หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
เปิดตัว “Roxizyme” เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระฝีมือนักวิจัยไทย ประสิทธิภาพเหนือวิตามินซี
  นักวิจัยไบโอเทค สวทช. เปิดตัว “ร็อกซิไซม์” (Roxizyme) นวัตกรรมเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ที่พัฒนาจากยีสต์สายพันธุ์ท้องถิ่นในไทย พร้อมเดินหน้าต่อยอดสู่ธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยร่วมพัฒนาการผลิตเชิงพาณิชย์และขยายตลาดสู่สากล กระแสการดูแลสุขภาพและความงามในปัจจุบันให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะ "สารต้านอนุมูลอิสระ" ที่เป็นหนึ่งในส่วนผสมหลักของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสารเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีข้อจำกัดในการแข่งขันทางการตลาด   [caption id="attachment_74761" align="aligncenter" width="617"] ดร.พิษณุ ปิ่นมณี นักวิจัย ไบโอเทค สวทช.[/caption]   จากปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้พัฒนา “Roxizyme” โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพจากยีสต์ที่คัดเลือกจากตัวอย่างข้าวหมักจากทางภาคเหนือของไทย และปรับกระบวนการผลิตให้ยีสต์ดังกล่าวสามารถสร้างเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระที่มีความสำคัญ ได้แก่ ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (Superoxide dismutase; SOD) คะตะเลส (Catalase; CAT) และกลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส (Glutathione peroxidase; GPx) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางระดับสากล   [caption id="attachment_74758" align="aligncenter" width="562"] ต้นแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ “Roxizyme” เพื่ออุตสาหกรรมความงาม (ภาพจาก ไบโอเทค)[/caption]   ปัญหาสำคัญของการใช้เอนไซม์ในเชิงพาณิชย์ คือ ความไม่เสถียร ทีมวิจัยจึงพัฒนาเทคโนโลยีการผสมสูตร (formulation technology) เพื่อช่วยเพิ่มความเสถียรของเอนไซม์ ทำให้สามารถคงคุณภาพและประสิทธิภาพการทำงานได้ดียิ่งขึ้น     ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า Roxizyme มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สูง (ABTS assay) และสามารถช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสในระดับใกล้เคียงกับสารที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เช่น กรดโคจิก (Kojic acid) (anti-tyrosinase assay) โดยไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์ (cell cytotoxicity) และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเซลล์ผิว (skin irritation test) ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวมีประโยชน์ในการต่อยอดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี     ดร.พิษณุ ปิ่นมณี นักวิจัยทีมเทคโนโลยีเอนไซม์ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า “สารต้านอนุมูลอิสระที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของประเทศไทยมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 2,400-2,600 ล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์ Roxizyme มีโอกาสเข้าสู่ตลาดเครื่องสำอางที่เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย พร้อมทั้งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย”   [caption id="attachment_74762" align="aligncenter" width="562"] ดร.พิษณุ ปิ่นมณี นำเสนอนวัตกรรม Roxizyme บนเวทีการนำเสนอผลงานวิจัยเด่นที่น่าลงทุน (Investment Pitching) ในงาน Thailand Tech Show 2025[/caption]   นอกจากนี้ นวัตกรรมเอนไซม์ Roxizyme ยังได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ผลงานนำเสนอในเวที Thailand Tech Show 2025 (TTS2025) เพื่อหาความร่วมมือกับภาคเอกชนในการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยทีมวิจัยตั้งเป้าให้สามารถนำ Roxizyme ไปใช้จริงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และขยายไปสู่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงตลาดต่างประเทศในอนาคต   [caption id="attachment_74760" align="aligncenter" width="750"] สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบรนด์ดังระดับโลกมากมาย[/caption]   Roxizyme จึงไม่เพียงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเครื่องสำอาง แต่ยังเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของไทยมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและยกระดับอุตสาหกรรมความงามของประเทศให้ก้าวสู่เวทีโลก ผู้ประกอบการที่สนใจนวัตกรรม Roxizyme ติดต่อได้ที่ ดร.พิษณุ ปิ่นมณี ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3401 อีเมล phitsanu.pin@biotec.or.th เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย ไบโอเทค สวทช. และ Shutterstock
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
DITP จับมือ 6 พันธมิตรเชื่อมข้อมูลและนำ AI มาเสริมทัพการค้าไทย
(วันที่17 กันยายน 2568) กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ แถลง Kick off การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลสู่โลกการค้ายุคใหม่ ในงาน "เสริมแกร่งทัพการค้าไทย ด้วยบริการดิจิทัลยุค AI" เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน แก่ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์) เป็นประธานเปิดงานและเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU 2 ฉบับ ได้แก่ 1.การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ระหว่าง 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งจะบูรณาการข้อมูลด้านการค้าร่วมกัน โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ  2.การเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานและข้อมูล SMEs ระหว่าง DITP และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกแก่ SMEs ไทย ในการเข้าถึงบริการระหว่าง 2 หน่วยงานแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ตั้งเป้าพัฒนา AI Chatbot แล้วเสร็จในปี 2569 โดยความร่วมมือครั้งนี้มี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. เป็นผู้แทนองค์กรร่วมแถลงข่าว นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของกระทรวง ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ AI สาขา Generative AI จะเป็น Change Agent สำคัญของโลกการค้ายุคใหม่ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า แก่ผู้ประกอบการและประชาชนได้อย่างดี ช่วยให้ผู้ประกอบการซึ่งเปรียบเสมือนกองทัพทางเศรษฐกิจ สามารถต่อสู้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้ ท่ามกลางตลาดโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนและความท้าทาย ที่ต้องปรับตัวได้เร็ว เพื่อต้องชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน และช่วยให้ผู้ส่งออกรายใหม่มีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ครั้งนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่สามารถทลายไซโลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรมของกระทรวง โดยมีการบูรณาการข้อมูล ให้อยู่ในฐานเดียวกัน แก้ Pain Point ของผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาต้องติดต่อหลายหน่วยงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำการค้าอย่างครบถ้วน” นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวเสริมว่า “การพัฒนา AI Chatbot ครั้งนี้มุ่งยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า ช่วยลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ในการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี  ทลายข้อจำกัดในการวิเคราะห์ข้อมูลกฎระเบียบการค้าที่มีปริมาณมาก ซับซ้อนเข้าใจยาก กระจัดกระจายหลายแหล่ง และเป็นภาษาต่างประเทศอื่นที่ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ  ช่วยให้ SMEs ไทยก้าวทันข้อมูลแนวโน้มความต้องการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว อีกทั้ง AI Chatbot จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ช่วยลดระยะเวลา กำลังคนและทรัพยากรในการวิเคราะห์ข้อมูล เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกรายเดิม และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่อยากเริ่มธุรกิจส่งออกรายใหม่  นอกจากนี้ AI Chatbot จะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการข้อมูลคำปรึกษาด้านการค้าของ DITP และหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งมีผู้ขอรับข้อมูลคำปรึกษารวมกัน 180,000 – 200,000 ครั้งต่อปี นางสาวสุนันทา กล่าวต่อว่า “DITP ได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาระบบ AI Chatbot จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้ร่วมดำเนินการกับ DITP นอกจากนี้ ยังมีทีม Hackathon อีก 2 ทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริษัท เวสเทิร์น กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ที่เข้ามาช่วยพิสูจน์แนวคิดการประยุกต์ใช้ AI ในการพัฒนาต้นแบบผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า โดยใช้โมเดล AI ที่แตกต่างกันไป ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะคัดเลือกโมเดลที่ฉลาดหรือมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นบริการสำหรับผู้ประกอบการไทยต่อไป” สำหรับ MOU ฉบับที่ 2 เป็นความร่วมมือในการเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานระบบดิจิทัลและข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs ระหว่างระบบ DITP Single Sign-on (DITP SSO) กับ SME One ID ของ สสว. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานระบบของทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย ให้สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลที่สำคัญระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ครบวงจร ไร้รอยต่อ ไม่ต้องลงทะเบียนหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยลดความยุ่งยากในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และยังมีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจะสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลของทั้งสองหน่วยงานได้รวม 18 บริการ พร้อมกันนี้ DITP ยังได้เปิดตัวบริการดิจิทัลใหม่ล่าสุดอีก 2 ระบบ ได้แก่ โมบายแอปพลิเคชัน DITP ONE ที่รวบรวมบริการดิจิทัลของกรมไว้ในที่เดียวในลักษณะ One Stop Service เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัลที่นิยมใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ และระบบ DITP My Scores ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ความพร้อมและศักยภาพในการส่งออกของผู้ประกอบการ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองได้ และจะได้รับคำแนะนำกิจกรรมหรือบริการที่เหมาะสม เพื่อยกระดับศักยภาพทางธุรกิจได้อย่างตรงจุด “DITP ได้พัฒนาบริการดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกรวดเร็ว การพัฒนาบริการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อราชการของผู้รับบริการ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย แต่ยังเป็นการสร้างแต้มต่อทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในยุคดิจิทัล และคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เป็น 1 ใน 3 ของโลก ภายในปี 2570 อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการค้าไทยสู่เวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวสุนันทา กล่าวสรุป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. ประกาศความสำเร็จ ‘อว.แฟร์ 2025’ ตลอด 9 วันประชาชนร่วมงานกว่า 720,000 คน เดินหน้าใช้พลังนวัตกรรมขับเคลื่อนอนาคตไทย
(วันที่ 16 กันยายน 2568) ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าวความสำเร็จการจัดงาน อว.แฟร์ 2025: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND” ภายใต้แนวคิด Creators of Tomorrow: คิดสร้างสรรค์ Kids สร้างอนาคต ที่เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีและร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตั้งแต่วันที่ 9-17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งตลอด 9 วันของการจัดงาน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 720,000 ราย แบ่งเป็น On-site กว่า 222,000 ราย และ Online กว่า 498,000 ราย สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (โยธี) ศ. ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การจัดงาน 'อว.แฟร์ 2025' ถือเป็นความท้าทายสำคัญของกระทรวง อว. ในการดำเนินการจัดมหกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับภูมิภาคและส่วนกลาง เพื่อมอบองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทุกกลุ่ม ตลอดจนเปิดโอกาสและจุดประกายแนวคิดใหม่ ๆ ในการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนากำลังคนที่มีศักยภาพ สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า “อว.แฟร์ ไม่ได้เป็นเพียงงานนิทรรศการเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ หากแต่เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมและนำเสนอผลงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ครอบคลุมทั้งด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เชื่อมโยงองค์ความรู้และนวัตกรรมกับการใช้ชีวิตจริง ตลอดจนจุดประกายโอกาสจากทักษะใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์อนาคตของประเทศ พร้อมทั้งปลุกพลังแห่งการลงมือปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งสะท้อนบทบาทเชิงกลไกของกระทรวง อว. ในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ ด้วยพลังของการเรียนรู้ที่บูรณาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อมุ่งสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย” การจัดงาน 'อว.แฟร์ 2025' ในครั้งนี้นับว่าบรรลุผลสำเร็จอย่างรอบด้าน โดยมีผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงความสำคัญและคุณค่าของงานอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์หลากหลายแพลตฟอร์ม อาทิ Facebook PR Pages, KOL Influencer, Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ Line ซึ่งสร้างการรับรู้รวมกว่า 125 ล้านครั้ง ตลอดจนมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 720,000 คน แบ่งเป็นการเข้าร่วม On-site กว่า 222,000 คน และ Online กว่า 498,000 คน อีกทั้งยังเกิดการจับคู่เจรจาทางธุรกิจสำเร็จ 345 คู่ อันนำไปสู่การต่อยอดและขยายผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์มากกว่า 1,059 ผลงาน ขณะเดียวกันยังมีผู้ประกอบการและประชาชนกว่า 18,000 คน ได้รับการพัฒนาศักยภาพผ่านกิจกรรมสัมมนา เสวนา และเวิร์กชอปกว่า 300 กิจกรรม พร้อมทั้งก่อให้เกิดรายได้จากการจำหน่ายสินค้านวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาจากหน่วยงานในสังกัด อว. ผ่านโซน Marketplace และ Craft Market รวมมูลค่ากว่า 4.3 ล้านบาท โดยมีผลการประเมินความพึงพอใจจากผู้เข้าชมงานอยู่ในระดับสูงกว่า 96% ซึ่งผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของการจัดงานเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทสำคัญของกระทรวง อว. ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สู่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน อย่างไรก็ตามความสำเร็จของงาน อว.แฟร์ 2025 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเรียนรู้ของคนไทย และเป็นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญ 3 ประการ คือ การสร้างปัญญา: ด้วยการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ผ่านการต่อยอดแนวคิด "นิทรรศการเพื่อการเรียนรู้" ไปสู่โมเดลการเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการขับเคลื่อนทุนการศึกษาแบบ Targeted Scholarship และการสร้างพื้นที่เรียนรู้เสมือนจริงสำหรับกลุ่มเปราะบาง การเปิดโอกาส: ด้วยการยกระดับเวที Business Matching และ Innovation Showcase ให้เชื่อมโยงกับการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในระดับพื้นที่ โดยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และงานวิจัยให้มากขึ้น การสร้างอนาคตไทย: ด้วยการเร่งขับเคลื่อน Deep Tech และอุตสาหกรรมอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนา AI Excellence Center, Quantum Hub, Smart Farming Platform และ Digital Health Supply Chain ให้กลายเป็น Flagship Projects ระดับชาติ “สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้จากการจัดงานในปีนี้ คือ การเรียนรู้คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อเราเปิดเวทีให้เยาวชน นักวิจัย ผู้ประกอบการ และประชาชน ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพ ความรู้เหล่านี้สามารถต่อยอดไปสู่อาชีพ สร้างธุรกิจ และก่อให้เกิดคุณค่าที่กลับคืนสู่สังคมอย่างแท้จริง ในนามของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง อว. ผมขอให้คำมั่นว่า เราจะยังคงมุ่งมั่นและเดินหน้าในการสร้างปัญญา เปิดโอกาส และร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศไทย ผ่านพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Smart Modern Manager หลักสูตรเสริมทักษะผู้บริหารยุคใหม่
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย Career for the Future Academy เปิดรับสมัครผู้บริหารและผู้จัดการเข้าร่วม หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ “Smart Modern Manager for Organization of the Future” ระหว่างวันที่ 6 – 7 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ Key Highlights เสริมขีดความสามารถผู้บริหารในการใช้ “คน” ขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เรียนรู้ทักษะและเทคนิคการจัดการที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนและการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัล ผ่านการเรียนรู้เครื่องมือและเทคนิคสมัยใหม่ที่ตอบโจทย์การบริหารธุรกิจ พัฒนาผู้นำองค์กรยุคใหม่ที่สร้างแรงบันดาลใจและความเชื่อมั่นให้ทีมงาน วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิดร.วัลลภ ใหญ่ยิ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กร การจัดการนวัตกรรม และการบริหารเชิงกลยุทธ์ บริษัท เอชอาร์ดี ไวซ์ จำกัด และทีม หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ หัวหน้างานที่เตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้จัดการ ผู้จัดการสายงาน ผู้ที่ต้องการเสริมทักษะการบริหารจัดการ ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการพัฒนาองค์กรด้วยมุมมองใหม่ ค่าลงทะเบียนท่านละ 9,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)หมายเหตุ: สำหรับหน่วยงานรัฐและองค์กรธุรกิจที่ไม่ใช่กำไร มีสิทธิ์ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาบุคลากร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0 2644 8150 ต่อ 81901 (คุณปานทิพย์)เว็บไซต์: https://www.career4future.com/smf
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปลี่ยนรถเก่าให้เป็นรถ EV ด้วย 2 หลักสูตร
🚙⚡️เปลี่ยนรถเก่าให้เป็นรถไฟฟ้า ด้วยตัวคุณเอง!⚡️🚗 ฝึกทักษะล้ำอนาคตกับ 2 หลักสูตรสุดพิเศษ โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต (NSTDA) สำหรับใครที่สนใจเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า หรืออยากต่อยอดธุรกิจ ไม่ควรพลาด! ---  1. รู้ทัน ยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง ในวันเดียว (EVConv-1D) รุ่นที่ 2 📅 วันที่ 16 ธันวาคม 2568 - เรียนรู้ศักยภาพ EV CONVERSION แบบเน้นเนื้อหา กระชับ เข้าใจง่ายใน 1 วัน - เข้าใจระบบต่าง ๆ ของรถดัดแปลงไฟฟ้า พร้อมไฮไลต์การเลือกอุปกรณ์สำคัญ - ได้รับคูปองฟรี!  เข้าเรียนทบทวนเนื้อหาผ่านหลักสูตร e-Learning ยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion) ของทางสถาบัน เป็นระยะเวลา 30 วัน 💸 ค่าสมัครเพียง 6,420 บาท 👉 ดูข้อมูลเพิ่มเติมและสมัคร: https://www.career4future.com/evconv-1d --- 2. การพัฒนาผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EVConv) รุ่นที่ 2 📅 17 - 18 ธันวาคม 2568 (อบรมเชิงปฏิบัติการ ที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ) - เรียนรู้อุปกรณ์ และวิธีการออกแบบ เพื่อดัดแปลงรถยนต์สันดาปภายในเป็นรถไฟฟ้า (EV Conversion) โดยผู้เชี่ยวชาญจาก NECTEC - ฝึกปฏิบัติจริงอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การเตรียม การประกอบ การเชื่อมต่อ และการทดสอบระบบ EV ต่าง ๆ - เหมาะที่สุดสำหรับผู้ประกอบการและผู้สนใจธุรกิจรถ EV - รับส่วนลดทันที 10% สำหรับผู้ผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตร “รู้ทัน ยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง ในวันเดียว” 💸 ค่าสมัคร 10,700 บาท 👉 รายละเอียด: https://www.career4future.com/evconv --- สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2644 8150 ต่อ 81898 (คุณฉีรวรรณ) หรืออีเมล npd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. โดย นาโนเทค คิกออฟ “เชียงราย” พื้นที่ต้นแบบ วทน. ยกระดับคุณภาพน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำกก
 วันที่ 16 กันยายน 2568 ณ จังหวัดเชียงราย – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค-สวทช.) จับมือพันธมิตรทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย ลงนามความร่วมมือในการยกระดับคุณภาพน้ำด้วย วทน. มุ่งเป้าพื้นที่ลุ่มน้ำกก ชู “เชียงราย” พื้นที่ต้นแบบ ยกนวัตกรรมระบบกำจัดความขุ่นและสารหนูสำหรับระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน ให้สามารถกำจัดสารหนู ยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านเพื่อเข้าสู่มาตรฐานน้ำประปาของกรมอนามัย นำร่องบ้านริมกก ต.แม่ยาว และบ้านเมืองงิม ต.ริมกก กว่า 900 ครัวเรือน ให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดปลอดภัยสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างยั่งยืน ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า จังหวัดเชียงราย พื้นที่เป้าหมายในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคสำหรับชุมชนในภาวะปัญหาคุณภาพน้ำที่ได้ประสบ ที่ผ่านมานาโนเทคได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นปัญหาจัดการคุณภาพน้ำ ในการตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภคสำหรับชุมชน ภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระหว่างปี 2566-2568 และได้รับทุนอุดหนุนกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม (แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปีงบประมาณ 2568 “ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญที่จะร่วมกันนำนวัตกรรมเพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านหรือระบบประปาที่ดูแลโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดที่ได้มาตรฐานน้ำประปาสำหรับชุมชน สร้างความตระหนักรู้ให้ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ รวมทั้งองค์กรผู้ใช้น้ำในการจัดการน้ำอุปโภคและบริโภคผ่านนวัตกรรมตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยอาศัยองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนาของนาโนเทค สวทช. ร่วมกันแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภคสำหรับชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จากสภาพปัญหาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมด้านน้ำโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำกกที่เป็นโจทย์และปัญหาสำคัญ การเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นการเริ่มต้น (Kick off) กิจกรรมภายใต้แนวคิดการบูรณาการความร่วมมือเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจากภาคส่วนที่ทำหน้าที่ให้บริการสาธารณะหรือชุมชนโดยเฉพาะน้ำสะอาดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย” ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยา การดูดซับ และการคำนวณระดับนาโน (NCAS) นาโนเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า โครงการนี้ เป็นการบูรณาการงานวิจัยและพัฒนาด้านการบริหารจัดการน้ำของนาโนเทค เพื่อแก้ปัญหาแหล่งนํ้าดิบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขุ่น สารหนู และโลหะหนักต่างๆ ด้วยโจทย์หลักคือ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ภายในโครงการ เริ่มตั้งแต่การกําจัดความขุ่นเพื่อประเมินปริมาณสารสร้างตะกอนที่เหมาะสม ผ่านนวัตกรรมทั้งกระบอกวัดความขุ่นแบบแผ่นสังเกตเคลื่อนที่, อุปกรณ์ช่วยตกตะกอนชนิดกวนด้วยแม่เหล็กแบบสองความเร็ว สําหรับประเมินปริมาณสารสร้างตะกอนภาคสนาม (Mobile Jar Test), เว็บไซต์ที่จะช่วยคํานวณปริมาณสารตกตะกอนสําหรับระบบผลิตนํ้าประปาหมู่บ้าน รวมถึงเซนเซอร์ตรวจวัดภาคสนาม (M Sense) นอกจากนี้ ยังศึกษาถึงวัสดุกรองจากวัตถุดิบในท้องถิ่นที่หาได้ง่าย ต้นทุนถูก และประสิทธิภาพดี อาทิ ถ่านกัมมันต์ ถ่านกระดูกสัตว์ ถ่านกะลาแมคคาดาเมีย หรือถ่านไม้ไผ่ ที่นำมาดัดแปรพื้นผิวให้สามารถดูดซับสารหนู และออกแบบติดตั้งถังกรองเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ “ความร่วมมือนี้ นาโนเทคจะร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น สทนช., อบจ.เชียงราย, สสจ. เชียงราย,ท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย รวมทั้ง วช. กำหนดพื้นที่นำร่องใน 2 ตำบลคือ ตำบลแม่ยาว และตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ที่จะปรับปรุงระบบผลิตนํ้าประปาให้สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตคนลุ่มน้ำกกอย่างยั่งยืน” ดร. ณัฏฐพร กล่าว นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า น้ำ นับเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับทุกภาคส่วน สทนช. เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งประเทศอย่างเป็นระบบ รวมทั้งส่งเสริมการบูรณาการและการมีส่วนร่วมการจัดการทรัพยากรน้ำบนหลักธรรมาภิบาล โดยที่ผ่านมา สทนช. ได้ให้ความสำคัญและพยายามในการบริหารจัดการปัญหาทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก ทั้งปัญหาในมิติมหภาคจากความร่วมมือและเขตแดนระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำกก คุณภาพชีวิตประชาชน และมิติจุลภาคที่จะให้ประชาชนได้รับน้ำสะอาด “วันนี้ พันธมิตรทุกภาคส่วน รวมถึง สทนช. จะร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สู่การพัฒนาการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านให้สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตคนลุ่มน้ำกกอย่างยั่งยืน และคาดหวังว่า ในระยะต่อไป ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมนั้น จะนำแนวทางพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านไปเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตน้ำประปาในพื้นที่ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน และชุมชนนั้นๆ ในอนาคต” นางพัชรวีร์ กล่าว นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่สำคัญของภาคเหนือตอนบนด้านตะวันออก มีแม่น้ำกกไหลผ่านพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 16 แห่ง และมีพี่น้องประชาชนชาวเชียงรายได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำกก มากกว่า 100,000 ครัวเรือน แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา เป็นต้นมา แม่น้ำกกและแม่น้ำหลายสายในพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ทำให้พื้นที่ลุ่มแม่น้ำกกเกิดความเสียหาย และที่รุนแรง คือ การพบการปนเปื้อนของโลหะหนักเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก ซึ่งถือเป็นวิกฤตทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของจังหวัดเชียงราย “เพื่อขับเคลื่อนให้จังหวัดเชียงรายเป็น “เมืองสุขภาพดี วิถีน่ายล ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน” และ Chiang Rai Wellness City องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นาโนเทค สวทช. ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำ รวมถึงระบบประปาหมู่บ้านที่ได้มาตรฐาน เหมาะกับการอุปโภค บริโภค โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำกก ที่มีการพบโลหะหนัก (สารหนู) เกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบทั้งระยะสั้น และระยะยาว เช่น ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และที่สำคัญคือผลกระทบด้านสุขภาพ เรามุ่งมั่นที่จะร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จัดการปัญหาอย่างจริงจัง โดยการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากรและทรัพยากรที่มีเพื่อเชียงรายของเรา” นายก อบจ. เชียงราย กล่าวย้ำ  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ENTEC สวทช.-กฟภ. ขยายการใช้งาน “EnPAT” น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ภายใต้การดูแลของ กฟภ. สาขารังสิต
เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568 ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เดินหน้าโครงการขยายการใช้งานน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย “EnPAT” โดยติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT ในพื้นที่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ภายใต้การดูแลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขารังสิต และได้รับเกียรติจาก คุณจักรพล สันติยานนท์ ผู้จัดการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขารังสิต เป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT ในครั้งนี้ โครงการขยายการใช้งาน EnPAT สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม และตอบโจทย์เป้าหมายช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ จากความสำเร็จในการนำร่องใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในพื้นที่ จ.ชลบุรี มานานกว่า 1 ปี 6 เดือน ภายใต้ความร่วมมือของ ENTEC สวทช. และ กฟภ. ได้เดินหน้าต่อยอดการนำร่องใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT พร้อมระบบติดตามผลแบบออนไลน์อีก 8 เครื่อง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ทั่วทุกภูมิภาคของไทย ได้แก่ ปทุมธานี ราชบุรี นครราชสีมา อุดรธานี เชียงราย เชียงใหม่ ชุมพร และอุบลราชธานี เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริง และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนทั้งผู้ใช้งาน ผู้ผลิต และประชาชน ( https://youtu.be/hBL7lOTkg4w ) คุณจักรพล สันติยานนท์ ผู้จัดการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขารังสิต ให้สัมภาษณ์ระหว่างกิจกรรมการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT ว่าการใช้น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า EnPAT เป็นการยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชน ด้วยคุณสมบัติเด่น คือ ติดไฟยาก เมื่อมีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือหม้อแปลงระเบิด อย่างที่เคยเกิดกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา จะช่วยลดความรุนแรง และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนในพื้นที่ได้ โดยเฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขารังสิต ดูแลพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น จะมีความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ กฟภ. มีมุมมองในเรื่องการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์หนึ่งขององค์กร น้ำมัน EnPAT ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ของ กฟภ. ได้ เนื่องจาก EnPAT ผลิตจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ จะช่วยยกระดับและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศได้
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นวัตกรรมคนไทย ! รถเข็นสระผม “แคร์ธี่” ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยติดเตียงและผู้ดูแล
  การสระผมเป็นกิจวัตรที่ทุกคนต้องทำเป็นประจำเพื่อทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะ ทั้งยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่การสระผมสำหรับผู้ป่วยติดเตียงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมแพทย์และนักวิจัยไทยจึงร่วมกันพัฒนานวัตกรรมรถเข็นสระผม “แคร์ธี่” (Kathy) ที่ช่วยให้การสระผมของผู้ป่วยติดเตียงสะดวกยิ่งขึ้น ประหยัดเวลา และลดความเสี่ยงการบาดเจ็บของผู้ดูแลจากการทำงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ พัฒนานวัตกรรมรถเข็นสระผม “แคร์ธี่” เพื่ออำนวยความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่เคลื่อนย้ายลำบากให้สามารถสระผมที่เตียงได้   [caption id="attachment_74669" align="aligncenter" width="750"] ดร.ฉัตรชัย จันทร์เด่นดวง นักวิจัย เอ็มเทค สวทช.[/caption]   ดร.ฉัตรชัย จันทร์เด่นดวง ทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การสระผมให้ผู้ป่วยติดเตียงในโรงพยาบาลนั้นมีความลำบาก ทำได้ไม่สะดวก ต้องใช้บุคลากรหลายคน และใช้อุปกรณ์จำนวนมาก อีกทั้งยังเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุต่อผู้ปฏิบัติงาน สถาบันประสาทวิทยาจึงได้ร่วมกับทีมวิจัยเอ็มเทคในการพัฒนารถเข็นสระผมผู้ป่วยติดเตียง โดยทีมวิจัยได้เข้าไปศึกษาขั้นตอนการสระผมให้ผู้ป่วยติดเตียงจากพยาบาลที่สถาบันประสาทวิทยา และออกแบบพัฒนารถเข็นสระผมให้มีฟังก์ชันการใช้งานตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานจริง   [caption id="attachment_74670" align="aligncenter" width="750"] นายแพทย์วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไท นายแพทย์เชี่ยวชาญกลุ่มงานประสาทศัลยศาสตร์ สถาบันประสาทวิทยา[/caption]   "จากการศึกษาและสังเกตการสระผมให้ผู้ป่วยติดเตียงที่สถาบันประสาทวิทยาพบว่า การสระผมแต่ละครั้งต้องใช้บุคลากร 2 คน และใช้รถเข็น 2 คัน คันหนึ่งสำหรับบรรทุกภาชนะใส่น้ำ อีกคันหนึ่งเป็นอ่างสระผมพร้อมถังรองรับน้ำทิ้งอยู่ใต้อ่างสระผม เวลาสระผมให้ผู้ป่วยพยาบาลคนหนึ่งจะเป็นผู้ประคองศีรษะและสระผมให้ผู้ป่วย ส่วนพยาบาลอีกคนหนึ่งจะคอยใช้ขันตักน้ำราดศีรษะ ซึ่งก่อนสระผมพยาบาลจะต้องยกภาชนะใส่น้ำที่มีน้ำหนักมาก ขึ้นลงบนรถเข็น ทำให้เสี่ยงต่ออาการปวดหลัง และยังเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุจากการลื่นล้มหากมีน้ำหกเลอะเทอะ อีกทั้งการใช้รถเข็น 2 คันทำให้ใช้พื้นที่ในการปฏิบัติงานมาก ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานจึงมีความต้องการรวมอุปกรณ์ทุกอย่างสำหรับสระผมผู้ป่วยให้อยู่ในรถเข็นคันเดียว โดยสามารถลดภาระงานของบุคลากรและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและผู้ป่วย”     ทีมวิจัยได้ออกแบบรถเข็นสระผมแคร์ธี่ให้มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้ดูแลผู้ป่วย โดยรวมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการสระผมผู้ป่วยไว้ในรถเข็นคันเดียว ประกอบด้วย อ่างสระผมพร้อมที่รองศีรษะ หัวฝักบัวและหัวฉีด ถังเก็บน้ำดี ถังรองรับน้ำทิ้ง ช่วยให้บุคลากรไม่ต้องเคลื่อนย้ายอุปกรณ์หลายชิ้น และลดขั้นตอนการทำงาน มีระบบปั๊มน้ำที่ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเปิดก๊อก และหยุดทำงานเมื่อปิดก๊อก นอกจากนี้ยังมีไฟแจ้งเตือนระดับน้ำในถังเก็บน้ำ ทำให้ทราบปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ ช่วยให้บริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเติมน้ำเข้าถังได้โดยตรงด้วยการต่อสายยางจากก๊อกน้ำ และเลือกการใช้งานแบบต่อน้ำตรงเพื่อใช้น้ำได้ต่อเนื่องได้อีกด้วย   [caption id="attachment_74671" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยส่งมอบรถเข็นสระผมแคร์ธี่ให้แก่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี[/caption]   จุดเด่นของรถเข็นสระผมแคร์ธี่ คือ อ่างสระผมมีที่รองศีรษะพร้อมหมอนรองคอ จึงไม่ต้องประคองศีรษะผู้ป่วยเวลาสระผม มีหัวฝักบัวยืดหยุ่นและสายหัวฉีดให้เลือกใช้งานได้ตามความสะดวก สามารถปรับระดับความสูงของอ่างสระผมให้เหมาะกับความสูงเตียงหรือสรีระของผู้ใช้งานได้ ทำให้ไม่ต้องก้มมากเกินไป โครงสร้างรถเข็นทำจากอะลูมิเนียมโพรไฟล์และสเตนเลส แข็งแรง ทำความสะอาดง่ายและไม่เป็นสนิม ระบบไฟฟ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ที่ชาร์จไฟใหม่ได้ มีระบบความปลอดภัยต่าง ๆ เช่น ระบบป้องกันการชาร์จไฟระหว่างใช้งาน จึงไม่ต้องกลัวไฟดูด ระบบตัดน้ำอัตโนมัติในถังน้ำดีเมื่อเติมน้ำเต็มถัง ระบบป้องกันน้ำล้นในถังน้ำทิ้ง ระบบไฟแจ้งเตือนระดับน้ำในถัง ระบบใช้ไฟฉุกเฉินจากอะแดปเตอร์ในกรณีแบตเตอรี่หมดกะทันหันระหว่างใช้งาน มาตรวัดแสดงปริมาณแบตเตอรี่ มีปลั๊กไฟสำหรับเครื่องเป่าผมพกพา 12 โวลต์ มีช่องเสียบ USB Type A และ Type C พร้อมด้วยตะกร้าวางของสเตนเลสสำหรับใส่อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้   [caption id="attachment_74672" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยส่งมอบรถเข็นสระผมแคร์ธี่ให้แก่โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์[/caption]   นายแพทย์วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไท นายแพทย์เชี่ยวชาญกลุ่มงานประสาทศัลยศาสตร์ สถาบันประสาทวิทยา และหัวหน้าโครงการพัฒนารถเข็นสระผมผู้ป่วย กล่าวว่า การนำนวัตกรรมรถเข็นสระผมมาใช้ในโรงพยาบาลช่วยให้การสระผมผู้ป่วยทำได้ง่ายขึ้นและบ่อยขึ้นกว่าเดิม ผู้ป่วยได้รับความสะดวกสบาย ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และลดภาระงานของพยาบาลจากเดิมที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ 2–3 คน เหลือเพียงพยาบาล 1 คนก็สามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถไปห้องน้ำเอง หรือจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การสังเกตอาการตลอดเวลา ก็รับการสระผมได้อย่างสะดวกและปลอดภัย   [caption id="attachment_74673" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยส่งมอบรถเข็นสระผมแคร์ธี่ให้แก่โรงพยาบาลเลิดสิน[/caption]   “นวัตกรรมรถเข็นสระผมไม่ได้จำกัดการใช้งานเฉพาะผู้ป่วยติดเตียงเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะไม่สามารถลุกไปห้องน้ำได้ชั่วคราว หรือยังไม่ควรอยู่ในท่ายืน คนไข้ที่ต้องอยู่ในท่านอนหรือยกหัวสูง รวมถึงคนไข้ที่มีแผลผ่าตัดบริเวณศีรษะ จำเป็นต้องสระผมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยสามารถป้องกันแผลผ่าตัดด้วยวัสดุกันน้ำและสระเฉพาะบริเวณโดยรอบ ทำให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยให้กระบวนการดูแลคนไข้เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ”   [caption id="attachment_74674" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยส่งมอบรถเข็นสระผมแคร์ธี่ให้แก่สถาบันโรคทรวงอก[/caption]   ปัจจุบันรถเข็นสระผมแคร์ธี่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าตามมาตรฐาน IEC 60335-1 ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) ตามมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ IEC 60601-1-2 และการป้องกันน้ำตามมาตรฐาน IEC 60529 (IPX4) ซึ่งทดสอบโดยศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) และได้จดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์และอนุสิทธิบัตร รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทมหานครมิทอล จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่าย   [caption id="attachment_74675" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยส่งมอบรถเข็นสระผมแคร์ธี่ให้แก่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี[/caption]   ทั้งนี้ เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับสถาบันประสาทวิทยา ได้รับทุนสนับสนุนจากกรมการแพทย์ เพื่อพัฒนาและผลิตรถเข็นสระผมแคร์ธี่และส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ 7 แห่ง นำไปใช้งาน ได้แก่ สถาบันประสาทวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) สถาบันโรคทรวงอก และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลอีกหลายแห่งในการทดลองการใช้งานรถเข็นสระผม เพื่อปรับปรุงพัฒนารถเข็นสระผมรุ่นต่อไปให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นและต้นทุนต่ำลง   [caption id="attachment_74677" align="aligncenter" width="750"] นวัตกรรมรถเข็นสระผมแคร์ธี่[/caption]   “การใช้งานรถเข็นสระผมแคร์ธี่ช่วยลดภาระงานหนักและเพิ่มความสะดวกให้แก่พยาบาลในการทำงานดูแลผู้ป่วย ป้องกันการบาดเจ็บหรือปวดเมื่อย ลดจำนวนบุคลากรในการทำงาน ลดเวลาในการปฏิบัติงาน จากปกติต้องใช้เวลา 30 นาทีในการสระผมให้ผู้ป่วย 1 คน เหลือเพียง 10-15 นาที ทำให้สามารถสระผมให้ผู้ป่วยได้มากขึ้น ผู้ป่วยที่ได้รับการสระผมจะมีสุขอนามัยที่ดี รู้สึกผ่อนคลาย และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น” ดร.ฉัตรชัยกล่าว นวัตกรรมรถเข็นสระผมแคร์ธี่ไม่เพียงตอบโจทย์ปัญหาหลายมิติ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ความปลอดภัยในการทำงาน แต่ยังเป็นนวัตกรรมที่จำเป็นและมีความหมายอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น สนใจนวัตกรรมรถเข็นสระผมแคร์ธี่ ติดต่อได้ที่ เอ็มเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6500 เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กและอินโฟกราฟิกโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา และวีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ดร.ฉัตรชัย จันทร์เด่นดวง เอ็มเทค และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. จับมือพันธมิตร ปั้นนวัตกรเพื่อชาติ เสริมทักษะให้นักเรียนทุนฯ ผสานงานวิจัยสู่การแก้ปัญหาจริง
(วันที่ 11 กันยายน 2568) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนานักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่สำเร็จการศึกษา ประจำปี 2568 หัวข้อ "Innovating Tomorrow: Scholars Leading Thailand's Future" ซึ่งเป็นการสัมมนาครั้งสำคัญสำหรับนักเรียนทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำเร็จการศึกษาประจำปี 2568 โดยมีนักเรียนทุนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติเข้าประมาณ 80 คน ร่วมรับฟังการถ่ายทอดแนวคิดจากผู้บริหารระดับสูงให้นักวิจัยรุ่นใหม่เปลี่ยนมุมมองจากการทำผลงานเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการส่วนตน ไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประเทศ การสัมมนาภายใต้หัวข้อ "Innovating Tomorrow: Scholars Leading Thailand's Future" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน 2568 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง, เตรียมความพร้อมและสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน, และเสริมทักษะการสร้างผลงานวิจัยที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ ดร.พัชร์ลิตา  ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้านพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กล่าวว่า สวทช. ได้รับมอบหมายจากกระทรวง อว. ให้เป็นหน่วยงานที่ดูแลการศึกษาของนักเรียนทุนรัฐบาล และจัดงานสัมมนาในวันนี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่างนักเรียนทุนรุ่นใหม่ เตรียมความพร้อมและสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนทุนสามารถเริ่มต้นการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศชาติได้อย่างแท้จริง นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประธานในพิธีฯ กล่าวเปิดงานว่า การจัดงานในวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่นักเรียนทุนได้มาทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต ซึ่ง “นักเรียนทุนรัฐบาล” ทุกคนเป็นความหวังที่จะช่วยกันนำผลงานวิจัยมาพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ยังทำให้นักเรียนทุนได้เข้าใจถึงระเบียบและแนวทางการปฏิบัติงานในหน่วยงานต้นสังกัดต่อไป ที่จะช่วยส่งเสริมทั้งด้านการทำวิจัยและการทำงาน ซึ่งทราบกันดีว่านักเรียนทุนจะต้องมีความก้าวหน้าทางวิชาการ เช่น การขอตำแหน่งทางวิชาการ หลายคนได้ดำรงตำแหน่งทางการบริหาร โดยนักเรียนทุนรุ่นพี่ที่จบมาหลายท่านได้มีบทบาทสำคัญในการนำผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนประเทศอย่างต่อเนื่อง โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการใช้ศักยภาพของบุคลากรระดับหัวกะทิได้ไม่เต็มที่ พร้อมชวนตั้งคำถามให้นักวิจัยรุ่นใหม่ทบทวนเป้าหมายว่า "เราทำวิจัยเพื่ออะไร" และเน้นย้ำว่า เป้าหมายไม่ควรเป็นเพียงการตีพิมพ์ผลงานวิชาการเพื่อตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่สภาวะ "everyone for themselves" หรือ “ตัวใครตัวมัน” แต่ควรเป็นการนำความต้องการที่แท้จริงของประเทศมาเป็นที่ตั้ง เพื่อค้นหาโจทย์วิจัยที่เหมาะสมและสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติอย่างคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากความรู้และเทคโนโลยีเดินจากจุดที่เราเรียนจบมาไกลมากแล้ว จึงต้องเรียนรู้เพิ่มแต่ต้องทำภาพการทำงานวิจัยของตัวเองให้ชัด สร้างคุณค่าให้ตัวเอง เข้าใจและมีความสามารถที่จะหาโจทย์วิจัยที่เหมาะสมกับตัวเองและนำไปทำงานได้ผลสำเร็จ นอกจากนี้ ดร.สิทธิสุนทร สุโพธิณะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนทุนรัฐบาลฯ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเป็นนักวิจัยอาชีพ โดยแนะนำให้นักวิจัยใหม่เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจระเบียบการทำงานของหน่วยงาน, เรียนรู้ธรรมชาติของโครงการวิจัยแต่ละประเภท, และให้ความสำคัญกับการสร้างทีมงานวิจัยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในการบริหารโครงการขนาดใหญ่ ด้านกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “Driving Thailand’s Future: Innovation, Startups, and Ecosystem” โดยสมาคมนักวิจัยไทยรุ่นใหม่ (TYSA) นำโดย ดร.อุดม แซ่อึ่ง ดร.ศศิธร ศรีสวัสดิ์ รศ. ดร.ศิวัช ลาวัลย์วดีกุล ผศ. ดร.ภาคภูมิ บวบทอง ดร.ชัยณรงค์ อมรบัญชรเวช และคุณเชษฐ์ธิดา ศรีสุขสาม ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของนักวิจัยที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายเส้นทางมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ เน้นการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของนักวิจัยใหม่ด้วยแนวคิดที่ตอบโจทย์ อาทิ เข้าใจผู้ใช้ (User) ต้องรับฟังความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้งานให้มาก เพราะสิ่งที่ดีที่สุดของนักวิจัยอาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการ หาโจทย์จาก Pain Point ค้นหา "Pain Point" ที่แท้จริงของผู้ใช้หรือสังคมเพื่อนำมาเป็นโจทย์วิจัย แทนที่จะคิดต่อยอดจากความรู้เดิมเพียงอย่างเดียว สร้างผลกระทบ ไม่ใช่แค่สร้างความรู้ การทำงานวิจัยไม่ควรมีเป้าหมายเพียงเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ในเอกสารทางวิชาการ (add knowledge into the Literature) พัฒนาทักษะด้านปฏิสัมพันธ์ (People Skill) ทักษะการสื่อสารและการเข้าหาผู้คนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จ การสัมมนาในวันแรกได้ปิดฉากลงด้วยการส่งสารที่ชัดเจนถึงนักวิจัยคลื่นลูกใหม่ว่า อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือของพวกเขา และทิศทางของการวิจัยและนวัตกรรมนับจากนี้ จะต้องถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จส่วนตน นั่นคือการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน    
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. และ มหาวิทยาลัยพะเยา ลงนามความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและบุคลากร ตอบโจทย์นโยบาย “อว. for EV”
วันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  โดย  ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สวทช. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)  กับ มหาวิทยาลัยพะเยา โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา ในการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า โดยมี ดร.ชินะ เพ็ญชาติ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. และผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุวิทย์ ปัญญาวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายสิ่งแวดล้อมและภูมิทัศน์ มหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมเป็นพยาน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้ง  2 หน่วยงาน ในการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนนโยบาย “อว. for EV” ซึ่งประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาทักษะบุคลากร (EV-HRD)  โดยมุ่งเน้นบุคลากรตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป 2) การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน (EV-Transformation) และ 3) การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทย  (EV-Innovation) นอกจากจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม พลังงาน และสังคมแล้ว ยังเป็นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยอีกด้วย นอกจากนี้ คณะผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยพะเยายังเข้าเยี่ยมชมความก้าวหน้าของห้องปฏิบัติการวิจัยภายใน สวทช. ประกอบไปด้วย ห้องวิจัยผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและอิเล็กทรอนิกส์กำลัง  ห้องวิจัยมอเตอร์และการแปลงผันกำลังงาน  ห้องวิจัยวิศวกรรมน้ำหนักเบา และห้องวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน โดยมี คุณวรัญญู ผิวทองคำ ดร.บุรินทร์ เกิดทรัพย์ คุณปิยพงศ์ เปรมวรานนท์ ดร.มานพ มาสมทบ ร่วมต้อนรับและแนะนำงานวิจัย ตามลำดับ ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้มอบของที่ระลึกแก่อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยาในโอกาสดังกล่าว ตอกย้ำบทบาทของ สวทช. ในการผลักดันการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. มอบประกาศนียบัตร “โปรแกรมเสริมแกร่งผู้ประกอบการปรับตัวสู่การผลิตดิจิทัล” สร้างที่ปรึกษาด้านการผลิตดิจิทัล 51 คน หนุนอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่ Industry 4.0
(วันที่ 12 กันยายน 2568) ณ ห้อง SD-601 อาคารสราญวิทย์ สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร “โปรแกรมเสริมแกร่งผู้ประกอบการปรับตัวสู่การผลิตดิจิทัล (Digital Manufacturing Advisor : DMA)” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการสนับสนุนการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยสู่การผลิตดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. ผู้ประกอบการและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสวทช. กล่าวแสดงความยินดีและเน้นย้ำว่า โครงการ DMA ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนากำลังคนและผู้ประกอบการไทยเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นทั้งการอบรมเชิงทฤษฎี การฝึกปฏิบัติ และการให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้จริงในองค์กร ตั้งแต่การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การวางแผนการลงทุน ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุนและสิทธิประโยชน์จาก BOI และสถาบันการเงิน ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ DMA ประสบความสำเร็จในการสร้าง “ที่ปรึกษาด้านการผลิตดิจิทัล” กว่า 51 คน ครอบคลุมโรงงานผู้ผลิต บริษัท System Integrator (SI) นักวิจัย และบุคลากรของ สวทช. ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ Industry 4.0 ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ตลอดการดำเนินโครงการ โรงงานผู้ผลิต 12 แห่งที่เข้าร่วม ได้ลงทุนจริงรวมกว่า 15.2 ล้านบาท ระหว่างเดือนมีนาคม–สิงหาคม 2568 และมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดการลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 114 ล้านบาท ในช่วงปี 2568–2570 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยในการปรับตัวสู่อนาคต “ความสำเร็จในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของผู้เข้าร่วมโครงการ แต่ยังเป็นความสำเร็จร่วมกันของ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยสู่ยุคดิจิทัล” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้ายทั้งนี้ สวทช. มีความตั้งใจที่จะสานต่อความสำเร็จ ด้วยการพัฒนาหลักสูตร DMA รุ่นต่อไป เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการและที่ปรึกษาด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรมโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) สนับสนุนงบประมาณผ่านแผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai Subcon) และสมาคมการจัดการระบบคลังสินค้าไทย (TIA) นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์จาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควบคู่กับความร่วมมือด้านสินเชื่อจาก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันได้อย่างครบวงจร
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“สุดาวรรณ” อำลากระทรวง อว. ฝากรัฐมนตรีใหม่สานต่อนโยบายสำคัญ ดึงมหาวิทยาลัย-สถาบันวิจัยลุยแก้ปัญหาตอบโจทย์ท้องถิ่น พร้อมใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรมเปิดโอกาส สร้างความเท่าเทียม ลดเหลื่อมล้ำ
 วันที่ 12 ก.ย.68 น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และทีมการเมือง ประกอบด้วย น.ส.พลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวง อว. และ วิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวง อว. ร่วมพิธีอำลาตำแหน่ง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวง อว. เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกระทรวง อว. ทุกคน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานอย่างเต็มที่ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้ดิฉันจะดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวง อว. เพียงไม่นาน แต่ระยะเวลากว่า 2 เดือนนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ความมุ่งมั่น และศักยภาพของบุคลากรทุกคน ที่ทุ่มเทในการขับเคลื่อนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง ดิฉันเชื่อมั่นว่า ด้วยรากฐานที่กระทรวง อว. ได้ร่วมกันวางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคนและกำลังแรงงานยุคใหม่ การยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ระดับนานาชาติ การสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการนำองค์ความรู้ไปยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ขอฝากให้พวกเราและท่านรัฐมนตรีคนต่อไปช่วยสานต่อภารกิจและนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะการนำองคาพยพของกระทรวง อว. ลงไปช่วยพัฒนาและแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาส สร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ให้กับคนไทยทุกคน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน จากนั้น ผู้บริหารกระทรวง อว. นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานได้ร่วมแสดงมุทิตาจิตและมอบดอกไม้แด่ น.ส.สุดาวรรณ โดยปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงไม่นานที่พวกเราชาวกระทรวง อว. ได้ร่วมงานกับรัฐมนตรีสุดาวรรณ แต่ก็ทำให้เราได้เห็นถึงความตั้งใจจริง เห็นแนวทางการทำงานที่ชัดเจนและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่พวกเราทุกคนในการร่วมกันสร้างสรรค์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ให้เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของประเทศ และขอยืนยันว่า พวกเราจะยังคงยึดมั่นในพันธกิจและหน้าที่ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของท่านและเพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติตลอดไป ทั้งนี้ ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา น.ส.สุดาวรรณ ได้ขับเคลื่อนผลงานสำคัญหลายด้าน อาทิ 1. ขับเคลื่อน Soft power ไทยสู่สากล จากงานวิจัยสู่ชีวิตจริง โดยเน้นบทบาทของ อว. ในการพัฒนากำลังคนทักษะสูง สนับสนุนทุนวิจัย เปิดพื้นที่และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งกายภาพและดิจิทัล 2. อนุมัติ 5 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ใหม่ ระดับปริญญาโท-เอก เพื่อผลิตนักวิจัยขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาการข้อมูลเชิงพื้นที่ ระบบราง เภสัชศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในสุขภาพ 3. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา รองรับผู้ประสบภัยกว่า 7,600 คน โดยมหาวิทยาลัยในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว 4. ระดมรับมือภัยน้ำท่วมและพายุวิภา ตั้ง War Room ตลอด 24 ชั่วโมง ใช้ข้อมูลน้ำและดาวเทียมประเมินพื้นที่เสี่ยง พร้อมระดมมหาวิทยาลัยในพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน 5. ยกระดับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (RSP) ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับพื้นที่ สร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ 6. เปิดตัว TCASFolio แฟ้มสะสมผลงานมาตรฐานสำหรับนักเรียนใช้ฟรีใน TCAS69 พร้อมจัดสอบสำรองและสนับสนุนค่าสมัคร ลดภาระผู้ปกครอง และ 7. ผลักดัน “อว. For Water” เป็นนโยบายชาติ เตรียมจัดทำสมุดปกขาวเพื่อการแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน โดยเน้นการบูรณาการ องค์ความรู้ และการนำไปใช้จริง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสำคัญ คือ โครงการ “1 มหาวิทยาลัย 1 ภารกิจ เพื่อท้องถิ่น” โดยดึงมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยลุยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม พร้อมเดินหน้าพัฒนากำลังคน ลดเหลื่อมล้ำ ให้ทุนเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ทั้งทุนเพื่อนักศึกษาพิการ ทุนเพื่อเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ทุน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอื่นๆ อีก 7,900 ทุน ขณะที่การบริหารจัดสรรทุนวิจัยต้องมีความรัดกุม เน้นประสิทธิภาพและประโยชน์ครอบคลุมทุกมิติ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์