หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ไบโอเทค สวทช.-TSP และพันธมิตรภาคเอกชน จัดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่อุทยานวิทย์ฯ “Smart Agi Days 2025: นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต”
(28 สิงหาคม 2568) ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค-สวทช.) จัดงาน "Smart Agi Days 2025: นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต" เพื่อส่งเสริมและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและพืชศักยภาพสูง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลากหลาย อาทิ การเสวนาเชิงวิชาการ กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Work shop) เช่น การสร้างสรรค์เมนูจากสมุนไพรพรีเมียมูลค่าสูง งานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้านการเกษตรและสมุนไพร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ กลุ่มเป้าหมายของงาน ทั้งเกษตรกรผู้ผลิต สมุนไพร ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพืชและสมุนไพร หน่วยงานรัฐและเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้สนับสนุนการจัดงานตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่งาน Smart Agri Days 2025: นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต” จัดขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ของผู้ประกอบการไทย ในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมให้ก้าวทันยุคสมัย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและพืชเศรษฐกิจ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญ การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) AI และหุ่นยนต์การเกษตรมาใช้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง รวมทั้งที่สำคัญคือ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตจากฝีมือคนไทย “ในนามหน่วยงานงานวิจัย ไบโอเทค สวทช. เชื่อมั่นว่า ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปต่อยอดในธุรกิจได้อย่างสร้างสรรค์ การมีบทบาทร่วมกันในงานนี้ จะเป็นการผนึกกำลังที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนได้ ทั้งนี้ งาน Smart Agri Days 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานพันธมิตรอย่างยิ่งใหญ่ ในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งเป็นประชาคมวิจัยที่มีระบบนิเวศวิจัยที่ครบครัน หวังว่างานทั้ง 2 วันที่จัดขึ้น จะเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปใช้พัฒนาและยกระดับการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม” ภายในงานยังมีการจัดแสดง Tech Hi-light: หุ่นยนต์อัจฉริยะเพื่อการเกษตร “PhenoRobot” ฟีโน-โรบอท หุ่นยนต์สำหรับวิเคราะห์ลักษณะทางฟีโนไทป์ของพืช และ “Herbotron” หุ่นยนต์เก็บเกี่ยวสมุนไพรในโรงเรือน การแสดงและจำหน่ายสินค้าด้านการเกษตรอัจฉริยะ และผลิตผลด้านการเกษตร บริการให้คำปรึกษาด้านการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งเวทีพบปะเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่ครบวงจร ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ณ ลานกิจกรรม (Event Square) ชั้น 2 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ABTC 2025 เปิดเวทีลงนามความร่วมมือ 8 ฉบับ พัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และ EV เสริมศักยภาพอาเซียนสู่ศูนย์กลางพลังงานสะอาดและ Net Zero
วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมทราย ลากูน่า จังหวัดภูเก็ต: หนึ่งในไฮไลต์ของงานประชุมวิชาการ 3rd ASEAN Battery Technology Conference (ABTC) 2025 เป็นเวทีสำคัญในการเปิดตัวความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระดับภูมิภาค คือพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างพันธมิตรด้านอุตสาหกรรมพลังงานและเทคโนโลยีชั้นนำของภูมิภาค เพื่อผลักดันการพัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่และสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรในอาเซียนสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ในอนาคต ซึ่งจัดโดยสมาคมเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) TESTA ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักด้านวิชาการ เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และมาตรฐานด้านความปลอดภัยของแบตเตอรี่ให้กับเครือข่ายอาเซียน เป็นก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค โดยพิธีลงนามครอบคลุมความร่วมมือ 8 ฉบับ ได้แก่ 1. ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านมาตรฐานแบตเตอรี่สับเปลี่ยนได้สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ระหว่าง Amphenol Communications Solutions และ Thailand Standard Swappable Battery Consortium for Small E-Mobility (Swap2gether) 2. ความร่วมมือด้านการพัฒนาและติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ในระดับโครงข่ายไฟฟ้าในอาเซียน ระหว่าง Singamas Group และ Narada Zhejiang Group 3. การจัดตั้งแพลตฟอร์มความร่วมมือ Sineuro Collaborative Platform เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระดับภูมิภาค โดยมีพันธมิตรหลัก ได้แก่ NextGEN Energy, Sineng Electric, Green Tenaga, Half Bridge Automation 4. ความร่วมมือในการผลักดันการยกระดับมาตรฐานและกระบวนการทดสอบแบตเตอรี่เคมีรุ่นถัดไป (Li-metal) ให้มีความปลอดภัยสูงสุด รองรับการใช้งานทั้งในภูมิภาคอาเซียนและในระดับสากล ระหว่าง Montavista และ ASTAR Battery Test Facility (ABTF) ร่วมกับพันธมิตรจาก Singapore Battery Consortium (SBC) และ UL Standards & Engagement (ULSE) 5. ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนานวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง ระหว่าง Hytzer Energy และ INV Corporation 6. การเปิดตัวความร่วมมือจัดทำเอกสารเผยแพร่ร่วมเกี่ยวกับภูมิทัศน์และระบบนิเวศแบตเตอรี่ในอาเซียน โดยเครือข่ายเทคโนโลยีแบตเตอรี่อาเซียน (ASEAN Battery Technology Network) และ CSIRO 7. ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง ASEAN Battery Safety Network กับ UL Standards and Engagement ด้านความปลอดภัยและมาตรฐานแบตเตอรี่ 8. ความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมแบตเตอรี่ระดับภูมิภาค โดย National Battery Research Institute (NBRI), Indonesia และ NanoMalaysia Berhad (NMB), Malaysia ความร่วมมือทั้งหมดนี้เป็นก้าวสำคัญสะท้อนถึงศักยภาพของอาเซียนในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก ทั้งยังเปิดโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการทั่วโลก สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero ในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
PATHUM INNOTECH Pitching 2025
ขอเชิญนักลงทุน ผู้ประกอบการ ที่สนใจธุรกิจนวัตกรรม โอกาสเดียวที่จะได้เห็น “สุดยอดนวัตกรรมไทยที่มีผลงานวิจัยรองรับ” ก้าวสู่เวทีการลงทุนและตลาดโลก 🚀 . PATHUM INNOTECH Pitching 2025 🔥 . ✨ พบกับ 8 ผลงานวิจัยนวัตกรรม ที่จะมา Pitch เพื่อพิชิตใจนักลงทุนและนักธุรกิจ! 💼 #งานนี้เหมาะสำหรับ ✅️ นักลงทุนที่มองหาโอกาสใหม่ ✅️ นักธุรกิจที่อยากร่วมทุนของจริง ✅️ คนรักนวัตกรรมและชาวปทุมธานีที่อยากเห็นผลงานคนไทยก้าวไกลระดับสากล 📅 29 สิงหาคม 2568 🕙 13:00 – 16:00 น. 📍 เวทีกลาง ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คลองหลวง ปทุมธานี 🎟 เข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย 👉 ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/Ys92J4ffyhrmhGp1A
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปิดเวที ABTC 2025 ที่ภูเก็ต ผลักดันบทบาทไทยสู่ศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการกักเก็บพลังงาน
วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ทราย ลากูน่า จังหวัดภูเก็ต: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ร่วมกับ Singapore Battery Consortium, NanoMalaysia, Electric Vehicle Association of the Philippines, National Battery Research Institute Indonesia, National Center for Sustainable Transportation Technology ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และบริษัท HIOKI จัดงานประชุมวิชาการ 3rd ASEAN Battery Technology Conference (ABTC) 2025 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในระดับภูมิภาค โดยในพิธีเปิด ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล นายกสมาคมเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC สวทช. กล่าวต้อนรับในฐานะผู้จัดงาน, นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน, ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวแสดงความยินดีและย้ำถึงบทบาทของประเทศไทยในการเป็นเวทีเชื่อมโยงวิชาการและอุตสาหกรรมด้านแบตเตอรี่ของอาเซียน และได้รับเกียรติจาก นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเปิดงาน ASEAN Battery Technology Conference (ABTC) เป็นเวทีประชุมระดับภูมิภาคที่สำคัญด้าน เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และโอกาสความร่วมมือในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภูมิภาคอาเซียนและระดับสากล การจัดการประชุมในครั้งที่ 3 นี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์สแตนลีย์ วิตติงแฮม เจ้าของรางวัลโนเบลด้านเคมี ประจำปี 2019 ได้ร่วมบรรยายพิเศษว่าด้วยพัฒนาการและความท้าทายของแบตเตอรี่ลิเทียม อีกทั้งมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการจากอาเซียนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และพลังงานสะอาดของภูมิภาค       ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล นายกสมาคมเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC สวทช. กล่าวว่า TESTA พร้อมด้วยพันธมิตรจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ร่วมกันจัดงานประชุมวิชาการเทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งอาเซียน ครั้งที่ 3 (ABTC 2025) ภายใต้ธีม “For a Greener Tomorrow: Advancing Battery Safety and Innovation for ASEAN’s Next Generation” มุ่งขับเคลื่อนความปลอดภัยแบตเตอรี่ และนวัตกรรมพลังงานสะอาดสู่อนาคตอาเซียน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกเข้าร่วม อาทิ Professor M. Stanley Whittingham เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 2019 และ Professor Yet-Ming Chiang หนึ่งใน 100 ผู้นำด้านความยั่งยืนโลกที่จัดอันดับโดย Forbes ภายในงานมีการบรรยายพิเศษ การเสวนานโยบายพลังงานอาเซียน การเปิดตัวเครือข่ายความปลอดภัยแบตเตอรี่อาเซียน (ASEAN Battery Safety Network) และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ พร้อมต้อนรับผู้เข้าร่วมกว่า 350 คนจาก 20 ประเทศ งานนี้ตอกย้ำบทบาทของ ABTC ในฐานะแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน ยกระดับนวัตกรรม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานว่า การเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ ไม่เพียงสะท้อนภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความงดงามทางธรรมชาติและการต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่ยังแสดงถึงบทบาทของภูเก็ตในฐานะเมืองแห่งการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม ความคิด และนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการประชุมที่มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความรู้และการขับเคลื่อนเทคโนโลยีแบตเตอรี่สู่อนาคตที่ยั่งยืน จังหวัดภูเก็ตมุ่งมั่นในการพัฒนาเป็น “เมืองแห่งความยั่งยืน” โดยย่านเมืองเก่าภูเก็ตตั้งเป้าหมายเป็นย่านประวัติศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทยที่ปลอดคาร์บอนภายในปี 2030 พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมูลนิธิเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของภูเก็ตยังได้ร่วมมือกับโรงแรมกว่า 600 แห่งเพื่อผลักดันการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าให้ร้อยละ 60 ของโรงแรมทั้งหมดผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GSTC ความพยายามเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก และสะท้อนถึงความสอดคล้องกับภารกิจของ ABTC ที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและอนาคตที่เป็นมิตรต่อโลก การประชุม ABTC 2025 ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีระดับอาเซียนที่เปิดโอกาสให้นักอุตสาหกรรมและนักวิชาการร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่ยังเป็นเวทีแห่งความร่วมมือเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตพลังงานสะอาดของภูมิภาคและของโลกต่อไป ด้าน ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC กล่าวว่า ENTEC สวทช. มีบทบาทในการก่อตั้งสมาคมระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยและสมาคมในประเทศ มีบทบาทในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การกำหนดนโยบาย และผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดของอาเซียน สำหรับการประชุม ABTC ได้จัดมาต่อเนื่องจากบาหลี สิงคโปร์ และมาถึงภูเก็ตในปีนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีควบคู่กับพันธกิจร่วมกันของภูมิภาค โดยการประชุมภายใต้แนวคิด “For a Greener Tomorrow: Advancing Battery Safety and Innovation for ASEAN’s Next Generation” ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าความปลอดภัยและนวัตกรรมต้องเดินไปพร้อมกัน หากอาเซียนจะก้าวสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืน  ดร.สุมิตรา กล่าวชื่นชม ศาสตราจารย์สแตนลีย์ วิตติงแฮม เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมี ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ โดยยกย่องว่าเป็นตัวอย่างของพลังทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกและอนาคตด้านพลังงานได้จริง และกล่าวทิ้งท้ายขอบคุณพันธมิตรอาเซียน ทั้งจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รวมถึงผู้จัดงาน นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรมทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการจัดงานครั้งนี้ เน้นย้ำว่าอนาคตด้านพลังงานเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องร่วมกันสร้างสรรค์และขับเคลื่อนไปด้วยกัน นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเปิดการประชุมวิชาการแบตเตอรี่แห่งอาเซียน ครั้งที่ 3 (ABTC 2025) เน้นย้ำไทยและอาเซียนต้องใช้โอกาสจากกระแสการค้าโลกและกำแพงภาษี มาขับเคลื่อนภูมิภาคให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ขณะที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปจับตามาตรการภาษีในสินค้ายานยนต์ไฟฟ้า อาเซียนไม่ควรมองว่าเป็นอุปสรรค แต่ต้องใช้เป็นแรงผลักดัน ด้วยการสร้างกฎเกณฑ์มูลค่าภูมิภาคที่ชัดเจน เพื่อทำให้สินค้าที่ผลิตในภูมิภาคมีความเข้มแข็ง และสามารถใช้เป็นพลังต่อรองทางการค้าในเวทีโลก สำหรับประเทศไทยกำลังเร่งก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตเซลล์แบตเตอรี่แห่งแรกของประเทศโดยบริษัท Sunwoda ซึ่งถือเป็นการเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเซลล์จนถึงการประกอบเป็นระบบ พร้อมเดินหน้ากฎหมายใหม่ว่าด้วยการจัดการซากรถยนต์ แบตเตอรี่ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่กับการพัฒนาแบตเตอรี่ใช้แล้ว (Second Life) ให้กลับมาเป็นระบบกักเก็บพลังงานสำหรับครัวเรือน โรงงาน และชุมชน นอกจากนี้ ความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่มีประเทศใดสามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ได้เพียงลำพัง อาเซียนจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน บน 3 หลักการสำคัญ คือ ความโปร่งใส ด้วยมาตรฐานและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน นวัตกรรม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ปลอดภัยและยั่งยืน และเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่เปลี่ยนของเสียให้เป็นทรัพยากร นายพงศ์พล กล่าวทิ้งท้ายว่า การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นแค่เวทีวิชาการ แต่คือการออกแบบกติกาใหม่ของอุตสาหกรรม หากอาเซียนสามารถรวมพลังและกำหนดมาตรฐานร่วมกันเราจะไม่เพียงแค่ตามการปฏิวัติยานยนต์ไฟฟ้าของโลกแต่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำ “แบตเตอรี่ไม่ได้วัดจากขนาดแต่จากพลังงานที่กักเก็บไว้ อาเซียนก็เช่นกัน ไม่ได้วัดจากพรมแดนแต่วัดจากพลังและเป้าหมายร่วม”
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ส่งมอบ “ไข่ผำพรีเมียม” หนุนภารกิจชายแดนไทย–กัมพูชา
จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ด้วยความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค–สวทช.) ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ “ไข่ผำพรีเมียม” จำนวน 1,000 ซอง แก่ ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อสนับสนุนทหารและผู้ประสบภัยในพื้นที่ชายแดน “ไข่ผำพรีเมียม” เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารในรูปแบบผงปรุงรสโรยข้าว (Wolffia Furikake) ผลิตจากพืชน้ำจืดธรรมชาติ อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมันต่ำ เหมาะสำหรับบริโภคทุกเพศทุกวัย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน COA, GMP, Halal รวมถึงผ่านการทดสอบการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ก่อโรคด้วยห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน การส่งมอบครั้งนี้สะท้อนถึงพันธกิจของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสร้างประโยชน์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่เพียงแต่ในยามปกติ แต่รวมถึงการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในยามวิกฤต เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโภชนาการที่เหมาะสมและมีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Smart Agri Days 2025
🎉 เชิญร่วมงาน Smart Agri Days 2025 🌱 นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต (www.nstda.or.th/agri2025) 🗓 วันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 📍 ชั้น 2 ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 📝 ลงทะเบียนร่วมงานฟรี! คลิกเลย: https://shorturl.asia/hNV4E 🌟 ทำไมต้องมาร่วมงานนี้? 🎯ฟัง Keynote Speaker ชั้นนำ เปิดมุมมองใหม่ๆ ✅ The next generation plant factories with artificial lighting (PFAL): From ‘culture’ to ‘civilization’ technologies โดย Prof. Toyoki Kozai มหาวิทยาลัยชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ✅ Thailand AgriTech x Trust: ทางรอดเกษตรกรไทยยุคดิจิทัล โดย คุณกำพล โชคสุนทสุทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม ✅ Future Trend & Technology of UAV in AgriTech โดย ดร.บัญญัติ บุญญา นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจอากาศยานบินต่ำ 📌 เสวนาที่น่าสนใจ ❇️ เปิดโมเดลธุรกิจโรงงานผลิตพืชสู่อนาคต (Plant Factory Blueprint) ❇️ พลังสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก (Thai Herbal Champions) 💡 Special Talk: เปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ▶ PRO-T Smart Wolffia Farming ▶TECO Smart Farming” 🤖 ชมนวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะเพื่อการเกษตร “PhenoRobot” และ “Herbotron” พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย 🍽️ เวิร์กช็อปสร้างรายได้สุดพิเศษ เมนูอาหารทานเล่นและเครื่องดื่มจากพืชผักสมุนไพรพรีเมี่ยม 🛒ช็อปและสัมผัสผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ 🧠 รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนา 🤝สร้างเครือข่ายธุรกิจและเชื่อมโยงพันธมิตรครบวงจร 📌 แผนที่สถานที่จัดงาน: www.nstda.or.th/r/7A5H8 ✉️ สอบถามเพิ่มเติม: smartagri@nstda.or.th 📞 โทร. 0 2564 7200 ต่อ 5394 (เบญญาภา) 📞 โทร. 0 2564 7170 ต่อ 71691 (อมรรัตน์)
ปฏิทินกิจกรรม
 
10 Technologies to Watch 2025: การเข้ารหัสลับหลังยุคควอนตัม (Post-Quantum Cryptography: PQC)
ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคที่ทุกอย่างกำลังเคลื่อนเข้าสู่โลกดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลกลายเป็นรากฐานสำคัญของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชีวิตประจำวันของเรา แต่เทคโนโลยีการเข้ารหัสที่เราใช้กันอยู่ เช่น RSA, ECC ที่เคยเชื่อถือได้ กำลังถูกท้าทายจากการมาถึงของคอมพิวเตอร์ควอนตัม คอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ที่เร็วขึ้น แต่เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนกฎของการคำนวณ โดยใช้ "อัลกอริทึมของชอร์" (Shor’s Algorithm) ถอดรหัสข้อมูลที่เคยปลอดภัยได้ในเวลาอันสั้น และภัยคุกคามที่น่ากังวลที่สุดคือผู้ไม่หวังดีอาจดักเก็บข้อมูลที่เข้ารหัส แล้วรอถอดรหัสในอนาคต (Harvest Now, Decrypt Later: HNDL) เมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมพร้อมใช้งาน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อข้อมูลความมั่นคงของชาติ ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ เทคโนโลยี "การเข้ารหัสลับหลังยุคควอนตัม" หรือ Post-Quantum Cryptography (PQC) จึงกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยมี สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIST) เป็นผู้กำหนดมาตรฐานอัลกอริทึม PQC ที่ป้องกันการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยอาศัยอัลกอริทึมคณิตศาสตร์ที่แบ่งได้เป็น 3 ประเภท มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกัน อัลกอริทึมเหล่านี้มักใช้ขนาดกุญแจหรือลายเซ็นที่ใหญ่ขึ้น อุปกรณ์ที่มีทรัพยากรจำกัด เช่น IoT อาจต้องปรับตัวตาม ตัวอย่างบริการแบบนี้ในตลาดโลก เช่น Amazon Web Services (AWS), IBM Quantum Safe, Google Cloud ที่ได้นำลายมือชื่อดิจิทัลที่ทนทานต่อควอนตัมมาใช้ นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา (ทั้ง Library และ SDK) ที่รวมอัลกอริทึม PQC สำเร็จรูปไว้ให้ใช้งานได้ทันที เช่น OpenSSL 3.5, WolfSSL, Open Quantum Safe Project ในปี 2025 มูลค่าตลาดของ PQC อยู่ที่ 1,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และคาดการณ์ว่าปี 2034 จะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น อยู่ที่ 37.72% ระหว่างปี 2025–2034 ประเทศไทยมีความตื่นตัวในการรับมือกับด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในยุคควอนตัม ดังเห็นได้จากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ริเริ่มออก “คำแนะนำแนวทางการปฏิบัติการเตรียมความพร้อมสำหรับยุคควอนตัม (Guidelines for Post-Quantum Readiness)” เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่างๆ เตรียมรับมือ ส่วนสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ซึ่งมีการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับ PQC และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สวทช. ก็เริ่มงานการวิจัยและพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยี PQC และพร้อมขยายความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน การเปลี่ยนผ่านสู่ PQC ไม่ใช่แค่เรื่องการอัปเกรดเทคโนโลยี แต่อาจมีส่วนช่วยให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ เช่น บริการให้คำปรึกษาด้าน PQC การพัฒนานวัตกรรมซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ปลอดภัย และการสร้างบุคลากรทักษะสูง ฯลฯ 📌 อ่านข้อมูลฉบับเต็มและข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/BtQWQ 📌 รับชมการบรรยายได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=8cAv6AEX55c
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
เวที Pitching Showcase ในงาน SME ต้องรอด 2025
ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอเชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวที “Pitching Showcase” ในงาน “SME ต้องรอด 2025” พบกับ 11 บริษัทดาวรุ่ง จากโครงการ Crossing the Chasm to High-Value SMEs (C-HV SMEs 2025) ที่จะมาโชว์ศักยภาพธุรกิจ นวัตกรรมล้ำสมัย และกลยุทธ์พลิกความท้าทายสู่โอกาสทางธุรกิจเทคโนโลยี! 🌟ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร...งานนี้มีคำตอบ! ✔️สำหรับผู้ประกอบการ SMEs: เรียนรู้กลยุทธ์และนวัตกรรมเพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ✔️สำหรับนักลงทุน: ค้นพบโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนใหม่ ๆ จากบริษัทที่มีศักยภาพสูง ✔️สำหรับทุกคนที่สนใจ: รับแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองทางธุรกิจให้กว้างไกล 🌠ไฮไลท์กิจกรรม Pitching Showcase: • เจาะลึกนวัตกรรมและกลยุทธ์ของ SMEs แถวหน้า • เปิดโอกาสสร้างเครือข่ายกับคู่ค้าและพันธมิตร • ค้นพบโอกาสทางธุรกิจและการเติบโต • จุดประกายไอเดียใหม่ ยกระดับธุรกิจของคุณ 📣โอกาสสำคัญที่ไม่ควรพลาด! พบ 11 SMEs ดาวรุ่ง โชว์ไอเดียพลิกธุรกิจ สู่ High-Value ในงาน SME ต้องรอด! 🗓️ วัน: อาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2568 ⏰ เวลา: 15.00 – 17.00 น. 📍 สถานที่: ห้องประชุมเสรี จินตนเสรี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 📌ลงทะเบียนเพื่อสำรองที่นั่งจำนวนจำกัด ! https://ai.multithai.com/online_register
ปฏิทินกิจกรรม
 
Young Researcher Camp ค่ายนักวิจัยรุ่นเยาว์
📢Young Researcher Camp ค่ายนักวิจัยรุ่นเยาว์🚀 🌟 ค่าย 2 วัน ที่จะพาน้อง ๆ ก้าวสู่โลกของนักวิจัย สร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดทักษะแห่งอนาคต! 📌 รับสมัครนักเรียน ระดับมัธยมต้น และมัธยมปลาย 🗓️ เปิดรับสมัคร 2 รุ่น 🔹 รุ่นที่ 1: 6–7 กันยายน 2568 🔹 รุ่นที่ 2: 5–6 ธันวาคม 2568 📍 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี (Thailand Science Park) 👨‍🔬 โดย ดร.กวิน การุณรัตนกุล นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สิ่งที่น้อง ๆ จะได้รับจากค่ายนี้ ✅ ทักษะการตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล ✅ การคิดเชิงตรรกะและการตรวจสอบข้อมูล ✅ ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม 📜 ผู้เข้าร่วมจะได้รับประกาศนียบัตร 💡 ค่ายกิจกรรม ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถก้าวเข้าสู่โลกอนาคต ด้วยทักษะด้านวิทยาศาสตร์ การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ 🧠 เพราะทักษะเหล่านี้ คือกุญแจสู่ความสำเร็จในทุกสายอาชีพ ✅ค่าใช้จ่ายในการอบรม 3,900 บาท พร้อมอาหารกลางวัน และอาหารว่าง ตลอดการอบรม 🎉🎊Promotion สุดคุ้ม! จับคู่สมัคร 2 คน รับส่วนลดค่าสมัครคนละ 900 บาท เมื่อสมัครและชำระเงิน ภายในวันที่ 30 ส.ค. 2568 เท่านั้น ✍️ ลงทะเบียนสมัคร และดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://shorturl.at/967pq 📞 โทร 062-479-8008, 094-567-9199 🌏Line@ ID: @brainadventurecamp หรือ คลิก >>> http://line.me/ti/p/%40hzv1539q
ปฏิทินกิจกรรม
 
FOREFOOD COHORT #5 DEMO DAY พบกับอนาคตของ FoodTech ที่จะเปลี่ยนโลก!
📢FOREFOOD COHORT #5 DEMO DAY พบกับอนาคตของ FoodTech ที่จะเปลี่ยนโลก! 🚀   📝 ลงทะเบียนเลย! FOREFOOD COHORT #5 DEMO DAY พบกับอนาคตของ FoodTech ที่จะเปลี่ยนโลก! เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ขอเชิญชวนนักลงทุน นักธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่สนใจกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมอาหาร (FoodTech Startup)   📅 วันที่: 23 กันยายน 2568 🕙เวลา: 10:00 - 19:00 น. 📍สถานที่: Singha Complex ชั้น 34 (ติด MRT เพชรบุรี) 👉https://goo.gl/maps/oeLnaJAs8KsuFk6F6   🚨 ไฮไลต์สุดพิเศษ 🎤 Keynote Sessions 🌟 "From Kitchen to Market: Scaling Food Innovation Beyond Borders" 🌟 "Ingredient Revolution: How Alternative Proteins are Reshaping Asia" 🌟 "The Art of Food Investment: What VCs Look for in FoodTech Startups" 🌟"Sustainability Meets Profitability: Building Green Food Businesses" 🌟"Consumer Behavior Evolution: Understanding the New Food Generation"   🚀 FoodTech Startup Pitching ชมการ Pitch จาก 16 ทีม FoodTech & AgriTech ที่พร้อมเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหาร   🤝 โอกาสในการ Networking • Business Matching กับนักลงทุน และพันธมิตรธุรกิจ • Product Showcase สัมผัสและทดลองผลิตภัณฑ์จริง • Cocktail Reception & Dinner   🎯 เหมาะกับใคร? ✅ นักลงทุน - ค้นหาโอกาสการลงทุนใหม่ ✅ ผู้ประกอบการ - แสวงหาพันธมิตรและไอเดีย ✅ นักวิจัย & นักพัฒนา - อัปเดตเทรนด์ล่าสุด ✅ บริษัทขนาดใหญ่ - หา Startup ร่วมงาน ✅ คนรักนวัตกรรม - สัมผัสอนาคตของอาหาร   💎 สิ่งที่คุณจะได้รับ 🔥 ความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ 🔥 เครือข่าย ในวงการ FoodTech 🔥 โอกาส ในการร่วมงานและลงทุน 🔥 แรงบันดาลใจ จากนวัตกรรมอาหาร 🔥 อาหาร & เครื่องดื่ม ฟรีตลอดงาน   📝 ลงทะเบียนวันนี้! 🔗 สมัครที่: https://forms.gle/vQrgUgWF1A3e9yQ38 📧 สอบถาม: foodinnopolis.accelerator@gmail.com ☎️ โทร: 0947463822 (ศิญากาญจน์) ⚡ จำนวนที่นั่งจำกัด! เพียง 200 ที่เท่านั้น   #FOREFOODDemoDay #FoodTech #Innovation #NSTDA #FoodInnovation #FoodTech #Networking #Investment
ปฏิทินกิจกรรม
 
อบรมเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและพืชท้องถิ่น”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ร่วมกับเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ขอเชิญผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และผู้สนใจ เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและพืชท้องถิ่น” 🗓 วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568🕙 เวลา 10.00 – 15.30 น.📍 ณ สำนักงานใหญ่ EECi ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การบรรยายความรู้ การสกัดสารสำคัญจากพืชสมุนไพร การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางด้วยนาโนเทคโนโลยี ข้อควรรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เวิร์กชอปสุดพิเศษ การสกัดสารสำคัญจากพืชสมุนไพร และการผสมสูตรตำรับผลิตภัณฑ์สเปรย์นวดผ่อนคลาย โดยทีมวิจัย NANOTEC เสวนาแรงบันดาลใจ หัวข้อ “วทน.ยกระดับชุมชนได้อย่างไร : จากความสำเร็จ สู่แรงบันดาลใจ” ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากชุมชนต้นแบบและนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ นิทรรศการ Show Case พบผลงานจากกลุ่มเกษตรและวิสาหกิจชุมชนในเขตพื้นที่ EECi เช่น กลุ่มผลิตไม้กฤษณา, วิสาหกิจชุมชนลฟุฟาลา, ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง และกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรบ้านตม การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรและพืชท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสู่เชิงพาณิชย์ 📌 เข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมรับความรู้และประสบการณ์ตรงจากนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. เปิดวิสัยทัศน์วาระ 2 “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ขานรับนโยบาย กวทช. เดินหน้าเต็มกำลัง ปั้นนวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
(วันที่ 25 สิงหาคม 2568) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี) - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานในวาระที่ 2 “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” พร้อมรับมอบนโยบายสำคัญจาก นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และประธานกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอผลงานเด่นในวาระที่ 1 ที่พิสูจน์ศักยภาพในการสร้างผลกระทบยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง และประกาศเดินหน้าเต็มกำลังด้วยวิสัยทัศน์ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยมี นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศาตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. คณะกรรมการ กวทช. คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี) นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ในฐานะประธาน กวทช. กล่าวว่า “ในวันนี้คณะกรรมการ กวทช. ได้รับทราบผลการดำเนินงานในวาระที่ 1 ของ สวทช. และได้ให้ความเห็นชอบแผนงานและรายชื่อคณะผู้บริหาร สวทช. ในวาระที่ 2 ภายใต้การนำของผู้อำนวยการ สวทช.แล้ว ขอเน้นย้ำว่า สวทช. คือ ขุมพลังหลักของประเทศในการวิจัย พัฒนา ออกแบบ วิศวกรรม และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์ โดยมีภารกิจสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ พร้อมได้มอบนโยบายให้ สวทช. นำไปขับเคลื่อนใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่การยกระดับเกษตรกรรมสมัยใหม่ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  การสร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำที่เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ไปจนถึงการพัฒนาเมืองน่าอยู่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และ (2) การพัฒนากำลังคน โดยให้ สวทช. มุ่งพัฒนากำลังคนในทุกระดับ และเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกรอบการพัฒนา AI แห่งชาติ ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำทีมคณะผู้บริหาร สวทช. และคณะผู้บริหารศูนย์แห่งชาติขานรับนโยบาย กวทช. พร้อมแถลงผลการดำเนินงานในวาระที่ 1 ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก สวทช. สามารถรับใช้สังคมและสร้างผลกระทบในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้จริงเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ปฏิรูปบริการรัฐ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยดิจิทัล สวทช. ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองและระบบสาธารณสุข ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยมีผลงานเด่น คือ Traffy Fondue (ทราฟฟี่ ฟองดูว์) ซึ่งเป็นมากกว่าแอปพลิเคชันรับแจ้งปัญหา แต่เป็นระบบนิเวศการบริหารจัดการเมืองที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน ปัจจุบันถูกนำไปใช้แล้วใน 29 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมประชากรกว่า 30-37 ล้านคน และมีส่วนราชการร่วมใช้งานกว่า 19,228 หน่วยงาน เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและสร้างความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ แต่ยังถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องมือสำคัญในภาวะวิกฤต เช่น การแจ้งรอยร้าวอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว การรายงานสถานการณ์และขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุทกภัย และการแจ้งเบาะแสต้นตอของฝุ่น PM2.5 ขณะเดียวกัน ในมิติสาธารณสุขที่ประเทศเผชิญกับความท้าทายจากความแออัดในโรงพยาบาล สวทช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มบริการการแพทย์ดิจิทัล Digital Healthcare ที่มีผู้ได้รับประโยชน์แล้วกว่า 7.8 ล้านคน และมีหน่วยงานเข้าร่วมแล้ว 8,441 แห่ง โดยมี แพลตฟอร์มบริการการแพทย์ปฐมภูมิ เป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อประชาชนกับหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่และสนับสนุนนโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแพลตฟอร์มบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินให้ทันท่วงที พร้อมกันนี้ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัยอย่าง แพลตฟอร์มนิรันดร์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะเป็นผู้ช่วยให้ผู้บริบาลสามารถติดตามและดูแลผู้สูงอายุในชุมชนได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สร้างความมั่นคงด้านอาหาร ทรัพยากร และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่คุกคามภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ สวทช. ได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวแห่งอนาคต เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ได้ข้าวพันธุ์ใหม่อย่าง ข้าวเจ้าพันธุ์ไบโอเทค 1 (A1) ที่มีความสามารถในการต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและยังให้ผลผลิตสูงถึง 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวเจ้าพันธุ์หอมชลสิทธิ์ 2 (S16) ที่ทนทานต่อน้ำท่วมฉับพลันและต้านทานโรคขอบใบแห้งและโรคไหม้ได้ดี  นอกจากนี้ยังมีข้าวหอมสยาม ข้าวเจ้าหอมพันธุ์ไทยพัฒนาโดย ไบโอเทค สวทช. ที่โดดเด่นด้านกลิ่นหอม รสชาติอร่อย ต้านทานโรคไหม้ ให้ผลผลิตดี และเหมาะกับพื้นที่หลากหลาย เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการพันธุ์ข้าวคุณภาพสูง ทั้งเชิงพาณิชย์และเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร ในด้านทรัพยากรพื้นฐาน สวทช. ได้จัดตั้งคลินิกคุณภาพน้ำ เพื่อจัดการกับวิกฤตน้ำอุปโภคบริโภคโดยตรง หลังพบข้อมูลน่ากังวลว่าน้ำประปาหมู่บ้านผ่านมาตรฐานน้ำดื่มได้เพียง 10% โดยได้พัฒนาเซนเซอร์ตรวจวัดสิ่งปนเปื้อนในน้ำ และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน และนำร่องใช้งานในพื้นที่จังหวัดลำปาง เชียงราย กำแพงเพชร พิษณุโลก กาฬสินธุ์ อุดรธานี และขอนแก่น ช่วยให้ 24,000 ครัวเรือนได้เข้าถึงน้ำสะอาดที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก สวทช. ได้พัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อ Net Zero และเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเป็นเครื่องมือให้แก่ภาครัฐและเอกชนกว่า 180 หน่วยงาน ในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่สำคัญฐานข้อมูลนี้ยังช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้พร้อมรับมือกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวด เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2569 นอกจากนี้ สวทช. ยังช่วยผู้ประกอบการไทย ยกระดับผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ด้วยแพลตฟอร์ม Food SERP แพลตฟอร์มส่วนผสมฟังก์ชัน อาหารและเวชสำอาง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักขับเคลื่อนประเทศ ได้แก่ มีการผลิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ 47 รายการ สร้างการลงทุน 318 ล้านบาท สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ 4,853 ล้านบาท มีมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 13,000 ล้านบาท และยังพัฒนาแพลตฟอร์ม Industry 4.0 Platform สนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิต โดยสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 แบบ ครบวงจร ผลลัพธ์คือมีโรงงานอุตสาหกรรมใช้งาน Thailand i4.0 Check up 917 ราย มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี Smart Factory สู่สถานประกอบการ 117 แห่ง และพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ของไทยให้มีระดับความพร้อมมากถึง 9 กลุ่มอุตสาหกรรม วิสัยทัศน์วาระที่ 2 สวทช. ชู สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานในวาระต่อไป ว่า สวทช. จะรับเอาโจทย์ประเทศจากผู้ที่มีปัญหาจริง และนักวิจัยรวมพลังทำจริง สวทช. จับมือกับกระทรวงต่าง ๆ  ทำเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ที่มีหน้าที่บริการประชาชนทำได้ดีขึ้น โดยเดินหน้าทำงาน ผ่านวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานในวาระที่ 2 คือ “สวทช. เป็นขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ด้วย 4 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) ขับเคลื่อนแผน S&T Implementation for Sustainable Thailand ร่วมกับพันธมิตรสำคัญเพื่อขยายผลสู่การใช้ประโยชน์งานวิจัยในสังคม (2) สร้างความเข้มแข็ง ความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีที่สำคัญเพื่อตอบโจทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ (3) สร้างการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของ สวทช. และพัฒนาบุคลากรด้าน วทน. และ (4) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและวัฒนธรรมการทำงานที่ไร้รอยต่อเพื่อประโยชน์ของประเทศเป็นอันดับแรก “ภายใต้กลยุทธ์เหล่านี้ สวทช. ในวาระที่ 2 เป้าหมายหลักเราต้องการให้งานวิจัยถึงผู้ใช้ประโยชน์จริง โดยใช้หลักการ “สร้าง-ปรับ-รักษา-ละทิ้ง” โดย สร้าง เป็นธงนำของการทำงานในการสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปรับ คือ ปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่นักวิจัยอยากทำ เป็นการเอาปัญหาประเทศเป็นตัวตั้ง เพื่อระดมสรรพกำลังแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม รักษา คือ การรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพและโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง ให้คงอยู่และเป็นที่พึ่งของสังคม และ ละทิ้ง คือ ละทิ้งความเชื่อที่ว่าความสำเร็จเท่ากับการตีพิมพ์หรือจดสิทธิบัตร” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เป้าหมายในการขับเคลื่อนขุมพลัง วทน. ทาง สวทช. พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตร มุ่งเป้าทำผลงานวิจัยที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศ  และเป็นภารกิจสำคัญในวาระต่อไปของ สวทช. อาทิ ด้านการศึกษา สวทช. จับมือกระทรวงศึกษาธิการ ขับเคลื่อนการใช้ AI ยกระดับการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำด้านการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์ม LEAD Education ซึ่งเป็นเทคโนโลยีด้านการศึกษา (EdTech) ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้โดยตรง โดยระบบจะใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากแพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้ครูสามารถเข้าไปช่วยเหลือและพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที รวมถึงแพลตฟอร์ม ‘KidBright μAI (คิดไบรท์ ไมโครเอไอ)’ ฝึกเขียนโค้ดและสร้างโมเดล AI เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ชีวิต ด้านเกษตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตและสร้างความมั่นคงทางอาหาร สวทช. จับมือทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเปลี่ยนเกษตรแบบดั้งเดิม สู่เกษตรสมัยใหม่  ผลักดันการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการพัฒนาโรงเรือนอัจฉริยะขนาดใหญ่ (Plant Factory) สามารถผลิตพืชผักและสมุนไพรมูลค่าสูงได้ตลอดทั้งปี การพัฒนาชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังเพื่อบรรเทาปัญหา ผลผลิตในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เพื่อแก้ปัญหาโรคพืช รวมถึงการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชเพื่อความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ สวทช. ได้ทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์เพื่อพัฒนาและขยายผลการพัฒนาวัคซีนสัตว์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข สวทช. พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข นำเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา สู่ “การแพทย์แม่นยำ” ทั้งการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางการแพทย์ (Medical AI Data Platform) ของประเทศไทย เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการผลิต AI สำหรับการวินิจฉัยโรคจากภาพถ่ายทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันได้รวบรวมภาพถ่ายทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคสำคัญ เช่น โรคทรวงอก มะเร็งเต้านม และโรคตา เพื่อให้นักวิจัยไทยสามารถพัฒนาเอไอช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) เพื่อนำข้อมูลจีโนมมาพัฒนาการวินิจฉัยรักษาคนไทยที่แม่นยำ ประหยัดค่าใช้จ่าย และป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านอุตสาหกรรม สวทช. จับมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออุตสาหกรรม 4.0 เข้าสู่โรงงาน เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องมาตรฐานโรงงาน โดยพัฒนาแพลตฟอร์มเพิ่มคุณภาพการผลิต สนับสนุนผู้ประกอบการไทยยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบครบวงจร อีกทั้งผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักวิจัย อุตสาหกรรม ภาคเอกชน นักนวัตกร ทำงานร่วมกันผ่านศูนย์นวัตกรรมเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน (SMC) ในการพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการ โรงงานต่าง ๆ ได้ใช้ประโยชน์จากศูนย์ SMC ทั้งในรูปแบบการสาธิต การเรียนรู้และการทดลองปฏิบัติ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ พัฒนาสู่โรงงานอัจฉริยะ เป็นต้น นอกจากนี้ สวทช. ยังจับมือกับกระทรวงมหาดไทย และภาครัฐที่ต้องการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ ได้ใช้ประโยชน์แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อบริหารจัดการภาครัฐด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี และ สวทช. ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน ระบบสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการติดตามและเฝ้าระวัง สถานการณ์ทางธรรมชาติแบบเรียลไทม์ (TanPibut) หรือ ทันพิบัติ ให้กับหน่วยงานด้านเตือนภัยพิบัติของประเทศใช้ประโยชน์ได้ทันทีในยามที่ประเทศต้องเผชิญภัยธรรมชาติ “ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่างการสร้างระบบนิเวศวิจัยที่ยั่งยืนและใช้ประโยชน์ได้จริง โดย สวทช. มุ่งมั่นในการส่งมอบ ‘พิมพ์เขียว’ ระบบนิเวศวิจัยแบบใหม่ของประเทศ เพื่อสร้างชาติ พัฒนาประเทศ ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรวิจัยและทุกภาคส่วน เดินหน้าเพื่อสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และพัฒนาประเทศไทยไปด้วยกัน” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์