ผลการค้นหา :
แกะกล่องงานวิจัย : แผ่นเจลรองนั่งจากยางพารา ยืดหยุ่นสูง เย็นสบาย
📌 1) เกี่ยวกับอะไร ?
การพัฒนากระบวนการขึ้นรูปแผ่นเจลยางพารารูปแบบใหม่ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติกระจายแรงได้ดี และมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง โดยการผลิตแผ่นเจลรูปแบบนี้จะใช้ลำอิเล็กตรอนซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาดในการวัลคาไนเซชัน (vulcanization) หรือทำให้เกิดปฏิกิริยาเชื่อมขวางระหว่างสายโซ่ยาง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความแข็งแรงและทนทานโดยไม่ต้องใช้สารเคมีในการวัลคาไนเซชันเหมือนกระบวนการผลิตทั่วไป
การผลิตด้วยวิธีใหม่นี้นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้าง (สารบางชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง) กลิ่นไม่พึงประสงค์ และการก่อให้เกิดการระคายเคืองจากการสัมผัสผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จากยางพาราเป็นที่ยอมรับในตลาดสุขภาพและการแพทย์มากยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย
📌 2) ดีอย่างไร ?
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์แผ่นเจลรองนั่งที่นักวิจัยไทยออกแบบและพัฒนากระบวนการผลิต คือ มีความสามารถในการกระจายแรงสูง ลดแรงกดทับได้มากกว่าร้อยละ 50 ทำให้ช่วยลดอาการปวดเมื่อยบริเวณก้นกบและหลังส่วนล่างจากการนั่งเป็นเวลานานได้ดี มีคุณลักษณะเด่นที่ทำให้ผู้นั่งรู้สึกเย็นสบายแม้จะผ่านการนั่งทับไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังไร้กลิ่นสารเคมีและไร้สารก่อมะเร็ง
📌 3) ตอบโจทย์อะไร ?
ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพาราของประเทศไทย รวมถึงช่วยเปิดตลาดและฐานลูกค้าใหม่โดยเฉพาะสุขภาพและการแพทย์
📌 4) สถานะของเทคโนโลยี ?
พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : ‘แผ่นเจลรองนั่งจากยางพารา’ ยืดหยุ่นสูง เย็นสบาย ไร้กลิ่นสารเคมี ไร้สารก่อมะเร็ง
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ไม่หยุดแค่ปัญหาเมือง ! Traffy Fondue ขยายผลเพิ่ม ‘ประเภทเรื่องแจ้ง’ ปัญหาอาคาร/ไฟฟ้า/จราจร
น่าทึ่งมาก ! ที่ตอนนี้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue (ทราฟฟี ฟองดูว์) มีสถิติเรื่องแจ้งทั่วประเทศใกล้ครบ 1 ล้านเรื่องแล้ว โดยข้อมูลในเดือนกรกฎาคม 2567 รับเรื่องแจ้งแล้ว 947,769 เรื่อง แถมเรื่องแจ้งได้รับการแก้ไขถึง 733,372 หรือคิดเป็น 77% และใช้เวลาแก้ปัญหาเร็วขึ้นเฉลี่ยถึง 4 เท่า นับเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีเข้ามาปฏิรูปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบราชการให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง ส่งผลให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสนใจนำแพลตฟอร์มไปประยุกต์ใช้เพิ่มช่องทางรับแจ้งปัญหา ช่วยให้ประชาชนแจ้งปัญหาได้สะดวกและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า Traffy Fondue คือแพลตฟอร์มรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาผ่าน LINE Chatbot แบบอัตโนมัติ ซึ่งที่ผ่านมากรุงเทพมหานครนำไปใช้เป็นเครื่องมือรับแจ้งปัญหาเมือง สร้างกระแสความสนใจเป็นอย่างมาก จนเกิดการขยายผลการใช้งานไปยังจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ล่าสุดได้ขยายความร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ช่วยเพิ่ม 3 ประเภทเรื่องแจ้งตามภารกิจของหน่วยงานให้แก่ประชาชน
“เรื่องแรกคือการรับแจ้งปัญหาภายในอาคาร โดยขณะนี้นำร่องใช้งานในอาคารสำนักงานรัฐสภา หากผู้ใช้งานในอาคารพบปัญหา เช่น น้ำไม่ไหล ไฟดับ ห้องน้ำไม่สะอาด แอร์ไม่เย็น หรืออุปกรณ์ในห้องประชุม ไม่ว่าจะไมโครโฟน คอมพิวเตอร์มีปัญหา สามารถแจ้งปัญหาผ่าน LINE Official : @Traffyfondue ได้ทันที ในอนาคตตั้งเป้าขยายผลการใช้งานไปยังอาคารสำนักงานของทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล คอนโด และสถานที่ราชการ เพื่อให้ประชาชนที่ใช้บริการแจ้งปัญหาที่พบได้ทันที และช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลผู้ใช้บริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
สำหรับเรื่องแจ้งประเภทที่สอง คือ ปัญหาไฟฟ้าและพลังงาน ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้นำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปพัฒนาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาการให้บริการไฟฟ้าสำหรับประชาชน ผ่าน Line Official “กกพ. รับแจ้งปัญหา” หรือ ไอดีไลน์ @ERCvoice
ดร.วสันต์ เล่าว่า สำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงานมีบทบาทหน้าที่กำกับการให้บริการไฟฟ้าทั้งประเทศ ซึ่งมีความมุ่งหวังอยากยกระดับการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนด้วยระบบดิจิทัล จึงใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เปิดช่องทางการแจ้งปัญหาในรูปแบบ Line Official ช่วยให้ประชาชนที่พบปัญหา เช่น ไฟตก ไฟดับ มิเตอร์ไฟมีปัญหา หม้อแปลงระเบิด รวมถึงเหตุฉุกเฉินสามารถแจ้งผ่านไลน์ได้ทันที ทำให้ประชาชนติดต่อสื่อสารได้สะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
“สำหรับเรื่องแจ้งประเภทที่สาม คือ จราจร อุบัติเหตุ และสินบน ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้สถานีตำรวจทั้ง 1,484 โรงพักทั่วประเทศ นำ Traffy Fondue มาใช้งานรับแจ้งเหตุความเดือดร้อนของประชาชนผ่าน LINE Official : @Traffyfondue เช่นเดียวกัน โดยสถานีตำรวจในแต่ละพื้นที่เริ่มนำคิวอาร์โค้ดไปประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชนเพื่อเพิ่มช่องทางในการแจ้งเหตุ นอกเหนือจากการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายทางโทรศัพท์ ทั้งนี้จากข้อมูลสถิติเรื่องแจ้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเดือนกรกฎาคม 2567 พบว่ามีประชาชนแจ้งเรื่องเข้ามาแล้วมากกว่า 113,000 เรื่อง และดำเนินการแก้ไขเสร็จสิ้นมากกว่า 92,000 เรื่อง หรือคิดเป็น 80% สำหรับตัวอย่างของการแจ้งปัญหา เช่น มีรถสองแถวจอดกีดขวางทางจราจรสาธารณะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้รับเรื่องแจ้งและดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้รถสองแถวเคลื่อนย้ายรถไม่ให้กีดขวางได้อย่างรวดเร็ว”
Traffy Fondue นับเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้การแจ้งปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องง่าย แจ้งจบได้ภายในนาทีเดียว ช่วยประหยัดเวลา และติดตามการแก้ปัญหาได้สะดวก อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สำหรับหน่วยงานที่สนใจสามารถนำ Traffy Fondue ไปประยุกต์ใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ศูนย์ข้อมูล Traffy Fondue หรือ https://info.traffy.in.th
มาร่วมพลิกโฉมสังคมไทยสู่สังคม ‘เมืองอัจฉริยะ’ ด้วย ‘แพลตฟอร์ม Traffy Fondue’
เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ออกแบบกราฟิกโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
‘NomadML’ แพลตฟอร์มเทรน AI เทรนง่าย ไม่ต้องเขียนโคด
เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะด้าน computer vision หรือการประมวลผลภาพเพื่อแยกประเภทวัตถุ ตรวจจับตำแหน่ง หรือระบุพื้นที่ภายในภาพ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตาว่าจะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในอนาคต เพราะเทคโนโลยีนี้นอกจากจะช่วยลดเวลาการตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้แล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา NomadML (โนแมดเอ็มแอล) แพลตฟอร์มผลิตโมเดล AI ฟังก์ชัน computer vision ในรูปแบบใช้งานง่าย วิธีเทรนไม่ซับซ้อน ที่สำคัญไม่ต้องเขียนโคด เหมาะทั้งการใช้ทดสอบระบบหรือ Proof of Concept (PoC) และการผลิตโมเดล AI เพื่อใช้งานจริง โดยแพลตฟอร์มนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก AI for Thai Platform และโครงการยกระดับแพลตฟอร์มการบริหารจัดการข้อมูลทางการแพทย์ภายใต้ Medical AI Consortium
[caption id="attachment_60791" align="aligncenter" width="750"] ดร.ธีศิษฏ์ ลีลาสวัสดิ์สุข นักวิจัยทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.ธีศิษฏ์ ลีลาสวัสดิ์สุข นักวิจัยทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน เนคเทค สวทช. อธิบายว่า NomadML เป็นแพลตฟอร์มสำหรับผลิตโมเดล AI ด้าน computer vision ที่ใช้งานได้ง่ายแค่เพียงทำ 3 ขั้นตอน ขั้นแรกคือการนำชุดข้อมูลภาพที่ผ่านการคัดประเภทแล้วเข้าสู่ระบบ ขั้นที่สองปรับแต่งฟังก์ชันหรือพารามิเตอร์ (parameter) สำหรับประมวลผล หรือเลือกใช้ NomadML-Auto ฟังก์ชันปรับแต่งอัตโนมัติที่ออกแบบให้มีความแม่นยำสูงในการปรับแต่งพารามิเตอร์เสมือนผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ปรับแต่งให้ โดยหลังจากเลือกปรับแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่มเริ่มเทรนโมเดล เมื่อระบบประมวลผลสร้างโมเดล AI เสร็จแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายให้ผู้ใช้งานตรวจสอบความแม่นยำของโมเดลว่าวิเคราะห์ได้มีประสิทธิภาพเพียงไร หากผลเป็นที่พึงพอใจ ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดโมเดลไปใช้งานจริงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสามารถเขียนซอฟต์แวร์เรียกใช้งานโมเดลตามตัวอย่างที่ทีมวิจัยเตรียมไว้ให้และต่อยอดนำโมเดลไปใช้งานบนอุปกรณ์อื่น ๆ ได้
“NomadML ผ่านการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมถึงลดการใช้เวลาและงบประมาณในการพัฒนาระบบ ซึ่งเดิมต้องใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นผู้ที่สนใจใช้งานแพลตฟอร์มนี้แต่ไม่มีพื้นฐานด้านการเทรนโมเดล AI มาก่อนก็สามารถเรียนรู้วิธีการใช้งานด้วยตัวเองจากคู่มือที่ทีมวิจัยจัดเตรียมไว้ให้ได้ ส่วนทางด้านโปรแกรมเมอร์ วิศวกรซอฟต์แวร์ หรือ SI (system integrator) NomadML จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการลดเวลาการทำงาน ทำให้มีเวลาทำ PoC หลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น และได้โมเดล AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานในเวลาอันรวดเร็ว
“ทั้งนี้ผู้ใช้งาน NomadML ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล เพราะระบบผ่านการออกแบบด้านการรักษาความปลอดภัยในรูปแบบ SSO (Single-Sign-On) หรือการต้อง log in เข้าสู่ระบบก่อนใช้งานเสมอ โดยผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นได้ การดึงข้อมูลของผู้ใช้งานจากเครื่องแม่ข่ายมาแสดงผลจะเป็นรูปแบบ API (Application Programming Interfaces) ที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ SSO ทุกครั้งที่ขออนุญาตเข้าถึงข้อมูล ดังนั้นระบบจึงมีความปลอดภัยสูง”
ปัจจุบัน NomadML เริ่มมีการทดลองใช้งานแล้วในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนเหล็ก เป็นการใช้โมเดล AI เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้าว่ามีตำหนิประเภทต่าง ๆ หรือไม่ อาทิ รอยขีดข่วน การพ่นสีที่ไม่สม่ำเสมอ อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง คือโมเดล AI เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้าว่าขนาดและรูปทรงตรงตามที่กำหนดหรือไม่ ส่วนทางด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ ทีมวิจัยเคยทดสอบกับฐานข้อมูลแบบเปิด (open source dataset) เช่น การวิเคราะห์ฟิล์มรังสีเอกซ์ เพื่อจำแนกโรคโควิด-19 วัณโรค และปอดอักเสบ หรือประมวลผลภาพถ่ายรูม่านตาเพื่อวิเคราะห์การเป็นโรคต้อชนิดต่าง ๆ เช่น ต้อหิน ต้อลม
ดร.ธีศิษฏ์ เล่าต่อว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์ม NomadML เปิดให้ทดสอบใช้งานระบบแล้ว ผู้ที่สนใจใช้บริการได้ที่ www.nomadml.in.th โดยหลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบระบบ ทีมวิจัยจะเปิดให้ใช้งาน 2 รูปแบบ คือ แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลทั่วไป และแบบสมาชิกที่จะมีการเรียกเก็บค่าบริการรายปี โดยสิ่งที่สมาชิกจะได้รับคือพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลในระบบ และระยะเวลาในการทำงานสูงสุดต่องานมากกว่าบุคคลทั่วไป รวมถึงไม่ต้องรอคิวในการใช้งานระบบร่วมกับผู้ใช้งานทั่วไปด้วย
“ส่วนทางด้านการพัฒนา NomadML ต่อไปในอนาคต ทีมวิจัยมีแผนที่จะอัปเดตประสิทธิภาพระบบ parameter setting อย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบผู้ใช้งานเป็นผู้ปรับแต่งเอง และแบบฟังก์ชัน NomadML-Auto นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเชื่อมต่อแพลตฟอร์มกับเทคโนโลยี High-Performance Computing (HPC) หรือ Cloud GPU เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการประมวลผล”
NomadML เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญภายใต้โพรเจกต์ AI Thailand หรือโพรเจกต์ที่มุ่งสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี AI ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับการเรียนรู้ การทำงาน การสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือการยกระดับคุณภาพของคนไทย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ได้ที่ www.nomadml.in.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สานพลังพิชิต ฝ่าวิกฤตโรคใบด่างมันสำปะหลัง
ประเทศไทยผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปมากเป็นอันดับต้นของโลก โดยในปี 2564 กรมการค้าต่างประเทศรายงานว่าประเทศไทยส่งออกมันสำปะหลังแปรรูปเป็นมูลค่ารวมสูงกว่า 1.23 แสนล้านบาท แต่ทว่าหลังจากช่วงปี 2562 ที่ไทยเริ่มพบรอยโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) และประกาศการระบาดอย่างเป็นทางการในปี 2565 อุตสาหกรรมมันสำปะหลังกลับต้องเผชิญกับความสั่นคลอนจากการขาดแคลนวัตถุดิบเรื่อยมา เพราะโรค CMD นอกจากจะทำให้หัวมันแคระแกร็นและคุณภาพผลผลิตตกต่ำแล้ว ยังเป็นโรคที่แพร่ระบาดได้ง่าย รวดเร็ว แต่ยับยั้งการแพร่ระบาดยากเพราะมีแมลงหวี่ขาวเป็นตัวกระจายโรค พื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่ของไทยจึงกลายไปเป็นพื้นที่สีแดงหรือพื้นที่ที่ต้องเผชิญปัญหาโรค CMD ระบาดภายในระยะเวลาเพียง 2-3 ปี
อย่างไรก็ตามท่ามกลางวิกฤตใหญ่ที่ทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ยังมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงเกษตรกรผู้เพาะปลูกมันสำปะหลังที่เลือกยืนหยัดหาแนวทางฝ่าฟันวิกฤตนี้ เพราะพวกเขาเชื่อว่า ‘การสู้ไปด้วยกันจะนำไปสู่การผ่านพ้นวิกฤตได้’
[caption id="attachment_60352" align="aligncenter" width="650"] ลักษณะต้นมันสำปะหลังติดโรค CMD[/caption]
[caption id="attachment_60353" align="aligncenter" width="650"] ลักษณะต้นมันสำปะหลังติดโรค CMD[/caption]
ปัญหาเกิด ‘ตัวกลางเร่งขยับ’
[caption id="attachment_60344" align="aligncenter" width="650"] ชวินทร์ ปลื้มเจริญ นักวิชาการ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช.[/caption]
ชวินทร์ ปลื้มเจริญ นักวิชาการ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล่าว่า นับตั้งแต่เริ่มพบโรค CMD ในประเทศไทยเมื่อปี 2562 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มรกต ตันติเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโสของ สท. ณ ขณะนั้น ได้มอบแนวทางให้บุคลากร สท. สร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ และผสานการนำเทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรคที่นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. พัฒนาไว้มาช่วยรับมือกับปัญหานี้ทันที ในปีนั้น สท. จึงได้ร่วมกับไบโอเทคจัดการประชุมเพื่อสร้างความตระหนักถึงโรคนี้ให้ภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดย สท. ได้เชิญนักวิชาการด้านการเกษตรจากหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคใบด่างมันสำปะหลัง ส่วนนักวิจัยไบโอเทคได้นำเสนอเทคโนโลยีรับมือกับการระบาดของโรคทั้งในส่วนเทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคและอุปกรณ์ตรวจโรค
“ผลจากการประชุมครั้งนั้นก่อให้เกิดความร่วมมือครั้งใหญ่กับภาคเอกชน คือ กลุ่มพูลผล โดยบริษัทพูลอุดม จำกัด กลุ่มธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลายรูปแบบ ในการนำร่องสร้างกระบวนการรับมือโรค CMD อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยผู้บริหารของบริษัทมีวิสัยทัศน์ว่าโรค CMD ไม่น่าใช่ปัญหาเล็ก และมีแนวโน้มจะลุกลามไปเป็นวิกฤตการณ์โรคระบาดใหญ่ได้ในไม่ช้า ซึ่งผลจากการเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ ของบริษัท ทำให้ขณะนี้บริษัทมีเทคโนโลยี ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และความเข้มแข็งด้านองค์ความรู้ สำหรับสร้างระบบการผลิตขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น และใช้ประคับประคองเกษตรกรพันธมิตรของบริษัทกว่า 2,000 ครัวเรือน ไม่ให้ล้มพับในวันที่พื้นที่เพาะปลูกหลายแสนไร่ทั่วประเทศกลายเป็นพื้นที่สีแดงอย่างทุกวันนี้ได้”
หลังจากบริษัทพูลอุดมฯ รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากไบโอเทคในปี 2563 บทบาทของนักวิชาการจาก สท. ได้ขยับปรับเปลี่ยนจากการเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงเพื่อสร้างความตระหนัก มาเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งที่จะช่วยยับยั้งการระบาดของโรค CMD เพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ปลอดโรคเอาไว้ให้ได้นานที่สุด จนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญมาช่วยพลิกสถานการณ์นี้
ชวินทร์ เล่าว่า ตั้งแต่วันแรกที่บริษัทพูลอุดมฯ และนักวิจัยจากไบโอเทค สวทช. ตัดสินใจดำเนินงานร่วมกัน นักวิชาการจาก สท. ยังคงทำหน้าที่ช่วยประสานการดำเนินงานเสมอมา นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ที่ช่วยเชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิจัย และเกษตรกรด้วย เพราะตระหนักดีว่าโรค CMD ไม่ใช่ปัญหาเล็กที่จะแก้ไขได้ด้วยใครเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นปัญหาระดับประเทศที่ต้องการกำลังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ดังนั้น สท. จะไม่หยุดหมุนเฟืองจนกว่าประเทศไทยจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ได้
เทคโนโลยีรักษาพื้นที่สีเขียว ‘เอาน้ำดีไล่น้ำเสีย’
[caption id="attachment_60341" align="aligncenter" width="650"] ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. เล่าต่อในมุมไบโอเทคว่า เดิมทีก่อนจะพบการระบาดโรค CMD ในประเทศไทย นักวิจัยไบโอเทคนำโดย ดร.ธราธร ทีรฆฐิติ หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ได้พัฒนาเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมันสำปะหลังพันธุ์เศรษฐกิจของไทยไว้ก่อนแล้วด้วย 2 เหตุผลหลัก คือ การอนุรักษ์ต้นพันธุ์แท้ปลอดโรค และการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤตที่อาจทำให้ขาดแคลนต้นพันธุ์ เช่น เกิดเหตุโรคระบาด เกิดภัยธรรมชาติ
[caption id="attachment_60342" align="aligncenter" width="650"] ต้นอ่อนมันสำปะหลัง[/caption]
“ในตอนนั้นช่วงปี 2563 หลังจากตัวแทนจากบริษัทพูลอุดมฯ แสดงความสนใจที่จะรับถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรค ดร.ธราธร และทีมได้ดำเนินการถ่ายทอดวิธีการผลิตต้นพันธุ์ด้วยกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อทันที พร้อมช่วยดูแลการพัฒนาห้องปฏิบัติการภายในโรงงานของบริษัท และช่วยเป็นพี่เลี้ยงด้านการปรับปรุงกระบวนการอนุบาลและเพาะปลูก จนบริษัทสามารถผลิตและส่งต่อท่อนพันธุ์ให้เกษตรกรใช้ปลูกจริงได้แล้ว ซึ่งในตอนนั้นทีมวิจัยได้ช่วยผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคเพื่อเป็นต้นแม่พันธุ์ให้บริษัทนำไปใช้ขยายพันธุ์ต่อ รวมแล้วมากกว่า 20,000 ต้น
[caption id="attachment_60351" align="aligncenter" width="650"] ดร.ธราธร ทีรฆฐิติ หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
“นอกจากเทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์แล้ว อีกหนึ่งตัวอย่างเทคโนโลยีสำคัญที่ไบโอเทคนำไปช่วยเหลือ คือ ชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบ strip test เทคโนโลยีตรวจโรค CMD ที่ ดร.ชาญณรงค์ ศรีภิบาล ทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช. และทีมพัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรเข้าถึงอุปกรณ์การตรวจที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาจับต้องได้ ที่สำคัญวิธีการตรวจง่าย เกษตรกรตรวจได้ด้วยตัวเองภายในพื้นที่เพาะปลูก ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกษตรกรตรวจโรคได้บ่อยครั้งขึ้นและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่พบในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที”
[caption id="attachment_60343" align="aligncenter" width="650"] ดร.ชาญณรงค์ ศรีภิบาล ทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
[caption id="attachment_60354" align="aligncenter" width="650"] ชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบ strip test[/caption]
นอกจากการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการพัฒนาต้นพันธุ์ปลอดโรคเพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวเอาไว้ให้ได้นานที่สุด นักวิจัยไบโอเทคยังมองไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีฐานเพื่อรองรับการล้างพื้นที่สีแดงแบบเอาน้ำดีไล่น้ำเสียในอนาคตด้วย
ดร.ยี่โถ เล่าว่า จนถึงปัจจุบันทีมวิจัยยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการแก้ปัญหาโรค CMD และการเติบโตของอุตสาหกรรมไทยมาอยู่ตลอด โดยทีมได้พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมันสำปะหลังด้วยเทคนิคไบโอรีแอกเตอร์ (bioreactor) แบบกึ่งจมจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะเทคโนโลยีนี้แม้จะต้องลงทุนสูงในช่วงเริ่มต้น แต่ด้วยความรวดเร็วในการขยายต้นพันธุ์ปลอดโรคจะทำให้ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานพันธมิตรที่มีห้องปฏิบัติการสามารถขยายต้นพันธุ์กลุ่มทนทานโรค CMD และต้านทานโรค CMD พันธุ์ต่าง ๆ (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2567 มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยสามารถพัฒนาพันธุ์ต้านทานโรค CMD ได้แล้ว 3 พันธุ์ อยู่ในช่วงวางแผนเตรียมการขยายพันธุ์) ในระดับหลักแสนหรือกระทั่งหลักล้านต้นได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งนั่นจะเป็นจุดเปลี่ยนที่เราสามารถช่วยกันเอาน้ำดีไล่น้ำเสีย คืนพื้นที่ทั่วประเทศให้กลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวอีกครั้ง และทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลตอบแทนคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว
[caption id="attachment_60340" align="aligncenter" width="650"] กระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยเทคนิคไบโอรีแอกเตอร์ (bioreactor) แบบกึ่งจม[/caption]
“อีกหนึ่งเทคโนโลยีการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและไบโอเทคกำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย คือ การพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในระบบ somatic embryogenesis หรือการโคลนนิง (cloning) พืชผ่านเซลล์แคลลัส ควบคู่กับการพัฒนากระบวนการ genetic transformation หรือการส่งถ่ายยีนเข้าสู่เซลล์เพื่อปรับแต่งรหัสพันธุกรรมของพืช โดยในกรณีมันสำปะหลัง สามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อพัฒนาพันธุ์ให้มีลักษณะตามวัตถุประสงค์การใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน เช่น ต้านทานโรค ต้นพันธุ์ให้แป้งสูง ต้นพันธุ์ที่เหมาะแก่การผลิตเอทานอล หรืออื่น ๆ เพื่อช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคตได้”
‘ความยั่งยืน’ โจทย์ที่เอกชนใส่ใจ
[caption id="attachment_60339" align="aligncenter" width="650"] เพ็ญนภา บานเย็น ผู้จัดการโครงการวิจัยเกษตร บริษัทพูลอุดม จำกัด[/caption]
เพ็ญนภา บานเย็น ผู้จัดการโครงการวิจัยเกษตร บริษัทพูลอุดม จำกัด เล่าต่อในมุมภาคเอกชนว่า ตลอดการทำงานที่ผ่านมานโยบายของบริษัทที่ผู้บริหารวางเป็นแนวทางในการทำงานให้แก่พนักงานมาตลอดคือความยั่งยืน ซึ่งความยั่งยืนนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ผลลัพธ์ (impact value chain) เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง จากนโยบายนั้นทำให้ทันทีที่ผู้บริหารทราบข่าวการเข้ามาของโรค CMD ก็ตัดสินใจลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับช่วยประคับประคองทุกภาคส่วนในสายการผลิตของบริษัทให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกันทันที
“นับตั้งแต่ปี 2563 ที่ทีมวิจัยไบโอเทคได้ช่วยเป็นพี่เลี้ยงบริษัทในด้านการพัฒนากระบวนการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค ในโครงการกระจายพันธุ์ต้านทานโรคให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบันบริษัทสามารถผลิตต้นพันธุ์สะอาดเฉลี่ย 15,000-20,000 ต้น/เดือน เพื่อจัดส่งให้เกษตรกรพาร์ตเนอร์ใช้ปลูกได้แล้ว นอกจากนี้บริษัทยังกำลังร่วมดำเนินการผลิตต้นพันธุ์ต้านทานโรคภายใต้โครงการกระจายพันธุ์ต้านทานโรคของบริษัทสยามควอลิตี้สตาร์ช จำกัด เพื่อส่งมอบให้เกษตรกรในจังหวัดชัยภูมิใช้ปลูกเพื่อผลิตมันสำปะหลังคุณภาพหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมด้วย โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลิตให้ได้มากกว่า 400,000 ต้น ทั้งนี้ต้องขอขอบพระคุณผู้ให้การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทีมวิจัยไบโอเทคและนักวิชาการจาก สท. สวทช. ที่สนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของบริษัทเสมอมา
“ภายหลังจากการช่วยเหลือเกษตรกรในบริเวณพื้นที่ตั้งของโรงงานประสบความสำเร็จแล้ว บริษัทยังมีแผนจะพัฒนากระบวนการผลิตต่อเพื่อผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรคได้มากขึ้น และกระจายไปยังเกษตรกรในพื้นที่อื่น ๆ เพราะนอกจากบริษัทจะต้องพึ่งพิงผลผลิตจากพวกเขาแล้ว การที่เกษตรกรเหล่านั้นผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกันกับบริษัทได้ ก็เป็นสัญญาณอันดีว่าอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะกลับมามั่นคงได้อีกครั้ง”
[caption id="attachment_60329" align="aligncenter" width="650"] เกรียงศักดิ์ แจ้งเสถียรสุข ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าเกษตร บริษัทพูลอุดม จำกัด (คนที่ 6 จากซ้ายมือ) และทีมงานผู้ผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค[/caption]
เกรียงศักดิ์ แจ้งเสถียรสุข ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าเกษตร บริษัทพูลอุดม จำกัด เสริมว่า ที่ผ่านมากลุ่มบริษัทฯ ได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรในบริเวณพื้นที่ตั้งของโรงงานทั้งในจังหวัดชัยภูมิและบุรีรัมย์ในรูปแบบพาร์ตเนอร์ที่ดูแลซึ่งกันและกันมาโดยตลอด โดยได้สนับสนุนต้นพันธุ์สะอาดทั้งพันธุ์ทนทานและพันธุ์ต้านทานให้แก่เกษตรกร มีทีมงานให้ความรู้ในการเรื่องการคัดเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีเหมาะกับสภาพดินและน้ำ รวมถึงช่วยแนะนำวิธีการปลูกและดูแลอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองโรค CMD ในรูปแบบ strip test ที่ไบโอเทค สวทช. พัฒนาไปให้ความรู้ เพื่อช่วยเสริมความเข้มแข็งให้เกษตรกรเครือข่ายด้วย ทุกคนต่างดำเนินงานตามค่านิยมของกลุ่มบริษัทฯ ที่ว่า ‘ซื่อสัตย์ โปร่งใส ใส่ใจในทุกปัญหา สร้างความเชื่อมั่นและรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย’ ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในที่นี้ครอบคลุมทั้งเกษตรกร สังคม และสิ่งแวดล้อม
คำบอกเล่าของทั้ง 4 คน อาจไม่ใช่เสียงที่สะท้อนให้เห็นภาพใหญ่ของวิกฤตโรค CMD ระบาดหนักในประเทศไทยได้ แต่คำบอกเล่าเหล่านี้จะช่วยฉายภาพให้เห็นว่าการที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตัดสินใจร่วมมือฝ่าฟันปัญหาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คือหนทางที่นำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานชีวภาพซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทยอย่างยั่งยืนได้
ด้วยความระลึกถึง ดร.ธราธร ทีรฆฐิติ และ ดร.ชาญณรงค์ ศรีภิบาล ผู้อุทิศทั้งกำลังกายและใจช่วยเหลือประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตโรค CMD จนวาระสุดท้ายของชีวิต
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย สวทช. และบริษัทพูลอุดม จำกัด
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ล้ำไปอีก ! “SEESOLAR” โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร ลดรังสียูวี-กระจายแสงดี-สะท้อนความร้อน พืชไม่ถูกแดดเผา เราได้ไฟฟ้าใช้
โซลาร์เซลล์เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารอย่างเช่นทุกวันนี้ จากเดิมมีการใช้โซลาร์เซลล์ใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ปัจจุบันล้ำไปอีกขั้นเมื่อนักวิจัยพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชด้วยนวัตกรรมลดรังสียูวี กระจายแสงดี และสะท้อนรังสีความร้อน เหมาะสำหรับติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือนหรือแปลงเกษตร ช่วยปกป้องพืชผักไม่ให้ถูกแดดเผาและยังให้ผลผลิตคุณภาพดี ส่วนเกษตรกรได้ผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงเรือน
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาแผงโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร หรือ AgriPV (Agricultural photovoltaics) ที่มีสมบัติกึ่งส่องผ่านแสง สามารถคัดกรองรังสีอัลตราไวโอเลตหรือยูวี (UV) สะท้อนรังสีอินฟราเรด และมีการกระจายแสงที่ดี เหมาะสำหรับติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือน หรือประยุกต์ใช้ในพื้นที่ทำการเกษตร ได้ทั้งผลิตกระแสไฟฟ้าและช่วยเพิ่มผลผลิตจากการเพาะปลูก สร้างความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
[caption id="attachment_60027" align="aligncenter" width="750"] ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช.[/caption]
ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ หลายพื้นที่เกิดความแห้งแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร เกิดโรคระบาดและศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ผลผลิตต่อพื้นที่ลดลงและคุณภาพของอาหารแย่ลง ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน โดยที่ผ่านมาพบว่าในสภาวะที่อากาศร้อนจัด พืชผักจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี ผลผลิตต่ำ และมีราคาสูงขึ้นถึง 40% ทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้คือการปลูกพืชในโรงเรือนที่ควบคุมสภาพอากาศให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดได้ และยังเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศภายนอกโรงเรือน
[caption id="attachment_60028" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR ที่พัฒนาโดยนักวิจัย ENTEC สวทช.[/caption]
ปัจจุบันการประยุกต์ใช้ระบบแผงโซลาร์เซลล์ร่วมกับภาคการเกษตรไว้ในพื้นที่เดียวกันหรือ Agrivoltaics มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถลดผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยที่ยังคงประสิทธิภาพผลผลิตและลดต้นทุนในกิจการด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนและมีแสงแดดจัดตลอดเกือบทั้งปี การปลูกพืชใต้แผงโซลาร์เซลล์แบบมาตรฐานทั่วไปที่ทึบแสงจะทำให้เกิดเงามืดบนบริเวณเพาะปลูก ส่วนการใช้แผงโซลาร์เซลล์แบบกึ่งส่องผ่านแสงที่มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์จะทำให้แสงและความร้อนผ่านแผงได้มาก
[caption id="attachment_60031" align="aligncenter" width="750"] SEESOLAR โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรที่มีจุดเด่นช่วยลดรังสียูวี กระจายแสงดี สะท้อนความร้อน และยอมให้แสงช่วง PAR ส่องผ่านได้สูง[/caption]
“รังสียูวีทำให้พืชออกดอกออกผลได้ไม่ดี ส่วนรังสีความร้อนก็ทำให้พืชเหี่ยวเฉา เป็นผลให้พืชชะงักการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ไม่ดี ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาแผงโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรแบบใหม่ เรียกว่า SEESOLAR (ซีโซลาร์) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นตรงที่ให้แสงส่องผ่านแผงโซลาร์เซลล์ได้ ทำให้พืชได้รับแสงในปริมาณที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต และจุดเด่นที่สำคัญของ SEESOLAR คือมีชั้นฟิล์มคัดกรองรังสียูวี ทำให้รังสียูวีส่องผ่านได้เพียง 17.5% เมื่อเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์กึ่งส่องผ่านแสงทั่วไปที่มีค่าการผ่านแสงรังสียูวีถึง 45.5% นอกจากนี้ฟิล์มยังมีสมบัติการกระจายแสงที่ดี ทำให้พืชเจริญเติบโตได้สม่ำเสมอ และสะท้อนรังสีความร้อนได้ 12% เปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์กึ่งส่องผ่านแสงทั่วไปที่สะท้อนได้เพียง 6% จึงช่วยลดอุณหภูมิภายใต้โรงเรือนเกษตรหรืออาคาร อีกทั้งยังยอมให้แสงช่วง Photosynthetically Active Radiation (PAR) ส่องผ่านได้สูง ซึ่งมีเป็นช่วงแสงที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้เราเพาะปลูกพืชควบคู่ไปกับการผลิตไฟฟ้าได้” ดร.ทวีวัฒน์ อธิบาย
[caption id="attachment_60032" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR ที่พัฒนาโดยนักวิจัย ENTEC สวทช.[/caption]
ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ทดลองปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR เปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์ชนิดอื่นและฟิล์มโรงเรือน พบว่าผักสลัดที่ปลูกใต้แผง SEESOLAR มีรสชาติหวาน กรอบ และมีความชุ่มน้ำ มีรสขมน้อยกว่า ผักสลัดที่ปลูกใต้แผงโซลาร์เซลล์ชนิดอื่นและฟิล์มโรงเรือน
นวัตกรรม SEESOLAR ใช้ได้กับทั้งแปลงปลูกพืชขนาดเล็กหรือโรงเรือนเพาะปลูกขนาดใหญ่โดยติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือน ส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้นำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือน เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้ได้กับฟาร์มปศุสัตว์ ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงอาคารบ้านเรือน เช่น ติดตั้งเป็นหลังคาโรงรถ กันสาด ป้องกันรังสียูวีและรังสีความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน
[caption id="attachment_60030" align="aligncenter" width="750"] ผลการทดลองปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR เปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์ชนิดอื่นและฟิล์มโรงเรือน[/caption]
“เมื่อเปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์อื่น ๆ SEESOLAR ของเรามีจุดเด่นคือสามารถคัดกรองรังสียูวีกระจายแสงดี และสะท้อนรังสีความร้อนได้ ให้แสงที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช เหมาะสำหรับใช้ในการเกษตร มีความแข็งแรงและน้ำหนักเท่ากับแผงมาตรฐานทั่วไป แล้วก็ผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการเพาะปลูก โดยปัจจุบันตลาดโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยมีมูลค่าของแผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 3.9 พันล้านบาท ซึ่งเราคาดว่าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 5% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 245 ล้านบาทภายในปี 2028” ดร.ทวีวัฒน์ กล่าว
[caption id="attachment_60029" align="aligncenter" width="750"] SEESOLAR เหมาะสำหรับติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือนเพาะปลูก ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงเรือน[/caption]
ทั้งนี้ นักวิจัยได้ยื่นจดสิทธิบัตรแผงเซลล์แสงอาทิตย์กรองรังสีอัลตราไวโอเลตและสะท้อนรังสีอินฟราเรดแบบใกล้เพื่อติดตั้งบนหลังคาโรงเรือนแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบมาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์และทดสอบการประยุกต์ใช้งานกับโรงเรือนปลูกพืช
ผู้สนใจร่วมวิจัยพัฒนาหรือรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ติดต่อได้ที่ ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2717 หรืออีเมล taweewat.kra@entec.or.th
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ENTEC สวทช.
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
แกะกล่องงานวิจัย : ‘บอทโรคข้าว’ แชตบอตให้บริการวินิจฉัยโรคด้วย AI ยับยั้งปัญหาอย่างทันท่วงที ให้บริการฟรีผ่านแอปพลิเคชันไลน์
📌 1) เกี่ยวกับอะไร ?
วันที่ 12 สิงหาคม นอกจากจะเป็นวันแม่แห่งชาติแล้ว ยังเป็นวันเริ่มต้นทำนาแบบนาปีของคนไทย ดังคำที่ว่า 'ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ' (12 สิงหาคม - 5 ธันวาคม ระยะเวลาประมาณ 120 วัน สอดคล้องกับระยะเวลาการโตของต้นข้าว) เพราะช่วงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่มีน้ำฝนตามธรรมชาติมาให้ชาวนาได้ใช้ในการเพาะปลูกข้าวเพื่อลดการพึ่งพิงระบบชลประทาน
โดยหากขณะทำนา เกษตรกรบังเอิญพบเจอความผิดปกติของต้นข้าว สวทช. ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนา 'บอทโรคข้าว (Rice Disease Bot)' แชตบอตบริการวินิจฉัยโรคข้าวด้วย AI ไว้แล้ว เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกด้าน #การตรวจสอบโรคข้าว #พร้อมให้คำแนะนำวิธีรับมือที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที แก่เกษตรกร การใช้งานบอทโรคข้าวทำได้ง่ายเหมือนแชตไลน์คุยกับเพื่อน ที่สำคัญใช้งานฟรี 24 ชั่วโมง
📌 2) ดีอย่างไร ?
‘บอทโรคข้าว’ ผ่านการออกแบบให้ใช้งานง่ายผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเกษตรส่วนใหญ่ต่างใช้งานจนคุ้นเคยเป็นทุนเดิม วิธีใช้งานคือ เมื่อเกษตรกรพบเห็นความผิดปกติของต้นข้าวในแปลงนา ให้ถ่ายรูปรอยโรคแล้วส่งรูปเข้าหน้าแชต จากนั้นระบบจะวินิจฉัยโรคด้วย AI แล้วตอบผลการวิเคราะห์พร้อมให้คำแนะนำในการควบคุมโรคภายใน 3-5 วินาที ช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบโรค นอกจากนี้ระบบยังใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยให้เกษตรกรมีความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น
📌 3) ตอบโจทย์อะไร ?
การที่เกษตรกรเข้าถึงเครื่องมือวินิจฉัยโรคข้าวที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยยับยั้งการลุกลามของโรคระบาดในพื้นที่และในภาพรวมของประเทศได้อย่างทันการณ์ ช่วยพลิกสถานการณ์จาก 'ทำมากแต่ได้น้อย' สู่ 'ทำน้อยแต่ได้มาก'
นอกจากนี้การที่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีออกแบบแชตบอตโดยคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นเกษตรกรตั้งแต่ต้น ทำให้เทคโนโลยีนี้มีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นสัญญาณดีของการที่ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญในประเด็น digital inclusion หรือการที่คนไทยทุกคนควรเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้นด้วย
📌 4) สถานะของเทคโนโลยี ?
ให้บริการเทคโนโลยีแล้ว เข้าร่วมกลุ่มแชตบอตได้ผ่านการสแกนเพื่อแอดไลน์
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : ‘บอทโรคข้าว’ แชตบอตวินิจฉัยโรคเพื่อยับยั้งปัญหาอย่างทันท่วงที
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
เกษตรกรกดไลก์ ! นักวิจัยส่ง “DAPBot” แพลตฟอร์มช่วยปราบศัตรูพืชผ่านไลน์ คู่คิดติดปลายนิ้วคนเกษตร
นักวิจัย สวทช. พัฒนา “DAPBot” แพลตฟอร์มสุดปัง ช่วยจำแนกศัตรูพืช วินิจฉัยโรคพืช พร้อมแนะนำการใช้ชีวภัณฑ์ที่ถูกต้องและถูกเวลา รวมทั้งยังชี้เป้าแหล่งจำหน่ายชีวภัณฑ์คุณภาพดีจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือได้ ทำให้ปราบศัตรูพืชได้อยู่หมัด ส่วนวิธีใช้งานก็ง่ายมากเพียงแอดไลน์ @dapbot เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยตอบทุกปัญหาการเพาะปลูกภายใน 24 ชั่วโมง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการจำแนกศัตรูพืชและการเข้าถึงชีวภัณฑ์เกษตรในรูปแบบ Line Official หรือ DAPBot (แดปบอท) ให้เป็นผู้ช่วยเกษตรกรจำแนกแมลงศัตรูพืช วินิจฉัยโรคพืช และเข้าถึงแหล่งชีวภัณฑ์เกษตรที่น่าเชื่อถือได้ง่าย พร้อมทั้งแนะนำวิธีใช้ชีวภัณฑ์อย่างถูกต้องให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวภัณฑ์ทางการเกษตรทดแทนการใช้สารเคมี ยกระดับการผลิตสู่เกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน
[caption id="attachment_59454" align="aligncenter" width="750"] น.ส.เชษฐ์ธิดา ศรีสุขสาม ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
น.ส.เชษฐ์ธิดา ศรีสุขสาม ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่าจากประสบการณ์การวิจัยและทดสอบใช้ชีวภัณฑ์ในแปลงเกษตรร่วมกับเกษตรกรหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยมากว่า 10 ปี พบว่าอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการยอมรับและการใช้ชีวภัณฑ์ของเกษตรกรคือการเข้าถึงชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เนื่องจากแหล่งจำหน่ายมีอยู่จำกัด เกษตรกรไม่ทราบแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือ ไม่มั่นใจในการสั่งซื้อออนไลน์ หรือซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ผล ทั้งที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานหรือใช้งานไม่ถูกวิธี อีกปัญหาหนึ่งคือเกษตรกรมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคและแมลงศัตรูพืช เช่น เข้าใจผิดว่าปัญหาในแปลงเกิดจากแมลงศัตรูพืช แต่จริง ๆ แล้วเกิดจากโรคพืช เชื้อรา หรือสาเหตุอื่น รวมถึงไม่รู้จักแมลงศัตรูพืชบางชนิด ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ใช้ชีวภัณฑ์ไม่ถูกศัตรูพืช ใช้แล้วไม่ได้ผลตามที่ต้องการ จึงขาดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และไม่กล้าใช้ต่อไป
“ทีมวิจัยพัฒนา DAPBot ขึ้นเพื่อเชื่อมต่อ 3 หัวใจหลักให้ถึงกัน คือ เกษตรกร นักวิชาการ และผู้ผลิตชีวภัณฑ์ ซึ่งจะต้องเป็นระบบที่เกษตรกรใช้งานได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ราคาแพงหรือต้องเรียนรู้ระบบแอปพลิเคชันใหม่ ๆ จึงออกมาเป็นรูปแบบไลน์ ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยอยู่แล้ว เกษตรกรที่เพิ่ม DAPBot เป็นเพื่อนในไลน์ก็จะเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวในการวินิจฉัยโรคและแมลง พร้อมแนะนำวิธีแก้ปัญหาหรือวิธีใช้ชีวภัณฑ์ที่ถูกต้อง เช่น ใช้ชีวภัณฑ์ชนิดใด ปริมาณเท่าไหร่ ในช่วงเวลาใด โดยเราได้รวบรวมผู้ผลิตชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานมาไว้ในระบบให้เกษตรกร คือ ผู้ผลิตที่เป็นมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. และผู้ประกอบการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร นอกจากนี้เกษตรกรยังตรวจสภาพอากาศได้ผ่านระบบ “DragonFly” จาก GISTDA เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใช้ชีวภัณฑ์ให้ได้ผลมากที่สุด”
เกษตรกรใช้งาน DAPBot ง่าย ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงแค่แอดไลน์ @dapbot และลงทะเบียนสมาชิก จากนั้นก็เริ่มต้นวินิจฉัยโรคและแมลงศัตรูพืชได้ทันที โดยถ่ายภาพหรือส่งภาพโรคหรือแมลงที่สงสัยเข้าไปในระบบและรอแอดมินตอบภายใน 5 นาที หรือไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยทีมแอดมินที่ดูแลระบบเป็นทีมวิจัยซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านโรคและแมลง และยังมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักวิชาการเกษตรช่วยตอบปัญหาของเกษตรกร ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น แต่ทุกปัญหาในแปลงเกษตรที่เกษตรกรมีข้อสงสัยก็สามารถถาม DAPBot ได้หมด เช่น ปัญหาเรื่องดิน น้ำ ปุ๋ย หรือสภาพอากาศ และในกรณีที่เกิดโรคแมลงศัตรูพืชระบาดหรือเกิดโรคอุบัติใหม่ในพื้นที่ใด จะมีการแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรในพื้นที่นั้นทันที
นอกจากใช้งานง่ายและพร้อมตอบทุกข้อสงสัยของเกษตรกรแล้ว DAPBot ยังเป็นระบบสื่อสารแบบ 1 : 1 คือระหว่างแอดมินกับเกษตรเท่านั้น ช่วยให้เกษตรกรค้นหาข้อมูลย้อนหลังได้ง่าย มีความเป็นส่วนตัวและไม่ถูกรบกวนจากข้อความอื่นเหมือนกรณีกลุ่มไลน์ ปัจจุบันทีมวิจัยได้เปิดให้ใช้บริการ DAPBot มาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม 2567) มีเกษตรกรลงทะเบียนใช้งานแล้วมากกว่า 1,000 คน เช่น กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในภาคตะวันออก กลุ่มเกษตรกร 5 จังหวัดในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักปลอดภัยจังหวัดราชบุรี
อย่างไรก็ตาม DAPBot ยังเป็นระบบที่ดูแลการตอบคำถามโดยทีมแอดมิน จึงอาจต้องใช้เวลาตอบหลายนาทีหรืออาจหลายชั่วโมง แต่ในอนาคตจะทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งทีมวิจัยกำลังพัฒนาโดยใช้ AI เข้ามาช่วยประมวลผลภาพถ่ายเพื่อวินิจฉัยโรคและแมลง และตอบกลับเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที รวมทั้งจะพัฒนาให้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเกษตรอื่นของ สวทช. เช่น ไลน์บอทโรคข้าวและบอทโรคสตรอว์เบอร์รี
[caption id="attachment_59459" align="aligncenter" width="666"] ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
“ทีมวิจัยมุ่งหวังให้ DAPBot เป็นคู่คิดติดปลายนิ้วของเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรได้เรียนรู้พัฒนาทักษะการสังเกตและจำแนกชนิดของศัตรูพืชทั้งโรคและแมลง ใช้ชีวภัณฑ์ได้ถูกศัตรูพืชและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เข้าถึงชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้ง่าย สามารถเลือกใช้ชีวภัณฑ์แทนสารเคมีได้สะดวก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการด้านชีวภัณฑ์เกษตรไทยได้ขยายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดทีมวิจัยอยากเห็นชีวภัณฑ์เกษตรค่อย ๆ เข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดสารเคมีมากขึ้น เกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์อย่างแพร่หลาย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พึ่งพาสารเคมีน้อยลง เสริมสร้างความเข้มแข็งการใช้ชีวภัณฑ์ในประเทศอย่างยั่งยืน และยกระดับเกษตรกรรมไทยเป็นเกษตรปลอดภัยตามนโยบาย BCG” เชษฐ์ธิดากล่าว
DAPBot พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ เกษตรกรและประชาชนทุกคนที่ปลูกพืชทุกชนิดสนใจใช้งานสามารถแอดไลน์ @dapbot และสำหรับผู้ประกอบการชีวภัณฑ์เกษตรที่สนใจอยากเข้าร่วมเป็นเครือข่ายสามารถติดต่อทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช. โทร. 0 2564 6700 ต่อ 3378, 3364 อีเมล ibct.biotec@gmail.com และเพจเฟซบุ๊ก : ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
แกะกล่องงานวิจัย : เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชชายเลนเพื่อการอนุรักษ์ระยะยาว
📌 1) เกี่ยวกับอะไร ?
วันที่ 26 กรกฎาคมของทุกปี คือ วันสากลของการอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชายเลนโลก (International day for the conservation of the mangrove ecosystem) หรือที่นิยมเรียกว่าวันป่าชายเลนโลก เป็นวันที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของป่าชายเลน ระบบนิเวศแนวเชื่อมต่อระหว่างทะเลกับแผ่นดินที่เป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แหล่งอาหาร แหล่งทำมาหากิน แหล่งกักเก็บคาร์บอน และยังเป็นแนวกำแพงช่วยลดความรุนแรงภัยพิบัติทางธรรมชาติ
เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชป่าชายเลน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พัฒนากระบวนการเก็บอนุรักษ์พันธุกรรมพืชป่าชายเลนไทยในสภาพปลอดเชื้อด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยเฟสแรกได้คัดเลือกพันธุ์พืชป่าชายเลนมาศึกษากระบวนการเพาะเลี้ยงแล้ว 16 ชนิด ประกอบด้วยหงอนไก่ใบเล็ก พังกา-ถั่วขาว พังกาหัวสุมดอกแดง ใบพาย โปรงขาว โปรงแดง ลำแพน หลุมพอทะเล โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ ตะบูนขาว ตะบูนดำ ถั่วขาว ถั่วดำ ฝาดดอกแดง และลำแพนหิน ซึ่งพืชเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ตามประกาศของ IUCN Red List ตั้งแต่ระดับต่ำจนถึงใกล้สูญพันธุ์
📌 2) ดีอย่างไร ?
พืชพรรณที่เติบโตในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนโดยเฉพาะพืชป่าชายเลนบางชนิดอนุรักษ์ในรูปแบบเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถมีชีวิตเมื่อผ่านกระบวนการลดความชื้นและจัดเก็บในสภาวะเยือกแข็ง (อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส)
การเก็บรักษาพันธุ์พืชป่าชายเลนด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์พืชกลุ่มนี้ในระยะยาว ซึ่งการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีนี้จะทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ ปลอดโรค และยังเพิ่มปริมาณได้รวดเร็วในพื้นที่จำกัดอีกด้วย
📌 3) ตอบโจทย์อะไร ?
หากการวิจัยประสบความสำเร็จด้วยดี จะใช้กรรมวิธีนี้ฟื้นคืนจำนวนต้นไม้ในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงสูญพันธุ์ และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้
📌 4) สถานะของเทคโนโลยี ?
กำลังพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยง
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย >> ไทยเดินหน้า “เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชชายเลน” มุ่งสนับสนุนการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ภัยเงียบ ! “เดคาบีดีอี” ใช้ประโยชน์เป็นสารหน่วงไฟ แต่พิษภัยอันตรายกว่าที่คิด
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มักจะมีการเติมสารหน่วงไฟ เช่น เดคาบีดีอี เพื่อชะลอการติดไฟของวัสดุ แต่เมื่อผลิตภัณฑ์เหล่านี้เสื่อมสภาพ หมดอายุการใช้งาน และกลายเป็นขยะ สารมลพิษบางชนิดรวมถึงเดคาบีดีอีที่แฝงตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ก็มีโอกาสเล็ดลอดสู่สิ่งแวดล้อมและเข้าสู่ร่างกายของเราโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผลกระทบจากสารเคมีแม้จะไม่ได้แสดงผลทันทีแต่เมื่อได้รับสะสมเป็นเวลานานและในปริมาณมากขึ้น อาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพเกินกว่าที่เราจะคาดคิด
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ดำเนินโครงการ “decaBDE สารมลพิษตกค้างยาวนานและการจัดการอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความตระหนักรวมถึงแนวทางป้องกันและหลีกเลี่ยงภัยอันตรายของสาร decaBDE ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)
[caption id="attachment_59169" align="aligncenter" width="469"] ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช. และผู้ดำเนินโครงการ “decaBDE สารมลพิษตกค้างยาวนานและการจัดการอย่างยั่งยืน” กล่าวว่า เดคาโบรโมไดฟีนิลอีเทอร์หรือเดคาบีดีอี (decabromodiphenyl ether: decaBDE) เป็นสารหน่วงไฟชนิดหนึ่งที่ถูกใช้มานานอย่างกว้างขวางในหลายผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติก เช่น จอโทรทัศน์แบบเก่า เคสเครื่องใช้ไฟฟ้า ปลอกสายไฟ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น ผ้าม่าน โซฟา เบาะรถยนต์ และอาจปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล เช่น ของเล่นเด็ก และวัสดุสัมผัสอาหาร
“หลายปีที่ผ่านมามีการตรวจพบ decaBDE ในร่างกายมนุษย์ ทั้งในเลือด น้ำนมแม่ น้ำอสุจิ และในสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิด นอกจากนี้ยังพบในอากาศและฝุ่นทั้งภายในและภายนอกอาคารบ้านเรือน โดยเฉพาะในบริเวณรอบ ๆ พื้นที่สำหรับจัดเก็บหรือถอดแยกชิ้นส่วนซากอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้เพราะ decaBDE สามารถเล็ดลอดสู่สิ่งแวดล้อมได้ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต การใช้ การกำจัดทิ้ง ไปจนถึงการรีไซเคิล ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ decaBDE สามารถกระจายตัวไปตามแหล่งน้ำ สะสมในดิน หรือแม้กระทั่งจับตัวกับอนุภาคในอากาศ ซึ่งทำให้เคลื่อนย้ายไปได้ไกลในสิ่งแวดล้อม จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมมีการตรวจพบ decaBDE ในพื้นที่ห่างไกลอย่างขั้วโลก ไม่เพียงเท่านี้ decaBDE ยังจับตัวกับไขมันได้ดีจึงสะสมและเพิ่มปริมาณในสิ่งมีชีวิตผ่านการกินกันเป็นทอด ๆ ในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งพบว่ามี decaBDE ปนเปื้อนอยู่ในอาหารหลายชนิด เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม และปลา”
[caption id="attachment_59175" align="aligncenter" width="750"] decaBDE สามารถกระจายตัวไปตามแหล่งน้ำ สะสมในดิน จับตัวกับอนุภาคในอากาศ ซึ่งทำให้เคลื่อนย้ายไปได้ไกลในสิ่งแวดล้อม[/caption]
เนื่องจากผลกระทบที่รุนแรงดังที่กล่าวมา decaBDE จึงถูกบรรจุเป็นหนึ่งในสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน หรือ สาร POPs (persistent organic pollutants) ในภาคผนวก A (สารที่ต้องเลิกใช้) ภายใต้อนุสัญญาสตอกโฮล์ม เมื่อปี พ.ศ. 2560 และอยู่ในทำเนียบสาร POPs ของประเทศไทยฉบับที่ 2 ร่วมกับสารมลพิษตกที่ค้างยาวนานอื่น ๆ รวม 15 ชนิด นอกจากนี้ decaBDE (ทั้งในรูปแบบสารเคมีเดี่ยวและสารผสม) ยังถูกควบคุมเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ในความรับผิดชอบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหากมีการนำเข้า ผลิต ส่งออก นำผ่าน และมีไว้ในครอบครองต้องขออนุญาตกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย
decaBDE อันตรายแค่ไหน ใครเสี่ยงบ้าง ?
ดร.ศิริกาญจน์ ให้ข้อมูลว่า จากผลการสำรวจในปี พ.ศ. 2562 พบว่าประเทศไทยมีการตกค้างของสาร decaBDE ในสิ่งทอที่ใช้งานอยู่ประมาณ 3 ล้านตัน และในเคสโทรทัศน์แบบหลอดรังสีแคโทดที่ผลิตก่อน พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) ทั้งที่ยังใช้อยู่และรอทิ้งประมาณ 500–820 ตัน
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับ decaBDE เข้าสู่ร่างกายคือผู้ที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนที่มี decaBDE โดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในโรงงานคัดแยกซากชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปหมุนเวียนหรือรีไซเคิล รวมถึงคนทั่วไปก็เสี่ยงได้รับ decaBDE ที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม
“decaBDE เข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากการหายใจ การสัมผัส การที่ฝุ่นเข้าปาก และการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน และยังส่งต่อจากแม่สู่ลูกผ่านทางสายสะดือและการให้นมบุตร ซึ่งในทารกและเด็กเล็กพบปริมาณ decaBDE ต่อน้ำหนักตัวสูงกว่าผู้ใหญ่ จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบมากกว่าด้วย เมื่อ decaBDE เข้าสู่ร่างกายจะเป็นพิษต่อระบบประสาท ส่งผลต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อและระดับสมดุลของฮอร์โมน ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้าลง ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ decaBDE ในร่างกายสามารถสลายตัวเป็นสารมลพิษอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น เช่น สารก่อมะเร็ง เป็นพิษต่อตับ ระบบสืบพันธุ์ และไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่ decaBDE ยังเป็นพิษต่อสัตว์และสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดในระบบนิเวศด้วย”
[caption id="attachment_59178" align="aligncenter" width="750"] decaBDE ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม สะสมและเพิ่มปริมาณในสิ่งมีชีวิตผ่านการกินกันเป็นทอด ๆ ในห่วงโซ่อาหาร[/caption]
เราจะลดความเสี่ยงจาก decaBDE ได้อย่างไร ?
ดร.ศิริกาญจน์ ให้คำแนะนำว่า ผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องสามารถลดความเสี่ยงจาก decaBDE และหมุนเวียนวัสดุได้อย่างปลอดภัยโดยการบ่งชี้และแยกแยะวัสดุและผลิตภัณฑ์ว่ามี decaBDE ผสมอยู่หรือไม่ สวมใส่ถุงมือและหน้ากากกันฝุ่นในระหว่างทำงาน รวมทั้งเรียนรู้และปฏิบัติตามแนวทางการจัดการที่เหมาะสมด้วยเทคนิคที่ดีที่สุดและแนวทางปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด หรือ BAT/BEP
สำหรับบุคคลทั่วไปควรหมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัย และจัดการขยะเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี โดยแยกจากขยะชนิดอื่นและนำไปทิ้งในจุดทิ้งขยะเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ทิ้งรวมกับขยะทั่วไป
[caption id="attachment_59179" align="aligncenter" width="750"] ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับ decaBDE เข้าสู่ร่างกายคือผู้ที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนที่มี decaBDE โดยตรง[/caption]
แม้ว่าสารมลพิษตกค้างยาวนานอย่าง decaBDE จะถูกใช้งานมาหลายปี และยังมีบางส่วนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่หากผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนสามารถปฏิบัติตามมาตรการและแนวทาง BAT/BEP ในการจัดการสารเคมีในผลิตภัณฑ์และสารมลพิษตกค้างยาวนานได้อย่างเหมาะสม นอกจากจะช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนวัสดุอย่างปลอดภัยแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน เพื่อโลกที่ดีกว่าและอนาคตที่สดใสสำหรับเราทุกคน
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
‘MicroWash-V’ ผลิตภัณฑ์ล้างผักและผลไม้ บริโภคปลอดภัยใน 5 นาที
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการผลิตพืชผลทางการเกษตรในระดับอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่เขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงศัตรูพืชและเชื้อก่อโรค จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ซึ่งหากผู้ประกอบการหรือเกษตรกรวางแผนการใช้สารเคมีอย่างเหมาะสม สารเคมีเหล่านั้นจะสลายไปตามธรรมชาติจนหลงเหลือในระดับต่ำหรือไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค อย่างไรก็ตามผลการทดสอบคุณภาพโดยหน่วยวิจัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยได้สะท้อนความจริงออกมาแล้วว่า ผักและผลไม้ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายตามท้องตลาดไทยมีค่าสารเคมีตกค้างเกินกว่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (Maximum Residue Levels: MRL)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับบริษัท อากรีว่า จำกัด พัฒนา ‘MicroWash-V (ไมโครวอช-วี)’ ผลิตภัณฑ์ล้างผักและผลไม้ กำจัดสารเคมีและสิ่งสกปรกตกค้างได้ใน 5 นาที
ภัยสารเคมีตกค้าง ยากจะหลีกเลี่ยง
การผลิตพืชผลทางการเกษตรเชิงพาณิชย์มักใช้สารเคมีหลายชนิดเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืชและป้องกันโรคพืช โดยสารเคมี 4 กลุ่มที่ใช้งานมากและพบตกค้างได้บ่อยครั้ง คือ สารกลุ่มออร์แกโนคลอรีน ออร์แกโนฟอสเฟต คาร์บาเมต และไพรีทรอยด์ ซึ่งหากผู้บริโภคได้รับสารเหล่านี้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจนถึงแก่ชีวิตได้
[caption id="attachment_58871" align="aligncenter" width="750"] คุณบุญเลี้ยง เศรษฐกสิวิทย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท อากรีว่า จำกัด[/caption]
คุณบุญเลี้ยง เศรษฐกสิวิทย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท อากรีว่า จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรและเมล็ดพันธุ์พืชสะท้อนว่า สารเคมีทางการเกษตรที่ใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบันผ่านการพัฒนาสูตรให้มีโครงสร้างซับซ้อนมากขึ้นโดยตลอด เพื่อรับมือกับปัญหาแมลงศัตรูพืชดื้อยาและสภาพอากาศที่แปรปรวนเป็นอย่างมาก ผลที่ตามมาคือหากขาดการใช้สารเคมีอย่างเหมาะสม สารเคมีเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในผลผลิตทางการเกษตร ไม่สามารถกำจัดออกโดยการใช้น้ำสะอาดเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องนำผักและผลไม้ไปแช่ในสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่างเพื่อสลายโครงสร้างของสารเคมี เช่น การแช่ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู ด่างทับทิม ผงฟู เป็นเวลาอย่างน้อย 10-15 นาที ก่อนนำผักและผลไม้เหล่านั้นไปล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ซึ่งการชำระล้างด้วยวิธีนี้จะช่วยลดสารตกค้างได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้สารบางชนิดมีฤทธิ์การกัดกร่อนที่ค่อนข้างรุนแรง ผู้ใช้สารประเภทนี้จะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และการแช่ผักและผลไม้ในสารละลายประเภทดังกล่าวเป็นเวลานานอาจส่งผลให้สีและรสชาติเปลี่ยนแปลงไปได้
“เพื่อให้การล้างผักทำได้ง่าย ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้น บริษัท อากรีว่า จำกัด ได้ร่วมกับนาโนเทค สวทช. พัฒนาผลิตภัณฑ์ล้างผักและผลไม้ภายใต้ชื่อแบรนด์ MicroWash-V ขึ้น การใช้งานผลิตภัณฑ์ทำได้ง่ายเพียงผสมผลิตภัณฑ์ในอัตรา 5 ซีซี (กด 1-2 ปั๊ม หรือปริมาณ 1 ช้อนชา) ต่อน้ำ 1 ลิตร นำผักผลไม้ไปแช่ไว้ 3-5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผลิตภัณฑ์จะช่วยชำระล้างสารเคมีตกค้างออกได้ถึงร้อยละ 95 โดยไม่ทำให้ผักมีสีและรสชาติเปลี่ยนแปลงไป การใช้งานที่ง่ายและใช้เวลาสั้นจะช่วยให้ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องการชำระล้างสารเคมีก่อนการบริโภคผลิตผลทางการเกษตรมากยิ่งขึ้น ทำให้ผักและผลไม้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ 1 ขวด มีปริมาตร 400 มิลลิลิตร มีอายุการใช้งานยาว 2 ปี”
MicroWash-V นวัตกรรมเพื่อสุขภาพคนไทย
ทำอย่างไรจึงจะทำความสะอาดผักและผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลาสั้น ใช้งานง่าย และสะดวก คือ โจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการมอบให้กับนักวิจัยนาโนเทค สวทช.
[caption id="attachment_58872" align="aligncenter" width="750"] ดร.คมสันต์ สุทธิสินทอง นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตและเวชสำอาง นาโนเทค สวทช.[/caption]
ดร.คมสันต์ สุทธิสินทอง นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตและเวชสำอาง นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า จากโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการกักเก็บสารออกฤทธิ์ในอนุภาคระดับนาโนมาพัฒนาสารไมโครอิมัลชัน (microemulsion) ขนาด 10-100 นาโนเมตร ที่มีสารประกอบกรดอินทรีย์และสารลดแรงตึงผิวหลายชนิดเป็นส่วนประกอบขึ้น เพื่อให้สารชนิดนี้สามารถชำระล้างสารเคมีที่มักพบตกค้างในผลิตผลทางการเกษตร จุลินทรีย์ก่อโรคประเภทเชื้อราและแบคทีเรีย รวมถึงสารเคลือบผิวผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยสารประกอบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ เป็นสารอินทรีย์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารได้จึงมีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูง
โดยคุณบุญเลี้ยงได้กล่าวเสริมว่า ภายหลังจากทีมวิจัยนาโนเทคพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต MicroWash-V จนประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ทีมวิจัยยังคงอยู่เคียงข้างกับผู้ประกอบการในทุกขั้นตอนสำคัญ ทั้งการขยายกำลังการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม การจัดเตรียมข้อมูลสำหรับใช้ในการขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ รวมไปถึงการช่วยกำหนดแนวทางในการทดสอบความพึงพอใจของผู้บริโภค เพื่อนำผลที่ได้มาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น จนปัจจุบันบริษัทสามารถนำผลิตภัณฑ์ MicroWash-V ไปจำหน่ายในตลาดผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพได้เรียบร้อยแล้ว
“แม้ขั้นตอนการดำเนินงานหลักทั้งหมดจะเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดหนักในประเทศไทย ทำให้การดำเนินงานหลายด้านเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ทีมวิจัยก็ยังคงตั้งใจดำเนินงานจนประสบความสำเร็จ และช่วยดูแลจนผลงานวิจัยขยายผลไปสู่การผลิตและจำหน่ายได้จริง บริษัทจึงรู้สึกประทับใจในการดำเนินงานร่วมกับทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. เป็นอย่างมาก และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมทำวิจัยกับ สวทช. ในโอกาสต่อ ๆ ไป” คุณบุญเลี้ยงกล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ MicroWash-V ติดต่อสอบถามได้ที่บริษัท อากรีว่า จำกัด เบอร์โทรศัพท์ 02 510 4430 หรือ 095 802 2728
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
เอ็มเทค สวทช. เปิดตัว Ve-Sea ‘หมึกจากโปรตีนพืช’ อร่อยง่าย ดีต่อสุขภาพ
ต่อเนื่องจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ‘Ve-Sea’ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปจากโปรตีนพืชในรูปแบบลูกชิ้นปลา เส้นปลา ฮือก้วย และกุ้ง เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ล่าสุดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ‘หมึกจากโปรตีนพืช’ ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม Ve-Sea ที่สายรักสุขภาพต้องว้าวอีกหนึ่งเทคโนโลยีแล้ว เพราะผลิตภัณฑ์นี้นอกจากจะมีเนื้อสัมผัสและรสชาติใกล้เคียงหมึกจริง ยังมีโปรตีนและไฟเบอร์ ปราศจากคอเลสเตอรอลและกลูเตน ที่สำคัญปลอดภัยจากสารเคมีที่อาจตกค้างในผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าจับตา เพราะกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและยังมีตัวเลือกไม่มากนัก
[caption id="attachment_58345" align="aligncenter" width="750"] ดร.นิสภา ศีตะปันย์ นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.นิสภา ศีตะปันย์ นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ปัจจุบันหากสำรวจห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ผู้บริโภคจะเริ่มพบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากโปรตีนพืชเพิ่มขึ้นกว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือได้ว่ามีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชชนิดอื่น ๆ เช่น หมู ไก่ ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะผลิตภัณฑ์ ‘หมึกจากพืช’ จะพบได้ว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มีเพียงผงบุกเป็นส่วนประกอบหลัก และอาจมีแป้งสาลีที่มีโปรตีนกลูเตนเป็นส่วนประกอบเสริม ทำให้ผู้บริโภคที่มีอาการแพ้กลูเตนไม่สามารถบริโภคได้
[caption id="attachment_58342" align="aligncenter" width="750"] Ve-Sea หมึกจากโปรตีนพืชในรูปแบบพร้อมปรุง (ready-to-cook: RTC)[/caption]
“ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบโครงสร้างอาหารมาคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีการผลิต ‘หมึกจากโปรตีนพืช’ ในรูปแบบพร้อมปรุง (ready-to-cook: RTC) ขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค โดยผลิตภัณฑ์นี้มีเนื้อสัมผัสและรสชาติใกล้เคียงกับหมึกจริง มีโปรตีนพืชเป็นส่วนประกอบที่ร้อยละ 4-6 มีไฟเบอร์สูง ปราศจากคอเลสเตอรอลและกลูเตน นอกจากนี้ยังมีปริมาณโซเดียมต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในท้องตลาด ใช้เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรือเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ แพ้อาหารทะเล และแพ้กลูเตน รวมถึงต้องการควบคุมระดับคอเลสเตอรอลได้ โดยผลิตภัณฑ์ Ve-Sea หมึกจากโปรตีนพืชนำไปใช้ปรุงอาหารได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลวก ยำ ผัด แกง ทอด ปิ้ง ย่าง”
[caption id="attachment_58343" align="aligncenter" width="600"] ผัดกะเพราหมึกจากโปรตีนพืช[/caption]
[caption id="attachment_58428" align="aligncenter" width="600"] ต้มยำรวมมิตร หมึก กุ้ง และลูกชิ้นปลาจากโปรตีนพืช[/caption]
[caption id="attachment_58427" align="aligncenter" width="600"] คาลามารี (calamari) หมึกจากโปรตีนพืชคลุกแป้งทอดกรอบ ปรุงรสชาติสไตล์อิตาลี[/caption]
[caption id="attachment_58426" align="aligncenter" width="600"] หมึกจากโปรตีนพืชลวกจิ้ม[/caption]
ดร.นิสภา เสริมข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ว่า ทีมวิจัยให้ความสำคัญอย่างยิ่งเรื่องการเลือกใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายภายในประเทศ และการเลือกใช้เครื่องจักรที่มีการใช้งานทั่วไปในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้ผู้ประกอบการระดับ SME เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นี้ได้ ซึ่งจากการประเมินต้นทุนการผลิตพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมีราคาที่แข่งขันกับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชชนิดอื่น ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจริงได้ ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีโอกาสทางการตลาดสูงทั้งในตลาดไทยและต่างประเทศ
นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารประเภทโปรตีนทางเลือกจากพืชแล้ว ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช. ยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทย ในฐานะหน่วยให้บริการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหาร (novel food) และการบริการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ในนาม FoodSERP (ฟูดเซิร์ป) สวทช.
ดร.นิสภา อธิบายถึงการให้บริการผ่าน ‘แพลตฟอร์ม FoodSERP’ หรือ ‘แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันแบบ one-stop service’ ว่า สวทช. ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มนี้ขึ้นเพื่อให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร 4 กลุ่ม คือ ส่วนผสมฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก อาหารเฉพาะกลุ่ม และสารสกัดฟังก์ชัน ซึ่งการให้บริการจะครอบคลุมทั้งการวิจัยและพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต การวิจัยและพัฒนาเพื่อขยายกำลังการผลิต การบริการวิเคราะห์ทดสอบ และการจัดเตรียมเอกสารรับรองเพื่อใช้ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงการให้บริการอบรมและให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการ
“ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค เปิดให้บริการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารทั้งในกลุ่มเนื้อจากโปรตีนพืช อาหารปรับเนื้อสัมผัสสำหรับผู้บริโภคที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะกลืนลำบาก รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการจากผู้ประกอบการ ส่วนทางด้านบริการทดสอบ เอ็มเทคพร้อมให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้านเนื้อสัมผัสของอาหาร และได้ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ให้บริการทดสอบการย่อยและการดูดซึมสารอาหารด้วยเครื่องจำลองสภาวะการย่อยอาหารในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก (ระบบ tiny-TIMsg) และสภาวะการทำงานของลำไส้ใหญ่ (ระบบ TIM-2) รวมถึงวิเคราะห์ทดสอบประสิทธิภาพของสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้นวัตกรรมอาหารที่นักวิจัย สวทช. ร่วมกับผู้ประกอบการวิจัยและพัฒนาขึ้น ไม่เพียงมีเนื้อสัมผัสและรสชาติที่สมจริง แต่ยังเป็นอาหารที่มีคุณภาพสูง” ดร.นิสภา กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Ve-Sea ทั้งผลิตภัณฑ์หมึก กุ้ง ลูกชิ้นปลา เส้นปลา และฮือก้วยจากโปรตีนพืช ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณชนิต วานิกานุกูล ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788 หรืออีเมล chanitw@mtec.or.th และผู้ประกอบการที่สนใจร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารติดต่อได้ผ่านแพลตฟอร์ม FoodSERP สวทช. อีเมล foodSERP_by_NSTDA@nstda.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเอ็มเทค สวทช.
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีอัปไซเคิลน้ำต้มลูกชิ้นเป็น ‘หัวน้ำซุปปลา’ หอมกรุ่น กลมกล่อมสไตล์เอเชีย
โดยทั่วไปในกระบวนการผลิตลูกชิ้นจากเนื้อปลาจะมีน้ำที่ได้จากการต้มลูกชิ้นมากกว่า 3-6 ตันต่อวัน ซึ่งโรงงานจะเก็บน้ำส่วนหนึ่งไว้ในห้องเย็นเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการประเภทจัดเลี้ยงหรือร้านอาหารที่ต้องการใช้น้ำชนิดนี้ทำอาหาร อย่างไรก็ตามความต้องการเหล่านั้นยังคงไม่มากพอ ส่งผลให้โรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการบำบัดน้ำทิ้งโดยเปล่าประโยชน์เป็นประจำทุกวัน
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการแปรรูปน้ำต้มลูกชิ้นเป็น ‘หัวน้ำซุปปลา’ ประเภทพร้อมปรุง (ready-to-cook: RTC) กลิ่นหอมกรุ่น รสกลมกล่อมสไตล์เอเชีย เหมาะแก่การผลิตเป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ
[caption id="attachment_58247" align="aligncenter" width="750"] ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นปลารูปแบบต่าง ๆ[/caption]
[caption id="attachment_58245" align="aligncenter" width="750"] ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์, ดร.ยุวเรศ มลิลา และคุณญาณี ศรีมารุต (ซ้าย-ขวา)[/caption]
คุณญาณี ศรีมารุต ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยด้านการลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม ทีมวิจัยได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการผลิตหัวน้ำซุปปลาจากน้ำต้มลูกชิ้นขึ้นด้วยกระบวนการทำเข้มข้นที่อุณหภูมิต่ำเพื่อรักษากลิ่นรสของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด โดยไม่ต้องใส่สารปรุงแต่งประเภทที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร นอกจากนี้ยังนำน้ำซุปไปเข้ากระบวนการสเตอริไลซ์เพื่อยืดอายุได้โดยไม่เสียรสชาติ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นเก็บรักษาในบรรจุภัณฑ์โดยไม่ต้องแช่เย็นและใส่สารกันบูดได้นานกว่า 1 ปี เหมาะแก่การผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดความลับทางการค้าเรียบร้อยแล้ว และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ ทั้งนี้ในขั้นตอนของการทดลองขยายขนาดการผลิตทีมวิจัยได้รับทุนจากโครงการสนับสนุนเร่งการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (Research gap fund) ประจำปีงบประมาณ 2563
ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์ ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้ออกแบบขนาดของบรรจุภัณฑ์ไว้ที่ปริมาตร 150 กรัมต่อซอง ใช้เป็นหัวน้ำซุปสำหรับทำน้ำแกงได้ประมาณ 5 ถ้วย หรือใช้ทำชาบูได้ 1 มื้อ (2-3 คน) ทั้งนี้การออกแบบขนาดของบรรจุภัณฑ์สามารถปรับได้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบการผลิตเป็นซองขนาดเล็กสำหรับบริโภค 1 คนต่อ 1 มื้อ หรือเป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่สำหรับจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารหรือร้านจัดเลี้ยง ซึ่งหัวน้ำซุปแบบ RTC จะช่วยให้ผู้ประกอบการรักษาความคงที่ของรสชาติอาหาร ลดค่าใช้จ่ายด้านการจัดเก็บวัตถุดิบสด และระยะเวลาการต้มน้ำซุป รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดจากกระบวนการผลิต อาทิ แรงงาน เชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี
ผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นในประเทศไทยรวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลก และจะยิ่งเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้นหากผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านั้น ‘ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกสบาย’
ดร.ยุวเรศ มลิลา ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยอธิบายว่า ในปี 2566 ผลิตภัณฑ์น้ำซุปใสมีมูลค่าในตลาดโลกสูงถึงราว 1.8 แสนล้านบาท (4.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในช่วงปี 2567-2576 มีแนวโน้มอัตราการเติบโตแบบทบต้นต่อปี (CAGR) ปีละ 5.1% โดยหน่วยงานด้านการวิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณการไว้ว่าในปี 2576 ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 2.3 แสนล้านบาท (6.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งหากผลิตภัณฑ์เป็น clean label หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการใส่สารปรุงแต่งประเภทที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร (เช่น ผงชูรส สารแต่งกลิ่นรส สารแต่งสี สารกันบูด) และเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท RTC จะยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะตอบโจทย์ได้ทั้งกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับตนเอง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ รวมไปถึงผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์วัตถุดิบอาหารที่ใช้งานได้สะดวก สามารถจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหมดอายุ ที่สำคัญผลิตภัณฑ์อาหารที่ให้กลิ่นรสแบบเอเชียยังเป็นที่นิยมในหลายประเทศซึ่งมีกำลังซื้อสูง อาทิ ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์นี้มีแนวโน้มที่จะมีศักยภาพในการทำการตลาดทั้งในไทย (ตลาดพรีเมียม) และต่างประเทศ
“นอกจากการพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์หัวน้ำซุปปลาเข้มข้นที่ปัจจุบันพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้ว ขณะนี้ทีมวิจัยยังพร้อมเปิดรับโจทย์วิจัยการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารประเภทน้ำซุปและน้ำแกงในระดับอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อร่วมวิเคราะห์ความเหมาะสมทั้งด้านความคุ้มค่าในการผลิตและโอกาสทางการตลาดก่อนลงทุนทำวิจัยได้” ดร.ยุวเรศกล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อีเมล bbd@biotec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ shutterstock
BCG
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


