ผลการค้นหา :
10 Technologies to Watch 2025: เทคโนโลยีเอพิเจเนติกเพื่อการตรวจประเมินสุขภาพระดับเซลล์ (Epigenetic Technology for Cellular Health Assessment)
เทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพันธุกรรมมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ความเข้าใจเรื่องการทำงานของยีน และการควบคุมการแสดงออกของยีนซึ่งมีความสัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมทั้งการกินอาหาร การนอนหลับ การออกกำลังกาย ฯลฯ ช่วยให้เข้าใจกลไกความเสื่อมของร่างกายและทำนายความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
เทคโนโลยีเอพิเจเนติก (Epigenetic Technology) ศึกษาการควบคุมการทำงานของยีนในร่างกาย โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลำดับดีเอ็นเอ ผ่านวิธีที่เรียกว่า นาฬิกาทางชีวภาพ วิธีที่นิยมคือการวิเคราะห์รูปแบบการเติมหมู่เมทิล (methyl group) บนตำแหน่งจำเพาะของดีเอ็นเอเพื่อดูว่ายีนนั้นมีการแสดงออกหรือไม่ ทำให้รู้อายุขัยที่ “ตรงตามความเป็นจริง” มากกว่าการดูจากอายุตามปฏิทิน ถือเป็นการตรวจประเมินสุขภาพบุคคลที่ทำในระดับเซลล์
ข้อมูลที่ได้นอกจากสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ผ่านมาแล้ว ยังเหมาะจะใช้วางแผนการใช้ชีวิตต่อไปอีกด้วย ในทางปฏิบัติอาศัยการเก็บตัวอย่างน้ำลาย เลือด หรือเนื้อเยื่อ (แล้วแต่กรณี) เพื่อนำไปวิเคราะห์รูปแบบของการเติมหมู่เมทิลดังกล่าวบนยีน นอกจากใช้ทำนายอายุชีวภาพได้แม่นยำขึ้นแล้ว ยังอาจใช้ทำนายความเสี่ยงโรคเรื้อรังบางชนิดได้ด้วย
ตัวอย่างของบริษัทที่ให้บริการการตรวจเอพิเจเนติก ได้แก่ TruDiagnostic (USA) ที่พัฒนาทั้ง “วิธีการตรวจ” และ “ผลิตภัณฑ์” ในการตรวจ เช่น GrimAge (ทำนายอายุขัยและความเสี่ยงเกิดโรค โดยนำปัจจัยเรื่องการสูบบุหรี่เข้ามาคำนวณด้วย) PhenoAge (ทำนายอายุชีวภาพ) DunedinPACE (ใช้ระบุอัตราความเร็วในการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความชราภาพ) และ Clock Foundation ให้บริการตรวจเอพิเจเนติกสำหรับบุคคลทั่วไป มูลค่าตลาดเทคโลโลยีเอพิเจเนติกนี้อยู่ที่ 39,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และมีอัตราการเติบโตแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 15
สำหรับในประเทศไทยเองเริ่มมีแนวโน้มการให้บริการตรวจประเมินสุขภาพระดับเซลล์เช่นนี้ ผ่านศูนย์สุขภาพของหน่วยงานวิจัย รวมถึงโรงพยาบาลรัฐและเอกชนซึ่งส่วนใหญ่ต้องส่งตัวอย่างไปตรวจในต่างประเทศ ปัจจุบัน สวทช. ยังไม่มีการทดสอบวิเคราะห์ในลักษณะนี้ แต่มีองค์ความรู้ที่จะพัฒนาวิธีการวิเคราะห์ทดสอบ รวมทั้งประยุกต์ใช้ในด้านการแพทย์ชะลอวัยหรือสุขภาพแบบองค์รวมในอนาคตต่อไป
📌 อ่านข้อมูลฉบับเต็มและข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/BtQWQ
📌 รับชมการบรรยายได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=8cAv6AEX55c
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
สวทช. โดย นาโนเทค และ EECi จัดเวิร์คชอปด้านสารสกัดสมุนไพรและพืชท้องถิ่น หนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพิ่มมูลค่า
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ระยอง - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เชื่อมโยงงานวิจัยสู่ผู้ใช้จริงผ่าน การอบรมเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและพืชท้องถิ่น” ที่ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและพืชท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนเพื่อยกระดับเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์พัฒนาจากสมุนไพรเพิ่มมูลค่า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค นำโดย ดร. อุดม อัศวาภิรมย์ ทีมวิจัยเกษตรนาโนขั้นสูง กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ หัวหน้าโครงการต่อยอดการพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพรและพืชท้องถิ่นในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ภายใต้แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และทีมวิจัยเข้าร่วมนำเสนอองค์ความรู้ และได้รับเกียรติจาก ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล ผู้อำนวยการ EECi กล่าวเปิดงานต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ผู้เข้าร่วมงาน
ภายในงาน มีทั้งการบรรยายให้ความรู้ เรื่องการสกัดสารสำคัญจากพืชสมุนไพร, การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางด้วยนาโนเทคโนโลยี และข้อควรรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง การอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การสกัดสำคัญจากพืชสมุนไพร และการผสมสูตรตำรับผลิตภัณฑ์สเปรย์นวดผ่อนคลาย นอกจากนี้ ยังเปิดเวทีเสวนาสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ “วทน. ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนได้อย่างไร” จากความสำเร็จสู่แรงบันดาลใจ นำงานวิจัย นวัตกรรม มาร่วมแก้ปัญหา ยกระดับมาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่น ในผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะสมุนไพรและพืชท้องถิ่น ของพื้นที่ EEC รวมถึงนิทรรศการแสดงผลงานจากวิสาหกิจชุมชนที่ร่วมโครงการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณา, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มลุฟฟาลา, ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรบ้านตม และวิสาหกิจชุมชนเห็ดเยื่อไผ่อำเภอวังจันทร์ อีกด้วย
กิจกรรมนี้ เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีนวัตกรรมของ สวทช. ที่ตกผลึกผลงานวิจัย นวัตกรรม และผลการดำเนินโครงการ สู่แนวทางการพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและพืชท้องถิ่น ที่ทีมวิจัยนาโนเทคพัฒนาร่วมกับเกษตรกรแกนนำในพื้นที่ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พัฒนาจากสมุนไพรให้เป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ยกระดับเกษตรกรรมไทย และคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างมั่นคง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ABTC 2025 เปิดเวทีวิสัยทัศน์แบตเตอรี่อาเซียน เชื่อมเทคโนโลยี มาตรฐาน และการลงทุนสู่อนาคตพลังงานใหม่
วันที่ 28–29 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ทราย ลากูน่า จังหวัดภูเก็ต: ในการประชุมวิชาการ 3rd ASEAN Battery Technology Conference (ABTC) 2025 เวทีสำคัญที่เป็นหมุดหมายหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต โดยเน้นทั้งการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมพลังงานสะอาด โดยสมาคมเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
TESTA และเครือข่ายพันธมิตร มีบทบาทสำคัญในการผลักดันองค์ความรู้และมาตรฐานด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานสู่ระดับภูมิภาค ทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านวิชาการและการวิจัย พัฒนาแนวทางยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมพลังงาน และประสานความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานกำหนดนโยบาย และนักวิจัย เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานในอาเซียนให้เติบโตอย่างยั่งยืน
บรรยากาศภายในงานมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาการและแนวทางปฏิบัติในหลายมิติ ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานระยะยาวสำหรับเมืองพลังงานหมุนเวียน 100% โดย Prof. Yet-Ming Chiang จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) การจัดการโครงข่ายไฟฟ้าในไทย โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) และแผนการประยุกต์ใช้ระบบกักเก็บพลังงานในมาเลเซีย โดย UiTM Solar Research Institute Universiti Teknologi MARA (UiTM) ตลอดจนการพัฒนาระบบ Grid-forming ESS สำหรับเมืองพลังงานสะอาด โดย Huawei Digital Power Thailand ที่ช่วยยกระดับความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงเสวนา “Beyond the battery: Innovation in ASEAN for grid-scale storage systems” แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนวัตกรรมและทิศทางใหม่ของการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของภูมิภาคอาเซียน นำโดยผู้เชี่ยวชาญจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบริษัทพลังงานชั้นนำในภูมิภาค
และประเด็นด้านความปลอดภัยของแบตเตอรี่ได้ถูกหยิบยกแลกเปลี่ยนกันอย่างเข้มข้นผ่านการนำเสนอโดย
Prof. Shirley Meng จาก University of Chicago และ Argonne National Laboratory (สหรัฐอเมริกา), Montavista Energy Technologies และมหาวิทยาลัย Tsinghua (จีน), EV Connection (มาเลเซีย), Concord New Energy (จีน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ร่วมด้วยข้อเสนอแนะจากเครือข่าย ASEAN Battery Safety Network และ Singapore Battery Consortium ที่มุ่งเน้นการออกแบบเซลล์รุ่นใหม่ การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยระดับภูมิภาค ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับไอระเหยของอิเล็กโทรไลต์และความผิดปกติในระบบกักเก็บพลังงานล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและเสริมรากฐานให้อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดเดินหน้าอย่างยั่งยืน
ส่วนประเด็นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน และโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคอาเซียนสู่อนาคตพลังงานสะอาด ผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางสู่การปิดวงจรอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ (Closing the Loop) ผ่านการออกแบบระบบรีไซเคิล การสร้าง Battery Passport และการพัฒนากลไกบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ภูมิภาคสามารถรับมือกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานสำคัญ เช่น A*STAR Battery Centre สิงคโปร์, CSIRO ออสเตรเลีย, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), NanoMalaysia, SK TES และ Schneider Electric
นอกจากนี้ การเสวนายังเน้นสร้าง Supply Chain ที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค ผ่านการพัฒนามาตรฐาน Battery Swapping และเทคโนโลยี Connector Interface เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (LEV) ในตลาดอาเซียน ขณะเดียวกันยังเปิดมุมมองด้านการลงทุนและการเงินสีเขียว (Green Finance) ผ่านการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดโลกและโอกาสลงทุนในภูมิภาคเพื่อเร่งสร้างความพร้อมให้กับภาคเอกชนและนักลงทุน
พิธีปิด ABTC 2025 ครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของภูมิภาคอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานพร้อมเดินหน้าสู่เศรษฐกิจพลังงานหมุนเวียน รองรับเป้าหมาย Net Zero และความยั่งยืนในระดับโลก พร้อมส่งมอบการเป็นเจ้าภาพอย่างเป็นทางการให้กับ ABTC 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย สะท้อนถึงความต่อเนื่องของความร่วมมือด้านนวัตกรรมและมาตรฐานเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในระดับอาเซียน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมเวที RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025 โชว์ผลงานวิจัย–นวัตกรรมการแพทย์
วันที่ 28 สิงหาคม 2568 - คณะเเพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน มหกรรมคุณภาพและนวัตกรรม (Quality and Innovation Conference) ครั้งที่ 32 ภายใต้หัวข้อ “รามาธิบดียกระดับการพัฒนาคุณภาพและการเปลี่ยนแปลงด้วย AI” ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 ณ อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
ภายในงานดังกล่าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ได้เข้าร่วมกิจกรรม "RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025" จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงทางการแพทย์ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยจากหลากหลายสาขา โดยผลงานที่นำมาจัดแสดง ได้แก่
- แพลตฟอร์มวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ด้วยเครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา ร่วมกับชิปขยายสัญญาณรามาน
- Medical AI Data Platform แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ ภายใต้ Medical AI Consortium
- Customizable 3D-Printed Soft Materials for Advanced Medical Uses วัสดุนิ่มเรซินไวแสง (UV-curable resin) สำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติประเภท LCD และ DLP สามารถปรับสมบัติเชิงกล และออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมการแพทย์
- SonoSein (โซโนเซน) แบบจำลองเพื่อฝึกเก็บชิ้นเนื้อคัดกรองมะเร็งเต้านม
- ROSS : MOTION ASSIST EXOSUIT ชุดพยุงหลังป้องกันการบาดเจ็บสำหรับผู้ดูแล รุ่น Black support
นอกจากนี้ยังมีการบรรยายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หัวข้อ Navigating Tomorrow: AI in Business Innovation and Healthcare Transformation โดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ NECTEC สวทช. และ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย
พร้อมด้วยเวทีเสวนาหัวข้อ “From Code to Care: Partnering AI and Medicine” สะท้อนถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับการดูแลรักษาทางการแพทย์ ตั้งแต่การวิจัยขั้นพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยจริง ร่วมเสวนาโดย
ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์
ดร.นพดล นันทวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโตรสโคปีและเซนเซอร์
ดร.สรรพฤทธิ์ มฤคทัต หัวหน้าทีมวิจัยการประมวลผลและเข้าใจภาพ
ผศ. นพ.มนต์ธวัช อำนวยผล หัวหน้าศูนย์สุขภาพแนวหน้ารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ดำเนินรายการโดย อ. พญ.ชญานิน นิติวรางกูร ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ในวันที่ 2 ของการจัดงาน มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ "Surgical Planning and 3D Printing in Medical Education & Treatment" เน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวางแผนการผ่าตัด (Surgical Planning) ร่วมกับการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) เพื่อยกระดับคุณภาพทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและการศึกษาทางการแพทย์
เทคโนโลยีดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างแบบจำลองอวัยวะและชิ้นส่วนทางการแพทย์ที่มีความแม่นยำสูง ช่วยให้แพทย์และศัลยแพทย์สามารถศึกษา วิเคราะห์ และเตรียมแผนการรักษาได้อย่างละเอียดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ร่วมเสวนาโดย
รศ. ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ดร.รวิภัทร มณีโชติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.
คุณณิชาพัชร์ รัตนพันธ์ ศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์
อ. นพ.ฐิติ ตันติธรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
อ. นพ.ณัชพันธ์ เพ็งรุ่ง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
รศ. นท. ดร. นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ดำเนินรายการโดย : ศ. นพ. ม.ล.ชาครีย์ กิติยากร รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
งาน “RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025” จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้หน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ได้นำเสนอผลงานด้านนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ทางการแพทย์ รวมถึงการเปิดโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือต่อยอดไอเดียสู่การใช้งานจริง โดยในปีนี้มีการจัดนิทรรศการจากหลากหลายองค์กร รวมถึงเวที Pitching ของนักศึกษาแพทย์ และการเสวนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีดิจิทัล
การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนพันธกิจของ สวทช. ในการผลักดันการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์ดิจิทัล ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาควิจัย ภาครัฐ และภาคการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรบัณฑิตโครงการ TAIST-Science Tokyo ประจำปีการศึกษา 2568
(วันที่ 28 สิงหาคม 2568) ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมขั้นสูง โครงการ TAIST-Science Tokyo ประจำปีการศึกษา 2568 พิธีครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย Prof. Hidetoshi Sekiguchi รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา จาก Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) กล่าวต้อนรับบัณฑิต และ ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวให้โอวาทภายใต้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), Tokyo Institute of Technology Institute of Science Tokyo ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ นายทานิมูระ ทากามาสะ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยทั้ง 5 แห่ง ได้แก่
1) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 2) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
3) สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ
5) มหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนผู้บริหาร สวทช. อาจารย์ประจำหลักสูตร และผู้มีเกียรติร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการศึกษาปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 57 คน แบ่งเป็น
หลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต ยานยนต์และการขนส่งขั้นสูง (Automotive and Advanced Transportation Engineering: A2TE Program) จำนวน 14 คน
หลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต สาขาปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Artificial Intelligence and Internet of Things: AIoT Program) จำนวน 28 คน
หลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต สาขาพลังงานและทรัพยากรอย่างยั่งยืน (Sustainable Energy and Resources Engineering: SERE Program) จำนวน 15 คน
โดยบัณฑิตทั้ง 3 หลักสูตรได้รับใบประกาศนียบัตรจากหลักสูตรประกาศนียบัตรระบบขนส่งทางราง (Rail Transport Program: RT Program) จำนวน 11 คน พิธีมอบใบประกาศฯ ครั้งนี้ มีบัณฑิต รุ่นที่ 1 ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาจาก วช. สำเร็จการศึกษาและรับใบประกาศนียบัตรด้วย
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากโครงการ TAIST-Science Tokyo ในปีนี้ โครงการนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่าง สวทช. วช. และ Institute of Science Tokyo รวมถึงมหาวิทยาลัยพันธมิตรในประเทศไทยทั้ง 5 แห่ง ความร่วมมือนี้ได้สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่ยอดเยี่ยม เพื่อผลิตนักวิจัยและวิศวกรที่มีคุณภาพสูง สามารถทำงานวิจัยในระดับสากลได้
“บัณฑิตทุกคนในวันนี้คือผลผลิตอันทรงคุณค่าของโครงการนี้ ท่านได้ผ่านการเรียนรู้ที่เข้มข้นในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ ทั้งยานยนต์อัจฉริยะ, ปัญญาประดิษฐ์, IoT, และพลังงานเพื่อความยั่งยืน ความรู้และทักษะที่ท่านได้รับไปไม่เพียงแต่จะสร้างอนาคตให้กับตัวท่านเอง แต่ยังจะสร้างอนาคตให้กับประเทศไทยด้วย สวทช. เชื่อเสมอว่าการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ บัณฑิตที่จบจากโครงการนี้คือ "กำลังคนวิจัยขั้นสูง" ที่พร้อมจะนำองค์ความรู้ไปสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน”
ในโอกาสนี้ นายจิณณวัฒน์ มากวิสัย ตัวแทนบัณฑิตจากหลักสูตร AIoT กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนทุนการศึกษา พร้อมแสดงความรู้สึกว่า “ปริญญาไม่ใช่จุดจบ แต่คือการเริ่มต้นใหม่ของการเติบโต มิตรภาพ และการสร้างอนาคตที่ดีกว่า”
โครงการ TAIST-Science Tokyo ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ Institute of Science Tokyo (ชื่อเดิม Tokyo Institute of Technology) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยเครือข่ายของไทย 5 แห่ง และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาวิศวกรรมขั้นสูง หลักสูตรนานาชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สอดรับกับ BCG Economy Model / Thailand 4.0 และตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ของประเทศ ซึ่งโครงการนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สัมมนา “ก้าวล้ำด้วยกลิ่นรส: ยกระดับพืชท้องถิ่นสู่วัตถุดิบส่วนประกอบเชิงหน้าที่ด้วยนวัตกรรมทางประสาทสัมผัส” (Flavor Forward: Elevating local to functional ingredients through sensory innovation)
🎉Flavor Forward: Elevating local to functional ingredients through sensory innovation 🌱
🚨ยกระดับพืชท้องถิ่นให้เป็น Functional ingredients ด้วยพลัง Sensory innovation ร่วมฟังสัมมนา “ก้าวล้ำด้วยกลิ่นรส: ยกระดับพืชท้องถิ่นสู่วัตถุดิบส่วนประกอบเชิงหน้าที่ด้วยนวัตกรรมทางประสาทสัมผัส” (Flavor Forward: Elevating local to functional ingredients through sensory innovation) 🌱
🗓19 ก.ย. 2568 | 🕙14:00–14:45 น.
📍Level 1, Spice room (MR109G–H), QSNCC | บรรยายภาษาไทย
👉ลงทะเบียน: https://rebrand.ly/somedfiasia
📝ดูสัมมนาหัวข้ออื่นๆ: https://bit.ly/fiat25conference
🚨Turn local crops into functional ingredients with the power of sensory innovation Join the session “Flavor Forward: Elevating local to functional ingredients through sensory innovation.” 🌱
🗓19 Sep 2025 | 🕙 14:00–14:45
📍Level 1, Spice room (MR109G–H), QSNCC |
👉Session in Thai Register: https://rebrand.ly/somedfiasia
📝Explore other sessions: https://bit.ly/fiat25conference
FiAsia ,FiAsia2025 ,SensoryInnovation ,FoodInnopolis ,เมืองนวัตกรรมอาหาร
ปฏิทินกิจกรรม
“ECUTEC” สตาร์ทอัพไทยจากรั้ว สวทช. จับมือ มข. สร้าง Ecosystem แบตเตอรี่ชาติ ลดพึ่งพานำเข้า มุ่งสู่ Net Zero
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยความสำเร็จอีกก้าวของโครงการ NSTDA Startup หลัง “บริษัท อีซียู เทค จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งภายใต้การสนับสนุนของ สวทช. ได้ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไทยให้ครบวงจรและยั่งยืน
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ ระหว่าง โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ผลิตแบตเตอรี่แบรนด์ “kkUVolts” และ บริษัท อีซียู เทค จำกัด (ECUTEC) สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ที่เกิดจากความร่วมมือของศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ภายใต้โครงการ NSTDA Startup ของ สวทช.
ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบนิเวศของผู้ผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยให้แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม และมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศ
โดย บริษัท อีซียู เทค จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System: BMS) และระบบควบคุม (Control System) จะทำงานร่วมกับโรงงานแบตเตอรี่ฯ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อแก้ปัญหาการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบ BMS ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพของแบตเตอรี่ การพัฒนาระบบ BMS ที่ออกแบบและผลิตโดยฝีมือคนไทยนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางข้อมูล สำหรับการใช้งานในกองทัพ แต่ยังเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) อย่างเป็นรูปธรรม
สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพ เช่น ECUTEC ให้สามารถเติบโตและสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมได้ ความร่วมมือนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่ภาคอุตสาหกรรม ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งานด้วยบริการหลังการขายโดยทีมงานคนไทย
การผนึกกำลังกันระหว่างองค์ความรู้ด้านการผลิตแบตเตอรี่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และระบบควบคุมของ ECUTEC ซึ่งเป็นผลผลิตจาก สวทช. นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ที่ขับเคลื่อนโดยคนไทย เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและมั่นคงของประเทศต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรมเชิงปฎิบัติการ Innovative Food Processing with OHMIC Heating Technology: นวัตกรรมการแปรรูปอาหารด้วย OHMIC Heating
🚩 สวทช. โดย Food Innopolis ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดอบรมเชิงปฎิบัติการ Innovative Food Processing with OHMIC Heating Technology: นวัตกรรมการแปรรูปอาหารด้วย OHMIC Heating เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี Ohimic Heating เพื่อใช้สำหรับการยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งช่วยรักษาคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ไว้ได้นานยิ่งขึ้น
📢พบกับวิทยการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี OHMIC รศ.ดร.ปิติยา กมลพัฒนะ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
🗓️ วันจัดกิจกรรม: 22 กันยายน 2568
📌 สถานที่จัดกิจกรรม: คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
🔥สิทธิพิเศษ
🔥ผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 15 ท่าน ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด จะได้รับคัดเลือกเพื่อเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี Ohmic Heating ของ บริษัท อรุณสวัสดิ์โกลเด้น ฟู้ดส์ จำกัด จังหวัดสุพรรณบุรี ในวันที่ 23 กันยายน 2568 *หมายเหตุ ผลการคัดเลือกโดยคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
💰ค่าลงทะเบียน 1,000 บาท
📍รับจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่าน
👉สมัครได้ที่: https://forms.gle/hP78R3RVcWfyAQb3A
หมายเหตุ*
1. ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และไม่สามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้
2. ราคาดังกล่าว ไม่รวมค่าเดินทางและค่าที่พัก
☎️สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
🌐Facebook: FoodInnopolis หรือ
📲โทร 094-341-7111, 094-340-4333, 094-249-7333
ปฏิทินกิจกรรม
งานประชุมวิชาการ “TAIST-Science Tokyo: From TAIST-Tokyo Tech to TAIST-Science Tokyo: Synergizing Science, Technology, and Talent”
ขอเชิญร่วมงานประชุมวิชาการ 🌟
“TAIST-Science Tokyo: From TAIST-Tokyo Tech to TAIST-Science Tokyo: Synergizing Science, Technology, and Talent”
🗓 วันที่ 1–3 กันยายน 2568
📍 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ
🚀 มหกรรมครั้งสำคัญที่รวบรวมพลังของนักวิจัย นักวิชาการ ผู้นำอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนากำลังคนคุณภาพของประเทศ!
ภายในงานท่านจะได้พบกับ
✨ Keynote Speakers ระดับโลก จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำ
✨ เวทีเสวนาสุดเข้มข้น เชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน
✨ การนำเสนอผลงานวิจัยที่ทันสมัย ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
✨ กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ สำหรับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดโอกาสสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ
นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน “กำลังคนคุณภาพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” 🌏💡
🎉 เข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
ปฏิทินกิจกรรม
การประชุมวิชาการ TAIST-Science Tokyo: วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
การประชุมวิชาการ TAIST-Science Tokyo: วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
วันที่ 1-3 กันยายน 2568
ณ ห้องประชุม Eternity ชั้น G โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ
Download Agenda
[pdf-embedder url="https://www.nstda.or.th/home/wp-content/uploads/2025/08/Schedule-Conference-TAIST-Science-Tokyo-2025-27082025-1.pdf" title="Schedule Conference TAIST-Science Tokyo 2025-27082025-1"]
ปฏิทินกิจกรรม
10 Technologies to Watch 2025: อุปกรณ์อัจฉริยะฝังในร่างกาย (Smart Implants)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นแนวโน้มของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ พาร์กินสัน ที่ต้องการการดูแลอย่างสม่ำเสมอและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจและมีการพัฒนาต่อเนื่อง คือ “Smart Implants” หรือ “อุปกรณ์อัจฉริยะฝังในร่างกาย”
Smart Implants คือ อุปกรณ์ฝังในร่างกาย ที่นอกจากจะทำหน้าที่พื้นฐาน เช่น ทดแทนอวัยวะหรือช่วยการทำงานของอวัยวะบางส่วนแล้ว ยังตรวจวัดสัญญาณชีพ ประมวลผล และส่งข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ อุปกรณ์ประเภทนี้มักประกอบด้วยเซนเซอร์ขนาดเล็ก ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสื่อสารไร้สาย และอัลกอริทึม AI เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (personalized healthcare)
ปัจจุบันมีการใช้งาน Smart Implants หลายรูปแบบ เช่น อุปกรณ์กระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulator หรือ DBS) สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสันที่สามารถควบคุมอาการสั่นได้ และบางรุ่นตรวจจับคลื่นสมองเพื่อปรับแรงกระตุ้นได้อัตโนมัติ อุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่องแบบฝังในผิวหนัง เช่น Eversense CGM ที่ติดตามค่ากลูโคสได้ยาวนานถึง 365 วันโดยไม่ต้องเปลี่ยนเซนเซอร์บ่อย ๆ และประสาทหูเทียมอัจฉริยะที่ส่งสัญญาณและปรับระดับเสียงได้ พร้อมด้วยหน่วยความจำสำหรับจัดเก็บข้อมูลการได้ยิน เช่น Cochlear Nucleus Nexa
ทั้งนี้จากรายงานของ Transparency Market Research พบว่า อุตสาหกรรม Smart Implants ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 5.7 พันล้านดอลลอร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 2022 โดยมีการคาดการณ์แนวโน้มของตลาดว่าจะมีอัตราการเติบโตแบบทบต้น (CAGR) ร้อยละ 18.1 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2023-2031 และจะมีมูลค่ามากกว่า 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นปี ค.ศ. 2031
แม้การใช้งาน Smart Implants ในประเทศไทย ทั้งแบบเต็มรูปแบบที่มีการรวมระบบสื่อสารไร้สาย และอัลกอริทึม AI จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีการใช้งาน Smart Implants ในโรงพยาบาลเอกชนและโรงเรียนแพทย์มาระยะหนึ่งแล้ว โดยส่วนใหญ่นำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ เช่น DBS ในผู้ป่วยพาร์กินสัน และผลิตภัณฑ์ประสาทหูเทียมในเด็กที่มีปัญหาการได้ยิน ซึ่งได้เป็นสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021
นอกจากนี้ สวทช. ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านวัสดุฝังใน เซนเซอร์ และระบบติดตามสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่องพร้อมต่อยอดเทคโนโลยีนี้ โดยคาดว่า Smart Implants จะมีความสามารถในการตรวจวัดที่หลากหลายขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง ติดตามแบบเรียลไทม์ และส่งข้อมูลระยะไกลมากขึ้น รวมถึงมีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลใกล้ชิดแบบระยะยาว
📌 อ่านข้อมูลฉบับเต็มและข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/BtQWQ
📌 รับชมการบรรยายได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=8cAv6AEX55c
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
สวทช. เปิดวิสัยทัศน์วาระ 2 “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานในวาระที่ 2 “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” พร้อมรับมอบนโยบายสำคัญจาก นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และประธานกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอผลงานเด่นในวาระที่ 1 ที่พิสูจน์ศักยภาพในการสร้างผลกระทบยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง และประกาศเดินหน้าเต็มกำลังด้วยวิสัยทัศน์ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยมี นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. คณะกรรมการ กวทช. คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เข้าร่วมแสดงความยินดี และสื่อมวลชนจำนวนมากเข้าร่วมทำข่าว
คลิปสั้นทันเหตุการณ์


