ผลการค้นหา :
รู้ทัน รู้ไว้ ปลอดภัยจากฝุ่นจิ๋ว
Download File
NSTDA Infographic
ไดอารี่ สวทช. 2020
ดาวน์โหลดไดอารี่ปี 2563 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
เอกสารเผยแพร่
การเปลี่ยนพลาสติก polyethylene ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งเป็นผลิตภัณฑ์ของเหลวคุณภาพสูง (Upcycling single-use polyethylene into high-quality liquid products)
เมื่อมองไปรอบๆ ตัวจะพบว่าพลาสติกเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากในชีวิตประจำวัน โดยใช้ไม่เพียงเพื่อความสะดวกเช่น ถุงพลาสติก และขวดพลาสติก แต่ยังเพื่อการประยุกต์ใช้ที่จำเป็นเช่น การบรรจุอาหาร และอุปกรณ์การแพทย์ เนื่องจากพลาสติกเป็นวัสดุที่ดีที่สุดที่มีอยู่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพลาสติกที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการผลิตพลาสติกเกือบ 400 ล้านตันต่อปีทั่วโลก และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้น 4 เท่าในปี 2050 ทุกวันนี้มีการทิ้งพลาสติกมากกว่า 3 ใน 4 ส่วนหลังจากใช้ครั้งเดียว ทำให้เหลือพลาสติกในหลุมฝังกลบหรือสิ่งแวดล้อม รู้หรือไหมขยะพลาสติกใช้เวลาเป็นพันปีเพื่อย่อยสลาย ดังนั้นจะดีไหมถ้าสามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเช่น เครื่องสำอาง ผงซักฟอก หรือน้ำมันหล่อลื่นดังนั้นจึงมีการรวมตัวกันระหว่างนักวิจัยจากหลายสถาบัน ได้แก่ ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ Argonne และห้องปฏิบัติการ Ames ของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา, มหาวิทยาลัย Northwestern, มหาวิทยาลัย Cornell, มหาวิทยาลัย South Carolina และมหาวิทยาลัย California Santa Barbara เพื่อทำให้ฝันนั้นเป็นจริงในขณะที่บางส่วนของขยะพลาสติกถูกนำกลับมาใช้ใหม่ (recycled) แต่ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพและคุณค่าต่ำกว่าพลาสติกตั้งต้น เมื่อเร็วๆ นี้ทีมวิจัยดังกล่าวได้รายงานในวารสาร ACS Central Science ว่าสามารถค้นพบวิธีเร่งปฏิกิริยาสำหรับเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เช่น น้ำมันหล่อลื่น หรือขี้ผึ้ง (waxes) ต่อมาขี้ผึ้งสามารถเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันเช่น ผงซักฟอก และเครื่องสำอางตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้คือ อนุภาคนาโนแพลทินัม (platinum nanoparticles) แต่ละอนุภาคมีขนาดเพียง 2 นาโนเมตร ถูกยึดไว้บน perovskite nanocuboids มีขนาดประมาณ 100 นาโนเมตร ทีมวิจัยเลือกใช้ perovskite เพราะคงตัวมากๆ ในอุณหภูมิและความดันที่ใช้ในการเร่งปฏิกิริยาและได้รับการทดสอบว่าเป็นวัสดุที่ดีเป็นพิเศษสำหรับการเปลี่ยนพลังงานทีมวิจัยเลือกใช้วิธี atomic layer deposition เป็นวิธีวางอนุภาคนาโนแพลทินัมบน perovskite nanocuboid ทำให้ควบคุมขนาดอนุภาคนาโนได้แม่นยำ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการพัฒนาโดยห้องปฏิบัติการ Argonne และมหาวิทยาลัย Northwesternเริ่มจากการทดสอบตัวเร่งปฏิกิริยากับ polyethylene ที่ใช้สำหรับงานวิจัย ผลที่ได้คือตัวเร่งปฏิกิริยาสามารถเปลี่ยน polyethylene ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่พบได้ทั่วไปมากที่สุดในพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ของเหลวคุณภาพสูงปริมาณมาก ต่อมาได้ทดสอบตัวเร่งปฏิกิริยากับถุงพลาสติกที่มีวางจำหน่าย พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาให้ผลกับถุงพลาสติกเหมือนกับการใช้ polyethylene อย่างเดียวและผลิตน้อยกว่ามากไฮโดรคาร์บอนที่มีขนาดเล็ก (ตัวอย่างเช่น methane และ ethane) ที่เกิดขึ้นในกระบวนการ pyrolysis (กระบวนการให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูง) หรือใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาทั่วไปซึ่งประกอบด้วยอนุภาคนาโนแพลทินัมอยู่บนสารตั้งต้น aluminaต่อมาทีมวิจัยได้คำนวณตามทฤษฎี พบว่ามี 2 ลักษณะหลักที่มีผลต่อประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยา อย่างแรกคือความสามารถคงตัวในอุณหภูมิเนื่องจากการลงตัวทางเรขาคณิตระหว่างรูปร่างเป็นลูกบาศก์ของอนุภาคนาโนแพลทินัมและ perovskite nanocuboid อย่างที่สองคือความไม่เป็นรูของวัสดุ perovskite ซึ่งช่วยให้เกิดปฏิกิริยาเร่งการค้นพบครั้งนี้คงเป็นข่าวดีของใครหลายคนที่สามารถใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติก แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เป็นผลสำเร็จ แต่ยังหวังว่าจะได้ยินข่าวดีแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ในอนาคตข้างหน้าที่มา: Joseph E. Harmon (2019, October 23). Rethinking the science of plastic recycling. Argonne National Laboratory. Retrieved January 13, 2019, from https://www.anl.gov/article/rethinking-the-science-of-plastic-recycling
นานาสาระน่ารู้
การติดตั้งโปรแกรม Greenstone 3.09
การติดตั้ง Greenstone 3.09 สำหรับ Windows Download โปรแกรมได้ที่ http://www.greenstone.org/download เลือก Download โปรแกรมที่สำหรับใช้ในระบบปฏิบัติการ Windows ติดตั้งโปรแกรมเลือกภาษาสำหรับแสดงในโปรแกรม คลิกปุ่ม Next ตำแหน่งติดตั้งโปรแกม ถ้าไม่เปลี่ยนคลิกปุ่ม Next - เปลี่ยนตำแหน่งคลิกปุ่ม Browser ติดตั้งโปรแกรมเสริมที่จำเป็น คลิกปุ่ม Next ต่อไปได้เลย ตั้งรหัสผ่าน สำหรับเข้าใช้งาน คลิกที่ช่องสี่เหลี่ยม คลิกปุ่ม Next คลิกปุ่ม Install เมื่อติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ให้เปิดที่ Start --> Greenstone --> Greenstone Librarian Interface(GLI) เพื่อเปิดใช้งานโปรแกรม Greenstone
นานาสาระน่ารู้
Chemical Upcycling of Polymers (การเปลี่ยนพลาสติกที่ถูกทิ้งจากของเสียเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง)
ถ้าเรามองไปในชีวิตประจำในโลกยุคใหม่จะพบว่ามีพลาสติกมาเกี่ยวข้องอย่างมาก รู้ไหมว่าพลาสติกเหล่านั้นเกิดมาจากโพลิเมอร์สังเคราะห์ที่มีส่วนประกอบของคาร์บอนเป็นหลัก (โมเลกุลอินทรีย์ขนาดใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากหน่วยย่อยซ้ำๆ กันที่เรียกว่า โมเลกุลเดี่ยว (โมโนเมอร์)) โพลิเมอร์ถูกออกแบบให้ทนทานต่อการทำลาย เมื่อมาดูทั่วโลกมีการผลิตพลาสติกมากน้อยแค่ไหน พบว่ามีการผลิตมากกว่า 400 ล้านเมตริกซ์ตันต่อปี ด้วยมากกว่า 8 พันล้านเมตริกซ์ตันถูกผลิตในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยแล้วมีการผลิตเพิ่มขึ้น 36% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มที่จะผลิตถึง 700 ล้านเมตริกซ์ตันในปี 2030 (พลาสติกจะถูกผลิตเพื่อทุกคนบนโลกประมาณ 80 กิโลกรัม) ทั่วโลกพลาสติกที่ถูกทิ้ง 20% จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ (น้อยกว่า 10% ในสหรัฐอเมริกา) โดยกระบวนการเชิงกลเป็นหลัก และประมาณ 25% ถูกเผาเพื่อให้ได้พลังงานออกมา มากกว่าครึ่งถูกเก็บในหลุมฝังกลบหรือถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม ดังนั้นพลาสติกของเสียเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดลอมในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ด้วยอัตราของการผลิตและการทิ้งพลาสติกในปัจจุบัน ได้รับการทำนายว่าปริมาณพลาสติกของเสียในมหาสมุทรจะมากกว่าปริมาณของปลาในปี 2050พลาสติกเป็นแหล่งของสารเคมี เชื้อเพลิง และวัสดุ ถึงแม้การเผาจะกำจัดของเสียและได้พลังงานออกมา แต่ใช้หมดไปแหล่งที่มีประโยชน์และสร้างผลพลอยได้ที่ไม่ต้องการ การนำกลับมาใช้ใหม่ที่อาศัยกระบวนการเชิงกล (mechanical recycling) ซึ่งเกี่ยวกับการตัดเป็นชิ้นๆ การให้ความร้อน และการสร้างขึ้นใหม่ของพลาสติก มีประสิทธิภาพมากกว่าการผลิตพลาสติกจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ใช้พลังงานน้อยกว่าครึ่งเพื่อผลิตพลาสติกใหม่ แต่วิธีนี้ลดคุณค่าของพลาสติก การนำกลับมาใช้ใหม่ที่อาศัยวิธีทางเคมี (chemical recycling) เปลี่ยนโพลิเมอร์เป็นตัวกลางระดับโมเลกุลซึ่งใช้เป็นหน่วยโครงสร้างเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้พลาสติกที่ถูกทิ้งกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง อย่างไรก็ตามวิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (ตัวอย่างเช่น การใช้อุณหภูมิสูงที่ไม่มีออกซิเจน) ต้องการพลังงานมากและกระบวนอื่นๆ อีกเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ วิธีการใหม่คือ polymer upcycling เป็นการเปลี่ยนโพลิเมอร์เป็นสารเคมี เชื้อเพลิง หรือตัวกลางระดับโมเลกุลและต่อจากนั้นสร้างใหม่ตัวกลางเหล่านั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงภายใต้สภาพที่ไม่รุนแรงBasic Energy Sciences ภายใต้กระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกาจัดการประชุมในหัวข้อ Chemical Upcycling of Polymers ในเดือนเมษายน 2019 เพื่อระบุปัญหาพื้นฐานและการวิจัยที่สามารถเปลี่ยนพลาสติกที่ถูกทิ้งเป็นเชื้อเพลิง สารเคมี และวัสดุที่มีมูลค่าสูงขึ้น จากการประชุมดังกล่าวได้ระบุ 4 งานวิจัยที่ควรให้ความสนใจก่อนเพื่อจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและกระบวนการทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อนที่ใช้ในการเปลี่ยนพลาสติกที่ถูกทิ้งเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง งานวิจัยดังกล่าวได้แก่1. รู้อย่างละเอียดกลไกการเปลี่ยน สร้างใหม่ และการทำหน้าที่ของโพลิเมอร์ต้องการตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนโมเลกุลขนาดใหญ่ และกระบวนการทางเคมีใหม่เพื่อเปลี่ยนสายโพลิเมอร์ในพลาสติกที่ถูกทิ้งเป็นตัวกลางซึ่งสามารถถูกสร้างใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ (ตัวอย่างเช่น สารเคมี เชื้อเพลิง หรือโพลิเมอร์ใหม่)2. เข้าใจและค้นหากระบวนการเปลี่ยนพลาสติกผสมเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงพัฒนาสารเคมีที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงาน วิธีเร่งปฏิกิริยาและแยกใหม่ที่จะแก้ปัญหาทางเคมีและฟิสิกส์ของพลาสติกผสม จะทำให้เกิดการเปลี่ยนพลาสติกผสมเป็นสารเคมีและเชื้อเพลิง รวมถึงวัสดุใหม่3. ออกแบบโพลิเมอร์รุ่นถัดไปสำหรับการหมุนเวียนทางเคมีต้องออกแบบพลาสติกใหม่ให้มีคุณสมบัติและการหมุนเวียนทางเคมีตามต้องการเพื่อทำให้เกิดการนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่และ chemical upcycling พัฒนาเคมีโมโนเมอร์และโพลิเมอร์ใหม่ซึ่งทำให้เกิดโพลิเมอร์รุ่นถัดไปที่มีคุณสมบัติเหมือนหรือดีกว่าโพลิเมอร์ปัจจุบันและทำให้เกิดวงจรชีวิตวงกลมใช้กระบวนการที่ใช้อะตอมและพลังงานที่มีประสิทธิภาพ4. พัฒนาเครื่องมือใหม่เพื่อค้นหาและควบคุมกลไกทางเคมีสำหรับการเปลี่ยนโมเลกุลขนาดใหญ่การศึกษาลักษณะแบบ in situ และ operando รวมกับการสร้างแบบจำลองโดยใช้คอมพิวเตอร์แบบ real-time การจำลอง และการวิเคราะห์ข้อมูล จะทำให้เข้าใจกลไกและ kinetic ของการเปลี่ยน การสร้างใหม่ และการแยก เทคนิคเหล่านี้จะช่วยออกแบบการเปลี่ยนทางเคมีและกระบวนการใหม่สำหรับเปลี่ยนพลาสติกที่ถูกทิ้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสรุปChemical upcycling จากพลาสติกที่ถูกทิ้งเป็นเชื้อเพลิง สารเคมี หรือวัสดุที่มีมูลค่าสูงจะเปลี่ยนแปลงวงจรชีวิตของพลาสติก ช่วยประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าของทั้ง 4 งานวิจัยดังกล่าวจะทำให้เกิดความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่อการออกแบบปฏิกิริยาเคมี ตัวเร่งปฏิกิริยา กระบวนการใหม่ที่จะทำให้การเปลี่ยน การสร้างขึ้นใหม่ และการทำหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นของพลาสติกที่ถูกทิ้งเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง งานวิจัยพื้นฐานในเรื่อง chemical upcycling of polymers จะทำให้พลาสติกที่ถูกทิ้งเป็นแหล่งในการผลิตที่มีประสิทธิภาพสารเคมี เชื้อเพลิง วัสดุที่มีมูลค่าสูง และลดการสะสมของพลาสติกของเสียในสิ่งแวดล้อมที่มา: Office of Science, U.S. Department of Energy. Roundtable on Chemical Upcycling of Polymers. Retrieved January 8, 2020, from https://winey.seas.upenn.edu/wp-content/uploads/2017/08/2019_DOE_Polymer_Upcycling_Brochure.pdf
นานาสาระน่ารู้
เอาคลิปคนอื่นมาใช้โดยไม่ขออนุญาตแล้วให้เครดิต ผิดหรือถูกต้อง?
ในปัจจุบัน มีหลายคนหรือสื่อหลายสำนักที่สนใจการทำ youtube , สื่อออนไลน์เพื่อการค้า มีความเข้าใจว่า "การนำคลิปคนอื่นมาใช้งานโดยการให้เครดิตเจ้าของคลิปบนวีดีโอที่ตัดต่อใหม่ของตนแล้วเผยแพร่ สามารถทำได้เพราะให้เครดิตแล้ว" ความเข้าใจนี้ถือเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เนื่องจากสื่อดังกล่าวไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของคลิปที่เป็นต้นฉบับ (Original Content) อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร หรือผ่านการอนุญาตที่ชัดเจนจากเจ้าของไม่ว่าจะช่องทางใดๆ ก็ตาม ที่สำคัญคือการไม่ได้รับการติดต่อจากผู้ขอใช้ เป็นการคิดเองเออเองทั้งสิ้นจากผู้สร้าง หากเจ้าของพบเจอ สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่นำคลิปไปดัดแปลง ทำซ้ำ ได้อย่างหนักหน่วง กฏเกณฑ์เหล่านี้มีกฏหมายรองรับและสำคัญที่จิตสำนึกในการนำไปใช้ หากใครทำ youtube จะเข้าใจได้ดีในเรื่องการละเมิดคลิปของผู้อื่น ที่มีโทษถึงขั้นปิด account หรือยุติช่อง youtube ทันที ดังนั้นจึงควรพิจารณาและศึกษาให้เข้าใจถึงกติกา มารยาท จิตสำนึก และ กฏหมายในการละเมิดสิทธิ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับผู้สร้างทั้งเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดีครับ เพราะลิขสิทธิ์และสัญญาอนุญาต ไม่ใช่การคิดเองเออเอง แต่มันคือการทำความเข้าใจในกฏกติกาสากล และการสื่อสารอย่างลงตัวระหว่างผู้ขอและผู้ให้ครับ
นานาสาระน่ารู้
วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากกรุงบรัสเซลส์ ฉบับที่ 8 เดือน สิงหาคม 2562
วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากกรุงบรัสเซลส์ ฉบับที่ 8 เดือน สิงหาคม 2562 การประกาศยกเลิกการใช้พลาสติก 8 ชนิดในสหราชอาณาจักร รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรได้ประกาศเลิกใช้พลาสติก 8 ชนิดภายในปี ค.ศ. 2020 ได้แก่ 1.ชุดช้อน ส้อม และมีดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง 2.บรรจุภัณฑ์ที่ทำด้วยวัสดุพอลิสไตรีน 3.สำลีก้านพลาสติก (cotton buds) 4. แท่งคนกาแฟ 5.หลอดดื่มน้ำที่ทำจากพลาสติก (มีข้อยกเว้นสำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้ในทางการแพทย์) 6.พลาสติกแตกสลายได้ชนิดอ๊อกโซ (Oxo-degradable Plastics) 7.พลาสติก PVC หรือ พอลิไวนิลคลอไรด์ (polyvinylchloride, PVC) 8.ชามและถ้วยพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง โครงการ UK Plastics Pact โครงการ UK Plastics Pact ได้ถูกจัดตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2018 โดยมีสมาชิก 127 เข้าร่วม โดยสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการเลิกใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้ง 8 ชนิด และหาวัสดุทดแทน เช่น กระดาษ เส้นใย โลหะ และ อื่นๆ รวมไปถึงร่วมมือกันในการบรรลุเป้าหมายการกำจัดพลาสติกที่เป็นปัญหาทั้งหมดและลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2025 การยกเลิกใช้พลาสติกบางประเภทในประเทศไทย สำหรับประเทศไทย คณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) พิจารณากำหนดการลด และเลิกใช้ ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ที่พบมากในขยะซึ่งถูกทิ้งในทะเลของประเทศไทยและก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม โดยมีแผนการยกเลิกพลาสติก 7 ประเภทดังนี้ 1.พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม 2.พลาสติกแตกสลายได้ชนิดอ๊อกโซ 3.ไมโครบีดจากพลาสติก เลิกใช้ปี 2562 4.ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน 5.กล่องโฟมบรรจุอาหาร เลิกใช้ปี 2565 6.แก้วน้ำพลาสติก (ชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง) 7.หลอดพลาสติก เลิกใช้ปี 2568 โดยมีเป้าหมายรวมในการลด การประชุมประจำปีของสมาคมนักวิชาชีพไทยในภูมิภาคยุโรป ATPER 2019 สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของสมาคมนักวิชาชีพไทยในภูมิภาคยุโรป ATPER 2019 ณ เมือง Dusseldorf สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 2-4 สิงหาคม 2562 การจัดประชุมครั้งนี้ มีผู้แทนของหน่วยงานในประเทศไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ร่วมกันพัฒนารูปแบบและแนวทางในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ที่มาของการประชุม การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคอุตสาหกรรมสามารถสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมในประเทศควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจเริ่มต้นทางด้าน เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Startup) อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพื่อรองรับการเติบโต ของอุตสาหกรรมใหม่ หัวข้อการประชุมสมาคมนักวิชาชีไทยในภูมิภาคยุโรปมุ่งเน้นไปที่ประเด็นดังนี้ 1.นวัตกรรม 2.เทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์สุขภาพ 3.อุตสาหกรรมการผลิตและโลจิสติกสมัยใหม่ การประชุมหารือ สร้างความร่วมมือการวิจัย พัฒนา และการทดสอบพลาสติกชีวภาพ การรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติก และวัสดุสัมผัสอาหาร ในการประชุมครั้งนี้ได้พบปะกับองค์กรเชี่ยวชาญระดับโลกที่มีประสบการณ์สูงในด้านพลาสติกชีวภาพของราชอาณาจักรเบลเยียมและราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ รวม 4 หน่วยงาน คือ 1.Wageningen University & Research 2.Rodenburg Biopolymers 3.Public Waste Agency of Flanders (OVAM) 4.Organic Waste Systems (OWS) โดยมีประเด็นการหารือด้านการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม การพัฒนามาตรฐานวิธีทดสอบ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการขยะ และความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี รวมถึงการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบ ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://waa.inter.nstda.or.th/stks/pub/2019/20191119-newsletter-brussels-no8-aug62.pdf
นานาสาระน่ารู้
นายกฯ ชมผลงานวิจัย “นักเทคโนโลยีดีเด่นประจำปี 2562 และนวัตกรรมตอบโจทย์ BCG ของ สวทช
นายกฯ ชมผลงานวิจัย “นักเทคโนโลยีดีเด่นประจำปี 2562 และนวัตกรรมตอบโจทย์ BCG ของ สวทช. อว. เครื่องปรับอากาศประหยัดไฟสูง และเครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรอง PM2.5 ของ บริษัท ซัยโจเด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, เครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ PAC SolarAire และเครื่องทำน้ำร้อนจากเครื่องปรับอากาศ PAC Frenergy รถมินิบัสอลูมิเนียม และโครงการ KidBright” โดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ - ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ชมตัวอย่างผลงาน “นักเทคโนโลยีดีเด่นประจำปี 2562” จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้แก่ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติแบบรังสีทรงกรวย และ “แพลตฟอร์มเทคโนโลยีฐานด้านการบูรณาการระบบเพื่องานหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ สำหรับใช้งานในระบบอุตสาหกรรม” เพื่อเชิดชูเกียรติและแสดงความยินดีต่อนักเทคโนโลยีไทยที่สร้างผลงานด้านการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลักดันให้ผลงานวิจัยได้เชื่อมโยงไปสู่ตลาดธุรกิจได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะผลงานที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรม เครื่องปรับอากาศประหยัดไฟสูง และเครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรอง PM2.5 บริษัท ซัยโจเด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และนวัตกรรมประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย เครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ PAC SolarAire และเครื่องทำน้ำร้อนจากเครื่องปรับอากาศ PAC Frenergy
(more…)
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากกรุงบรัสเซลส์ ฉบับที่ 7 เดือน กรกฎาคม 2562
วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากกรุงบรัสเซลส์ ฉบับที่ 7 เดือน กรกฎาคม 2562 ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปหญิงคนแรกกับวาระการแก้ปัญหาโลกร้อน รัฐสภายุโรปได้มีการเลือกตั้งประธานคณะกรรมาธิการยุโรปคนใหม่ คือ นาง Ursula von der Leyen ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นประธานคณะกรรมาธิการยุโรปผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ และเป็นชาวเยอรมันคนแรกที่เข้ารับตำแหน่งนี้ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา การผลักดันวาระด้านสิ่งแวดล้อม นาง Ursula von der Leyen ได้ประกาศว่า ตนเองจะผลักดันนโยบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศภายใน 100 วันแรกที่รับตำแหน่ง การสร้างสังคมไร้มลพิษถือเป็นความท้าทายและเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ และได้เสนอแผนปรับเปลี่ยนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 50 เพิ่มเป็น ร้อยละ 55 ภายในปี ค.ศ. 2030 รวมถึงการร่างแผนสังคมสีเขียวสำหรับยุโรป และร่างกฎหมายสภาพภูมิอากาศแห่งยุโรป นอกจากนี้จะผลักดันการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยจะจัดสรรงบและทรัพยากรบางส่วนจากธนาคารเพื่อการลงทุนของยุโรป (The European Investment Bank, EIB) เพื่อจัดตั้ง Climate bank เพื่อจัดงบลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านยูโรในโครงการต่างๆ ที่จะช่วยจัดการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และท้ายสุดจะประกาศใช้มาตราการการจัดเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรหมแดนฉบับใหม่ โดยหวังว่าท้ายสุดจะผลักดันให้ยุโรปเป็น “ทวีปที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” (Carbon-neutral continent) ให้ได้ภายในปี ค.ศ.2050 ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอของนาง Ursula von der Leyen ถึงแม้ประชาชนทั่วไปจะรู้สึกว่าวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่นและจริงจังในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยผู้อำนวยการของ IDDRI ซึ่งเป็นสถาบันที่ทำการค้นคว้า ศึกษา วิจัย วิเคราะห์นโยบายสาธารณะด้านสภาพภูมิอากาศของฝรั่งเศส กล่าวว่า ความมุ่งมั่นในการยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ในทางกลับกันสมาชิกรัฐสภายุโรปที่ไม่สนับสนุนกล่าวว่าข้อเสนอที่ประกาศในที่ประชุมยังไม่เพียงพอในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไม่ได้เสนอแผนงานที่ชัดเจนว่ายุโรปจะปฏิบัติตามความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้ลงนาม ณ กรุงปารีส ไว้อย่างไร บางท่านกล่าวว่าข้อเสนอด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ช่วยยกระดับมาตรการในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม คุณประโยชน์ที่น่าค้นหาจากแมงกะพรุน แมงกะพรุนเป็นแพลงก์ตอนสัตว์ขนาดใหญ่ อยู่ในไฟลัมไนดาเรีย มีรูปร่างคล้ายระฆัง ร่ม หรือจาน ตัวแมงกระพรุนประกอบด้วยส่วนลำตัวด้านบนมีลักษณะโปร่งใสรูปร่างคล้ายร่ม โดยมีส่วนที่เป็น หนวดอยู่บริเวณขอบร่ม และปากอยู่ด้านล่างของร่ม และมีขาอยู่รอบปากทำหน้าที่ปกป้องปาก หรือช่วยในการกินอาหาร แมงกะพรุนพบมากในทะเลแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี 17 สายพันธุ์ โมเลกุลต่างๆ ที่พบในแมงกะพรุน แมงกะพรุนมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์และมีรสชาติดีหากปรุงให้สุก นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดพัฒนาเป็นยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ คอลลาเจน คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นสายยาว ทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนทั่วๆ ไปเช่นเดียวกับเอนไซม์ เส้นใยคอลลาเจนมีลักษณะเป็นสายเกลียวที่มีหน่วยโมเลกุลเกี่ยวพันกันมากมาย คอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เคราติน สหราชอาณาจักรได้ทำการวิจัยศึกษาคอลลาเจนจากแมงกะพรุน และพบว่าแมงกะพรุนอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในการสร้างเนื้อเยื่อ เพราะคอลลาเจนที่ได้จากแมงกะพรุนสามารถเข้ากับเซลล์หลากหลายประเภทของมนุษย์ สารต้านอนุมูลอิสระ ได้มีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากแมงกะพรุน โดยทำให้คอลลาเจนจากแมงกะพรุนแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารที่สามารถยับยั้ง หรือชะลอการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ (free radical) สารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลายโรคโดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น โรงมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ สมอง (เช่นอัลไซเมอร์) การวิจัยอื่นๆ เพื่อศึกษาคุณประโยชน์ของแมงกะพรุน จากผลงานทางวิชาการว่าสารประกอบที่พบในรังไข่ของแมงกะพรุนชนิดนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ โดยได้ทำการทดลองนำแมงกะพรุนมาต้มด้วยน้ำร้อน มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโมเลกุลในแมงกะพรุน สามารถรักษากักเก็บสารต้านอนุมูลอิสระได้ดีถึงแม้จะถูกต้มในน้ำร้อน การวิจัยแมงกะพรุนในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยจะบริโภคแมงกะพรุนที่ผ่านการแปรรูปด้วยการดองเกลือและสารส้ม ขายแบบสดและตากแห้ง ในประเทศไทยพบแมงกะพรุนที่ภริโภคได้ 3 สายพันธุ์ คือ แมงกะพรุนหนัง แมงกะพรุนลอดช่อง และแมงกะพรุนหอม แต่แมงกะพรุนหอมที่พบมากและ นิยมนำมาแปรรูปเพื่อส่งออกและจำหน่ายในประเทศคือแมงกะพรุนหนังและแมงกะพรุนลอดช่อง พบมากบริเวณอ่าวไทยและอันดามัน งานประชุมเครือข่ายวิชาการสุขภาพ ครั้งที่ 7 (7th Health Challenge Thailand 2019) การจัดประชุมเครือข่ายนักเรียนไทยและนักวิชาการในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับประเด็นความท้าทายทางสุขภาพ การติดตามงานวิจัยและความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับความสำคัญของอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ซึ่งเป็น New engine ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ความเป็นมา เพื่อเป็นงานประชุมวิชาการของนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักรที่ศึกษาและมีความสนใจประเด็นด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ริเริ่มจัดประชุมครั้งแรกปี พ.ศ. 2554 โดยมีจุดประสงค์หลัก 3 ข้อด้วยกัน คือ 1.ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาด้านสุขภาพวิทยาศาสตร์สุขภาพสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบวิชาชีพสุขภาพในสหราชอาณาจักร 2.ส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับประเด็นความท้าทายทางสุขภาพ 3.เผยแพร่ผลงานด้านวิชาการของเครือข่ายที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน กิจกรรมและผลจากการประชุมครั้งที่ 7 การประชุมวิชาการเครือข่าวิทยาศาสตร์สุขภาพ ครั้งที่ 7 จัดขึ้นในธีม Towards Health Innovations : Application of Basic and Translation Research ซึ่งมีรูปแบบการดำเนินการเป็น 2 ส่วนหลักคือ 1.การบรรยายพิเศษจากวิทยากร 2 ท่าน 2.การนำเสนอผลงานทางวิชาการและแลกเปลี่ยนความรู้ของผู้เข้าร่วมประชุม ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://waa.inter.nstda.or.th/stks/pub/2019/20191119-newsletter-brussels-no7-jul62.pdf
นานาสาระน่ารู้
“สุวิทย์” ชูนวัตกรรมถุงพลาสติกย่อยสลาย 100% นำนวัตกรรมต่อยอดผลผลิตการเกษตร ตอบโจทย์นโยบาย BCG Economy
“สุวิทย์” ขานรับนโยบายรัฐบาล งดใช้ถุงพลาสติก ดีเดย์ 1 ม.ค. 2563 นี้ ผนึกภาคเอกชน-SMEs ไทย สร้างนวัตกรรมถุงพลาสติกย่อยสลาย 100% จากแป้งมันสำปะหลัง ปฏิวัติรูปแบบถุงพลาสติกไทย ตอกย้ำแนวคิดนำนวัตกรรมต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิมเพิ่มมูลค่าให้สินค้าการเกษตร ตอบโจทย์ BCG Economy
วันที่ 9 ธันวาคม 2562 อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี: นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยสื่อมวลชน เข้าเยี่ยมชมกระบวนการพัฒนาผลิตพลาสติกชีวภาพ ด้วยการนำแป้งมันมาพัฒนาเป็นพลาสติก ณ โรงงาน บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ร่วมวิจัยและพัฒนา "ถุงพลาสติกย่อยสลายได้สำหรับขยะเศษอาหาร” กับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. โดยมีบริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกระบวนการเป่าขึ้นรูปถุงพลาสติกย่อยสลายได้
(more…)
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไม้ประดับทนน้ำท่วม
พรรณไม้ที่ปลูกในบ้านทนน้ำท่วมหรือไม่
การกล่าวว่า พรรณไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งทนน้ำท่วมหรือไม่ ทนได้มากเพียงไร หรือทนได้มากกว่าหรือน้อยกว่าชนิดอื่นๆ นั้น จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่มีเกณฑ์เปรียบเทียบเดียวกัน อาทิเช่น ระดับน้ำท่วมสูง จำนวนวันที่น้ำท่วม เป็นน้ำหลากหรือไหลผ่านหรือน้ำนิ่งที่สะอาดหรือน้ำเน่าเสีย และพรรณไม้ที่นำมาเปรียบเทียบควรมีอายุ หรือความสูง หรือความแข็งแรงพอๆ กัน ถ้าจะเปรียบเทียบง่ายๆ ก็ดูจากบริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ว่าชนิดไหนตาย ชนิดไหนรอด แต่ก็มีอีกหลายชนิดที่ดูเหมือนว่า มีความทนทานต่อน้ำท่วม น้ำท่วมนานเท่าไร สูงเท่าไร ก็ทนได้ มีใบเขียวชอุ่มแน่นทรงพุ่ม แต่พอน้ำลด ดินโคนต้นเริ่มแห้ง ใบก็เริ่มเหี่ยว ร่วง และตายในที่สุด
โดยปรกติในที่ราบลุ่มของภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ในภาคกลาง ได้แก่จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานีและกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงฤดูฝนจะมีน้ำหลากจากภาคเหนือและท่วมขังอยู่เป็นเวลา 2-3 เดือน ประชาชนจึงปลูกบ้านที่มีเสาสูง 1.5-2.0 เมตร และยกพื้นบ้านให้สูงกว่าระดับน้ำ ส่วนพรรณไม้ที่ขึ้นอยู่ในบริเวณนี้ก็ปรับตัวจนสามารถทนทานต่อน้ำท่วมได้ ทั้งนี้เนื่องจากภาวะน้ำท่วมที่เกิดจากน้ำหลากในฤดูฝน เป็นน้ำที่ไหลมาจากภูเขาในภาคเหนือ เป็นน้ำสะอาดไม่เน่าเสีย ในน้ำยังมีออกซิเจนมากเพียงพอให้รากต้นไม้ได้แลกเปลี่ยนกาซและดูดน้ำขึ้นไปใช้ ในเวลาเดียวกัน น้ำหลากเหล่านี้ได้พัดพาเอาตะกอนดินที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์จากภูเขาลงมาด้วย สังเกตได้ว่าน้ำมีสีน้ำตาลอ่อนหรือเหลืองนวลที่มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ดังนั้นน้ำหลากจึงช่วยให้พืชพื้นเมืองตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาเจริญเติบโตได้ดี
ทำไมพรรณไม้แต่ละชนิดจึงทนน้ำท่วมขังได้แตกต่างกัน
ถ้าตอบแบบง่ายๆ และถูกต้องก็คือ เป็นธรรมชาติของพรรณไม้ หากขยายความก็คือ ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของพรรณไม้ เห็นได้จากถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ (Habitat & distribution) พรรณไม้ที่ขึ้นอยู่ริมแหล่งน้ำ ก็จะชอบน้ำและทนทานต่อน้ำท่วม หากกล่าวถึงเฉพาะพรรณไม้พุ่มหรือไม้ต้นที่มีเนื้อไม้แข็ง สามารถสังเกตได้จากลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเปลือกลำต้นและเปลือกรากที่มีความแข็ง หรือหนาเหนียว และอาจพบช่องแลกเปลี่ยนก๊าซตามเปลือกที่เป็นรอยขีดนูนหรือเป็นตุ่มนูนสีขาวหรือเทา ดังเช่น ต้นมะกอกน้ำ มะดัน อโศกน้ำ ยางนา ละมุด มะกรูด ซึ่งมีความทนทานต่อน้ำท่วมได้ดี แต่ในขณะที่เปลือกลำต้นหรือเปลือกรากมีลักษณะค่อนข้างอ่อน หนาและค่อนข้างฉ่ำน้ำ เช่น จำปี จำปา มะกอก มะกอกฝรั่ง พญาสัตบรรณหรือตีนเป็ด ชมพูพรรณทิพย์ จะไม่ทนทานต่อน้ำท่วม
ทำไมพรรณไม้ถึงตายเมื่อน้ำท่วม
ตามธรรมชาติแล้วพรรณไม้ประดับทุกชนิดต้องการน้ำที่จะนำไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างอาหาร เพื่อการเจริญเติบโต แต่มีความต้องการในปริมาณที่เหมาะสมไม่เท่ากัน โดยดูดซับเข้ามาทางรากขนอ่อนที่อยู่ส่วนปลายของราก รากขนอ่อนนี้มีผนังบางๆ หากมีน้ำท่วม น้ำจะเข้าไปแทนที่ฟองอากาศที่มีอยู่ในดิน ทำให้รากแลกเปลี่ยนก๊าซไม่ได้ เซลล์จะตายหรือเน่าเสีย ทำให้รากใหญ่ดูดน้ำขึ้นไปใช้ไม่ได้ ใบก็จะขาดน้ำ ทำการสังเคราะห์แสงไม่ได้ ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เหี่ยวแห้งและร่วง ตายในเวลาต่อมา ซึ่งหลายคนสงสัยว่า ทำไมใบไม้ขาดน้ำ ทั้งๆ ที่ต้นแช่น้ำอยู่
พรรณไม้ประดับที่ทนน้ำท่วม
พรรณไม้ที่ทนน้ำท่วมส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง หรือขึ้นอยู่ริมแหล่งน้ำที่เป็นแม่น้ำ ลำธาร น้ำตก หนองบึง หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นพรรณไม้พื้นเมืองดั้งเดิมของไทย อาทิเช่น พรรณไม้ในวงศ์ยาง (Family Dipterocarpaceae) ได้แก่ ยางนา ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียนทราย สยาขาว กระบาก จันทน์กะพ้อ พะยอม พรรณไม้ในวงศ์มะเกลือ (Family Ebenaceae) โดยเฉพาะในสกุลมะพลับ (Genus Diospyros) ได้แก่ มะพลับ ไม้ดำ ดำดง สั่งทำ ตะโกพนม ตะโกนา ตะโกสวน จันดำ จันอิน มะเกลือ พญารากดำ พรรณไม้ในวงศ์อื่นๆ ได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ โกงกางหัวสุม โกงกางหูช้าง กระโดน กระทุ่มน้ำ กระทุ่มนา กระเบา กรวยน้ำ กะพ้อแดง กะพ้อหนาม กาจะ การเวกน้ำ เกด กุ่มน้ำ ข่อย ขะเจาะน้ำ ขี้เหล็กบ้าน คัดเค้าเครือ คล้า คลุ้ม เคี่ยม แคนา ไคร้ย้อย จิกน้ำ จิกสวน ชมพู่น้ำ ชำมะเลียงบ้าน ตะแบกนา ตีนเป็ดน้ำ ตีนเป็ดทราย เตยทะเล เตยน้ำ เตยพรุ เตยหอม เตยหนู เต่าร้าง ทองกวาว ไทร โพธิ์ นาวน้ำ นนทรี นมแมว ประดู่ป่า ประดู่บ้าน ไผ่สีสุก ไผ่เลี้ยง ไผ่ป่า ฝรั่ง พิกุล พุดทุ่ง พุดภูเก็ต พุดสี พุทรา โพทะเล มะกรูด โมกลา มะพร้าว มะขาม มะขามเทศ มะเดื่อกวาง มะตูม ยอบ้าน ละมุด ลำพู สะแก สะตือ เสม็ด สารภี หูกวาง หมากสง อินทนิล อโศกป่าพุ (พุเมืองกาญจนบุรี)
นอกจากนี้ยังมีพรรณไม้จากต่างประเทศอีกหลายชนิดที่นำเข้ามาปลูกกัน แล้วมีความทนทานต่อภาวะน้ำท่วมได้ อาทิเช่น อโศกอินเดีย ก้ามปู หูกระจง กระดังงาจีน
สำหรับพรรณไม้ประดับบางชนิด มีความทนทานเป็นเลิศ ถึงแม้ว่าจะมีน้ำท่วมสูงมิดยอดเป็นเวลานาน (ทนได้ถึง 30 วัน) ได้แก่ ปาล์มแวกซ์ (Copernicia prunifera) ต้นตาลโตนด (Borassus flabellifer) จาก สาคู อโศกน้ำ มะกอกน้ำ มะดัน หลังจากน้ำลดลงแล้ว เจริญเติบโตต่อได้เลย
อย่างไรก็ตาม การปลูกพรรณไม้ทนน้ำท่วมเหล่านี้ประดับบ้าน ก็ควรมีการตัดแต่งทรงพุ่มให้สวยงาม มีการกำจัดวัชพืช โรคและแมลง มีการพรวนโคนต้นให้สวยงาม พร้อมทั้งมีการใส่ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโตเป็นช่วงๆ พรรณไม้เหล่านี้ก็จะเป็นไม้ประดับที่สวยงาม พร้อมที่จะสู้ทนน้ำท่วมให้เจ้าของบ้านอย่างท่านได้สบายใจ
(อ้างอิง : ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.))
นานาสาระน่ารู้
แนวโน้มผู้บริโภคทั่วโลก ปี 2030 (ตอนจบ)
ตอนที่แล้วได้นำเสนอ 3 ปัจจัยขับเคลื่อนพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2030 จากรายงานของ Gabrielle Lieberman บริษัท Mintel ตอนนี้ขอเสนออีก 4 ปัจจัย เพื่อทำความรู้จักและเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภค ได้แก่ สิทธิ ตัวบุคคล คุณค่า และ ประสบการณ์ เพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค สิทธิ Cancel culture หรือ Call-out culture (การคว่ำบาตรหรือการเลิกสนับสนุนคนที่มีชื่อเสียงโดยกลุ่มคนจำนวนมาก เนื่องจากการกระทำที่น่าสงสัยหรือการแสดงความเห็นที่ไม่เหมาะสมลงบนโซเชียลมีเดีย กำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภครู้สึกว่าตนเองมีอำนาจมากขึ้น นอกจากนี้ แนวคิดที่คำนึงว่าคนเป็นศูนย์กลาง ได้ให้อำนาจแก่คนในการควบคุมวิธีการรวบรวมและการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลของตน โดยคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้า ผู้บริโภคจะเบื่อหน่ายกับ Cancel culture หรือ Call-out culture ที่ไม่มีวันจบสิ้น ผลที่ตามมาคือบริษัทและแบรนด์ต่างๆ จะมีพลังเสียงอีกครั้ง นอกจากนี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในการควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจากแพลตฟอร์มสู่ตัวบุคคล การควบคุมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมและการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจะอยู่ในมือของผู้บริโภค สิ่งที่คาดหวังในปี 2030 การแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลจะอยู่ใต้การควบคุมของผู้บริโภค ผู้บริโภคต้องการเสรีภาพในตัวตน วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และระบบนิเวศ เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพและความสำเร็จในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม กลยุทธ์ที่จะประสบความสำเร็จในปี 2030 แบรนด์จำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะส่งมอบสัมผัสที่เป็นส่วนตัวแก่ผู้บริโภคมากขึ้น ผู้บริโภคยินดีที่จะให้เข้าถึงข้อมูลของตนเองกับการทำธุรกรรมที่มีความคุ้มค่า ดังนั้นแบรนด์ต้องแสดงให้ผู้บริโภคเห็นถึงความคุ้มค่าดังกล่าว ตัวตนบุคคลหรือเอกลักษณ์ ผู้บริโภคกำลังเคลื่อนห่างจากคำจำกัดความที่เข้มงวดของเพศ เชื้อชาติ และชาติพันธุ์ อีกทั้ง ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนว่าตนเองสูญเสียความเป็นตัวตน ความรู้สึกโดดเดี่ยวถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชนมากขึ้น สิ่งที่คาดหวังในปี 2030 ชื่อเรียกเพศที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะเกิดขึ้น สถานที่ทำงานจะมีการปรับให้เข้ากับสภาวะ non-binary คือ การไม่ได้จำกัดแค่เพศชายหรือหญิง การใช้หุ่นยนต์อย่างกว้างขวางเพื่อลดความวิตกกังวลและกระตุ้นการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผู้คนเลือกอยู่อาศัยด้วยกันจากความคิดและงานอดิเรกที่ร่วมกัน กลยุทธ์ที่จะประสบความสำเร็จในปี 2030 Gen Z เป็นผู้นำในการกำหนดบรรทัดฐานตัวบุคคล แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในปี 2030 จะต้องเปิดกว้างเพื่อตอบสนองความหลากหลาย การค้นหาวิธีแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีเพื่อช่วยต่อสู้กับความเหงา นอกจากนี้ ผู้บริโภคมองว่าการซื้อสินค้าและบริการของตนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนของตนเอง ดังนั้นแบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จไม่เพียงแต่พยายามที่จะปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค แต่ต้องหาวิธีที่จะรวมสินค้าและบริการของตนเข้ากับกระบวนการสำรวจตัวตนของผู้บริโภค คุณค่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในปัญหาของสังคมสมัยใหม่ ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการบริโภคของตัวเองและมองหาการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ที่นำไปสู่อนาคตที่ดีกว่า การซื้อสินค้าที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้บริโภคกำลังค้นหาสินค้ามือสองที่ราคาไม่แพงเพิ่มมากขึ้นซึ่งนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจมือสอง ในขณะที่ผู้บริโภคกำลังมองหาวิธีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ก็ยังต้องการบางสิ่งที่ไม่เหมือนใครสำหรับตนเอง คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้า ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญการบริโภคที่ช้าลง โดยเน้นความทนทาน การป้องกัน และการใช้งาน สิ่งที่คาดหวังในปี 2030 ผู้บริโภคยอมรับคุณค่าความคิดสร้างสรรค์ งานฝีมือ และผลิตภัณฑ์ของแท้ คุณภาพ และความทนทาน การใช้จ่ายของผู้บริโภคมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์สาธารณะมากกว่าการผูกขาดส่วนตัว Slow life กลายเป็นสถานะในอุดมคติ เศรษฐกิจการแบ่งปันบังคับให้นักวางผังเมืองมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้แนวคิดของการแบ่งปัน กลยุทธ์ที่จะประสบความสำเร็จในปี 2030 ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับความคงทนของผลิตภัณฑ์ แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะเป็นแบรนด์ที่ยึดมั่นในจริยธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในขณะที่ผู้บริโภคกำลังมองหาวิธีการซื้อสินค้าและบริการอย่างมีสติ แต่ก็ยังต้องการสิ่งที่เป็นเฉพาะสำหรับตนเอง แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในปี 2030 จะก้าวไปไกลกว่าการปรับเรื่องการให้บริการส่วนบุคคล หรือ Personalisation สู่ กรอบความคิดหรือทัศนคติของบริการที่แต่ละคนระบุว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง หรือ Hyper-individualisation เศรษฐกิจการแบ่งปันจะดำเนินต่อไปเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้บริโภคเพื่อความยั่งยืนที่ดีขึ้นของเมือง ประสบการณ์ เทคโนโลยีกำลังผลักดันประสบการณ์จากการพักผ่อนไปจนสู่การค้าปลีก ประสบการณ์โดยรวมจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ประสบการณ์ที่บ้านจะเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยเดี่ยวและครัวเรือนหลากหลายรุ่นมากขึ้น ในเวลาเดียวกันผู้คนจะเริ่มนิยามสิ่งที่พวกเขาต้องการในฐานะบุคคล ซึ่งจะรวมถึง Nothing Experience เมื่อผู้คนตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้นเกี่ยวกับเวลาของตนเอง นอกจากนี้ การศึกษาเป็นประสบการณ์มากกว่าความจำเป็น สิ่งที่คาดหวังในปี 2030 เส้นทางการศึกษาแบบดั้งเดิมมีความสำคัญ และการสำรวจเส้นทางใหม่ในการศึกษาและอาชีพก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ทางกายภาพและทางอารมณ์จาก Nothing experience โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อลำดับความสำคัญของงานและชีวิต กลยุทธ์ที่จะประสบความสำเร็จในปี 2030 การกระตุ้นผู้บริโภคให้ละทิ้งความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ผ่านประสบการณ์ที่สนุกสนาน โดยที่ความสนุกสนานจะทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับลูกค้าของตนและทำให้ลูกค้าเหล่านั้นรู้สึกถึงอิสรภาพใหม่ ในโลกแห่งความตึงเครียด ผู้คนจะค้นหาแบรนด์และวิธีการแก้ปัญหาที่ให้การสนับสนุนความต้องการที่แตกต่างหลากหลาย โอกาสมีอยู่สำหรับแบรนด์ที่ขยายข้อเสนอของตนเพื่อเสนอทางเลือกที่มากขึ้นแก่ผู้บริโภค Nothing Experience เป็นวิธีผ่อนคลายผ่อนคลาย ผู้คนจะมองหาผลิตภัณฑ์และบริการและสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้พวกเขาแยกตัวออกมาจากโลกวุ่นวาย อ้างอิง Lieberman, G. (2019). 2030 Global Consumer Trends : Seven core drivers of consumer behaviour that will shape global markets over the next 10 years [presentation].
นานาสาระน่ารู้


