่วนของการสนับสนุนด้านทุนการศึกษาเพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ ราชอาณาจักรสวีเดน ทั้ง 9 ทุน ใน 3 กลุ่มสาขาวิชา กระทรวง อว. ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการ กระบวนการคัดเลือก อย่างเข้มข้น โปร่งใส และได้มาตรฐานสูงสุด ผู้สมัครเข้ารับการประเมินทุกท่านต้องผ่านการทดสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด ทั้งด้านผลการเรียน ความสามารถทางภาษาอังกฤษ และที่สำคัญที่สุดคือการนำเสนอข้อเสนอโครงร่างแผนการศึกษาและแนวทางการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากทั้ง ทอ. และส่วนกลาง ร่วมสัมภาษณ์เพื่อเฟ้นหาหัวกะทิที่มีความพร้อมที่สุดในการเป็นตัวแทนของประเทศ โดยภายหลังจากการแถลงข่าวเพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในวันนี้ กระทรวง อว. และ กองทัพอากาศ จะมีการจัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) ว่าด้วยการดำเนินงานโครงการนี้อย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อวางกรอบการทำงานที่ชัดเจนและขับเคลื่อนโครงการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด “นักเรียนทุนทั้ง 9 ท่านนี้ เมื่อสำเร็จการศึกษาและกลับมาปฏิบัติงานชดใช้ทุนในประเทศ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติต่อไป” นางสาววราภรณ์ กล่าว พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงการจัดหาและนำเข้ายุทโธปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ว่า นอกจากในมิติความมั่นคง กองทัพอากาศยังให้ความสำคัญการพัฒนาประเทศด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมภายในประเทศ จึงเป็นที่มาของการดำเนินนโยบายการชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Defence Offset Policy) ซึ่งตามนโยบายของกระทรวงกลาโหม ได้กำหนดกิจกรรมการชดเชยไว้ 5 หมวด ได้แก่ การวิจัย พัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมผลิต การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะบุคลากร การลงทุนในประเทศ และการช่วยเหลืออื่นที่เหมาะสม โดยการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ทดแทน กองทัพอากาศได้มีการเจรจาการชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ไปพร้อมกันด้วย ซึ่ง SAAB บริษัทผู้ผลิต ได้เสนอการชดเชยทางตรง (Direct Offset) และการชดเชยทางอ้อม (Indirect Offset) โดยทุนการศึกษาระดับปริญญาโท เป็นหนึ่งในรายการชดเชยทางอ้อมที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่ประเทศไทย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและมีผู้เชี่ยวชาญร่วมดำเนินการ กองทัพอากาศจึงได้ประสานกระทรวง อว. ซึ่งให้การสนับสนุนทั้งด้านบุคลากรและระบบงาน ทำให้การคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ารับทุนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถคัดเลือกผู้รับทุนจำนวน 9 คน ในหลากหลายสาขา โดยผู้ได้รับทุนจะกลับมานำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญมาสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงความก้าวหน้าของโครงการชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศ (Defence Offset) ว่า ตามโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนระยะที่ 1 มีรายการ Offset ที่จะได้รับจากโครงการจัดหาเครื่องบิน Gripen E/F จำนวน 4 เครื่อง ในระยะที่ 1 จำนวน 3 รายการ โดยเป็นการชดเชยทางตรง (Direct Offset) จำนวน 2 รายการ ประกอบด้วย การถ่ายทอดเทคโนโลยี Link-T ของเครื่องบิน Gripen E/F และการแบ่งปันสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนการชดเชยทางอ้อม (Indirect Offset) มี 1 รายการ คือ การมอบทุนการศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของราชอาณาจักรสวีเดน จำนวน 9 ทุน ประกอบด้วย สาขาวิชา Cybersecurity และ AI จำนวน 3 ทุน สาขาวิชา Space และ Aerospace จำนวน 3 ทุน และสาขาวิชา Agriculture, Food Technology, Molecular Biology or Genetics หรือ Biotechnology จำนวน 3 ทุน ซึ่งกองทัพอากาศจะเตรียมความพร้อมของผู้รับทุนในด้านต่าง ๆ เพื่อสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในเดือนตุลาคม 2569 เมื่อผ่านการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยแล้ว จะเดินทางไปศึกษาในเดือนสิงหาคม 2570 และสำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลา 2 ปี โดยในระหว่างการศึกษา กองทัพอากาศมีสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารอากาศคอยดูแลความเป็นอยู่ ณ ราชอาณาจักรสวีเดน ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของนักเรียนทุน ทั้งค่าตั๋วเครื่องบินไป–กลับ ค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก และค่าดำรงชีพ จะได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากบริษัท SAAB “ต้องขอบคุณกระทรวง อว. และ สวทช. ที่ให้การสนับสนุนการคัดเลือกผู้เข้ารับทุนการศึกษา ด้วยกระบวนการแบบมืออาชีพ มีความโปร่งใส อันจะเป็นแนวทางต้นแบบสำหรับโครงการชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Offset) ของกองทัพอากาศในโอกาสต่อไป” พลอากาศเอก ประภาส กล่าว ทั้งนี้ การคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาภายใต้ข้อตกลง (MOA) โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 9 ทุน ได้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา มีผู้ให้ความสนใจยื่นใบสมัครรวมทั้งสิ้น 42 คน คณะกรรมการประเมินความเหมาะสมฯ จำนวน 17 ท่าน โดยมี  ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานกรรมการอำนวยการ และ น.อ.สมชาย อ้นชนะ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและบริหารกำลังพล กรมกำลังพลทหารอากาศ เป็นรองประธานกรรมการอำนวยการ ได้คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดเสร็จสิ้นเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยไปศึกษาต่อและนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนาประเทศใน 3 กลุ่มสาขาวิชายุทธศาสตร์ (สาขาละ 3 ทุน) ได้แก่ สาขาวิชา Cybersecurity และ AI เรืออากาศโท จตุพล ทัศบุตร สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช โดยหลักสูตรที่ได้คัดเลือกศึกษา Master's Programme in Cybersecurity ณ Royal Institute of Technology (KTH) นายพรพิพัฒน์ พงษ์ศิริ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหลักสูตรที่ได้คัดเลือกศึกษา Master's Programme in Machine Learning ณ Royal Institute of Technology (KTH) เรืออากาศตรี อานนทณัฏฐ์ เฉยเฟื้อง สำเร็จการศึกษา Bachelor of Computing and Cyber Security จากUniversity of New South Wales, Canberra โดยหลักสูตรที่ได้คัดเลือกศึกษา Master's Programme in Cybersecurity ณ Linköping University (LiU) สาขาวิชา Space และ Aerospace นายปราชญ์ โพธิ์เกตุ กำลังศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอากาศยาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหลักสูตรที่ได้คัดเลือกศึกษา Master's Programme in Aerospace Engineering ณ Royal Institute of Technology (KTH) นายภัคศรัณย์ นวพลพัฒน สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยหลักสูตรที่ได้คัดเลือกศึกษา Master's Programme in Aerospace Engineering ณ Royal Institute of Technology (KTH) นางสาวศดานันท์ กวีกุล สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยหลักสูตรที่ได้คัดเลือกศึกษา Master's Programme in Electromagnetics, Fusion and Space Engineering ณ Royal Institute of Technology (KTH) สาขาวิชา Agriculture, Food Technology, Molecular Biology or Genetics หรือ Biotechnology นางสาวสุกุมาร สังข์วรรณะ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยหลักสูตรที่ได้คัดเลือกศึกษา Master's Programme in Molecular Biology, Microbiology and Biotechnology ณ Lund University นายเทพพิทักษ์  วิปุลาคม กำลังศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยหลักสูตรที่ได้คัดเลือกศึกษา Master's Programme in Molecular Biotechnology ณ Lund University นางสาวณิชาดา อาภาพันธ์ กำลังศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหลักสูตรที่ได้คัดเลือกศึกษา Master's Programme in Molecular Biology, Molecular Genetics and Biotechnology ณ Lund University    
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์